วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังหลังคลอด... ของขวัญที่มาพร้อมความเจ็บปวด หรือสัญญาณอันตรายที่แม่ต้องรู้?

 



ปวดหลังหลังคลอด... ของขวัญที่มาพร้อมความเจ็บปวด หรือสัญญาณอันตรายที่แม่ต้องรู้?

“ทำไมแค่ก้มลงไปอุ้มลูก... หลังมันเหมือนจะหักแบบนี้?”

คุณแม่หลายคนอาจคิดว่า อาการปวดหลังหลังคลอด เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่ใครๆ ก็เป็นกัน แต่คุณรู้ไหมครับว่า อาการที่ดูเหมือนจะหายไปเองนี้ บางครั้งกลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเรื้อรังที่ทำให้คุณแม่หลายคนไม่สามารถอุ้มลูกได้นานๆ หรือแม้แต่เดินไปซื้อของหน้าปากซอยก็ยังลำบาก

วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกว่า อาการปวดนี้เป็นแค่เรื่อง “เมื่อย” หรือ “โครงสร้างร่างกาย” ของคุณแม่กำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกันแน่? และที่สำคัญ... มีความลับบางอย่างที่หมออยากบอก ว่าทำไมการนอนพักเฉยๆ อาจทำให้คุณยิ่งปวดกว่าเดิม!


เรื่องเล่าจากคนไข้: เคสคุณแม่พิมพ์ กับความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่

คุณพิมพ์ อายุ 32 ปี เป็นคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งคลอดน้องได้ 3 เดือน เธอมาหาผมด้วยใบหน้าที่อ่อนเพลียและท่าเดินที่ดูขัดๆ

“คุณหมอคะ พิมพ์ปวดหลังจนแทบจะอุ้มลูกไม่ไหวแล้วค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะอุ้มลูกเยอะ แต่ตอนนี้แม้แต่นอนเฉยๆ ก็ยังร้าวไปถึงก้น ก้มลงเปลี่ยนผ้าอ้อมทีไร น้ำตาแทบไหลทุกที”

คุณพิมพ์พยายามนวดก็แล้ว แปะพลาสเตอร์ก็แล้ว แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น เธอเริ่มกังวลว่าตัวเองจะเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือจะมีปัญหาถาวรจนกลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ได้ ความกังวลนี้ส่งผลไปถึงความเครียดในการเลี้ยงลูก เพราะเธอรู้สึกว่าตัวเอง “ทำหน้าที่แม่ได้ไม่เต็มที่” เพียงเพราะความเจ็บปวดที่หลัง


ไขความลับร่างกาย: เมื่อ “ยางยืด” ของแม่ยังไม่หดกลับ

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ ร่างกายของคุณแม่ตอนตั้งครรภ์เหมือนกับ “หนังสติ๊กที่ถูกดึงจนตึงสุด” มาตลอด 9 เดือนครับ

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า รีแลกซิน (Relaxin) ออกมา เจ้าฮอร์โมนตัวนี้เปรียบเหมือนน้ำยาที่ทำให้ “เส้นเอ็น” ที่เคยเหนียวแน่นเหมือนเชือก กลายเป็นเหมือน “เส้นบะหมี่ลวกซ้ำ” เพื่อให้กระดูกเชิงกรานขยายออกให้ลูกน้อยคลอดออกมาได้

แต่ปัญหาคือ... เมื่อคลอดน้องออกมาแล้ว เจ้าเส้นเอ็นเหล่านี้ไม่ได้หดกลับทันทีเหมือนดีดนิ้วครับ มันยังคง “ย้วย” และ “หลวม” อยู่ ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องแบกรับภาระหนักแทนกระดูกและเส้นเอ็นตลอดเวลา เปรียบเหมือนเราเอาเสาเข็มที่หลวมไปตั้งบ้านหนักๆ บ้านก็เลยเอียงและปวดร้าวไปทั้งหลังนั่นเองครับ


รู้จักกับโรค: อาการปวดหลังและอุ้งเชิงกรานหลังคลอด (Postpartum Back and Pelvic Girdle Pain)

อาการนี้ในทางการแพทย์เรามักจะพบได้บ่อยมาก โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ อาการปวดหลังส่วนล่าง และ อาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านหลัง (Postpartum Pelvic Girdle Pain)

  • สาเหตุ: เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสมดุลร่างกายที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลังคลอด, กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกออกจากกันทำให้หลังขาดที่ยึดเกาะ และการที่เส้นเอ็นยังมีความหลวมจากฮอร์โมนที่หลงเหลืออยู่

  • การเกิดโรค: เมื่อโครงสร้างไม่มั่นคง กล้ามเนื้อหลังจึงต้องทำงานหนักเกินกำลังจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง

  • อาการ: มักปวดตื้อๆ บริเวณเอว หรือปวดเสียวร้าวลงไปที่ตะโพก บางคนปวดมากเมื่อต้องเดินนานๆ หรือเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นยืน


5 ปัจจัยเสี่ยงที่แม่ๆ ต้องระวัง

  1. น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป: ทั้งในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ทำให้หลังต้องแบกรับภาระหนัก

  2. ท่าทางในการให้นมลูก: การก้มตัวลงหาลูกแทนการนำลูกมาหาตัว ทำให้กระดูกสันหลังเสียรูป

  3. ประวัติการปวดหลังก่อนตั้งครรภ์: หากเคยปวดมาก่อน โอกาสจะปวดหลังคลอดจะสูงขึ้นมาก

  4. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลต่อการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อโดยตรง

  5. การอุ้มลูกผิดวิธี: การอุ้มลูกเข้าเอวข้างใดข้างหนึ่งนานๆ ทำให้กระดูกสันหลังคดเอียง


การตรวจวินิจฉัย: หมอตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อคุณแม่มาพบหมอ เราจะเริ่มจากขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง และตรวจดูว่ามีการกดเจ็บที่จุดไหนเป็นพิเศษ

  • การตรวจการทำงานของข้อต่อ: ดูว่าข้อต่ออุ้งเชิงกรานมีการขยับที่ผิดปกติหรือไม่

  • เอกซเรย์ (X-ray): มักใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีกระดูกเคลื่อนหรือผิดรูปชัดเจน

  • MRI: จะทำก็ต่อเมื่อคุณแม่มีอาการ “ธงแดง” เช่น ชาลงขาชัดเจน ขาอ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ เพื่อดูหมอนรองกระดูกและเส้นประสาท

  • การตรวจเลือด: เพื่อแยกแยะอาการปวดจากการติดเชื้อหรือโรคข้ออักเสบอื่นๆ (ถ้าจำเป็น)


แนวทางการรักษา: กลับมาสตรองได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

ข่าวดีคือ คุณแม่มากกว่า 90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ โดยเราจะเน้นตามลำดับดังนี้:

  1. การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ หมอจะสอนท่าอุ้มลูกที่ถูกต้อง การใช้หมอนรองขณะให้นม และการปรับท่าทางการเดิน

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ให้กลับมาแข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น “เฝือกธรรมชาติ” ให้หลัง

  3. การใช้ยา: หมอจะเลือกยาที่ปลอดภัยและไม่มีผลต่อการให้นมบุตร เพื่อลดการอักเสบในระยะเฉียบพลัน

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound: ในกรณีที่ปวดมาก หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งที่แม่นยำเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่ข้อต่ออุ้งเชิงกรานโดยตรง ซึ่งวิธีนี้ปลอดภัยและเห็นผลเร็ว

  5. การผ่าตัด: จะพิจารณาเฉพาะรายที่มีหมอนรองกระดูกแตกทับเส้นประสาทรุนแรงจริงๆ ซึ่งพบน้อยมากในคุณแม่หลังคลอดครับ


พยากรณ์โรค: จะหายเมื่อไหร่?

หลายคนถามหมอว่า “หมอคะ พิมพ์จะต้องปวดแบบนี้ไปตลอดชีวิตไหม?”

คำตอบคือ “ไม่ครับ” โดยปกติอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3-6 เดือนหลังคลอด หากมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษาหรือฝึกกล้ามเนื้อ อาการอาจกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังได้ครับ และมีโอกาสกลับมาเป็นอีกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปหากพื้นฐานร่างกายไม่แข็งแรงพอ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากปล่อยทิ้งไว้ อาการปวดหลังอาจลามกลายเป็น:

  • เส้นประสาทถูกกดทับ: จากการที่กล้ามเนื้อหลังทำงานผิดปกติจนหมอนรองกระดูกมีปัญหา

  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด: ความเจ็บปวดทางกายส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้คุณแม่ดูแลลูกได้ไม่เต็มที่

  • ปัญหาการทรงตัว: เดินลำบาก หรือปวดเข่าและข้อเท้าตามมาจากการชดเชยท่าทาง


วิธีป้องกัน

  1. ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง: เริ่มออกกำลังกายเบาๆ ตามคำแนะนำของหมอหลังคลอด (เช่น ท่าแขม่วพุงเบาๆ)

  2. ใช้อุปกรณ์ช่วย: เช่น หมอนรองให้นม หรือเป้อุ้มลูกที่ช่วยกระจายน้ำหนักได้ดี

  3. งดใส่รองเท้าส้นสูง: ในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อให้กระดูกสันหลังปรับสมดุลได้ง่ายขึ้น

  4. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: นอกเหนือจากการอุ้มลูก

  5. จัดท่าทางตอนนอน: ใช้หมอนข้างรองระหว่างขาเพื่อลดแรงกดที่อุ้งเชิงกราน


Q&A Section

Q: ปวดหลังร้าวลงขาหลังคลอด อันตรายไหม? A: หากมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย ถือว่าอันตรายครับ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของเส้นประสาทถูกกดทับ

Q: ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่การตรวจร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว MRI จะใช้ในรายที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงครับ

Q: ปวดคอนานแค่ไหนควรพบแพทย์? A: แม้บทความนี้เน้นเรื่องหลัง แต่หลักการเดียวกันครับ หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือปวดจนรบกวนการนอนและการเลี้ยงลูก ควรมาพบหมอครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • อาการปวดหลังหลังคลอดส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมนที่ทำให้เส้นเอ็นหลวมและกล้ามเนื้อทำงานหนักเกินไป

  • การปรับท่าทางในการเลี้ยงลูกและให้นม คือกุญแจสำคัญในการรักษา

  • การออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเป็น "เฝือกธรรมชาติ" ที่ดีที่สุด

  • ส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการปรับพฤติกรรม ยา และการฉีดยาเฉพาะจุด

  • อย่าปล่อยให้ความปวดทำลายช่วงเวลาที่มีความสุขกับลูก การรักษาที่ถูกจุดช่วยให้คุณแม่กลับมาสดใสได้เร็วขึ้น

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลังหลังคลอด #ปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #คุณแม่มือใหม่ #ปวดสะโพก #แม่และเด็ก #สุขภาพผู้หญิง #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PostpartumBackPain #NewMomLife #WomenHealth #OrthoTips #HealthySpine


  1. Vleeming A, Albert HB, Ostgaard HC, Sturesson B, Stuge B. European guidelines for the diagnosis and treatment of pelvic girdle pain. Eur Spine J. 2008;17(6):794–819.
    แนวทางจากยุโรปฉบับนี้อธิบายวิธีตรวจแยกอาการปวดอุ้งเชิงกราน (pelvic girdle pain) จากปวดหลังทั่วไป และเสนอแนวทางรักษาที่เน้นการออกกำลังกายเฉพาะส่วน การให้ความรู้ และการจัดท่าทาง ช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอดหลายคนดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด.

  2. Wu WH, Meijer OG, Uegaki K, Mens JM, van Dieën JH, Wuisman PI, Ostgaard HC. Pregnancy-related low back pain and pelvic girdle pain: terminology, prevalence, and risk factors. Eur Spine J. 2004;13(7):575–579.
    งานนี้อธิบายคำศัพท์ที่ใช้เรียกอาการปวดหลังและปวดเชิงกรานในหญิงตั้งครรภ์ พร้อมบอกว่าพบได้บ่อยมากในคุณแม่ช่วงท้องและหลังคลอด และมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยมีอาการมาก่อน น้ำหนักขึ้นมาก และงานที่ต้องยืนนานหรือยกของหนัก.

  3. Stuge B, Laerum E, Kirkesola G, Vøllestad N. The efficacy of a treatment program focusing on specific stabilizing exercises for pelvic girdle pain after pregnancy: a randomized controlled trial. Spine (Phila Pa 1976). 2004;29(4):351–359.
    การทดลองสุ่มนี้แสดงว่าการออกกำลังกายเฉพาะกล้ามเนื้อแกนกลางและเชิงกรานอย่างถูกวิธีในคุณแม่หลังคลอดที่มีอาการปวดเชิงกราน สามารถช่วยลดปวดและเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้ดีกว่าการดูแลทั่วไป แสดงให้เห็นว่ากายภาพบำบัดแบบ “ฝึกกล้ามเนื้อพยุง” มีบทบาทสำคัญ.

  4. Katonis P, Kampouroglou A, Aggelopoulos A, Kakavelakis K, Lykoudis S, Makrigiannakis A, Alpantaki K. Pregnancy-related low back pain. Hippokratia. 2011;15(3):205–210.
    บทความนี้สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในครรภ์ น้ำหนักท้องที่เพิ่มขึ้น และท่าทางที่แอ่นหลังมากขึ้น ล้วนทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังและเชิงกรานรับแรงมากขึ้น คนท้องจึงปวดหลังได้ง่าย ไม่ได้แปลว่ามีกระดูกเสียหายเสมอไป แต่ควรดูแลเรื่องท่าทางและออกกำลังกายให้เหมาะสม.

  5. Bergström C, Persson M, Mogren I. Pregnancy-related low back pain and pelvic girdle pain approximately 12 years after delivery – prevalence and impact on daily life. BMC Pregnancy Childbirth. 2016;16:188.
    งานติดตามนี้พบว่าบางคนที่เคยปวดหลังหรือปวดเชิงกรานตอนท้องยังมีอาการหลงเหลืออยู่แม้ผ่านไปกว่า 10 ปี และอาจกระทบการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาและฟื้นฟูให้ครบตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ไม่ปล่อยให้ปวดเรื้อรังยืดเยื้อ.

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลัง... ไม่ได้แปลว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้น" เสมอไป: ความจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้

 



ปวดหลัง... ไม่ได้แปลว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้น" เสมอไป: ความจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้

ปวดหลังจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ... แค่เมื่อยหรือชีวิตกำลังจะพัง?

คุณเคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกปวดแปล๊บที่หลังส่วนล่าง จะก้มหยิบถุงเท้าก็ทำไม่ได้ จะบิดตัวลุกจากเตียงก็ทรมาน สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของคนส่วนใหญ่คือ “ตายแล้ว... เราเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือเปล่า? ต้องผ่าตัดไหม? จะเดินไม่ได้ไหม?” ความกลัวนี้เองที่ทำให้หลายคนรีบวิ่งไปขอทำ MRI ทันที แต่หมอมีเรื่องน่าตกใจจะบอกครับ... ภาพที่เห็นในฟิล์ม MRI ที่ดูน่ากลัวนั้น อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของความปวดที่คุณกำลังเผชิญอยู่ก็ได้


เรื่องเล่าจากคนไข้: เคสคุณสมชายกับความลับในฟิล์มเอ็มอาร์ไอ

คุณสมชาย (นามสมมติ) ชายวัย 45 ปี พนักงานออฟฟิศระดับบริหารที่ต้องนั่งประชุมหน้าจอคอมพิวเตอร์แทบทั้งวัน วันหนึ่งขณะพยายามยกกระถางต้นไม้ที่บ้าน เขารู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงที่กลางหลัง อาการปวดรุนแรงจนเขาต้องนอนราบกับพื้นไปไหนไม่ได้

คุณสมชายกลัวมาก เขาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้วสรุปเองทันทีว่าเขาต้องเป็น “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” แน่นอน เขามาพบหมอพร้อมฟิล์ม MRI ที่ไปทำมาจากโรงพยาบาลอื่น ในฟิล์มนั้นหมอเห็นภาพหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาจริงๆ ครับ แต่เมื่อหมอตรวจร่างกายคุณสมชายอย่างละเอียด กลับพบว่าอาการปวดของเขาไม่ได้ตรงกับจุดที่หมอนรองกระดูกปลิ้นเลยแม้แต่น้อย

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสมชายเข้าใจว่า “ภาพถ่ายทางการแพทย์” กับ “อาการจริง” บางครั้งก็เดินคนละทางกันครับ


หมอนรองกระดูกเหมือน "ไส้ขนมปัง": อธิบายให้เข้าใจง่าย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือนขนมปังชิ้นกลมๆ ที่วางซ้อนกันเป็นคอนโดมิเนียม และระหว่างขนมปังแต่ละชั้นจะมี “หมอนรองกระดูก” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน “ไส้ขนมปัง” ที่มีความนุ่มและยืดหยุ่นคอยรับแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือวิ่ง

เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานหลังหนักเกินไป ไส้ขนมปังนี้อาจจะถูกบีบจน “ปลิ้น” หรือ “แตก” ออกมาข้างนอก ถ้ามันปลิ้นไปโดนเส้นประสาทที่วางอยู่ข้างๆ นั่นแหละครับคือภาวะ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation) แต่บ่อยครั้งที่อาการปวดหลังของคุณไม่ได้เกิดจากไส้ขนมปังที่ปลิ้นออกมา แต่มันเกิดจาก “กล้ามเนื้อรอบๆ” ที่ล้าจนเกร็งตัว หรือ “ข้อต่อกระดูกสันหลัง” ที่อักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้รักษาให้หายได้ง่ายกว่าการผ่าตัดมากครับ


ความรู้พื้นฐาน: โรคปวดหลังและการเกิดโรค

อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุส่วนใหญ่กว่า 85-90% มักเป็น อาการปวดหลังแบบไม่จำเพาะเจาะจง (Non-specific Low Back Pain) ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อ เอ็น หรือข้อต่ออักเสบจากการใช้งาน

ส่วนภาวะ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation) นั้น เกิดจากการที่ส่วนในของหมอนรองกระดูก (Nucleus Pulposus) เคลื่อนตัวผ่านรอยฉีกขาดของส่วนนอก (Annulus Fibrosus) ออกมากดเบียดเส้นประสาท อาการเด่นคือ ปวดร้าวลงขา (Sciatica) อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลังคุณพังไม่รู้ตัว

  • พฤติกรรมการนั่ง: การนั่งทำงานนานเกิน 2 ชั่วโมงโดยไม่ขยับ หรือการนั่งหลังค่อม ทำให้หมอนรองกระดูกรับแรงบีบสูงกว่าปกติ

  • การยกของหนักผิดท่า: การก้มหลังยกของโดยไม่ย่อเข่า ทำให้แรงกระแทกทั้งหมดไปตกอยู่ที่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนล่าง

  • น้ำหนักตัวเกิน: ร่างกายเปรียบเสมือนรถที่แบกน้ำหนักเกินพิกัดตลอดเวลา ทำให้กระดูกและหมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น

  • การสูบบุหรี่: สารในบุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกได้น้อยลง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกขาดความยืดหยุ่นและแตกง่าย

  • ภาวะความเครียด: เมื่อเครียด ร่างกายจะหลั่งสารที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง


การตรวจวินิจฉัย: หา "คนร้าย" ให้ถูกตัว

เมื่อคุณมาหาหมอ กระบวนการสืบหาความจริงจะเริ่มต้นขึ้นดังนี้ครับ:

  1. การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบการยกขา (Straight Leg Raise Test) เพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับจริงไหม และทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา

  2. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูกสันหลังว่ามีการเคลื่อนหรือมีความเสื่อมที่รุนแรงหรือไม่

  3. เอ็มอาร์ไอ (MRI): เป็นเครื่องมือที่เห็นรายละเอียดของหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้ชัดเจนที่สุด แต่หมอจะสั่งตรวจก็ต่อเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาเบื้องต้น หรือมีสัญญาณอันตรายเท่านั้น

  4. การตรวจกระแสไฟฟ้าในเส้นประสาท (EMG): ใช้ในกรณีที่ต้องการยืนยันว่าอาการชาหรืออ่อนแรงเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับจริงหรือไม่


แนวทางการรักษา: ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด!

หมออยากให้คุณสบายใจว่า ผู้ป่วยปวดหลังส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยวิธีประคับประคองครับ

  • ปรับพฤติกรรม: นี่คือยาที่ดีที่สุด ลดการนั่งนาน เปลี่ยนท่าทางทุก 45-60 นาที และหลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก

  • กายภาพบำบัด: การยืดกล้ามเนื้อที่ถูกวิธีและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว

  • การใช้ยา: ยาลดปวด ยาลดการอักเสบ และยาคลายกล้ามเนื้อตามความเหมาะสมของอาการ

  • การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound (Ultrasound-guided Injection): ในกรณีที่ปวดรุนแรง หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์เพื่อระบุตำแหน่งที่อักเสบหรือตำแหน่งที่เส้นประสาทถูกกดทับได้อย่างแม่นยำ และฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปตรงจุดนั้นโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดการปวดได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

  • การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล หรือมีอาการรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรงชัดเจน หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้


พยากรณ์โรค: โรคนี้หายไหม?

อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบมักดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ถ้าดูแลตัวเองดี ส่วนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนั้น กว่า 90% สามารถหายเองได้ภายใน 3 เดือน เพราะร่างกายมีกลไกในการดูดซึมส่วนที่ปลิ้นกลับเข้าไปเอง แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำได้หากพฤติกรรมเดิมๆ ยังไม่เปลี่ยนครับ


ภาวะแทรกซ้อน: เมื่อไหร่ที่ต้องกังวล?

หากปล่อยไว้และอาการรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะ:

  • เส้นประสาทถูกกดทับจนเสียหายถาวร

  • กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงหรือลีบลง

  • เดินลำบาก หรือเดินสะดุดบ่อย

  • สูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย (เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดทันที)


5 วิธีป้องกันให้หลังคุณแข็งแรงไปอีกนาน

  1. ออกกำลังกายแกนกลางลำตัว: เช่น ท่าแพลงก์ (Plank) เพื่อสร้างเฝือกธรรมชาติให้กระดูกสันหลัง

  2. ท่านั่งที่ถูกต้อง: นั่งหลังตรง พิงพนัก และมีหมอนรองหนุนบริเวณบั้นเอว

  3. คุมน้ำหนัก: ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดภาระของหลัง

  4. ยืดเหยียดระหว่างวัน: อย่าลืมลุกขึ้นบิดขี้เกียจหรือเดินไปมาทุกๆ ชั่วโมง

  5. นอนให้ถูกท่า: เลือกที่นอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป และใช้หมอนหนุนใต้เข่าหากนอนหงาย เพื่อลดความตึงของหลัง


Q&A Section: เรื่องที่คนอยากรู้มากที่สุด

Q: ปวดหลังร้าวลงขา ต้องทำ MRI ทุกคนไหม?

A: ไม่จำเป็นครับ หากไม่มีอาการอ่อนแรงหรือคุมขับถ่ายไม่ได้ หมอจะรักษาแบบประคับประคองก่อน 4-6 สัปดาห์ เพราะบ่อยครั้งที่อาการดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องอาศัยภาพถ่าย MRI

Q: ผล MRI บอกว่าหมอนรองกระดูกปลิ้น แปลว่าต้องผ่าตัดใช่ไหม? A: ไม่ใช่ครับ หมอตรวจพบคนทั่วไปที่ไม่มีอาการปวดเลย แต่ฟิล์ม MRI มีหมอนรองกระดูกปลิ้นเพียบ ดังนั้นเราต้องรักษาตามอาการคนไข้ ไม่ใช่รักษาตามแผ่นฟิล์มครับ

Q: ปวดคอนานแค่ไหนควรมาหาหมอ?

A: หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการชา ร้าวลงขา หรือขาอ่อนแรง ควรรีบมาตรวจละเอียดครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. ภาพ MRI ที่เห็นหมอนรองกระดูกปลิ้น อาจไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คุณปวดเสมอไป

  2. คนปกติที่ไม่มีอาการปวดเลย ก็สามารถพบความผิดปกติในฟิล์ม MRI ได้เป็นเรื่องปกติของความเสื่อมตามวัย

  3. 90% ของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

  4. การปรับพฤติกรรมและการออกกำลังกายแกนกลางลำตัวคือหัวใจของการหายอย่างยั่งยืน

  5. หากมีอาการขาอ่อนแรง หรือคุมการขับถ่ายไม่ได้ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng

โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลัง

#หมอนรองกระดูกทับเส้น

#ปวดหลังร้าวลงขา

#ออฟฟิศซินโดรม

#กระดูกสันหลังเสื่อม

#กายภาพบำบัด

#รักษาโดยไม่ผ่าตัด

#กล้ามเนื้อหลังอักเสบ

#หมอเก่งกระดูกและข้อ

#ปวดหลังเรื้อรัง

#LowBackPain

#HerniatedDisc

#Sciatica

#SpineHealth

#Orthopedics

Reference List

  1. Brinjikji W, Luetmer PH, Comstock B, Bresnahan BW, Chen LE, Deyo RA, et al. Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR Am J Neuroradiol. 2015;36(4):811-6.
    สรุป: คนที่ไม่ปวดหลังก็มีภาพเสื่อมใน MRI ได้เยอะ แปลว่าภาพอย่างเดียวไม่ใช่โรคเสมอไป

  2. Jensen MC, Brant-Zawadzki MN, Obuchowski N, Modic MT, Malkasian D, Ross JS. Magnetic resonance imaging of the lumbar spine in people without back pain. N Engl J Med. 1994;331(2):69-73.
    สรุป: คนปกติจำนวนมากมีหมอนรองกระดูกปลิ้นใน MRI โดยไม่มีอาการปวด

  3. Maher C, Underwood M, Buchbinder R. Non-specific low back pain. Lancet. 2017;389(10070):736-747.
    สรุป: ปวดหลังส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุชัด และมักรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

  4. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation: A Review. Global Spine J. 2017;7(8):829-840.
    สรุป: อธิบายครบเรื่องหมอนรองกระดูกทับเส้น ตั้งแต่สาเหตุจนถึงการรักษา

  5. Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA; Clinical Guidelines Committee of the American College of Physicians. Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline From the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(7):514-530.
    สรุป: แนวทางรักษาปวดหลังเน้นไม่ผ่าตัด เช่น ออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรม และใช้ยาอย่างเหมาะสม


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ความลับของอาการ "แสบร้อน" ที่ปลายนิ้วและฝ่าเท้า... ทำไมยิ่งนวดยิ่งไม่หาย?

 



ความลับของอาการ "แสบร้อน" ที่ปลายนิ้วและฝ่าเท้า... ทำไมยิ่งนวดยิ่งไม่หาย?

เคยสงสัยไหมครับ? ทำไมบางคนไม่ได้ทำงานหนัก แต่กลับรู้สึกเหมือนมี "ไฟลวก" อยู่ที่ฝ่ามือ หรือบางคืนก็นอนไม่ได้เพราะ "แสบร้อน" ที่ฝ่าเท้าเหมือนเดินบนถ่านร้อนๆ

หลายคนพยายามหาครีมมาทา พยายามนวดเฟ้นจนระบม หรือกินยาแก้ปวดเท่าไหร่ก็แค่บรรเทา แต่พอตื่นมาตอนเช้า... ความรู้สึกแสบและชานั้นก็ยังวนเวียนกลับมาหาเราเหมือนเดิม

วันนี้ผมมีเคสหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ คุณแม่ท่านหนึ่งมาหาผมด้วยอาการที่ทรมานมาก คือปวดร้าวจากคอลงไปที่แขน แต่ที่แปลกคือ เธอรู้สึก "ร้อน" ที่ข้อมือและฝ่ามืออย่างรุนแรง โดยเฉพาะตรงโคนนิ้ว แถมที่เท้าก็แสบเหมือนถูกพริกไทยทาไว้ตลอดเวลา

สิ่งที่น่าตกใจคือ... ผลการตรวจ MRI และการเช็คประวัติสุขภาพ กลับพบว่าต้นตอของความเจ็บปวดนี้ ไม่ได้อยู่ที่จุดที่เธอรู้สึกแสบเสมอไป!

ความลับที่หลายคนไม่รู้คือ "เส้นประสาท" ของเราเหมือนกับสายไฟครับ ถ้าสายไฟที่ต้นทาง (ที่คอ) โดนทับ และสายไฟที่ปลายทาง (ที่ข้อมือ) ก็โดนบดบัง แถมยังมี "สนิม" (จากระดับน้ำตาลในเลือด) มาเกาะที่สายไฟอีก... ผลลัพธ์ที่ได้คือความเจ็บปวดที่ซับซ้อนจนยากจะอธิบาย

ทำไมอาการปวดคอถึงลามไปทำให้แสบที่ฝ่ามือได้? และทำไม "เบาหวาน" ถึงกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เส้นประสาทของเราประท้วงหนักขนาดนี้?

คำตอบของเรื่องนี้ อาจจะเปลี่ยนวิธีที่คุณดูแลตัวเองและคุณแม่ไปตลอดกาลครับ...


เมื่ออาการปวดไม่ได้มาแค่ "เมื่อย" แต่มาพร้อมความ "แสบร้อน" และ "ชา": สัญญาณเตือนที่คนเป็นเบาหวานและวัยทำงานต้องระวัง

ความเจ็บปวดเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย แต่ความเจ็บปวดที่มีลักษณะ “ปวดแสบปวดร้อน” (Burning Pain) ร่วมกับอาการชานั้น เป็นสัญญาณที่จำเพาะเจาะจงมากครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อที่อ่อนล้าจากการทำงาน แต่มันคือเสียงกรีดร้องของ “เส้นประสาท” ที่กำลังถูกรบกวนอย่างหนัก

เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อความร้อนรุ่มรบกวนการนอนของคุณแม่

ลองจินตนาการถึง “ป้ามาลี” (นามสมมติ) อายุ 60 ปี ป้ามาลีมีโรคประจำตัวคือเบาหวานที่คุมได้บ้างไม่ได้บ้าง ช่วงหลังมานี้ป้ามาลีเริ่มมีอาการปวดที่ต้นคอ ร้าวลงมาที่บ่าและแขน แต่สิ่งที่ทำให้ป้ามาลีกังวลที่สุดคือ อาการ “ร้อน” ที่ข้อมือและฝ่ามือ ปวดแสบปวดร้อนตรงโคนนิ้วมือทั้งหมดจนถึงข้อศอก แม้แต่ตอนกลางคืนที่อากาศเย็นๆ ป้ามาลีกลับรู้สึกแสบที่ฝ่าเท้าเหมือนเดินบนพื้นร้อนๆ ตลอดเวลา

ป้ามาลีคิดว่าเป็นแค่เรื่องเลือดลมไม่ดี หรือเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น แต่ความจริงแล้ว ร่างกายของป้ามาลีกำลังเผชิญกับปัญหาเส้นประสาทจาก 3 ต้นเหตุพร้อมๆ กันครับ


ทำไมถึง "แสบ" และ "ร้อน"? อธิบายง่ายๆ แบบเห็นภาพ

เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมอยากให้คุณแม่ลองนึกภาพว่า เส้นประสาทในร่างกายเราเหมือนกับ “สายไฟ” ครับ สายไฟเหล่านี้ทำหน้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าจากสมองไปที่มือและเท้า เพื่อให้เราขยับได้และรู้สึกได้

  1. ฉนวนหุ้มสายไฟพัง: ในคนที่เป็นเบาหวาน น้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปจะเข้าไปทำลาย "ฉนวน" ที่หุ้มสายไฟ (เส้นประสาท) เมื่อฉนวนบางลง กระแสไฟก็รั่วไหล ส่งสัญญาณมั่วไปหมด กลายเป็นความรู้สึก "แสบร้อน" หรือ "ชา" เหมือนไฟช็อต

  2. สายไฟโดนทับที่ต้นทาง: ถ้ากระดูกคอของเราเสื่อมและไปกดทับเส้นประสาท ก็เหมือนเราเอาของหนักไปทับสายไฟตั้งแต่ที่คอ ทำให้สัญญาณที่ส่งไปที่แขนและมือติดๆ ขัดๆ

  3. สายไฟโดนเบียดที่ปลายทาง: ที่ข้อมือจะมีช่องแคบๆ ถ้าพังผืดหนาขึ้นมาทับเส้นประสาทตรงนี้ ก็จะเกิดอาการปวดร้าวและแสบที่ฝ่ามือและโคนนิ้วได้ชัดเจน

เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุด เราเรียกว่าอาการ "ปวดร้าวสะสม" ซึ่งทำให้คนไข้ทรมานมากกว่าปกติหลายเท่าครับ


รู้จักกับโรคที่เป็นต้นเหตุ

อาการที่คุณแม่เป็นอยู่นั้น อาจเกิดจากกลุ่มโรคเหล่านี้ทำงานร่วมกันครับ:

  • กระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท (Cervical Spondylotic Radiculopathy): ทำให้มีอาการปวดจากคอ ร้าวลงแขน และมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

  • พังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome): เป็นสาเหตุหลักของอาการปวดแสบปวดร้อนที่ฝ่ามือ โคนนิ้ว และร้าวขึ้นไปถึงข้อศอก มักปวดมากตอนกลางคืนหรือตอนใช้มือทำงาน

  • เส้นประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Polyneuropathy): น้ำตาลในเลือดที่สูงทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย มักเริ่มแสบร้อนที่ฝ่าเท้าก่อน แล้วค่อยๆ ลามขึ้นมา หรือเกิดที่มือร่วมด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

  1. ระดับน้ำตาลในเลือด: ยิ่งน้ำตาลสูง เส้นประสาทจะยิ่งซ่อมแซมตัวเองได้ยาก

  2. ท่าทางในการทำงาน: การก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ หรือนอนหมอนสูงเกินไป ทำให้กระดูกคอทำงานหนัก

  3. การใช้งานข้อมือซ้ำๆ: เช่น การถือของหนัก การกวาดบ้าน หรือการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

  4. อายุที่มากขึ้น: ความเสื่อมของหมอนรองกระดูกเป็นไปตามวัย แต่เราชะลอได้ครับ


จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นที่ไหนกันแน่? (การตรวจวินิจฉัย)

หมอจะใช้วิธีการตรวจที่แม่นยำเพื่อแยกแยะปัญหาครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบแรงกล้ามเนื้อและการรับความรู้สึก รวมถึงการเคาะหรือกดบริเวณเส้นประสาทที่ข้อมือและคอ

  • MRI (การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): เพื่อดูว่าหมอนรองกระดูกคอไปกดทับเส้นประสาทจุดไหนบ้าง เหมือนที่คนไข้เคยตรวจมาแล้ว

  • การตรวจนำกระแสประสาท (EMG/NCV): อันนี้สำคัญมากครับ เป็นการ "วัดไฟ" ในสายไฟจริงๆ ว่ามีการติดขัดที่ข้อมือหรือที่คอมากน้อยแค่ไหน เพื่อยืนยันว่าอาการแสบที่มือนั้นมาจากข้อมือหรือมาจากคอกันแน่


แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัดเสมอไป

เชื่อไหมครับว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากเรารักษาได้ถูกจุด:

  1. ควบคุมต้นเหตุสำคัญ: สำหรับคนเป็นเบาหวาน "การคุมน้ำตาล" คือหัวใจหลักครับ ถ้าคุมน้ำตาลไม่ดี เส้นประสาทที่อักเสบจะรักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด

  2. การปรับพฤติกรรม: ปรับความสูงของหมอน ฝึกบริหารกล้ามเนื้อคอ และพักการใช้ข้อมือต่อเนื่อง

  3. การใช้ยา: ยาแก้ปวดทั่วไปมักไม่ได้ผลกับอาการ "แสบร้อน" หมอจะใช้ยาเฉพาะทางที่ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทและปรับสมดุลการส่งสัญญาณไฟ

  4. การฉีดยาโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection): เป็นเทคโนโลยีที่แม่นยำมากครับ หมอจะใช้เครื่องสแกนดูเส้นประสาทที่ข้อมือหรือรอบๆ เส้นประสาทที่ถูกทับ แล้วฉีดยาลดอักเสบไปวางไว้ข้างๆ เส้นประสาทพอดีเป๊ะ วิธีนี้ช่วยลดบวมและลดความแสบร้อนได้เร็ว โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

  5. การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อมีอาการอ่อนแรงรุนแรง หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลจริงๆ ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคแผลเล็กที่ฟื้นตัวไวมากครับ


พยากรณ์โรค: จะหายไหม?

อาการแสบร้อนจากเส้นประสาทต้องใช้ "เวลา" ในการฟื้นตัวครับ เส้นประสาทเปรียบเหมือนต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา เมื่อเราเอาสิ่งที่ทับออกและให้ปุ๋ย (ยาและสารอาหาร) มันจะค่อยๆ งอกใหม่วันละนิด อาการจะดีขึ้นตามลำดับ แต่ต้องอาศัยความใจเย็นและการคุมเบาหวานที่เคร่งครัดครับ


วิธีป้องกันและดูแลตัวเองเบื้องต้น

  • คุมเบาหวานให้ดี: พยายามรักษาค่าระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ได้ตามที่หมอแนะนำ

  • ปรับท่าทาง: เลิกก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ เปลี่ยนท่าบ่อยๆ ทุก 30 นาที

  • แช่น้ำอุ่น: การแช่มือหรือเท้าในน้ำอุ่น (ที่ไม่ร้อนจัด) จะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ดีขึ้น ลดอาการปวดแสบได้

  • ยืดเหยียดข้อมือและคอ: ทำท่ากายบริหารเบาๆ ตามที่นักกายภาพบำบัดแนะนำ


Q&A ถาม-ตอบ ข้อสงสัย

Q: ทำไมถึงแสบร้อนที่เท้าด้วย ทั้งที่ปวดคอ? A: มักเกิดจากสองสาเหตุร่วมกันครับ คือเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจากเบาหวาน และอาจมีการกดทับของกระดูกสันหลังส่วนเอวร่วมด้วย (ซึ่งคนไข้เคยมีอาการปวดเอวมาก่อน)

Q: อาการแสบร้อนที่โคนนิ้ว อันตรายไหม? A: เป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังขาดเลือดเลี้ยงครับ ถ้าปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้อโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะลีบและไม่มีแรงหยิบจับของได้

Q: ต้องทำ MRI ซ้ำไหม? A: ถ้าอาการเปลี่ยนไป เช่น เริ่มมีอาการแสบร้อนมากขึ้นหรือเริ่มอ่อนแรง การตรวจ MRI เพิ่มเติมหรือการตรวจนำกระแสประสาท (EMG) จะช่วยให้หมอวางแผนรักษาได้แม่นยำขึ้นครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. อาการ "แสบร้อน" คือสัญญาณการบาดเจ็บของเส้นประสาท ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อธรรมดา

  2. คนเป็นเบาหวานมีโอกาสเส้นประสาทอักเสบได้ง่ายกว่าปกติ และหายช้ากว่าคนทั่วไป

  3. อาการที่คอและที่มืออาจเกิดจากปัญหาคนละจุดแต่ส่งเสริมกันให้ปวดมากขึ้น

  4. การรักษาปัจจุบันมีวิธีที่แม่นยำ เช่น การฉีดยาส่องกล้องอัลตราซาวด์ ซึ่งช่วยให้ตรงจุดและเจ็บน้อย

  5. การคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการปรับท่าทาง คือหัวใจสำคัญของการหายขาด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดคอ #ชามือ #แสบร้อนฝ่ามือ #แสบร้อนฝ่าเท้า #กระดูกคอเสื่อม #เบาหวานลงเส้นประสาท #พังผืดทับเส้นประสาท #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดแสบปวดร้อน #ออฟฟิศซินโดรม #รักษาปวดไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดคอร้าวลงแขน #ชานิ้วมือ #นิ้วล็อค


References

    1. Sevy S, Varacallo M. Carpal tunnel syndrome. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan–. Updated 2023 Sep 4. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK448179/.

    2. Iyer S, Kim HJ. Cervical radiculopathy. Curr Rev Musculoskelet Med. 2016 Sep;9(3):272–280. doi:10.1007/s12178-016-9349-4. PMID: 27245423; PMCID: PMC4958387.

    3. Hicks CW, Selvin E. Epidemiology of peripheral neuropathy and lower extremity disease in diabetes. Curr Diab Rep. 2019 Aug 27;19(10):86. doi:10.1007/s11892-019-1212-8. PMID: 31456118; PMCID: PMC6750905.

    4. Genevay S, Gastaldi G. Diabetic neuropathy or spinal stenosis? Rev Med Suisse. 2018 Mar 14;14(600):610–613. PMID: 29537750.

    5. Wu YT, Ke MJ, Chou YC, Chang CY, Lin CY, Li TY, Shih FM, Chen LC. Effect of radial shock wave therapy for carpal tunnel syndrome: a prospective randomized, double-blind, placebo-controlled trial. J Orthop Res. 2016 Jun;34(6):977–984. doi:10.1002/jor.23113. PMID: 26610183.