"ปวดหลังครั้งนี้... แค่เมื่อยหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทกันแน่?"
ถ้าคุณกำลังเอื้อมมือไปหยิบของที่พื้น แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึก "กึก" ที่หลัง ตามมาด้วยความเจ็บแปล๊บจนยืดตัวไม่ขึ้น หรือตื่นเช้ามาแล้วก้าวขาไม่ออกเพราะปวดร้าวไปถึงก้น บทความนี้คือสิ่งที่คุณต้องอ่านให้จบครับ เพราะการตัดสินใจของคุณใน 72 ชั่วโมงแรก จะเป็นตัวบอกว่าคุณจะหายไว หรือจะต้องทนปวดเรื้อรังไปอีกหลายเดือน
"หมอครับ ผมแค่ก้มเก็บปากกา ทำไมถึงเดินไม่ได้เลย?"
นี่คือประโยคแรกที่คุณเอก (นามสมมติ) ชายวัยทำงานอายุ 40 ปี บอกกับผมตอนที่ภรรยาต้องประคองกะเผลกเข้าห้องตรวจมา คุณเอกเล่าว่าเขาก็ออกกำลังกายบ้าง ไม่เคยอุบัติเหตุหนักๆ แต่วันนั้นแค่ก้มหยิบปากกาที่ตกพื้น กลับรู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มใหญ่แทงเข้าที่บั้นเอว พยายามฝืนเดินก็ปวดร้าวลงไปที่ต้นขาด้านหลัง จนต้องลางานมาพบหมอ
เรื่องของคุณเอกไม่ใช่เรื่องแปลกครับ และไม่ใช่เรื่องของ "ดวงซวย" แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่สะสมมานาน
ทำไมเราถึงปวดหลัง? (ฉบับเข้าใจง่ายที่สุด)
ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสาหลักของบ้าน" ที่มีก้อนขนมปังนุ่มๆ วางคั่นระหว่างอิฐแต่ละก้อน ก้อนขนมปังนี้เราเรียกว่า "หมอนรองกระดูก" ครับ
ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะนิ่มๆ เหมือนเจลลี่ หน้าที่ของมันคือรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด แต่พอเราใช้งานหนัก ก้มๆ เงยๆ ผิดท่า หรือนั่งจมเก้าอี้นานๆ เจ้าเจลลี่นี้มันจะค่อยๆ เสื่อมสภาพ หรือถูกกดทับจน "ปลิ้น" ออกมาด้านนอก
Pathogenesis หรือการเกิดโรคแบบง่ายๆ: เมื่อเจลลี่ปลิ้นออกมา มันไม่ได้แค่ออกมาเฉยๆ แต่มันไป "เบียด" เส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ ครับ เส้นประสาทพวกนี้เหมือนสายไฟที่ส่งสัญญาณไปที่ขา พอถูกกดทับปุ๊บ ร่างกายจะเกิดการอักเสบเหมือนมีไฟไหม้เล็กๆ อยู่ข้างใน ทำให้เราปวดเสียว ปวดร้าว หรือถ้ากดทับหนักเข้า ขาก็จะเริ่มชาและอ่อนแรงลง
เช็กด่วน! อาการแบบไหนที่คุณเป็นอยู่
ปวดเฉพาะที่: ปวดตื้อๆ บริเวณเอว ขยับตัวลำบาก (มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ)
ปวดร้าวลงขา: ปวดจากเอว ยิงลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือน่อง (สัญญาณของเส้นประสาทถูกกดทับ)
อาการชา: รู้สึกเหมือนเป็นเหน็บที่เท้าหรือนิ้วเท้าตลอดเวลา
อ่อนแรง: เดินแล้วเท้าตก ทรงตัวไม่อยู่ หรือขึ้นบันไดลำบาก
อาการอันตราย (Red Flags): กั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ แบบนี้ต้องมาโรงพยาบาลทันทีครับ ห้ามรอ!
ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่ "หลัง" กำลังร้องไห้?
พนักงานออฟฟิศ: นั่งท่าเดิมนานเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
สายแบก: ยกของหนักโดยการก้มหลัง แทนที่จะย่อเข่า
คนที่มีน้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นออกมาทำให้กระดูกหลังต้องรับภาระหนักขึ้นเป็น 2-3 เท่า
ผู้สูงอายุ: กระดูกและหมอนรองเริ่ม "แห้ง" และเสื่อมตามกาลเวลา
คนสูบบุหรี่: บุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้มันเสื่อมไวขึ้น
ไปหาหมอแล้วจะโดนอะไรบ้าง? (ไม่ต้องกลัวครับ)
การตรวจสมัยนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ หมอจะมีขั้นตอนดังนี้:
ตรวจร่างกาย: หมอจะให้ท่านนอนหงายแล้วยกขาขึ้น (Straight Leg Raising Test) เพื่อดูว่ามีเส้นประสาทตึงไหม หรือลองทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา
เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่าคดไหม เสื่อมไหม หรือมีกระดูกงอกหรือเปล่า
MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): อันนี้คือ "พระเอก" ครับ เพราะจะเห็นชัดเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นไปทับเส้นประสาทตรงไหน มากน้อยเพียงใด (เหมือนเราเห็นไส้ขนมปังชัดๆ เลย)
การตรวจเลือด: บางกรณีหมออาจสั่งตรวจเพื่อเช็กค่าการอักเสบ หรือเช็กโรคอื่นๆ ที่อาจเลียนแบบอาการปวดหลัง เช่น โรคเก๊าท์ หรือการติดเชื้อ
แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด!
คนไข้ 90% ของผม "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ โดยเราจะใช้สูตรผสมผสานดังนี้:
ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด): งดยกของหนัก เปลี่ยนท่านั่งทุก 45 นาที และใช้หมอนรองหลัง
การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาแก้ปวด และยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) รวมถึงยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อ "ดับไฟ" ที่กำลังลุกโชนอยู่ในหลัง
การฉีดยาระบุตำแหน่งด้วย Ultrasound: วิธีนี้แม่นยำมากครับ หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์มองเห็นเส้นประสาทชัดเจน แล้วฉีดยาลดอักเสบไปวางที่ต้นเหตุของความปวดพอดี ทำให้ลดปวดได้ไวและใช้ยาน้อยลง
การผ่าตัด: เราจะทำก็ต่อเมื่อ รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเส้นประสาทเสียหายรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรง หรือคุมการขับถ่ายไม่ได้เท่านั้นครับ
พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นซ้ำไหม?
โรคปวดหลังส่วนใหญ่ "หายได้" แต่ "กลับมาเป็นซ้ำได้" ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองครับ หมอนรองกระดูกที่เคยปลิ้นอาจจะหดกลับไปได้เองตามธรรมชาติ (Body healing) หากได้รับการพักผ่อนและการรักษาที่ถูกต้อง แต่ถ้าเรายังกลับไปนั่งท่าเดิม ยกของหนักแบบเดิม ปัญหาก็จะวนกลับมาหาเราอีกแน่นอน
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยให้เส้นประสาทถูกทับนานเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อขาฝีบถาวร หรือเกิดอาการปวดประสาทเรื้อรังที่รักษายากขึ้นครับ
สรุป
การปวดหลังไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับครับ เพียงแค่คุณ "ฟังเสียงร่างกาย" เมื่อเริ่มปวดให้พัก ปรับท่าทาง และหากไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน การปรึกษาหมอกระดูกจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่สดใสได้ไวขึ้น โดยไม่ต้องทนทุกข์กับความปวดครับ
ด้วยความเคารพในทุกความเห็นครับ ข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยมีการพัฒนาอยู่เสมอ บทความนี้จึงมุ่งเน้นสื่อสารข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ดูแลตนเองในเบื้องต้น หากท่านมีมุมมองที่แตกต่างหรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเฉพาะด้าน สามารถแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลังร้าวลงขา #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดเอว #ดูแลกระดูก #หมอเก่ง #รักษาไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพดี #ปวดหลังเรื้อรัง
References (แหล่งอ้างอิง)
Jensen RK, et al. (2020). Diagnosis and treatment of lumbar disc herniation. Nature Reviews Disease Primers. (สรุปแนวทางการวินิจฉัยและรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทระดับเอวที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน)
Knezevic NN, et al. (2021). Low back pain. The Lancet. (รวบรวมข้อมูลอุบัติการณ์ของโรคปวดหลังส่วนล่างและการจัดการความปวดแบบเป็นระบบ)
Foster NE, et al. (2018). Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. The Lancet. (เน้นเรื่องการป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการเป็นซ้ำของโรคปวดหลัง)
Qaseem A, et al. (2017). Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline. Annals of Internal Medicine. (แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาปวดหลังโดยไม่ใช้การผ่าตัด เช่น การใช้ยาและการทำกายภาพ)
Deyo RA, et al. (2016). Herniated Lumbar Intervertebral Disk with Radiculopathy. New England Journal of Medicine. (อธิบายกลไกการเกิดโรคและการดำเนินโรคของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไว้อย่างละเอียด)