วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2567

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

เคยไหม? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนทุบหลัง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่เป็นหรอก เพราะการนอนหลับที่ไม่ถูกวิธีอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราต้องรับบทหนักในการเริ่มต้นวันใหม่แบบปวดๆ!

หลายคนอาจคิดว่า “นอนยังไงก็ได้ ขอแค่หลับก็พอ” แต่จริงๆ แล้ว ท่านอนมีผลต่อสุขภาพหลังของเรามากกว่าที่คิด การนอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนอนคว่ำ นอนบิดตัว หรือนอนแบบไม่มีที่รองรับที่ดี ทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อของเราไม่ได้พักผ่อนจริงๆ แต่กลับต้องทำงานหนักทั้งคืน!

ผลที่ตามมาคืออะไร?

การนอนที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งและทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ผลลัพธ์? ก็ปวดหลังกันตั้งแต่เช้าเลยไงล่ะ!

แล้วเราควรนอนยังไงดี?

1. เลือกหมอนที่ใช่: หมอนที่ดีจะต้องรองรับศีรษะและคอของเราได้ดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป

2. ท่านอนที่ถูกต้อง: ท่าที่ดีที่สุดคือนอนหงาย หรือถ้าจะนอนตะแคงก็ให้ใช้หมอนข้างกอดไว้เพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ถูกต้อง

3. เลือกที่นอนที่ใช่: ที่นอนควรมีความแข็งและยืดหยุ่นพอเหมาะ ที่จะรองรับน้ำหนักและรูปร่างของเราได้ดี

การนอนที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ทำให้ตื่นมาสดชื่น ไม่ปวดหลัง แต่ยังทำให้คุณพร้อมเผชิญกับวันใหม่อย่างเต็มพลัง อย่าปล่อยให้ท่านอนที่ไม่ถูกต้องทำร้ายสุขภาพหลังของคุณ ลองปรับดูแล้วจะรู้ว่า การนอนดีๆ มันดีต่อใจและหลังแค่ไหน

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์


ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

“#นอนดีหลังไม่ปวด #สุขภาพหลังที่ดีเริ่มจากการนอน #ปวดหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

เคยไหม? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนทุบหลัง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่เป็นหรอก เพราะการนอนหลับที่ไม่ถูกวิธีอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราต้องรับบทหนักในการเริ่มต้นวันใหม่แบบปวดๆ!

หลายคนอาจคิดว่า “นอนยังไงก็ได้ ขอแค่หลับก็พอ” แต่จริงๆ แล้ว ท่านอนมีผลต่อสุขภาพหลังของเรามากกว่าที่คิด การนอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนอนคว่ำ นอนบิดตัว หรือนอนแบบไม่มีที่รองรับที่ดี ทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อของเราไม่ได้พักผ่อนจริงๆ แต่กลับต้องทำงานหนักทั้งคืน!

ผลที่ตามมาคืออะไร?

การนอนที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งและทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ผลลัพธ์? ก็ปวดหลังกันตั้งแต่เช้าเลยไงล่ะ!

แล้วเราควรนอนยังไงดี?

1. เลือกหมอนที่ใช่: หมอนที่ดีจะต้องรองรับศีรษะและคอของเราได้ดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป

2. ท่านอนที่ถูกต้อง: ท่าที่ดีที่สุดคือนอนหงาย หรือถ้าจะนอนตะแคงก็ให้ใช้หมอนข้างกอดไว้เพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ถูกต้อง

3. เลือกที่นอนที่ใช่: ที่นอนควรมีความแข็งและยืดหยุ่นพอเหมาะ ที่จะรองรับน้ำหนักและรูปร่างของเราได้ดี

การนอนที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ทำให้ตื่นมาสดชื่น ไม่ปวดหลัง แต่ยังทำให้คุณพร้อมเผชิญกับวันใหม่อย่างเต็มพลัง อย่าปล่อยให้ท่านอนที่ไม่ถูกต้องทำร้ายสุขภาพหลังของคุณ ลองปรับดูแล้วจะรู้ว่า การนอนดีๆ มันดีต่อใจและหลังแค่ไหน


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

ท่านั่งที่ผิดวิธีที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการปวดหลัง!!!

ท่านั่งที่ผิดวิธีที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการปวดหลัง!!!

ปวดหลังเป็นอาการที่หลายคนประสบอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะคนที่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานานๆ โดยที่ไม่รู้ตัว ท่านั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังขึ้น ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพหลังที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ท่านั่งที่ไม่ถูกต้องที่พบบ่อย

1. นั่งหลังค่อม: การนั่งในลักษณะที่หลังค่อมหรือโค้งไปข้างหน้า จะทำให้เกิดแรงกดบนกระดูกสันหลังมากขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต้องทำงานหนัก ซึ่งนำไปสู่อาการปวดหลังได้ง่ายๆ

2. นั่งไขว่ห้างนานๆ: การนั่งไขว่ห้างจะทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะที่ไม่สมดุล และทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องรับภาระมากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังและปวดบริเวณสะโพกได้

3. นั่งไม่มีพนักพิง: การนั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิงหรือไม่ได้ใช้พนักพิงให้เต็มที่ ทำให้หลังของคุณไม่ได้รับการรองรับที่เหมาะสม ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักตลอดเวลา

ผลกระทบของท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง

ท่านั่งที่ผิดวิธีทำให้เกิดการกระจายแรงไม่เท่ากันไปทั่วทั้งกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งนอกจากจะทำให้ปวดหลังแล้ว ยังอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ เช่น อาการปวดคอ, ปวดไหล่ หรือแม้กระทั่งปวดศีรษะได้

วิธีแก้ไขและปรับปรุงท่านั่ง

1. นั่งตรง: พยายามนั่งในท่าที่หลังตรง และให้ไหล่อยู่ในระดับเดียวกัน หากจำเป็นควรใช้หมอนหรือเบาะรองหลังเพื่อช่วยรองรับกระดูกสันหลัง

2. ใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิง: ควรเลือกใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงที่สามารถรองรับหลังส่วนล่างได้ดี และควรปรับระดับที่นั่งให้พอดีกับระดับโต๊ะทำงาน

3. พักบ่อยๆ: พยายามลุกขึ้นและเคลื่อนไหวทุกๆ 30 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักและลดการกดทับของกระดูกสันหลัง

การปรับท่านั่งให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและลดอาการปวดหลัง อย่ารอให้เกิดปัญหาสุขภาพก่อนแล้วค่อยแก้ไข ลองสำรวจท่านั่งของคุณในวันนี้ และปรับปรุงให้เหมาะสมกับร่างกาย เพื่อสุขภาพหลังที่ดีในระยะยาว

สุขภาพดี เริ่มต้นที่ท่านั่งที่ถูกต้อง!


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ปวดหลังรักษาได้ไม่ผ่าตัด ด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาทด้วยเครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง

วิธีแก้ปัญหาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาท: ประสิทธิภาพและประโยชน์ที่ควรรู้

 

 

 

อาการปวดหลังเป็นปัญหาทางสุขภาพที่หลายคนต้องเผชิญ และมักจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดเรื้อรังหรือปวดที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท การหาวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยหลายคนต้องการ การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงหรือที่เรียกว่า Ultrasound-Guided Caudal Epidural Injection เป็นหนึ่งในวิธีการที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับสเตียรอยด์ในขนาดต่ำ (Low Dose Steroid)

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทคืออะไร?

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเป็นกระบวนการที่แพทย์ใช้ยาฉีดเข้าไปในพื้นที่รอบ ๆ เส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดการอักเสบหรือกดทับ ทำให้เกิดอาการปวด ยาที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นยาสเตียรอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ และยาชาที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในทันที วิธีการนี้มีประสิทธิภาพสูง แต่สิ่งที่ทำให้การรักษานี้ดียิ่งขึ้นคือการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อช่วยระบุตำแหน่งในการฉีดยาอย่างแม่นยำ

 

เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงช่วยในการรักษาอย่างไร?

 

เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นเสียงในการสร้างภาพของโครงสร้างภายในร่างกาย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นตำแหน่งของโพรงประสาทและบริเวณที่ต้องการฉีดยาได้อย่างชัดเจน ซึ่งการฉีดยาเข้าโพรงประสาทแบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการฉีดผิดตำแหน่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาให้สูงขึ้น

 

ข้อดีของการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการฉีดยา

 

1.       บรรเทาอาการปวดทันที: หนึ่งในประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนคือการบรรเทาอาการปวดอย่างรวดเร็ว โดยผู้ป่วยหลายรายสามารถรู้สึกดีขึ้นภายในเวลาไม่กี่วันหลังการฉีดยา

2.       ลดการอักเสบ: สเตียรอยด์ที่ถูกฉีดเข้าไปจะช่วยลดการอักเสบในบริเวณโพรงประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวด ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติ

3.       ลดความต้องการใช้ยากิน: การใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบชนิดรับประทานมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงในระยะยาว การฉีดยาเข้าโพรงประสาทสามารถลดความต้องการใช้ยากินเหล่านี้ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากยา

4.       เป็นทางเลือกก่อนการผ่าตัด: สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการหรือไม่พร้อมที่จะรับการผ่าตัด การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเป็นทางเลือกที่ดีในการจัดการกับอาการปวดอย่างมีประสิทธิภาพ

5.       ปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่ำ: แม้ว่าการฉีดยาเข้าโพรงประสาทจะมีความเสี่ยงเล็กน้อย เช่น การติดเชื้อหรือเกิดอาการแพ้ แต่โดยทั่วไปถือว่าเป็นกระบวนการที่ปลอดภัย และเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความเสี่ยงเหล่านี้จะถูกลดลงอย่างมาก

6.       ความแม่นยำสูง: การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงช่วยให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งที่แม่นยำในการฉีดยา ซึ่งลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดยาผิดตำแหน่ง เช่น การบาดเจ็บของเส้นประสาทหรือหลอดเลือด

7.       ลดปริมาณยา: เมื่อใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการระบุตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำให้สามารถใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฉีดยาหลายครั้ง

 

ขั้นตอนการรักษา

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงนั้น เริ่มต้นด้วยการเตรียมผู้ป่วยและการตรวจสอบบริเวณที่จะทำการฉีด จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องคลื่นเสียงเพื่อระบุตำแหน่งที่แม่นยำในการฉีดยา เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้ว แพทย์จะฉีดยาสเตียรอยด์ขนาดต่ำร่วมกับยาชาเข้าไปในบริเวณโพรงประสาทเพื่อบรรเทาอาการปวด

 

ขั้นตอนการฉีดยาเข้าโพรงประสาท

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยทั่วไป ขั้นตอนการฉีดจะเริ่มจากการตรวจสอบภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น MRI หรือ CT scan เพื่อตรวจสอบบริเวณที่เกิดปัญหา หลังจากนั้นแพทย์จะใช้เข็มที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจง ฉีดยาผ่านเข้าทางกระดูกสันหลังไปยังบริเวณโพรงประสาทที่ได้รับผลกระทบ การทำงานนี้ต้องอาศัยความแม่นยำสูง เพื่อให้ยาส่งผลโดยตรงกับบริเวณที่มีการอักเสบและอาการปวด

 

 

ใครควรพิจารณาใช้วิธีนี้?

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังหรือปวดจากเส้นประสาทที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ การฉีดยานี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาจากอาการปวดหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

 สถิติที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังและวิธีการรักษาด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาท (Ultrasound-Guided Caudal Epidural Injection with Low Dose Steroid) มีดังนี้:

 

           1.        อาการปวดหลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก:

           อาการปวดหลังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้คนต้องลาหยุดงาน โดยมีรายงานว่าประมาณ 80% ของผู้ใหญ่จะประสบกับอาการปวดหลังอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต

           2.        ความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ:

การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทแบบใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound-Guided) มีอัตราความสำเร็จสูงในการบรรเทาอาการปวด โดยมีงานวิจัยที่แสดงว่า 70-80% ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาจะรู้สึกว่าความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในไม่กี่สัปดาห์หลังการฉีดยา

           3.        การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเพิ่มความแม่นยำในการรักษา:

การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการระบุตำแหน่งในการฉีดยาทำให้การรักษามีความแม่นยำสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงลดลง และมีอัตราความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดที่สูงขึ้น โดยประมาณ 90% ของการฉีดยาด้วยวิธีนี้สามารถระบุตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง

           4.        ความปลอดภัยของการใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำ:

การใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำในการฉีดยาช่วยลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูง โดยมีรายงานว่าการใช้สเตียรอยด์ขนาดต่ำช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการใช้สเตียรอยด์ในระยะยาว

           5.        อัตราการลดการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มเติม:

หลังจากการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาท ผู้ป่วยหลายรายสามารถลดการใช้ยาแก้ปวดอื่น ๆ ได้อย่างมาก โดยมีการศึกษาที่แสดงว่าผู้ป่วยถึง 60-70% สามารถลดหรือหยุดการใช้ยาแก้ปวดที่มีผลข้างเคียงสูง เช่น ยากลุ่ม NSAIDs หรือยา opioid ภายในระยะเวลา 3-6 เดือนหลังการรักษา

 

สถิติและข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับสเตียรอยด์ขนาดต่ำเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหลังจากการอักเสบหรือการกดทับเส้นประสาทได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความแม่นยำในการระบุตำแหน่งและการลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

           1.        สถิติการปวดหลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก:

           Vos, T., et al. (2012). “Years lived with disability (YLDs) for 1160 sequelae of 289 diseases and injuries 1990–2010: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2010.” The Lancet, 380(9859), 2163-2196. doi:10.1016/S0140-6736(12)61729-2.

           2.        ความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ:

                            Manchikanti, L., et al. (2015). “Comprehensive review of therapeutic interventions in managing chronic spinal pain.” Pain Physician, 18(6), E1025-E1075. PMID: 26606027.

           3.        ความแม่นยำในการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการรักษา:

                            Gofeld, M., & Narouze, S. (2011). “Ultrasound-guided caudal epidural steroid injections: The future is now.” Pain Physician, 14(4), 419-421. PMID: 21785484.

           4.        ความปลอดภัยของการใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำ:

                            Kim, D., & Brown, J. (2016). “Low-dose steroid in epidural injection: A real clinical benefit.” International Journal of Spine Surgery, 10(8), 1-7. doi:10.14444/3078.

           5.        อัตราการลดการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มเติม:

                            Cohen, S. P., et al. (2013). “Caudal epidural steroid injections: A randomized, controlled, double-blind, dose-response trial.” Anesthesiology, 119(3), 675-681. doi:10.1097/ALN.0b013e31829ccadb.

 

แหล่งอ้างอิงเหล่านี้สามารถใช้ในการตรวจสอบข้อมูลและสนับสนุนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง.