วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ ปวดหลังร้าวลงขา รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วย Ultrasound-Guided Epidural Injection

 

"ยกของหนักครั้งเดียว ปวดร้าวลงขาเป็นเดือน" ลุงสมชายอายุ 60 ปี ตื่นเช้ามาช่วยลูกชายขนของย้ายบ้าน ยกกล่องตู้เย็นเพียงครั้งเดียว ก็รู้สึก "จี๊ด" ที่หลัง วันรุ่งขึ้น อาการปวดเริ่มร้าวจากเอวลงไปถึงน่องขวา เดินไม่ได้นานเกิน 10 นาที ต้องนั่งพักทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

เมื่อมาตรวจที่คลินิก ภาพเอกซเรย์เผยให้เห็นว่า กระดูกสันหลังของลุงไม่ได้ตรงเหมือนคนทั่วไป แต่บิดโค้งเป็นรูปตัว "S" จากการเสื่อมตามวัย โรคที่หลายคนไม่เคยรู้จักว่ามีอยู่ ชื่อว่า "Degenerative Scoliosis" หรือ "กระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม"

ข่าวดีคือ คนไข้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ "ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด" หากได้รับการรักษาด้วยวิธี Conservative ที่ถูกทาง โดยเฉพาะการฉีดยาเข้าโพรงประสาทไขสันหลังด้วย "Ultrasound Guide Epidural Injection" ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ทำให้การฉีดแม่นยำ ปลอดภัย และเห็นผลเร็ว

บทความนี้หมอเก่งจะอธิบายให้เข้าใจชัด ทั้งสาเหตุ อาการ และทางเลือกการรักษาที่ใช้ได้ผลจริงครับ

―――――――――――――――――――――――

กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ ปวดหลังร้าวลงขา รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วย Ultrasound-Guided Epidural Injection

―――――――――――――――――――――――

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

หลายคนคิดว่า "กระดูกสันหลังคด" เป็นโรคของเด็กและวัยรุ่นเท่านั้น เมื่อตรวจพบในผู้สูงอายุ คนไข้และครอบครัวมักตกใจ และเข้าใจว่าต้องผ่าตัดดัดกระดูกอย่างเดียว

ความจริงคือ "Degenerative Scoliosis" หรือกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม เป็นภาวะที่พบในผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ปีบ่อยมาก โดยไม่ได้เกิดจากกระดูกผิดรูปตั้งแต่เด็ก แต่เกิดจากหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลังที่เสื่อมไม่เท่ากันทั้งสองข้าง ทำให้กระดูกเอียงและบิดออกด้านข้างทีละน้อย

ส่วนใหญ่คนไข้กลุ่มนี้ "ไม่ต้องผ่าตัด" หากได้รับการดูแลด้วยแนวทาง Conservative Treatment ที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของ American College of Physicians (ACP) ในปี 2017 ที่แนะนำให้เริ่มด้วยวิธีไม่ผ่าตัดก่อนเสมอในผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรัง [1]

―――

โรคนี้คืออะไร

ลองนึกภาพ "เสาบ้านที่ทำจากท่อนไม้วางเรียงต่อกัน" ระหว่างท่อนไม้แต่ละท่อน มี "เบาะรองหมอน" คั่นไว้เพื่อกันการกระแทก ในคนหนุ่มสาว เบาะหมอนเหล่านี้หนานุ่ม กระดูกแต่ละท่อนวางตรงเป็นเส้นเดียวกัน

แต่เมื่ออายุมากขึ้น เบาะหมอน หรือ "หมอนรองกระดูก" เริ่มยุบและเสื่อม บางคนยุบทั้งสองข้างเท่ากัน กระดูกก็ยังตรง แต่บางคนยุบข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง กระดูกจึงเอียงไปทางที่ยุบมาก เกิดเป็นกระดูกสันหลังคดที่เรียกว่า Degenerative Scoliosis [2]

เมื่อกระดูกเอียง โพรงประสาทไขสันหลังที่ปกติเป็นช่องตรง ก็จะแคบลงด้านหนึ่ง ทำให้รากประสาทถูกบีบ เกิดอาการ "ปวดร้าวลงขา" ที่เรียกว่า Radiculopathy นั่นเอง

―――

อาการสำคัญที่ต้องรู้

คนไข้ส่วนใหญ่จะมีอาการ 3 กลุ่มหลัก

"กลุ่มแรก" ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังส่วนล่าง ปวดมากขึ้นเมื่อยืนนานหรือเดินไกล แต่ดีขึ้นเมื่อนั่งหรือก้มตัว

"กลุ่มที่สอง" ปวดร้าวลงขา ตามแนวเส้นประสาท อาจปวดข้างเดียวหรือสองข้าง บางคนรู้สึกชา หรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง

"กลุ่มที่สาม" เดินไกลไม่ได้ ต้องหยุดพักทุก 100-200 เมตร เพราะปวดน่องและขาทั้งสองข้าง อาการนี้เรียกว่า Neurogenic Claudication เป็นสัญญาณของโพรงประสาทตีบแคบจากกระดูกที่คด

―――

ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย

[1] อายุเกิน 50 ปี โดยเฉพาะ 60-80 ปี

[2] เพศหญิงพบบ่อยกว่าชาย โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือนที่กระดูกบางลง

[3] ภาวะกระดูกพรุน Osteoporosis ทำให้กระดูกยุบไม่เท่ากัน

[4] อาชีพหรือกิจกรรมที่ก้มยกของหนักเป็นประจำตลอดชีวิต

[5] ประวัติบาดเจ็บกระดูกสันหลัง หรือเคยผ่าตัดหลังมาก่อน

―――

การวินิจฉัย

แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกาย ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ ความรู้สึกของขา และรีเฟล็กซ์ จากนั้นส่งภาพถ่ายเอกซเรย์ในท่ายืน เพื่อวัด "มุม Cobb" ที่บอกว่ากระดูกคดกี่องศา

หากมุมเกิน 10 องศา ถือว่ามี Scoliosis และหากคนไข้มีอาการปวดร้าวลงขา แพทย์จะพิจารณาส่ง MRI เพิ่ม เพื่อดูว่ารากประสาทเส้นไหนถูกบีบ และโพรงประสาทตีบที่ระดับใด

―――

แนวทางการรักษา ขั้น Step-Up

การรักษากระดูกสันหลังคดจากความเสื่อมในผู้สูงอายุ ใช้หลัก "ขั้นบันได" คือเริ่มจากวิธีเบาที่สุดก่อน หากไม่ดีขึ้นค่อยขยับขึ้นทีละขั้น

"ขั้นที่หนึ่ง" ปรับพฤติกรรม ลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ ใช้ความร้อนความเย็นบรรเทา

"ขั้นที่สอง" กายภาพบำบัด เน้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อหลัง

"ขั้นที่สาม" ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ และยากลุ่ม NSAIDs ตามความเหมาะสม

"ขั้นที่สี่" Ultrasound-Guided Epidural Steroid Injection การฉีดยาสเตียรอยด์ขนาดต่ำเข้าโพรงประสาทไขสันหลัง โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงนำทาง เพื่อลดการอักเสบของรากประสาทที่ถูกบีบ

"ขั้นที่ห้า" พิจารณาผ่าตัด เฉพาะกรณีที่อาการรุนแรง มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบ Conservative

―――

Ultrasound-Guided Epidural Injection คืออะไร

เทคนิคนี้คือการฉีดยาสเตียรอยด์ขนาดต่ำ ผสมกับยาชา เข้าไปในโพรงประสาทไขสันหลัง บริเวณรากประสาทที่อักเสบ โดยใช้เครื่อง Ultrasound เป็น "ตาที่สาม" ให้แพทย์มองเห็นเข็มและตำแหน่งกระดูกแบบ Real-Time ตลอดการฉีด

ข้อดีของการใช้ Ultrasound นำทางเทียบกับ Fluoroscopy แบบเดิมคือ ไม่ต้องใช้รังสีเอกซเรย์ ปลอดภัยกว่าทั้งคนไข้และแพทย์ ทำได้รวดเร็ว และทำที่คลินิกได้เลย

งานวิจัยของ Park และคณะ ในปี 2013 เปรียบเทียบ Ultrasound-Guided กับ Fluoroscopy-Guided Caudal Epidural Steroid Injection ในคนไข้ปวดร้าวลงขา 120 ราย พบว่าทั้งสองวิธีให้ผลลดปวดและฟื้นฟูการทำงานเท่ากัน แต่ Ultrasound ไม่ต้องใช้รังสี ทำให้ปลอดภัยกว่าในระยะยาว [5]

งานวิเคราะห์อภิมานของ Chou และคณะ ในวารสาร Annals of Internal Medicine ปี 2015 รวบรวม RCT 30 การศึกษา พบว่า Epidural Steroid Injection ช่วยลดปวดและฟื้นฟูการทำงานในคนไข้ปวดร้าวลงขาได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือนแรก [3]

งานวิจัย RCT ของ Friedly และคณะในวารสาร New England Journal of Medicine ปี 2014 ในคนไข้สูงอายุที่มีโพรงประสาทตีบ พบว่ากลุ่มที่ได้สเตียรอยด์ร่วมกับยาชา มีการลดปวดและเพิ่มการทำงานในช่วง 3-6 สัปดาห์แรก [4]

―――

เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด

แม้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด แต่มีบางสถานการณ์ที่ควรพิจารณา ได้แก่ กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงรุนแรง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ปวดมากจนไม่สามารถเดินหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ และไม่ตอบสนองต่อการรักษา Conservative อย่างเต็มที่นานเกิน 3-6 เดือน

―――

พยากรณ์โรคและภาวะแทรกซ้อนถ้าไม่รักษา

[1] อาการปวดเรื้อรังนานขึ้น คุณภาพชีวิตลดลง

[2] กระดูกอาจคดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1-3 องศาต่อปี โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน

[3] การเดินไกลทำได้ลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อน้อย Sarcopenia

[4] ภาวะซึมเศร้าและการขาดสังคม จากการเคลื่อนไหวที่จำกัด

[5] ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีรากประสาทถูกบีบจนกล้ามเนื้ออ่อนแรงถาวร

―――

วิธีดูแลตัวเองและป้องกัน

[1] ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ โยคะอ่อนๆ

[2] หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก ใช้ท่ายกที่ถูกต้องโดยย่อเข่าก่อน

[3] ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ลดภาระต่อกระดูกสันหลัง

[4] เสริมความแข็งแรงของกระดูกด้วยแคลเซียม วิตามิน D และการตรวจวัดมวลกระดูกในผู้สูงอายุ

[5] พบแพทย์เมื่อมีอาการปวดร้าวลงขานานเกิน 2 สัปดาห์ ไม่ปล่อยให้เรื้อรัง

―――

คำถามที่พบบ่อย

"ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไขสันหลังอันตรายไหม"

สเตียรอยด์ขนาดต่ำที่ใช้ใน Epidural Injection เป็นขนาดที่ปลอดภัย หากฉีดโดยแพทย์ที่ชำนาญและใช้ Ultrasound นำทาง ความเสี่ยงจะต่ำมาก งานทบทวนของ Bicket และคณะ ในปี 2015 ระบุว่าภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบน้อยมากเมื่อปฏิบัติตามมาตรฐาน

"ฉีดได้บ่อยแค่ไหน"

แนวทางมาตรฐานคือ ฉีดได้ 3-4 ครั้งต่อปี โดยเว้นระยะแต่ละครั้งอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นกับการตอบสนองของแต่ละราย

"ผ่าตัดกับฉีดยา อย่างไหนดีกว่า"

ขึ้นกับความรุนแรงของอาการและกระดูกที่คด ในรายที่อาการไม่รุนแรงและไม่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง การฉีดยาร่วมกับกายภาพบำบัดให้ผลดี โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดใหญ่ในผู้สูงอายุ

"กระดูกที่คดแล้วจะกลับมาตรงได้ไหม"

กระดูกที่คดจากความเสื่อมจะไม่กลับมาตรงเอง แต่การรักษาเป้าหมายคือ "ลดปวด ฟื้นฟูการเดิน และคงคุณภาพชีวิต" ไม่ใช่ดัดกระดูกให้ตรง

"หลังฉีดต้องพักนานไหม"

ส่วนใหญ่หลังฉีดสามารถกลับบ้านได้ภายใน 30-60 นาที พักผ่อน 1-2 วัน หลีกเลี่ยงการยกของหนักประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

―――

สรุปสำคัญ

[1] Degenerative Scoliosis เป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ไม่ใช่โรคของเด็กเพียงอย่างเดียว

[2] อาการสำคัญคือ ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา และเดินไกลไม่ได้

[3] แนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับระดับโลกคือ Conservative Treatment เริ่มจากเบาไปหนัก

[4] Ultrasound-Guided Epidural Injection เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย แม่นยำ และเห็นผลเร็ว เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการหลีกเลี่ยงรังสีและการผ่าตัด

[5] คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการดูแลที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ

―――――――――――――――――――――――

หมายเหตุทางการแพทย์

ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากท่านมีอาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงขา หรือเดินไกลไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสมครับ

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ – ธนินนิตย์คลินิก

Line OA: @doctorkeng โทร: 088-252-3466 เว็บไซต์: doctorkeng.com

―――――――――――――――――――――――

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #ปวดหลังร้าวลงขา #กระดูกสันหลังคด #DegenerativeScoliosis #ฉีดยาแก้ปวดหลัง #UltrasoundGuidedInjection #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #ปวดหลังผู้สูงอายุ #คลินิกเชียงใหม่ #BackPain #Scoliosis #EpiduralInjection #UltrasoundGuided #SpinalStenosis

―――――――――――――――――――――――

เอกสารอ้างอิง

[1] Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA; Clinical Guidelines Committee of the American College of Physicians. Noninvasive treatments for acute, subacute, and chronic low back pain: a clinical practice guideline from the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(7):514-30. doi:10.7326/M16-2367

[2] York PJ, Kim HJ. Degenerative scoliosis. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):547-58. doi:10.1007/s12178-017-9445-0

[3] Chou R, Hashimoto R, Friedly J, Fu R, Bougatsos C, Dana T, et al. Epidural corticosteroid injections for radiculopathy and spinal stenosis: a systematic review and meta-analysis. Ann Intern Med. 2015;163(5):373-81. doi:10.7326/M15-0934

[4] Friedly JL, Comstock BA, Turner JA, Heagerty PJ, Deyo RA, Sullivan SD, et al. A randomized trial of epidural glucocorticoid injections for spinal stenosis. N Engl J Med. 2014;371(1):11-21. doi:10.1056/NEJMoa1313265

[5] Park Y, Lee JH, Park KD, Ahn JK, Park J, Jee H. Ultrasound-guided vs. fluoroscopy-guided caudal epidural steroid injection for the treatment of unilateral lower lumbar radicular pain: a prospective, randomized, single-blind clinical study. Am J Phys Med Rehabil. 2013;92(7):575-86. doi:10.1097/PHM.0b013e318292356b

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ใช่แค่หมอนรองกระดูกทับเส้น รู้จัก "Spondylolysis" กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก

 




ปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงสะโพก ก้น ขา น่อง

นี่อาจไม่ใช่แค่ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" อย่างที่หลายคนเข้าใจ

มีโรคหนึ่งที่หมอเจอบ่อยในวัยรุ่นนักกีฬา และในคนวัยทำงานที่ยกของหนัก แอ่นหลังบ่อย ชื่อโรคนี้คือ "กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก" หรือ Spondylolysis

ที่ตรวจ X-ray ธรรมดามักไม่เจอ ที่ทำ MRI ทั่วไปก็มักพลาด ถึงครึ่งหนึ่งของเคส [5]

แต่ถ้าวินิจฉัยถูกตั้งแต่ต้น ส่วนใหญ่ "ไม่ต้องผ่าตัด" หายได้ด้วยการใส่เสื้อพยุงหลัง พักกีฬา และทำกายภาพบำบัด

แล้วถ้าปล่อยไว้นาน จะเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงพลาดวินิจฉัยโรคนี้? และสัญญาณอะไรที่บอกว่าคุณอาจเป็นโรคนี้?

อ่านต่อในบทความ ผมจะอธิบายให้ฟังครบทั้งสาเหตุ การวินิจฉัย และวิธีรักษาที่ได้ผลจริง

―――――――――――――――――――――――

ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ใช่แค่หมอนรองกระดูกทับเส้น รู้จัก "Spondylolysis" กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก

―――――――――――――――――――――――

หมอเก่งเจอเคสนี้บ่อยมากในคลินิก คุณสมชาย อายุ 32 ปี อาชีพช่างก่อสร้าง มาด้วยอาการปวดหลังเรื้อรังนานกว่า 6 เดือน เริ่มจากปวดเฉพาะหลังช่วงเอว ต่อมาเริ่มปวดร้าวลงก้น ลงต้นขา ลงน่อง บางครั้งมีอาการชาที่ปลายเท้าด้วย

คุณสมชายเคยไปหาหมอมาแล้ว 3 ที่ ตรวจ X-ray ปกติ ทำ MRI ก็บอกว่า "หมอนรองกระดูกเสื่อมเล็กน้อย" ได้ยาแก้ปวด ทำกายภาพบำบัด แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น

จนกระทั่งมาพบหมอเก่ง ส่งตรวจ CT scan เฉพาะจุด จึงพบสาเหตุที่แท้จริง คือ "กระดูกสันหลังส่วน Pars interarticularis หักทั้งสองข้างที่ระดับ L5" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Spondylolysis ครับ

Spondylolysis คืออะไร

Spondylolysis (สะ-ปอน-ดิ-โล-ลัย-ซิส) หรือภาษาไทยเรียกว่า "กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก" คือภาวะที่กระดูกส่วนเล็กๆ ของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า "Pars interarticularis" เกิดรอยร้าวหรือหักจากการรับแรงซ้ำๆ เป็นเวลานาน

ขอเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายครับ กระดูกสันหลังของเราเหมือนตัวต่อเลโก้ที่เรียงต่อกันเป็นแนว ตรงด้านหลังของกระดูกแต่ละชิ้นจะมี "สะพานเชื่อม" เล็กๆ ระหว่างข้อต่อด้านบนกับด้านล่าง สะพานนี้แหละครับคือ Pars interarticularis ถ้าเราแอ่นหลัง บิดตัว หรือยกของหนักซ้ำๆ บ่อยๆ สะพานเล็กๆ นี้จะรับแรงไม่ไหว เกิดเป็นรอยร้าวคล้ายกระดูกหักจากความล้า (stress fracture) [1]

โรคนี้พบบ่อยมากครับ ในประชากรทั่วไปพบประมาณ "6 ถึง 11.5 เปอร์เซ็นต์" ของประชากรโลก และพบในนักกีฬาวัยรุ่นมากถึง "7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์" [2] โดยตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือกระดูกสันหลังระดับ L5 รองลงมาคือ L4 [1]

ทำไมถึงปวดร้าวลงขา ทั้งที่หักอยู่ที่หลัง

นี่เป็นคำถามที่คนไข้ถามหมอเก่งบ่อยมากครับ เพราะดูเหมือนว่ากระดูกหักอยู่ตรงหลัง แต่ทำไมถึงปวดลงสะโพก ก้น ขา น่อง

คำตอบคือ เมื่อกระดูก Pars หัก บริเวณรอบๆ จะเกิดการอักเสบ บวม และมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จะไปกดทับ "เส้นประสาท" ที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะเส้นประสาทที่วิ่งจากกระดูกสันหลังลงไปยังขา [1]

นอกจากนี้ ถ้ากระดูก Pars หักทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังชิ้นนั้นอาจ "เลื่อน" ไปข้างหน้า กลายเป็นภาวะที่เรียกว่า Spondylolisthesis (กระดูกสันหลังเคลื่อน) ซึ่งจะยิ่งกดทับเส้นประสาทมากขึ้น ทำให้ปวดร้าวลงขามากขึ้น มีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามมา [3]

สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต

อาการที่บ่งบอกว่าอาจเป็น Spondylolysis ครับ

[1] ปวดหลังช่วงเอวเรื้อรัง โดยเฉพาะปวดมากขึ้นเมื่อแอ่นหลัง บิดตัว หรือยืนนานๆ

[2] ปวดร้าวลงสะโพก ลงก้น ลงต้นขาด้านหลัง หรือลงน่อง บางคนปวดลงถึงเท้า

[3] อาการชาหรือเหน็บที่ขาหรือเท้า เมื่อเดินไกลๆ หรือยืนนาน

[4] กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) ตึงผิดปกติ เหยียดขาไม่ตรง

[5] อาการดีขึ้นเมื่อก้มตัวไปข้างหน้า หรือนั่งพัก แต่กลับมาแย่เมื่อยืนหรือแอ่นหลัง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้

[1] นักกีฬาที่ต้องแอ่นหลังบ่อย เช่น ยิมนาสติก ฟุตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส กอล์ฟ ยกน้ำหนัก [2]

[2] อาชีพที่ยกของหนัก แอ่นหลัง บิดตัวซ้ำๆ เช่น ช่างก่อสร้าง พนักงานคลังสินค้า เกษตรกร

[3] ผู้ที่มีกระดูกสันหลังโค้งงอผิดปกติแต่กำเนิด

[4] ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่หลังรุนแรง

[5] พันธุกรรม มีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้

การวินิจฉัย เรื่องที่หมอหลายคนพลาด

จุดสำคัญที่หมอเก่งอยากเน้นเป็นพิเศษคือ "การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้ยากกว่าที่คิด" ครับ

จากการศึกษาในผู้ป่วยที่ปวดหลังเรื้อรังกว่า 2,000 คน พบว่า MRI แบบมาตรฐานทั่วไป "พลาดการวินิจฉัย Spondylolysis" ในเกือบครึ่งหนึ่งของเคส โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่ยังไม่มีการเสื่อมของกระดูกสันหลัง MRI พลาดถึงร้อยละ 51 [5]

นี่คือเหตุผลที่คนไข้หลายคนตรวจ MRI มาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องสักที

เครื่องมือวินิจฉัยที่ใช้ในปัจจุบัน

"X-ray กระดูกสันหลังธรรมดา" เป็นการตรวจเบื้องต้น แต่ไวไม่พอที่จะเห็นรอยหักเล็กๆ บางครั้งต้อง X-ray ในท่าเฉียง (oblique view) เพื่อมองหา "Scottie dog sign" ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ Spondylolysis [2]

"MRI" ใช้ดูการอักเสบของกระดูกและการกดทับเส้นประสาท แต่ "ความไวเพียงร้อยละ 59" สำหรับการเห็นรอยหัก จึงอาจพลาดได้ [5]

"CT scan" ถือเป็น Gold Standard ในการวินิจฉัย Spondylolysis เพราะเห็นรอยหักของกระดูกชัดเจน ความไวสูงถึงร้อยละ 77 [5]

"SPECT bone scan" ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีกระดูกหักแบบใหม่ จะเห็น "จุดสว่าง" (hot spot) ที่ตำแหน่ง Pars ที่กำลังหัก

แนวทางการรักษา เริ่มจากไม่ต้องผ่าตัดเสมอ

หมอเก่งย้ำเสมอครับว่า "ส่วนใหญ่ของเคส Spondylolysis ไม่ต้องผ่าตัด" หายได้ด้วยการรักษาแบบ Conservative

[1] ปรับพฤติกรรมและพักกีฬา

หยุดกิจกรรมที่ทำให้แอ่นหลัง บิดตัว หรือกระแทกแรงๆ เป็นเวลา 3 ถึง 6 เดือน หลีกเลี่ยงการยกของหนัก งานวิจัยพบว่าการพักกีฬาร่วมกับการรักษาที่ถูกต้อง สามารถทำให้นักกีฬากลับมาเล่นกีฬาได้เฉลี่ยภายใน 4.6 ถึง 6.8 เดือน โดยกลับมาได้ร้อยละ 92 ของเคส [2]

[2] ใส่เสื้อพยุงหลัง (Thoracolumbosacral Orthosis)

ช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง ลดแรงกดที่ Pars เพื่อให้กระดูกที่ร้าวมีโอกาสเชื่อมติด ใส่ประมาณ 3 เดือนแล้วประเมินด้วย CT scan ซ้ำ [2]

[3] กายภาพบำบัด

เน้นเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core muscles) ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง และฝึกท่าทางที่ถูกต้องในการยืน นั่ง ยกของ [1]

[4] ยา

ใช้ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบเมื่อจำเป็น แต่ไม่ใช่การรักษาหลักครับ

[5] Ultrasound-guided injection

สำหรับเคสที่ยังปวดมาก หลังจากรักษาแบบ Conservative แล้ว 3 เดือน อาจพิจารณาฉีดยาแก้อักเสบที่ตำแหน่ง Pars defect โดยใช้ Ultrasound ช่วยนำทาง เพื่อความแม่นยำ ลดอาการปวด และช่วยให้กลับมาทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น

[6] ผ่าตัด (เฉพาะกรณีจำเป็น)

จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อรักษาแบบ Conservative ครบ 6 ถึง 12 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ปวดมากจนกระทบชีวิตประจำวัน หรือมีกระดูกเคลื่อนรุนแรง เทคนิคการผ่าตัดที่ใช้บ่อย ได้แก่ Buck's repair, Pedicle screw repair และ Minimally Invasive Surgery (MIS) ซึ่งมีอัตราการเชื่อมติดของกระดูกสูงและภาวะแทรกซ้อนต่ำ [3][4]

พยากรณ์โรค หายได้ไหม

ข่าวดีคือ "หายได้ครับ" หากวินิจฉัยถูกต้องและรักษาเร็ว

ในนักกีฬาวัยรุ่นที่ได้รับการรักษาแบบ Conservative อย่างเหมาะสม กลับไปเล่นกีฬาได้ถึง "ร้อยละ 92" ภายในเฉลี่ย 4.6 เดือน [2] ส่วนผู้ที่ต้องผ่าตัด อัตราการเชื่อมติดของกระดูกหลังผ่าตัดด้วยเทคนิค Pedicle screw repair สูงกว่าร้อยละ 80 และมีภาวะแทรกซ้อนต่ำ [4]

แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา รอยหักอาจไม่เชื่อมติด กลายเป็น "Pseudoarthrosis" (ข้อเทียม) ทำให้ปวดเรื้อรัง บางคนเกิดกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) ตามมา ซึ่งจะกดทับเส้นประสาทรุนแรงขึ้น และอาจต้องผ่าตัดใหญ่ในภายหลัง

วิธีป้องกัน

[1] หลีกเลี่ยงการแอ่นหลังหรือบิดตัวซ้ำๆ ในนักกีฬาวัยรุ่น ควรพักจากกิจกรรมที่หนักเกินตัว

[2] เสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core strengthening) สม่ำเสมอ

[3] ยกของหนักให้ถูกท่า งอเข่า ไม่งอหลัง

[4] ถ้าปวดหลังเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เฉพาะทาง ไม่ปล่อยไว้

[5] ในเด็กและวัยรุ่นที่ปวดหลังนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรตรวจหา Spondylolysis โดยเฉพาะถ้าเล่นกีฬาที่ต้องแอ่นหลัง

คำถามที่พบบ่อย

ถาม Spondylolysis เป็นโรคของเด็กหรือผู้ใหญ่ ตอบ พบได้ทั้งสองวัยครับ แต่มักเริ่มเกิดในวัยเด็กถึงวัยรุ่นจากการเล่นกีฬา และมาแสดงอาการในวัยทำงาน

ถาม MRI ปกติ แปลว่าไม่เป็น Spondylolysis ใช่ไหม ตอบ ไม่ใช่ครับ MRI แบบมาตรฐานอาจพลาดได้ถึงร้อยละ 51 ในคนอายุน้อย หากมีอาการชัดเจน ควรทำ CT scan ยืนยัน [5]

ถาม ต้องผ่าตัดเสมอไหม ตอบ ไม่ครับ มากกว่าร้อยละ 90 ของเคส สามารถรักษาหายโดยไม่ต้องผ่าตัด [2]

ถาม ออกกำลังกายได้ไหม ตอบ ในช่วงรักษาควรหยุดกีฬาที่ทำให้แอ่นหลัง แต่สามารถทำกายภาพบำบัดและเสริมกล้ามเนื้อ Core ได้

ถาม กลับไปเล่นกีฬาได้เมื่อไหร่ ตอบ เฉลี่ย 4 ถึง 6 เดือนหลังการรักษาที่ถูกต้องครับ [2]

สรุปสิ่งสำคัญ

[1] ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ได้แปลว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้น" เสมอไป

[2] Spondylolysis เป็นสาเหตุที่ถูกมองข้ามบ่อย โดยเฉพาะในวัยรุ่นนักกีฬาและคนวัยทำงานที่แอ่นหลังบ่อย

[3] MRI ปกติไม่ได้แปลว่าไม่เป็น Spondylolysis ต้องใช้ CT scan ยืนยัน

[4] รักษาเร็ว หายเร็ว ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด

[5] ถ้าปวดเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยที่ถูกต้อง

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#ปวดหลัง #ปวดร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #กระดูกสันหลังหัก #Spondylolysis #ParsFracture #ปวดเอวเรื้อรัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #BackPain #LumbarSpondylolysis #ParsInterarticularis #LowBackPain #SpineHealth

―――――――――――――――――――――――

เอกสารอ้างอิง

[1] Debnath UK. Lumbar spondylolysis - current concepts review. J Clin Orthop Trauma. 2021;21:101535. doi:10.1016/j.jcot.2021.101535

[2] Minor A, Klein BR, Sowah MN, Etienne K, Levi AD. Pars interarticularis fractures treated with minimally invasive surgery: a literature review. J Clin Med. 2024;13(2):581. doi:10.3390/jcm13020581

[3] Mohammed N, Patra DP, Narayan V, Savardekar AR, Dossani RH, Bollam P, et al. A comparison of the techniques of direct pars interarticularis repairs for spondylolysis and low-grade spondylolisthesis: a meta-analysis. Neurosurg Focus. 2018;44(1):E10. doi:10.3171/2017.11.FOCUS17581

[4] Tsai SHL, Chang CW, Chen WC, Lin TY, Wang YC, Wong CB, et al. Does direct surgical repair benefit pars interarticularis fracture? A systematic review and meta-analysis. Pain Physician. 2022;25(3):265-82.

[5] West AM, d'Hemecourt PA, Bono OJ, Micheli LJ, Sugimoto D. Diagnostic accuracy of magnetic resonance imaging and computed tomography scan in young athletes with spondylolysis. Clin Pediatr (Phila). 2019;58(6):671-6. doi:10.1177/0009922819832643

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สัญญาณเตือนภัยจากส่วนลึกของแผ่นหลัง... แค่ปวดเมื่อยธรรมดา หรือโครงสร้างกระดูกสันหลังของคุณกำลังทรุดตัวลงอย่างช้าๆ?

 

สัญญาณเตือนภัยจากส่วนลึกของแผ่นหลัง... แค่ปวดเมื่อยธรรมดา หรือโครงสร้างกระดูกสันหลังของคุณกำลังทรุดตัวลงอย่างช้าๆ?

ลองจินตนาการถึงเช้าวันธรรมดาวันหนึ่งที่คุณกำลังก้มลงผูกเชือกรองเท้า หรือเอื้อมมือไปหยิบปากกาที่หล่นลงบนพื้น แต่จู่ๆ ก็มีอาการเจ็บแปล๊บลึกๆ วิ่งพล่านขึ้นมาจากบริเวณส่วนเอว อาการปวดนั้นรุนแรงและฉับพลันจนทำให้แผ่นหลังของคุณแข็งทื่อ ไม่สามารถยืดตัวกลับขึ้นมายืนตรงได้ตามปกติ สมองส่วนสัญชาตญาณความกลัวและการเอาตัวรอดของคุณจะเริ่มตื่นตัวและส่งสัญญาณเตือนทันทีว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย มือที่เคยหยิบจับทำอะไรได้ดั่งใจ แผ่นหลังที่เคยพาคุณเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ เริ่มอ่อนแรงและไร้เสถียรภาพลงอย่างน่าตกใจในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่มักคิดไปเองตามตรรกะความเคยชินว่านี่คงเป็นแค่ อาการกล้ามเนื้อหลังอักเสบธรรมดา จากการนั่งทำงานนานๆ หรือแค่อาการเมื่อยล้าสะสม เดี๋ยวนวดเค้นสักพักก็น่าจะหายดี แต่ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวทางการแพทย์คือ ความเข้าใจผิดนี้อาจกำลังนำพาคุณไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพอย่างถาวรโดยไม่รู้ตัว

ความน่ากลัวของอาการปวดหลังเอวเรื้อรังก็คือ มันทำตัวเหมือนภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทำลายคุณภาพชีวิตของคุณทีละน้อย จากเดิมที่ปวดเฉพาะเวลาที่ต้องนั่งเก้าอี้ทำงานนานๆ หรือตอนที่ต้องยกของหนัก อาการจะเริ่มลุกลามและทวีความรุนแรงขึ้นจนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน แม้แต่ในเวลาที่คุณกำลังนั่งขับรถ พักผ่อนดูทีวี หรือแม้กระทั่งตอนที่กำลังพลิกตัวนอนบนเตียง สมองส่วนคิดวิเคราะห์ของคุณจะเริ่มพยายามหาข้ออ้างมาสนับสนุนว่าคงไม่เป็นอะไรมาก แต่หากคุณยังคงเพิกเฉยและฝืนใช้งานโครงสร้างแผ่นหลังที่บาดเจ็บต่อไป วันหนึ่งคุณอาจจะต้องช็อกเมื่อพบว่าอาการปวดนั้นได้แปรสภาพกลายเป็นความชาและอาการอ่อนแรงที่ลุกลามลงไปที่ปลายนิ้วเท้า จนทำให้คุณไม่สามารถเดินระยะไกลได้อีกต่อไป


ฝันร้ายของวิศวกรหนุ่มกับการนวดดัดหลังที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

หมออยากเล่าเรื่องราวของคุณทวี ชายวัยทำงานอายุ 42 ปี ผู้ประกอบอาชีพเป็นวิศวกรควบคุมไซต์งานก่อสร้างที่ต้องนั่งรถกระบะเดินทางไปตรวจงานตามจังหวัดต่างๆ และต้องนั่งประชุมหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจแบบแปลนวันละหลายชั่วโมง วันหนึ่งคุณทวีเริ่มรู้สึกมีอาการปวดตื้อๆ ลึกๆ ที่แผ่นหลังส่วนล่าง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องนั่งเก้าอี้ทำงานนานเกินหนึ่งชั่วโมง หรือเวลาที่ต้องก้มๆ เงยๆ ตรวจงาน ด้วยความที่คิดว่าเป็นเพียงแค่อาการออฟฟิศซินโดรมธรรมดาประกอบกับความกลัวที่จะต้องเสียเวลาไปโรงพยาบาล เขาจึงเลือกที่จะเดินเข้าร้านนวดแผนโบราณเพื่อให้หมอนวดช่วยเน้นเค้น คลึง และขึ้นไปเหยียบบดขยี้แผ่นหลังพร้อมทั้งดัดข้อกระดูกสันหลังอย่างรุนแรงเพื่อหวังทางลัดให้หายเร็วก่อนวันส่งมอบงาน

ผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากการนวดเค้นและดัดหลังอย่างรุนแรงกลับกลายเป็นฝันร้ายที่เขาไม่มีวันลืม แผ่นหลังส่วนล่างของคุณทวีบวมเป่งและระบมอย่างหนัก อาการปวดทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นความรู้สึกเจ็บเสียวแปล๊บเหมือนมีกระแสไฟช็อตวิ่งพุ่งทะลุจากเอวร้าวลงไปที่ต้นขาและน่องตลอดเวลา แค่ก้าวขาเดินเบาๆ ก็เจ็บร้าวลึกซึ้งจนน้ำตาซึม กระทั่งในเช้าวันถัดมาเขาไม่สามารถลุกขึ้นมาจากเตียงนอนได้เองเพราะขารู้สึกชาหนาและไม่มีแรงยก ความเครียดและความวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้นจนสมองหลั่งสารแห่งความเครียดออกมาอย่างท่วมท้น เขาเริ่มกลัวว่าจะต้องกลายเป็นคนอัมพฤกษ์และสูญเสียอาชีพวิศวกรที่รักไป สิ่งที่คุณทวีทำพลาดไปคือการปล่อยให้สมองส่วนอารมณ์นำทางไปหาวิธีการรักษาที่ผิดวิธี การนวดดัดหลังในขณะที่หมอนรองกระดูกซ่อนความเสื่อมและมีรอยฉีกขาดอยู่ภายใน เปรียบเสมือนการนำค้อนไปทุบซ้ำลงบนอาคารที่ฐานรากกำลังแตกร้าว มันเข้าไปฉีกกระชากและซ้ำเติมให้โครงสร้างสันหลังเสียหายหนักหนาสาหัสกว่าเดิมหลายเท่า


โช้คอัพสปริงยางจิ๋ว: เมื่อส่วนประกอบเก็บกักน้ำในแผ่นหลังเริ่มแห้งเหี่ยว

เพื่อให้อ่านแล้วเห็นภาพและเข้าใจกลไกภายในร่างกายได้อย่างง่ายดายที่สุด หมออยากให้ทุกคนลองนึกภาพเปรียบเทียบโครงสร้างกระดูกสันหลังของมนุษย์เรากับ ระบบช่วงล่างของรถยนต์หรูที่มีโช้คอัพสปริงยางจิ๋ว คอยซับแรงกระแทกเวลาวิ่งผ่านเส้นทางที่ขรุขระ โดยมีแท่งกระดูกสันหลังทำหน้าที่เป็นแกนเหล็กหลัก และมี หมอนรองกระดูกสันหลัง ซ่อนอยู่ตรงกลางระหว่างกระดูกแต่ละข้อ หมอนรองกระดูกนี้มีโครงสร้างคล้ายกับ ขนมปังเนื้อนุ่มที่สอดไส้เยลลี่เหลว ไว้ตรงกลาง ตัวเยลลี่นี้ประกอบไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ทำหน้าที่คอยกระจายน้ำหนักซับแรงกระแทกและช่วยให้เราสามารถก้ม เงย หรือเอี้ยวตัวได้อย่างยืดหยุ่นในชีวิตประจำวัน

เมื่อเรามีอายุที่มากขึ้น ร่วมกับการใช้งานแผ่นหลังอย่างหักโหม นั่งแช่อยู่กับเก้าอี้เป็นเวลานาน หรือได้รับแรงกระแทกซ้ำๆ ไส้เยลลี่เหลวภายในหมอนรองกระดูกจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำ ทำให้หมอนรองกระดูกแห้งเหี่ยว ฟีบแบนลง และสูญเสียความยืดหยุ่น เปรียบเสมือนโช้คอัพยางของรถยนต์ที่เสื่อมสภาพจนเนื้อยางแตกร้าวและแห้งกรอบ เมื่อโช้คอัพชิ้นจิ๋วนี้เริ่มฟีบลง แท่งกระดูกสันหลังที่อยู่ด้านบนและด้านล่างจะเริ่มขยับเข้ามาเบียดชิดกันมากขึ้น ทำให้ผิวข้อต่อกระดูกด้านหลังต้องรับแรงกดทับที่มากเกินปกติ เกิดการสึกหรอ เสียดสีอักเสบ และมีแง่งกระดูกงอกยื่นออกมา ยิ่งหากมีแรงกระแทกฉับพลัน ไส้เยลลี่ที่แห้งเหี่ยวอาจจะดันทะลุเปลือกขนมปังที่แตกร้าวออกไปกดเบียดเส้นประสาทหลักที่วิ่งอยู่ด้านหลัง เกิดเป็นความทรมานทางระบบประสาทตามมาในที่สุด


ทำความรู้จักพยาธิสภาพของโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเริ่มเสื่อม

ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน อาการปวดหลังเอวที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความสึกหรอของโครงสร้างซับแรงกระแทกนี้ เรียกว่า โรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม (Lumbar Disc Degeneration) ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในส่วนลึกของข้อต่อสันหลัง โดยเริ่มต้นจากการสูญเสียสารอาหารและน้ำในเนื้อเยื่อหมอนรองกระดูก ส่งผลให้ความสูงของหมอนรองกระดูกลดลง แนวแรงที่ผ่านกระดูกสันหลังผิดเพี้ยนไป นำไปสู่การอักเสบของผิวข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนหลัง และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างหินปูนหรือแง่งกระดูกงอกยื่นออกมาเพื่อพยายามรักษาความมั่นคงของข้อต่อเอาไว้

เมื่อโรคนี้เริ่มคืบคลานเข้ามา คนไข้ส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดตื้อลึกๆ บริเวณบั้นเอว ซึ่งมักจะเป็นมากขึ้นในขณะที่นั่งเก้าอี้นานๆ นั่งรถยนต์ระยะไกล หรือในขณะที่ก้มตัวลงไปยกของ เนื่องจากในท่าทางเหล่านี้ หมอนรองกระดูกจะได้รับแรงกดดันภายในสูงที่สุด แต่ในระยะเริ่มแรกนี้ อาการปวดอาจจะยังไม่ร้าวลงขา ตราบใดที่เนื้อเยื่อหมอนรองกระดูกที่เสื่อมสภาพยังไม่ยื่นลิ้นออกไปเบียดโดนรากเส้นประสาทหลัก อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมที่สะสมอยู่ภายในจะทำให้อาการปวดหลังเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง และหากปล่อยทิ้งไว้จนโครงสร้างข้อต่อหลวมคลอน ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างผังผืดและกระดูกงอกมาบีบรัดช่องทางเดินเส้นประสาทให้แคบลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคช่องกระดูกสันหลังตีบแคบในระยะยาว


5 ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวพังทลายก่อนเวลาอันควร

  • การนั่งทำงานหรือขับรถติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ท่าทางที่นั่งแช่อยู่กับที่ยาวนานจะเพิ่มแรงกดจำเพาะลงบนหมอนรองกระดูกส่วนล่างสูงกว่าท่ายืนถึงสองเท่า เร่งให้หมอนรองกระดูกขาดเลือดและแห้งเหี่ยวเร็วขึ้น

  • พฤติกรรมการยกของหนักด้วยท่าทางที่ผิดสรีระ การก้มหลังลงไปยกของโดยไม่ย่อเข่า แรงบิดและน้ำหนักทั้งหมดจะวิ่งตรงเข้าบดขยี้หมอนรองกระดูกส่วนเอวโดยตรง ส่งผลให้ปลอกหมอนรองกระดูกเกิดรอยฉีกขาดฉับพลัน

  • ภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานและอ้วนลงพุง น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะทำหน้าที่เหมือนลูกตุ้มถ่วงเหล็กที่กดทับโครงสร้างสันหลังอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับภาระหนักจนทรุดตัวก่อนวัยอันควร

  • พฤติกรรมการสูบบุหรี่จัดเป็นประจำทุกวัน สารพิษจากควันบุหรี่จะเข้าไปทำลายและอุดตันเส้นเลือดฝอยขนาดจิ๋วที่นำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูก ทำให้เซลล์หมอนรองกระดูกฝ่อตัวและเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว

  • การขาดการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังอ่อนแอ โครงสร้างกระดูกสันหลังจะต้องรับแรงกระแทกและน้ำหนักตัวทั้งหมดโดยไม่มีเกราะกำบังตามธรรมชาติคอยช่วยพยุง


เจาะลึกนวัตกรรมการสืบค้นและวินิจฉัยโรคเพื่อล็อกพิกัดรอยโรค

เมื่อคนไข้ก้าวเท้าเข้ามาพบแพทย์เฉพาะทาง กระบวนการค้นหาความจริงจะเริ่มต้นขึ้นจากการตรวจร่างกายทางระบบประสาทและกระดูกอย่างละเอียด แพทย์จะทำการทดสอบการกระดกข้อเท้า ตรวจเช็คกำลังกล้ามเนื้อขา ตรวจสอบการรับรู้ความรู้สึกที่ผิวหนัง และทำการยกขาของผู้ป่วยขึ้นในท่ายืดตรงเพื่อตรวจสอบว่ามีการตึงรั้งของเส้นประสาทหรือไม่ การส่งตรวจภาพถ่ายรังสี เอกซเรย์ (X-ray) จะถูกนำมาใช้เป็นด่านแรกเพื่อฉายภาพจำลองโครงสร้างกระดูกในมุมกว้าง ค้นหาแง่งกระดูกงอก ตรวจสอบแนวการเรียงตัวของกระดูกสันหลัง และวัดระยะห่างช่องว่างระหว่างข้อกระดูกว่าแคบลงจนบ่งบอกถึงภาวะหมอนรองกระดูกทรุดตัวมากน้อยเพียงใด

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ถือเป็นเครื่องมือมาตรฐานสูงสุดที่จะช่วยฉายภาพจำลองสามมิติ แสดงให้เห็นปริมาณน้ำที่ลดลงภายในหมอนรองกระดูก รอยฉีกขาดของปลอกหมอนรองกระดูก และทิศทางการยื่นลิ้นของหมอนรองกระดูกที่เข้าไปกดทับรากเส้นประสาทได้อย่างละเอียดแม่นยำที่สุด


แนวทางการรักษาจากเบาไปหาหนัก: ฟื้นฟูโครงสร้างแผ่นหลังให้แข็งแรงโดยไม่ต้องผ่าตัด

  • การปรับสรีระพฤติกรรมและการจัดระเบียบร่างกายใหม่ นี่คือหัวใจสำคัญในการตัดรากถอนโคนโรค คนไข้ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการนั่งแช่นานเกิน 50 นาที จัดท่าทางโต๊ะทำงานให้สุขลักษณะ และงดเว้นการก้มตัวยกของหนักชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้หมอนรองกระดูกได้พักฟื้น

  • การบำบัดรักษาทางกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี นักกายภาพบำบัดจะใช้เครื่องมือคลื่นความร้อนลึก เลเซอร์พลังงานสูง หรือเครื่องดึงกระดูกสันหลังชนิดพิเศษเพื่อช่วยลดแรงอัดภายในข้อ ร่วมกับการออกแบบท่าออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอย่างปลอดภัย

  • การใช้ยากลุ่มระงับการอักเสบเพื่อควบคุมรอยโรค การรับประทานยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดจำเพาะ ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ และยาบำรุงปลายประสาทในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อเข้าไปตัดวงจรความเจ็บปวดและลดกระบวนการอักเสบภายในข้อต่อสันหลัง

  • การฉีดยาระงับการอักเสบเฉพาะจุดใต้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง หากอาการปวดไม่ทุเลา แพทย์จะใช้เครื่องอัลตราซาวด์สแกนค้นหาข้อต่อสันหลังหรือช่องเส้นประสาทที่มีการอักเสบได้อย่างแม่นยำในระดับมิลลิเมตร จากนั้นจึงทำการดีไซน์ปลายเข็มจิ๋วฉีดน้ำเกลือผสมยาลดอักเสบหรือสารสกัดพลาสมาเข้มข้นเข้าไปดับไฟการอักเสบและลอกผังผืดออกโดยตรง ช่วยให้เส้นประสาทเป็นอิสระและฟื้นตัวได้อย่างปลอดภัยสูงสุด

  • การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคปแผลเล็กจิ๋ว จะถูกนำมาพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเฉพาะในรายที่มีการกดทับเส้นประสาทรุนแรงจนขาอ่อนแรงควบคุมขับถ่ายไม่ได้ ปัจจุบันเป็นการผ่าตัดส่องกล้องขนาดเล็กแผลเท่าปลายนิ้วก้อยเพื่อเข้าไปหยิบเอาส่วนกระดูกอ่อนที่ปลิ้นกดทับออก เจ็บตัวน้อยมากและไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนาน


พยากรณ์โรค: โอกาสในการกลับคืนสู่ชีวิตที่ไร้ความเจ็บปวด

คำถามที่คนไข้ทุกคนมีความกังวลใจและอยากรู้มากที่สุดคือ โรคหมอนรองกระดูกเสื่อมระยะแรกเริ่มนี้รักษาหายขาดไหม?หมอขอตอบให้สบายใจและลดความวิตกกังวลลงได้เลยครับว่า ผู้ป่วยมากกว่า 85-90% สามารถรักษาให้อาการปวดหายสนิทและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการผ่าตัดเลยครับ ระยะเวลาในการรักษาและฟื้นฟูโครงสร้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 6-12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับระดับความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวคนไข้เองและการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถย้อนคืนให้กลับมาเต่งตึงเหมือนวัยหนุ่มสาวได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การรักษาจึงเป็นการทำให้อาการอักเสบหายไปและสร้างกล้ามเนื้อมาพยุงข้อต่อให้มั่นคง ดังนั้น โรคนี้จึงมีโอกาสที่จะกลับมาเกิดอาการปวดซ้ำได้อีกในอนาคต หากคนไข้ชะล่าใจแล้วกลับไปลุยใช้งานแผ่นหลังอย่างหักโหม นั่งแช่ผิดท่าทาง หรือปล่อยให้น้ำหนักตัวพุ่งสูงขึ้นจนโครงสร้างสันหลังต้องรับภาระหนักอีกครั้ง


ภาวะแทรกซ้อนอันตรายจากการปล่อยปละละเลยความเจ็บปวด

หากคุณเลือกที่จะฝืนทนต่อความปวดหลังเอวและปล่อยให้หมอนรองกระดูกทรุดเสื่อมตัวลงเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โครงสร้างกระดูกสันหลังของคุณจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดความเสถียรภาพอย่างรุนแรง สิ่งแทรกซ้อนที่จะตามมาคือ ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนปลิ้นกดทับเส้นประสาทอย่างเฉียบพลัน ปลอกหมอนรองกระดูกที่แตกออกจะปล่อยให้เนื้อเยื่อภายในหลุดพุ่งยื่นออกไปเบียดขยี้รากเส้นประสาทหลัก ส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาอย่างรุนแรงและเกิดอาการชาหนาที่ปลายนิ้วเท้า

ในระยะยาว เมื่อข้อต่อสันหลังหลวมคลอน ร่างกายจะเร่งสร้างแง่งกระดูกงอกและผังผืดหนาตัวขึ้นมาบีบรัดช่องทางเดินของระบบประสาทจนนำไปสู่ โรคช่องกระดูกสันหลังตีบแคบกดทับเส้นประสาทเรื้อรัง ซึ่งจะทำให้เส้นประสาทขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง คนไข้จะมีอาการขาอ่อนแรง เดินได้ระยะทางสั้นลงเรื่อยๆ ขาจะลีบลง และในกรณีร้ายแรงที่สุดอาจเกิดภาวะกดทับเส้นประสาทส่วนปลายที่ควบคุมการขับถ่าย ทำให้สูญเสียความสามารถในการกักเก็บปัสสาวะและอุจจาระ กลายเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างที่ยากจะกู้คืนชีวิตปกติกลับมาได้


5 วิธีป้องกันเพื่อเซฟหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวให้ปลอดภัยยาวนาน

  • เปลี่ยนอิริยาบถและลุกขึ้นขยับร่างกายทุกๆ 50 นาที หลีกเลี่ยงการนั่งเก้าอี้ทำงานหรือขับรถยนต์ติดต่อกันยาวนาน ตั้งเวลาเตือนให้ลุกขึ้นยืนบิดแกว่งแขนเพื่อลดแรงกดดันสะสมภายในหมอนรองกระดูก

  • ฝึกฝนการยกสิ่งของหนักจากพื้นด้วยสรีระท่าทางที่ถูกต้อง ย่อเข่าลงให้ชิดกับสิ่งของที่จะยก ยืดแผ่นหลังให้ตรง และออกแรงยกขึ้นด้วยกล้ามเนื้อต้นขาแทนการก้มหลังลงไปดึงของขึ้นมา

  • หมั่นออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเป็นประจำ ฝึกท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง เช่น ท่าแพลนก์ หรือท่ายืดสะโพกเบาๆ เพื่อสร้างสายรัดประคองกระดูกสันหลังตามธรรมชาติ

  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัย ลดการรับประทานอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาลเพื่อลดไขมันสะสมรอบเอว ช่วยลดภาระแรงกดทับจำเพาะที่หมอนรองกระดูกส่วนล่างต้องแบกรับตลอดเวลา

  • งดเว้นการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาดเพื่อระบบไหลเวียนโลหิตที่ดี การหยุดสูบบุหรี่จะช่วยให้เส้นเลือดฝอยรอบกระดูกสันหลังขยายตัว สามารถนำพาสารอาหารและออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงเยียวยาหมอนรองกระดูกได้อย่างเต็มที่


ไขข้อข้องใจรอบด้านเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเริ่มเสื่อม

Q: อาการปวดหลังธรรมดา กับ ปวดหลังที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อม มีจุดสังเกตแยกแยะอย่างไร?

A: จุดสังเกตที่ชัดเจนคืออาการสัมพันธ์กับท่าทางครับ หากเป็นอาการปวดหลังธรรมดาจากกล้ามเนื้อล้า มักจะเจ็บเวลาขยับตัวแรงๆ หรือกดเจ็บเฉพาะที่กล้ามเนื้อ นอนพักแล้วมักจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นอาการจากหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อม คนไข้จะมีอาการปวดลึกๆ ตื้อๆ บริเวณบั้นเอวกลางหลัง ซึ่งจะเด่นชัดมากเวลาที่ต้องนั่งเก้าอี้นานๆ หรือตอนก้มหลัง และเวลาไอ จาม หรือเบ่งอุจจาระ จะรู้สึกเจ็บแปล๊บสะเทือนลึกซึ้งในแผ่นหลังเนื่องจากแรงดันในหมอนรองกระดูกพุ่งสูงขึ้นครับ

Q: เริ่มมีอาการปวดหลังเอว จำเป็นต้องได้รับการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI ทุกรายเลยไหม?

A: ไม่จำเป็นต้องทำ MRI ในทุกรายตั้งแต่เริ่มต้นครับ ในระยะแรกเริ่มแพทย์จะทำการตรวจร่างกายและถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดาก่อน เพื่อประเมินโครงสร้างและคัดกรองโรคอื่นๆ หากอาการปวดเพิ่งเริ่มเป็นและไม่มีอาการระบบประสาท แพทย์จะรักษาด้วยการปรับพฤติกรรม ทานยา และกายภาพบำบัดก่อน แต่แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจ MRI เฉพาะในรายที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์ หรือในรายที่มีสัญญาณเตือนภัยอันตราย เช่น มีอาการปวดร้าวลงขาชัดเจน มีอาการชาหนา หรือขารู้สึกอ่อนแรงหย่อนกำลังครับ

Q: อาการปวดหลังส่วนเอวรุนแรงแค่ไหน หรือเป็นนานเท่าใด จึงควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทาง?

A: หากคุณมีอาการปวดหลังเฉียบพลันหลังประสบอุบัติเหตุรุนแรง ตกจากที่สูง หรือมีอาการปวดร่วมกับมีไข้หนาวสั่น ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีครับ แต่หากเป็นอาการปวดค่อยเป็นค่อยไปจากการทำงาน แล้วลองนอนพัก ประคบอุ่น หรือทานยาแก้ปวดเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หรืออาการปวดทวีความรุนแรงขึ้นจนรบกวนการนอนหลับ รวมเริ่มมีอาการเสียวแปล๊บร้าวลงขา มีอาการชาที่น่องหรือเท้า แนะนำว่าห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อทันทีเพื่อตรวจเช็คก่อนรอยโรคจะลุกลามครับ


สรุปสาระสำคัญที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจเพื่อปกป้องโครงสร้างแผ่นหลัง

  • โรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อมระยะแรก เริ่มต้นจากการสูญเสียน้ำในเนื้อเยื่อเยลลี่จิ๋ว ส่งผลให้โช้คอัพแผ่นหลังฟีบแบนลง

  • ตรรกะการรักษาด้วยการไปกดเน้น ดัด บิด หรือเหยียบแผ่นหลังในขณะที่หมอนรองกระดูกแตกร้าวอักเสบ จะยิ่งซ้ำเติมให้โครงสร้างพังทลายรุนแรงขึ้น

  • นวัตกรรมการวินิจฉัยในปัจจุบันมีความก้าวหน้าสูง แพทย์สามารถใช้อัลตราซาวด์ร่วมกับการเอกซเรย์ประเมินความเสื่อมและคัดแยกโรคได้อย่างรวดเร็ว

  • ผู้ป่วยมากกว่า 85-90% สามารถรักษาหายขาดจากความเจ็บปวดได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการปรับสรีระ กายภาพ และฉีดยาลดอักเสบนำทางใต้อัลตราซาวด์

  • การปล่อยปละละเลยอาการปวดหลังเรื้อรังลุกลาม เสี่ยงต่อภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนปลิ้นทับเส้นประสาท ขาอ่อนแรง และข้อสันหลังเสื่อมถาวรก่อนวัยอันควร

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng

โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลัง #ปวดหลังส่วนเอว #หมอนรองกระดูกเสื่อม #หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม #ปวดเอว #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ออฟฟิศซินโดรม #กายภาพบำบัดหลัง #ฉีดยาใต้อัลตราซาวด์ #โรคกระดูกและข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ThaninnitClinic #กระดูกสันหลังเสื่อม #ปวดเอวร้าวลงขา #เส้นประสาทถูกกดทับ

References


  1. Pfirrmann CW, Metzdorf A, Zanetti M, Hodler J, Boos N. Magnetic resonance classification of lumbar intervertebral disc degeneration. Spine (Phila Pa 1976). 2001 Sep 1;26(17):1873–1878. doi:10.1097/00007632-200109010-00011. PMID: 11568697.
    งานนี้เสนอเกณฑ์แบ่งระดับความเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวจากภาพ MRI เป็นเกรด 1–5 โดยดูจากความสว่างของ “ไส้หมอนรอง” เส้นแบ่งกับขอบหมอนรอง และความสูงของช่องหมอนรอง ทำให้แพทย์ทั่วโลกมีภาษาเดียวกันเวลาอ่าน MRI ว่าหมอนรองเสื่อมมากน้อยแค่ไหน.

  2. Modic MT, Masaryk TJ, Ross JS, Carter JR. Imaging of degenerative disk disease. Radiology. 1988 Jul;168(1):177–186. doi:10.1148/radiology.168.1.3289089. PMID: 3289089.
    บทความคลาสสิกนี้อธิบายภาพถ่ายทางรังสีต่าง ๆ ของหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ตั้งแต่ฟิล์มธรรมดา CT จนถึง MRI รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของกระดูกสันหลังรอบ ๆ เช่น “Modic change” ที่เป็นสัญญาณของการอักเสบหรือไขกระดูกเปลี่ยนเป็นไขมัน ทำให้เข้าใจภาพความเสื่อมของทั้งหมอนรองและกระดูกข้างเคียงไปพร้อมกัน.

  3. Luoma K, Riihimäki H, Luukkonen R, Raininko R, Viikari-Juntura E, Lamminen A. Low back pain in relation to lumbar disc degeneration. Spine (Phila Pa 1976). 2000 Feb 15;25(4):487–492. doi:10.1097/00007632-200002150-00016. PMID: 10707396.
    งานวิจัยนี้ศึกษาชายวัยทำงานกลุ่มต่าง ๆ แล้วตรวจ MRI หลังส่วนเอว พบว่าคนที่หมอนรองกระดูกเสื่อมมีโอกาสปวดหลังมากกว่าคนที่หมอนรองปกติ 2–3 เท่า โดยเฉพาะถ้ามีหมอนรองโป่งไปด้านหลังจะสัมพันธ์กับอาการปวดร้าวลงขา แสดงให้เห็นว่าภาพหมอนรองเสื่อมมีความเกี่ยวข้องกับอาการจริง แต่ปัจจัยด้านอาชีพและการใช้งานหลังก็มีผลมาก.

  4. Chang KV, Lin CP, Lin CS, Wu WT, Karmakar MK, Özçakar L. Ultrasound-guided interventions for treating low back pain: a clinical review. J Pain Res. 2017;10:1709–1719. doi:10.2147/JPR.S139073. PMID: 28790884.
    บทความรีวิวนี้สรุปเทคนิคการฉีดยาระงับปวดหลังส่วนเอวโดยใช้อัลตราซาวนด์นำทาง เช่น การฉีดเข้าข้อต่อกระดูกสันหลัง เส้นประสาท และข้อ SI โดยเน้นข้อดีคือเห็นโครงสร้างได้ตรงจุด ไม่มีรังสีเอกซ์ และช่วยวางเข็มได้ปลอดภัยขึ้น หลายการศึกษารายงานว่าปวดลดลงและการเคลื่อนไหวดีขึ้น จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะในศูนย์ที่มีความชำนาญและอุปกรณ์พร้อม.

  5. Cheung KM, Karppinen J, Chan D, Ho DW, Song YQ, Sham P, et al. Prevalence and pattern of lumbar magnetic resonance imaging changes in a population study. Spine (Phila Pa 1976). 2009 Apr 20;34(9):934–940. doi:10.1097/BRS.0b013e3181a01b3f. PMID: 19532001.
    การศึกษานี้ถ่าย MRI หลังส่วนเอวในคนทั่วไปกว่า 1,000 คน พบว่าคนหนุ่มสาวอายุน้อยกว่า 30 ปีก็มีหมอนรองเสื่อมได้ถึงประมาณ 40% และตัวเลขนี้เพิ่มเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป หมอนรองที่เสื่อมมากขึ้นมีความสัมพันธ์กับอาการปวดหลัง และมักเสื่อมเด่นที่ระดับ L4–L5 และ L5–S1 ทำให้เข้าใจว่า “หมอนรองเสื่อม” เป็นเรื่องพบได้บ่อยตามวัย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องผ่าตัด.



วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังหลังคลอด... ของขวัญที่มาพร้อมความเจ็บปวด หรือสัญญาณอันตรายที่แม่ต้องรู้?

 



ปวดหลังหลังคลอด... ของขวัญที่มาพร้อมความเจ็บปวด หรือสัญญาณอันตรายที่แม่ต้องรู้?

“ทำไมแค่ก้มลงไปอุ้มลูก... หลังมันเหมือนจะหักแบบนี้?”

คุณแม่หลายคนอาจคิดว่า อาการปวดหลังหลังคลอด เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่ใครๆ ก็เป็นกัน แต่คุณรู้ไหมครับว่า อาการที่ดูเหมือนจะหายไปเองนี้ บางครั้งกลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเรื้อรังที่ทำให้คุณแม่หลายคนไม่สามารถอุ้มลูกได้นานๆ หรือแม้แต่เดินไปซื้อของหน้าปากซอยก็ยังลำบาก

วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกว่า อาการปวดนี้เป็นแค่เรื่อง “เมื่อย” หรือ “โครงสร้างร่างกาย” ของคุณแม่กำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกันแน่? และที่สำคัญ... มีความลับบางอย่างที่หมออยากบอก ว่าทำไมการนอนพักเฉยๆ อาจทำให้คุณยิ่งปวดกว่าเดิม!


เรื่องเล่าจากคนไข้: เคสคุณแม่พิมพ์ กับความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่

คุณพิมพ์ อายุ 32 ปี เป็นคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งคลอดน้องได้ 3 เดือน เธอมาหาผมด้วยใบหน้าที่อ่อนเพลียและท่าเดินที่ดูขัดๆ

“คุณหมอคะ พิมพ์ปวดหลังจนแทบจะอุ้มลูกไม่ไหวแล้วค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะอุ้มลูกเยอะ แต่ตอนนี้แม้แต่นอนเฉยๆ ก็ยังร้าวไปถึงก้น ก้มลงเปลี่ยนผ้าอ้อมทีไร น้ำตาแทบไหลทุกที”

คุณพิมพ์พยายามนวดก็แล้ว แปะพลาสเตอร์ก็แล้ว แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น เธอเริ่มกังวลว่าตัวเองจะเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือจะมีปัญหาถาวรจนกลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ได้ ความกังวลนี้ส่งผลไปถึงความเครียดในการเลี้ยงลูก เพราะเธอรู้สึกว่าตัวเอง “ทำหน้าที่แม่ได้ไม่เต็มที่” เพียงเพราะความเจ็บปวดที่หลัง


ไขความลับร่างกาย: เมื่อ “ยางยืด” ของแม่ยังไม่หดกลับ

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ ร่างกายของคุณแม่ตอนตั้งครรภ์เหมือนกับ “หนังสติ๊กที่ถูกดึงจนตึงสุด” มาตลอด 9 เดือนครับ

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า รีแลกซิน (Relaxin) ออกมา เจ้าฮอร์โมนตัวนี้เปรียบเหมือนน้ำยาที่ทำให้ “เส้นเอ็น” ที่เคยเหนียวแน่นเหมือนเชือก กลายเป็นเหมือน “เส้นบะหมี่ลวกซ้ำ” เพื่อให้กระดูกเชิงกรานขยายออกให้ลูกน้อยคลอดออกมาได้

แต่ปัญหาคือ... เมื่อคลอดน้องออกมาแล้ว เจ้าเส้นเอ็นเหล่านี้ไม่ได้หดกลับทันทีเหมือนดีดนิ้วครับ มันยังคง “ย้วย” และ “หลวม” อยู่ ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องแบกรับภาระหนักแทนกระดูกและเส้นเอ็นตลอดเวลา เปรียบเหมือนเราเอาเสาเข็มที่หลวมไปตั้งบ้านหนักๆ บ้านก็เลยเอียงและปวดร้าวไปทั้งหลังนั่นเองครับ


รู้จักกับโรค: อาการปวดหลังและอุ้งเชิงกรานหลังคลอด (Postpartum Back and Pelvic Girdle Pain)

อาการนี้ในทางการแพทย์เรามักจะพบได้บ่อยมาก โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ อาการปวดหลังส่วนล่าง และ อาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านหลัง (Postpartum Pelvic Girdle Pain)

  • สาเหตุ: เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสมดุลร่างกายที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลังคลอด, กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกออกจากกันทำให้หลังขาดที่ยึดเกาะ และการที่เส้นเอ็นยังมีความหลวมจากฮอร์โมนที่หลงเหลืออยู่

  • การเกิดโรค: เมื่อโครงสร้างไม่มั่นคง กล้ามเนื้อหลังจึงต้องทำงานหนักเกินกำลังจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง

  • อาการ: มักปวดตื้อๆ บริเวณเอว หรือปวดเสียวร้าวลงไปที่ตะโพก บางคนปวดมากเมื่อต้องเดินนานๆ หรือเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นยืน


5 ปัจจัยเสี่ยงที่แม่ๆ ต้องระวัง

  1. น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป: ทั้งในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ทำให้หลังต้องแบกรับภาระหนัก

  2. ท่าทางในการให้นมลูก: การก้มตัวลงหาลูกแทนการนำลูกมาหาตัว ทำให้กระดูกสันหลังเสียรูป

  3. ประวัติการปวดหลังก่อนตั้งครรภ์: หากเคยปวดมาก่อน โอกาสจะปวดหลังคลอดจะสูงขึ้นมาก

  4. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลต่อการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อโดยตรง

  5. การอุ้มลูกผิดวิธี: การอุ้มลูกเข้าเอวข้างใดข้างหนึ่งนานๆ ทำให้กระดูกสันหลังคดเอียง


การตรวจวินิจฉัย: หมอตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อคุณแม่มาพบหมอ เราจะเริ่มจากขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง และตรวจดูว่ามีการกดเจ็บที่จุดไหนเป็นพิเศษ

  • การตรวจการทำงานของข้อต่อ: ดูว่าข้อต่ออุ้งเชิงกรานมีการขยับที่ผิดปกติหรือไม่

  • เอกซเรย์ (X-ray): มักใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีกระดูกเคลื่อนหรือผิดรูปชัดเจน

  • MRI: จะทำก็ต่อเมื่อคุณแม่มีอาการ “ธงแดง” เช่น ชาลงขาชัดเจน ขาอ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ เพื่อดูหมอนรองกระดูกและเส้นประสาท

  • การตรวจเลือด: เพื่อแยกแยะอาการปวดจากการติดเชื้อหรือโรคข้ออักเสบอื่นๆ (ถ้าจำเป็น)


แนวทางการรักษา: กลับมาสตรองได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

ข่าวดีคือ คุณแม่มากกว่า 90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ โดยเราจะเน้นตามลำดับดังนี้:

  1. การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ หมอจะสอนท่าอุ้มลูกที่ถูกต้อง การใช้หมอนรองขณะให้นม และการปรับท่าทางการเดิน

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ให้กลับมาแข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น “เฝือกธรรมชาติ” ให้หลัง

  3. การใช้ยา: หมอจะเลือกยาที่ปลอดภัยและไม่มีผลต่อการให้นมบุตร เพื่อลดการอักเสบในระยะเฉียบพลัน

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound: ในกรณีที่ปวดมาก หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งที่แม่นยำเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่ข้อต่ออุ้งเชิงกรานโดยตรง ซึ่งวิธีนี้ปลอดภัยและเห็นผลเร็ว

  5. การผ่าตัด: จะพิจารณาเฉพาะรายที่มีหมอนรองกระดูกแตกทับเส้นประสาทรุนแรงจริงๆ ซึ่งพบน้อยมากในคุณแม่หลังคลอดครับ


พยากรณ์โรค: จะหายเมื่อไหร่?

หลายคนถามหมอว่า “หมอคะ พิมพ์จะต้องปวดแบบนี้ไปตลอดชีวิตไหม?”

คำตอบคือ “ไม่ครับ” โดยปกติอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3-6 เดือนหลังคลอด หากมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษาหรือฝึกกล้ามเนื้อ อาการอาจกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังได้ครับ และมีโอกาสกลับมาเป็นอีกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปหากพื้นฐานร่างกายไม่แข็งแรงพอ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากปล่อยทิ้งไว้ อาการปวดหลังอาจลามกลายเป็น:

  • เส้นประสาทถูกกดทับ: จากการที่กล้ามเนื้อหลังทำงานผิดปกติจนหมอนรองกระดูกมีปัญหา

  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด: ความเจ็บปวดทางกายส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้คุณแม่ดูแลลูกได้ไม่เต็มที่

  • ปัญหาการทรงตัว: เดินลำบาก หรือปวดเข่าและข้อเท้าตามมาจากการชดเชยท่าทาง


วิธีป้องกัน

  1. ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง: เริ่มออกกำลังกายเบาๆ ตามคำแนะนำของหมอหลังคลอด (เช่น ท่าแขม่วพุงเบาๆ)

  2. ใช้อุปกรณ์ช่วย: เช่น หมอนรองให้นม หรือเป้อุ้มลูกที่ช่วยกระจายน้ำหนักได้ดี

  3. งดใส่รองเท้าส้นสูง: ในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อให้กระดูกสันหลังปรับสมดุลได้ง่ายขึ้น

  4. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: นอกเหนือจากการอุ้มลูก

  5. จัดท่าทางตอนนอน: ใช้หมอนข้างรองระหว่างขาเพื่อลดแรงกดที่อุ้งเชิงกราน


Q&A Section

Q: ปวดหลังร้าวลงขาหลังคลอด อันตรายไหม? A: หากมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย ถือว่าอันตรายครับ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของเส้นประสาทถูกกดทับ

Q: ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่การตรวจร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว MRI จะใช้ในรายที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงครับ

Q: ปวดคอนานแค่ไหนควรพบแพทย์? A: แม้บทความนี้เน้นเรื่องหลัง แต่หลักการเดียวกันครับ หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือปวดจนรบกวนการนอนและการเลี้ยงลูก ควรมาพบหมอครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • อาการปวดหลังหลังคลอดส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมนที่ทำให้เส้นเอ็นหลวมและกล้ามเนื้อทำงานหนักเกินไป

  • การปรับท่าทางในการเลี้ยงลูกและให้นม คือกุญแจสำคัญในการรักษา

  • การออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเป็น "เฝือกธรรมชาติ" ที่ดีที่สุด

  • ส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการปรับพฤติกรรม ยา และการฉีดยาเฉพาะจุด

  • อย่าปล่อยให้ความปวดทำลายช่วงเวลาที่มีความสุขกับลูก การรักษาที่ถูกจุดช่วยให้คุณแม่กลับมาสดใสได้เร็วขึ้น

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลังหลังคลอด #ปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #คุณแม่มือใหม่ #ปวดสะโพก #แม่และเด็ก #สุขภาพผู้หญิง #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PostpartumBackPain #NewMomLife #WomenHealth #OrthoTips #HealthySpine


  1. Vleeming A, Albert HB, Ostgaard HC, Sturesson B, Stuge B. European guidelines for the diagnosis and treatment of pelvic girdle pain. Eur Spine J. 2008;17(6):794–819.
    แนวทางจากยุโรปฉบับนี้อธิบายวิธีตรวจแยกอาการปวดอุ้งเชิงกราน (pelvic girdle pain) จากปวดหลังทั่วไป และเสนอแนวทางรักษาที่เน้นการออกกำลังกายเฉพาะส่วน การให้ความรู้ และการจัดท่าทาง ช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอดหลายคนดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด.

  2. Wu WH, Meijer OG, Uegaki K, Mens JM, van Dieën JH, Wuisman PI, Ostgaard HC. Pregnancy-related low back pain and pelvic girdle pain: terminology, prevalence, and risk factors. Eur Spine J. 2004;13(7):575–579.
    งานนี้อธิบายคำศัพท์ที่ใช้เรียกอาการปวดหลังและปวดเชิงกรานในหญิงตั้งครรภ์ พร้อมบอกว่าพบได้บ่อยมากในคุณแม่ช่วงท้องและหลังคลอด และมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยมีอาการมาก่อน น้ำหนักขึ้นมาก และงานที่ต้องยืนนานหรือยกของหนัก.

  3. Stuge B, Laerum E, Kirkesola G, Vøllestad N. The efficacy of a treatment program focusing on specific stabilizing exercises for pelvic girdle pain after pregnancy: a randomized controlled trial. Spine (Phila Pa 1976). 2004;29(4):351–359.
    การทดลองสุ่มนี้แสดงว่าการออกกำลังกายเฉพาะกล้ามเนื้อแกนกลางและเชิงกรานอย่างถูกวิธีในคุณแม่หลังคลอดที่มีอาการปวดเชิงกราน สามารถช่วยลดปวดและเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้ดีกว่าการดูแลทั่วไป แสดงให้เห็นว่ากายภาพบำบัดแบบ “ฝึกกล้ามเนื้อพยุง” มีบทบาทสำคัญ.

  4. Katonis P, Kampouroglou A, Aggelopoulos A, Kakavelakis K, Lykoudis S, Makrigiannakis A, Alpantaki K. Pregnancy-related low back pain. Hippokratia. 2011;15(3):205–210.
    บทความนี้สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในครรภ์ น้ำหนักท้องที่เพิ่มขึ้น และท่าทางที่แอ่นหลังมากขึ้น ล้วนทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังและเชิงกรานรับแรงมากขึ้น คนท้องจึงปวดหลังได้ง่าย ไม่ได้แปลว่ามีกระดูกเสียหายเสมอไป แต่ควรดูแลเรื่องท่าทางและออกกำลังกายให้เหมาะสม.

  5. Bergström C, Persson M, Mogren I. Pregnancy-related low back pain and pelvic girdle pain approximately 12 years after delivery – prevalence and impact on daily life. BMC Pregnancy Childbirth. 2016;16:188.
    งานติดตามนี้พบว่าบางคนที่เคยปวดหลังหรือปวดเชิงกรานตอนท้องยังมีอาการหลงเหลืออยู่แม้ผ่านไปกว่า 10 ปี และอาจกระทบการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาและฟื้นฟูให้ครบตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ไม่ปล่อยให้ปวดเรื้อรังยืดเยื้อ.