วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

กระดูกทับเส้นข้างขวา... แต่ทำไมวันนี้ถึง "ปวดหลังด้านซ้าย" มากกว่า?

 



กระดูกทับเส้นข้างขวา... แต่ทำไมวันนี้ถึง "ปวดหลังด้านซ้าย" มากกว่า?

เมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือนสลับข้าง... ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องกระดูกทับเส้น

หมอเข้าใจเลยครับว่ากรณีนี้สร้างความสงสัยให้คนไข้หลายท่านมาก "หมอบอกทับเส้นข้างขวา ร้าวลงขาขวา แต่ทำไมตอนนี้ถึงมาปวดหลังเน้นๆ ที่ด้านซ้ายล่ะหมอ?" อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อยครับ และส่วนใหญ่มักมีคำอธิบายที่ทำให้คนไข้สบายใจขึ้นได้ หากเรารู้ว่ากล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังของเราทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร


เรื่องเล่าจากคนไข้: "คุณประเสริฐ" กับอาการปวดที่ย้ายฝั่ง

คุณประเสริฐ (นามสมมติ) อายุ 55 ปี ตรวจ MRI พบว่ามี หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทด้านขวา มีอาการปวดเสียวลงขาขวาชัดเจน แต่หลังจากรักษาไปสักพัก คุณประเสริฐกลับมาหาหมอด้วยสีหน้ากังวล เพราะเริ่มมีอาการปวดหลังตื้อๆ หนักๆ ที่ "ด้านซ้าย" อย่างรุนแรงจนนอนลำบาก ลุงประเสริฐกลัวว่าหมอนรองกระดูกจะปลิ้นเพิ่มออกมาอีกข้าง หรือเป็นโรคอะไรร้ายแรงที่ฝั่งซ้ายเพิ่มขึ้นมาอีกหรือไม่


ร่างกายเราเหมือน "สะพานแขวน" ที่สายสลิงตึงไม่เท่ากัน

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ กระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสากลางสะพาน" และมีกล้ามเนื้อหลังซ้าย-ขวา เป็น "สายสลิง"คอยดึงประคองไว้

เมื่อคุณมีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาททางด้านขวา ร่างกายจะตอบสนองโดยสัญชาตญาณครับ คือเราจะพยายาม "เอียงตัวหนีปวด" หรือทิ้งน้ำหนักไปทางด้านซ้ายเพื่อลดแรงกดทับที่เส้นประสาทข้างขวา ผลที่ตามมาคือ กล้ามเนื้อหลังด้านซ้ายต้อง "แบกน้ำหนัก" และ "เกร็งค้าง" มากกว่าปกติเพื่อประคองร่างกายไว้ พอผ่านไปสักพัก กล้ามเนื้อด้านซ้ายที่ทำงานหนักเกินหน้าที่จึงเกิดอาการอักเสบและปวดเกร็งขึ้นมานั่นเองครับ


ทำความรู้จักกับ "ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจากท่าทางที่ผิดปกติ" (Compensatory Muscle Pain)

ในกรณีของคุณพี่ อาการปวดหลังด้านซ้ายที่เพิ่มขึ้นมักไม่ใช่กระดูกทับเส้นอันใหม่ครับ แต่เป็น ภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวจากการชดเชยการบาดเจ็บ (Compensatory Pain)

สาเหตุและการเกิดโรค: เมื่อเส้นประสาทข้างขวาถูกกด (Lumbar Disc Herniation - Right Side) ร่างกายจะเกร็งกล้ามเนื้อหลังฝั่งตรงข้าม (ซ้าย) เพื่อป้องกันการขยับที่จะไปโดนเส้นประสาท การปวดหลังด้านซ้ายจึงมักเป็นปวดที่กล้ามเนื้อ (Myofascial Pain) มากกว่าปวดจากเส้นประสาทครับ

อาการปวดที่แตกต่าง:

  • ปวดจากเส้นประสาท (ข้างขวา): มักเจ็บจี๊ดเหมือนไฟช็อต ร้าวจากหลังลงไปถึงปลายเท้า มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

  • ปวดจากกล้ามเนื้อชดเชย (ข้างซ้าย): มักปวดตื้อๆ หนักๆ กดแล้วเจ็บ หรือรู้สึกเป็นก้อนตึงๆ บริเวณเอวซ้าย อาการมักปวดเฉพาะจุด ไม่ร้าวลงไปถึงปลายเท้าเหมือนข้างขวา


5 ปัจจัยที่ทำให้ปวดหลังด้านซ้ายมากกว่าเดิม

  1. ท่าเดินที่ผิดปกติ: การเดินกะเผลกหรือลงน้ำหนักไม่เท่ากัน

  2. การนั่งเอียงตัว: เพื่อเลี่ยงท่าที่ทำให้ขาขวาปวด

  3. กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง: ทำให้หลังต้องพึ่งพากล้ามเนื้อชั้นนอกมากเกินไป

  4. ความเครียดสะสม: ทำให้กล้ามเนื้อหลังเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว

  5. การพักผ่อนไม่เพียงพอ: ทำให้กระบวนการซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักทำได้ช้าลง


การตรวจวินิจฉัย: แยกแยะ "ปวดเส้น" กับ "ปวดกล้ามเนื้อ"

  • การตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะกดดูจุดกดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังด้านซ้าย และทดสอบการยกขา (Straight Leg Raising Test) เพื่อเช็กอาการของเส้นประสาทข้างขวาเปรียบเทียบกัน

  • อัลตราซาวด์กล้ามเนื้อ (Musculoskeletal Ultrasound): ช่วยดูความตึงตัวหรือการอักเสบของพังผืดกล้ามเนื้อด้านซ้ายได้ชัดเจน

  • การประเมินจาก MRI เดิม: หมอจะกลับไปดูภาพ MRI อีกครั้งเพื่อยืนยันว่ารอยโรคเดิมทางด้านขวานั้นมีโอกาสที่จะลามมาทางซ้ายได้หรือไม่ (ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าหมอบอกว่าทับไม่มาก มักจะไม่ค่อยย้ายฝั่งทันทีครับ)


แนวทางการรักษา: จัดการทั้ง "ต้นเหตุ" และ "ผลพลอยได้"

  1. รักษาปวดซ้าย (กล้ามเนื้อ): ใช้การประคบอุ่น กายภาพบำบัดด้วยเครื่องนวดอัลตราซาวด์

  2. รักษาขวา (เส้นประสาท): ทำกายภาพยืดเส้นประสาท และทานยาในกลุ่มบำรุงเส้นประสาทและลดการอักเสบตามที่หมอสั่ง

  3. การฉีดยาเฉพาะจุด: หากปวดหลังซ้ายมาก หมอสามารถฉีดยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาลดอักเสบเข้าไปที่กล้ามเนื้อจุดที่เกร็ง (Trigger Point Injection) โดยใช้เครื่อง ultrasound ช่วยระบุตำแหน่งให้แม่นยำ

  4. การฝึกกล้ามเนื้อ (Rehabilitation): เมื่ออาการปวดลดลง ต้องฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้สมดุล เพื่อให้ "สะพาน" กลับมาตั้งตรง ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง


พยากรณ์โรค: อาการปวดซ้ายจะหายไหม?

อาการปวดกล้ามเนื้อชดเชยด้านซ้ายมักหายได้เร็วกว่าอาการกระดูกทับเส้นข้างขวาครับ หากเราเริ่มปรับท่าทางและคลายกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี อาการปวดหนักๆ ที่ด้านซ้ายจะทุเลาลงใน 1-2 สัปดาห์ครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

  • หลังเบี้ยวผิดรูปถาวรจากการเอียงตัวนานเกินไป

  • หมอนรองกระดูกด้านขวาปลิ้นเพิ่มขึ้นหากไม่ระวังท่าทาง

  • อาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) ที่ทำให้รักษายากขึ้น


5 วิธีป้องกันไม่ให้ปวดหลังสลับข้าง

  1. ไม่นั่งเอียงซ้ายหนีปวดขวา: พยายามนั่งหลังตรง พิงพนักให้เต็มหลัง

  2. ใช้หมอนรองเข่า: เวลานอนหงายให้เอาหมอนหนุนใต้ข้อพับเข่า เพื่อให้หลังแนบพื้นและกล้ามเนื้อสองข้างได้พัก

  3. เปลี่ยนท่าบ่อยๆ: อย่าแช่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเกิน 30 นาที

  4. ออกกำลังกายเบาๆ: เช่น การเดินแกว่งแขนช้าๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ขยับตัว

  5. ใส่รองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี: เพื่อลดแรงสะเทือนขึ้นไปยังหลัง


Q&A Section

Q: ปวดหลังซ้ายมากกว่าขวา แปลว่าโรคแย่ลงไหม? A: ไม่เสมอไปครับ ส่วนใหญ่เป็นเพราะกล้ามเนื้อซ้ายทำงานหนักเกินไป (Overuse) แต่ถ้ามีอาการชาร้าวลงขาซ้ายเพิ่มขึ้นด้วย อันนี้ต้องรีบมาพบหมอครับ

Q: ต้องทำ MRI ใหม่ไหมถ้าปวดคนละที่? A: ถ้าคุณพี่เพิ่งทำ MRI มาไม่นาน และไม่มีอาการอุบัติเหตุใหม่ หมอมักจะเริ่มจากการตรวจร่างกายก่อนครับ เพราะ MRI เดิมมักจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดอยู่แล้ว

Q: ทายานวดด้านซ้ายได้ไหม? A: ทาได้ครับ ยานวดจะช่วยคลายกล้ามเนื้อหลังด้านซ้ายที่ตึงอยู่ให้ผ่อนคลายขึ้นได้ระดับหนึ่งครับ


สรุป 5 ประเด็นสำคัญ

  1. ปวดหลังด้านซ้ายในคนที่เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นข้างขวา มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อชดเชย

  2. อาการปวดกล้ามเนื้อ (ซ้าย) จะรู้สึกปวดตื้อๆ หนักๆ ต่างจากปวดเส้นประสาท (ขวา) ที่จะเสียวร้าว

  3. การรักษาควรทำควบคู่กัน ทั้งการลดปวดกล้ามเนื้อซ้าย และรักษาเส้นประสาทขวา

  4. การปรับท่าทางให้สมดุลและไม่เอียงตัวหนีปวด คือหัวใจสำคัญของการหายขาด

  5. หากมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาข้างซ้ายเพิ่มขึ้น ต้องรีบกลับไปปรึกษาแพทย์ทันที


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังด้านซ้าย #กระดูกทับเส้น #หมอนรองกระดูกปลิ้น #ปวดหลังร้าวลงขา #ปวดกล้ามเนื้อหลัง #กายภาพบำบัด #รักษาโรคกระดูก #MRIหลัง #ฉีดยาลดปวด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #HerniatedDisc #BackPain #Sciatica #LumbarSpondylosis #PhysicalTherapy

References:

  1. Jensen RK, Kongsted A, Kjaer P, Koes B. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019;367:l6273. อธิบายความสัมพันธ์ของอาการปวดร้าวลงขาและการตอบสนองของกล้ามเนื้อหลัง

  2. Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA. Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline From the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(7):514-530. แนวทางการรักษาปวดหลังโดยไม่ใช้การผ่าตัด รวมถึงการจัดการกล้ามเนื้อเกร็ง

  3. Ropper AH, Zafonte RD. Sciatica. N Engl J Med. 2015;372(13):1240-1248. เจาะลึกอาการปวดจากเส้นประสาทไซอาติกและผลกระทบต่อร่างกายโดยรวม

  4. Ge HY, Nie H, Madeleine P, Danneskiold-Samsøe B, Graven-Nielsen T. Contribution of the local and referred pain from active myofascial trigger points in low back pain. Arch Phys Med Rehabil. 2007;88(10):1336-1340. งานวิจัยเรื่องจุดกดเจ็บในกล้ามเนื้อ (Trigger Points) ที่ส่งผลต่ออาการปวดหลัง

  5. Furlan AD, Giraldo M, Gratton A, et al. Massage for low-back pain. Cochrane Database Syst Rev. 2015;(9):CD001929. การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการคลายกล้ามเนื้อในการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรัง


วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

นั่งนานแล้วเจ็บจี๊ดที่ก้น... ไม่ใช่ปวดหลังร้าวลงขา แต่เป็น "ถุงน้ำที่กระดูกก้นยิ้ม" อักเสบ

 



นั่งนานแล้วเจ็บจี๊ดที่ก้น... ไม่ใช่ปวดหลังร้าวลงขา แต่เป็น "ถุงน้ำที่กระดูกก้นยิ้ม" อักเสบ

อาการปวดก้นเป็นความทรมานที่คนวัยเก๋าหลายท่านต้องเผชิญ บางคนกังวลไปไกลว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือเปล่า? ทำไมปวดลึกๆ เวลาหย่อนก้นลงนั่ง แต่พอขยับตัวเดินกลับดูเหมือนจะดีขึ้น อาการนี้อาจไม่ใช่เรื่องของกระดูกสันหลังเสมอไปครับ แต่อาจเกิดจากจุดเล็กๆ ที่เราใช้นั่งทับอยู่ทุกวัน

ลองนึกถึงเคสของคุณป้าสมศรี (นามสมมติ) อายุ 67 ปี คุณป้าชอบนั่งสมาธิและนั่งอ่านหนังสือบนเก้าอี้ไม้แข็งๆ เป็นเวลานาน ช่วงเดือนที่ผ่านมาเริ่มรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณแก้มก้นข้างขวา เวลาลุกนั่งจะรู้สึกขัดๆ เจ็บจนต้องเอามือกุมก้นไว้ อาการปวดนี้ไม่ได้ร้าวลงไปถึงปลายเท้าเหมือนคนเป็นโรคเส้นประสาททับเส้น แต่จะเป็นจุดที่ชัดเจนมากคือ "ตรงหัวกระดูกที่ใช้นั่งทับ" พอดีเป๊ะ เมื่อมาตรวจร่างกาย หมอพบว่ามีจุดกดเจ็บที่รุนแรงบริเวณกระดูกก้น (Ischial Tuberosity) จึงวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะถุงน้ำกระดูกก้นอักเสบ (Ischial Tuberosity Bursitis) ครับ


อธิบายโรคแบบเข้าใจง่าย: "โช้คอัพก้นพัง"

ร่างกายของเราถูกออกแบบมาอย่างมหัศจรรย์ครับ ตรงบริเวณกระดูกก้นที่สัมผัสกับเก้าอี้เวลาเรานั่ง จะมีถุงน้ำเล็กๆ ทำหน้าที่เหมือน "เบาะรองกระแทก" หรือ "โช้คอัพ" กั้นกลางระหว่างหัวกระดูกกับกล้ามเนื้อ เพื่อลดแรงเสียดสี

ลองจินตนาการว่าถุงน้ำนี้เหมือน "ลูกโป่งใส่น้ำใบเล็กๆ" ครับ ถ้าเรานั่งทับมันนานๆ บนพื้นแข็ง หรือมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) ที่รุนแรงเกินไป ลูกโป่งนี้จะเกิดการอักเสบ บวมเต่ง และคัดตึงขึ้นมา จนกลายเป็นก้อนความเจ็บปวดที่ทำให้เรานั่งไม่ติดที่นั่นเองครับ


ความรู้พื้นฐานของโรค

ภาวะถุงน้ำกระดูกก้นอักเสบ (Ischial Tuberosity Bursitis) คือการอักเสบของถุงน้ำที่อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกระดูกก้นยิ้มกับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังครับ

  • สาเหตุ: เกิดจากการถูกกดทับเป็นเวลานาน (เช่น นั่งเก้าอี้แข็งนานๆ) หรือเกิดจากอุบัติเหตุล้มก้นกระแทก รวมถึงการใช้งานกล้ามเนื้อขาด้านหลังหนักเกินไปในกลุ่มผู้สูงอายุที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ

  • อาการ: เจ็บลึกๆ บริเวณแก้มก้นข้างที่อักเสบ อาการจะชัดเจนมากตอนนั่งลงบนพื้นแข็ง หรือตอนเดินขึ้นบันได แต่จะ ไม่มี อาการปวดเสียวเหมือนไฟฟ้าช็อตร้าวลงขาแบบหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทครับ


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

  1. การนั่งบนพื้นแข็งเป็นเวลานาน: เช่น นั่งเก้าอี้ไม้ เก้าอี้พลาสติก หรือนั่งสมาธิบนพื้นแข็ง

  2. อายุที่มากขึ้น: เนื้อเยื่อและไขมันบริเวณก้นเริ่มบางลง ทำให้แรงกดลงไปที่กระดูกและถุงน้ำโดยตรงมากขึ้น

  3. กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังตึงตัว: ทำให้เกิดแรงดึงรั้งที่จุดเกาะของกระดูกก้นตลอดเวลา

  4. น้ำหนักตัวที่น้อยเกินไป: ไม่มีไขมันช่วยรองรับแรงกระแทกขณะนั่ง

  5. การเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว: เช่น เริ่มเดินเร็วหรือขึ้นบันไดบ่อยขึ้นอย่างกะทันหัน


การตรวจวินิจฉัย

สำหรับการวินิจฉัยโรคนี้ ส่วนใหญ่หมอจะเน้นที่ การตรวจร่างกาย เป็นหลักครับ:

  • การกดจุดเจ็บ: หมอจะคลำหาตำแหน่งกระดูกก้น (Ischial Tuberosity) ถ้ากดแล้วคนไข้สะดุ้งเจ็บทันที มักจะใช่โรคนี้ครับ

  • การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้เห็นผลชัดมากครับ หมอจะเห็นถุงน้ำที่บวมและมีน้ำขังอยู่รอบๆ กระดูกก้น ช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้ทันที

  • MRI: มักจะทำในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน หรือต้องการแยกแยะโรคอื่น เช่น กล้ามเนื้อฉีกขาด หรือเนื้องอก

  • เอกซเรย์: เพื่อดูว่ามีหินปูนเกาะที่จุดเกาะกล้ามเนื้อ หรือมีรอยร้าวของกระดูกหรือไม่


แนวทางการรักษา: คืนความสุขให้การนั่ง

ข่าวดีคือโรคนี้รักษาไม่ยากครับ หากรู้วิธีที่ถูกต้อง:

  1. ปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ต้องเปลี่ยนไปนั่งบนเบาะนุ่มๆ หรือใช้ "หมอนรองนั่งรูปโดนัท" เพื่อเว้นช่องว่างตรงจุดที่เจ็บ ไม่ให้ถูกกดทับ

  2. กายภาพบำบัด: การยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังอย่างอ่อนโยน และการใช้ความร้อนหรือเลเซอร์ช่วยลดการอักเสบในชั้นลึก

  3. การใช้ยา: กินยากลุ่มลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดบวม

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด: หากปวดรุนแรง หมอจะใช้ เครื่องอัลตราซาวด์ นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าในถุงน้ำที่บวมโดยตรง วิธีนี้แม่นยำและช่วยให้หายปวดได้เร็วมากครับ

  5. การผ่าตัด: พบน้อยมากครับ จะทำเฉพาะกรณีที่ถุงน้ำอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นพังผืดหนาและรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล


พยากรณ์โรค

โรคนี้ หายขาดได้ครับ แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ในการพักฟื้น และที่สำคัญคือมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูงมาก หากคุณป้ายังกลับไปนั่งบนเก้าอี้แข็งๆ หรือพื้นแข็งๆ นานๆ เหมือนเดิม


ภาวะแทรกซ้อน

หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาการปวดจะทำให้คุณป้าเดินกะเผลก จนส่งผลเสียต่อเข่าและหลังตามมา นอกจากนี้ความเจ็บปวดเรื้อรังอาจส่งผลต่อสุขภาพจิต ทำให้นอนหลับยากหรือเบื่ออาหารได้ครับ


วิธีป้องกัน 5 ข้อ

  1. ใช้เบาะรองนั่งเสมอ: โดยเฉพาะเวลาต้องนั่งนานเกิน 30 นาที

  2. ลุกเปลี่ยนท่า: ทุกๆ 1 ชม. ควรลุกขึ้นเดินเพื่อกระจายแรงกดทับ

  3. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อขา: ทำท่าสเตรทชิ่งต้นขาด้านหลังบ่อยๆ

  4. เสริมสร้างกล้ามเนื้อก้น: ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยรับน้ำหนักแทนกระดูก

  5. ควบคุมกิจกรรม: เลี่ยงการก้มตัวหรือยืดขาแรงๆ ในช่วงที่เริ่มมีอาการเจ็บใหม่ๆ


Q&A Section

Q: ปวดก้นแบบนี้ ใช่สลักเพชรจมไหม? A: ใกล้เคียงกันครับ แต่จุดเจ็บจะต่างกัน สลักเพชรมักเจ็บกลางแก้มก้น แต่โรคนี้จะเจ็บตรง "กระดูกที่นั่งทับ" พอดีครับ

Q: นวดแผนไทยช่วยได้ไหม? A: ในระยะอักเสบเฉียบพลัน หมอแนะนำให้เลี่ยงการกดนวดแรงๆ เพราะจะยิ่งทำให้ถุงน้ำอักเสบมากขึ้นครับ

Q: ต้องทำ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ แค่การตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทางและการอัลตราซาวด์เบื้องต้นก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้วครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • โรคถุงน้ำกระดูกก้นอักเสบ เกิดจากการนั่งทับจุดเดิมนานๆ จน "เบาะรองกระดูก" อักเสบ

  • อาการปวดจะอยู่ที่แก้มก้นชัดเจน แต่ไม่มีอาการชาร้าวลงเท้า

  • การปรับท่านั่งและใช้เบาะรองนั่ง คือหัวใจหลักของการรักษา

  • การฉีดยาโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทาง เป็นวิธีที่แม่นยำและเห็นผลไว

  • อายุที่มากขึ้นทำให้ไขมันที่ก้นบางลง จึงต้องระวังการนั่งบนพื้นแข็งเป็นพิเศษ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดก้น #เจ็บก้น #ถุงน้ำก้นอักเสบ #นั่งนานแล้วปวดก้น #กระดูกก้นยิ้ม #สลักเพชร #ปวดสะโพก #ผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #IschialBursitis #ButtockPain #Orthopedics #HealthCare #ElderlyCare


References

  1. Lustenberger DP, Ng VY, Best TM, Pedowitz RA. Efficacy of treatment of trochanteric bursitis: a systematic review. Clin J Sport Med. 2011;21(5):447-453. (บทความทบทวนประสิทธิภาพการรักษาภาวะถุงน้ำอักเสบบริเวณรอบสะโพกและกระดูกก้น)

  2. Wisniewski SJ, Hurdle MF. Ultrasound-guided Ischial Bursa Injection: Technique and Case Series. Pain Med. 2011;12(1):153-161. (อธิบายเทคนิคการใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาเข้าถุงน้ำกระดูกก้นเพื่อความแม่นยำ)

  3. Choi JH, Lee J, Lee SH, et al. Ischial bursa calcification in patients with ischial bursitis: a case series. Ann Rehabil Med. 2014;38(6):859-863. (การศึกษาภาพเอกซเรย์และ MRI ในคนไข้ที่มีภาวะถุงน้ำกระดูกก้นอักเสบเรื้อรัง)

  4. Cohen SP. Sacroiliac joint pain: a comprehensive review of anatomy, diagnosis, and treatment. Anesth Analg. 2005;101(5):1440-1453. (ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคระหว่างอาการปวดก้นจากข้อต่อเชิงกรานกับถุงน้ำอักเสบ)

  5. Lee JH, Kim DW, Lee SH, et al. Effectiveness of Ultrasound-Guided Injection for Ischial Bursitis. J Korean Soc Phys Med. 2015;10(2):201-208. (ผลลัพธ์ของการรักษาด้วยการฉีดยาโดยใช้ภาพอัลตราซาวด์ช่วยในผู้ป่วยคนเอเชียที่มีภาวะถุงน้ำอักเสบ)

ปวดหลังร้าวลงขาจนเดินไม่ได้... สัญญาณอันตรายจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

 



ปวดหลังร้าวลงขาจนเดินไม่ได้... สัญญาณอันตรายจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

อาการปวดหลังเป็นเรื่องที่คนวัยทำงานเจอจนชิน หลายคนคิดว่าแค่ "ยอก" หรือ "เมื่อย" เดี๋ยวก็หาย แต่สำหรับบางคน อาการปวดนั้นอาจรุนแรงถึงขั้นขยับตัวไม่ได้ จนกลายเป็นฝันร้ายที่กระทบทั้งการงานและชีวิตครอบครัว

ลองนึกภาพคุณเอก (นามสมมติ) ชายวัย 40 ปี คุณพ่อลูกสองที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบ้าน คุณเอกทำงานหนักมาตลอด ทั้งยกของหนักในชีวิตประจำวันและไปช่วยที่บ้านกรีดยางในช่วงกลางคืน วันหนึ่งหลังจากก้มลงยกของหนักผิดจังหวะ คุณเอกรู้สึกเหมือนมีเสียง "กึ๊ก" ที่หลังส่วนล่างตามมาด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนล้มฟุบลง

จากที่เคยเดินเหินคล่องแคล่ว กลับกลายเป็นว่าแค่จะลุกไปเข้าห้องน้ำยังทำไม่ได้ มีอาการปวดร้าวจากเอวลงไปที่ขาซ้าย พร้อมกับความรู้สึกชาหนึบๆ เหมือนไฟฟ้าช็อต เมื่อไปตรวจ MRI ที่โรงพยาบาล ผลระบุชัดเจนว่า หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนกดทับเส้นประสาท บริเวณข้อที่ 4 และ 5 ครับ


หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทคืออะไร?

ถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ให้เราลองนึกถึง "ขนมปังไส้ครีม" ครับ ตัวกระดูกสันหลังของเราคือแป้งขนมปังที่แข็งแรง ส่วนหมอนรองกระดูกคือไส้ครีมที่อยู่ตรงกลาง ทำหน้าที่เป็นโช้คอัพคอยรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือยกของ

เมื่อเราใช้งานหนัก ก้มๆ เงยๆ หรือยกของหนักผิดท่าบ่อยๆ เจ้า "ไส้ครีม" หรือหมอนรองกระดูกนี้อาจจะแตกหรือปลิ้นออกมานอกขอบกระดูก และบังเอิญว่าด้านหลังของกระดูกสันหลังเรามี "เส้นประสาท" วางตัวอยู่พอดี เมื่อหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาไปเบียดหรือกดทับเส้นประสาทเหล่านั้น จึงทำให้เกิดอาการปวดร้าวและชาลงไปที่ขานั่นเองครับ


อาการที่บอกว่าคุณกำลังแย่

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation) ไม่ได้มีแค่ปวดหลังอย่างเดียว แต่จะมีอาการเฉพาะตัวที่สังเกตได้ดังนี้ครับ:

  • ปวดร้าวลงขา: ปวดจากเอว ร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือยาวไปถึงน่องและเท้า

  • อาการชา: รู้สึกชาหนึบๆ หรือเหมือนมีเข็มจิ้มที่บริเวณขาหรือเท้า

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง: กระดกข้อเท้าไม่ได้ นิ้วโป้งเท้าไม่มีแรง หรือเดินแล้วขาสั่น

  • อาการปวดจะมากขึ้นเมื่อไอ จาม หรือเบ่งถ่าย


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หมอนรองกระดูกพัง

  1. การยกของหนักผิดท่า: โดยเฉพาะการก้มหลังลงไปยกของ แทนการย่อเข่า

  2. พฤติกรรมการทำงาน: การนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ หรือการขับรถระยะไกลโดยไม่พัก

  3. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป: ทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับภาระหนักตลอดเวลา

  4. อายุและการเสื่อมตามวัย: เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะเริ่มสูญเสียน้ำและมีความยืดหยุ่นน้อยลง

  5. การสูบบุหรี่: สารในบุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง จนเสื่อมสภาพเร็วขึ้น


ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย

เมื่อมาพบแพทย์ หมอจะเริ่มจากการ สอบถามประวัติ อย่างละเอียด เช่น ปวดตอนไหน ท่าไหนปวดมากที่สุด จากนั้นจะทำการ ตรวจร่างกาย เพื่อดูการตอบสนองของเส้นประสาท เช่น การให้นอนหงายแล้วยกขาเหยียดตรง (Straight Leg Raising Test) เพื่อดูว่ามีอาการปวดร้าวหรือไม่

หากอาการรุนแรงหรือรักษาเบื้องต้นไม่ดีขึ้น หมอจะแนะนำให้ทำ MRI (การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งวิธีนี้ดีที่สุดครับ เพราะจะเห็นภาพหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้อย่างชัดเจนว่ากดทับที่จุดไหนและรุนแรงเพียงใด ส่วนการเอกซเรย์ธรรมดานั้นจะเห็นเพียงโครงสร้างกระดูก แต่ไม่เห็นตัวหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาครับ


แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัด

เชื่อไหมครับว่า ผู้ป่วยกว่า 90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเราจะไล่เรียงลำดับการรักษาดังนี้ครับ:

  1. การปรับพฤติกรรม: พักการใช้งานหนัก งดการก้มเงย และปรับท่านั่งนอนให้ถูกต้อง

  2. การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ และยาบำรุงเส้นประสาทเพื่อช่วยลดอาการปวดในระยะเฉียบพลัน

  3. กายภาพบำบัด: การยืดกล้ามเนื้อ การใช้เครื่องมือลดปวด และการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรงเพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

  4. การฉีดยาลดการอักเสบที่โพรงประสาท: หากปวดมาก หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยนำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบไปที่บริเวณเส้นประสาทที่ถูกกดทับโดยตรง ช่วยลดปวดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

  5. การผ่าตัด: จะทำเฉพาะในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือมีอาการรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้ หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องขนาดเล็ก แผลจิ๋ว และฟื้นตัวไวมากครับ


คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

Q: ปวดหลังร้าวลงขา ต้องผ่าตัดทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการพัก กินยา และทำกายภาพบำบัด หมอจะพิจารณาผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายครับ

Q: ต้องนอนพักยาวๆ เลยไหมถึงจะหาย? A: ในช่วง 1-2 วันแรกที่ปวดมาก การนอนพักช่วยได้ครับ แต่หลังจากนั้นควรเริ่มขยับตัวช้าๆ เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อยึดติดและอ่อนแรงครับ

Q: เป็นแล้วหายขาดไหม? A: หายได้ครับ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากเรายังกลับไปใช้พฤติกรรมเดิมๆ เช่น ยกของหนักผิดท่า หรือปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดจากการที่ส่วนนิ่มของหมอนรองกระดูกปลิ้นไปกดเบียดเส้นประสาท

  • อาการเด่นคือปวดหลังร้าวลงขา ร่วมกับอาการชาหรืออ่อนแรง

  • การยกของหนักผิดท่าและพฤติกรรมการทำงานเป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยในคนวัยทำงาน

  • การตรวจ MRI ช่วยให้เห็นตำแหน่งการกดทับได้อย่างแม่นยำที่สุด

  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการปรับพฤติกรรม กายภาพ และการฉีดยาเฉพาะจุด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลังร้าวลงขา #ชามือ #ชาน่อง #ยกของหนัก #กระดูกสันหลังเสื่อม #ออฟฟิศซินโดรม #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #BackPain #Sciatica #HerniatedDisc #SpineHealth #Orthopedics


References

  1. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-516. (อธิบายกลไกการเกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนเอวและการวินิจฉัยในปัจจุบัน)

  2. Jordan J, Konstantinou K, O'Dowd J. Herniated lumbar disc. BMJ Clin Evid. 2016;2016:1118. (รวบรวมหลักฐานการรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาททั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด)

  3. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. An algorithmic approach to the diagnosis and management of lumbar disc herniation. Spine J. 2014;14(9):1941-1991. (แนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐานสากล ตั้งแต่การตรวจร่างกายจนถึงการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม)

  4. Deyo RA, Mirza SK. Herniated Lumbar Intervertebral Disk. N Engl J Med. 2016;374(18):1763-1772. (บทความวิชาการที่เน้นย้ำว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดใหญ่)

  5. Jensen RK, Kongsted A, Kjaer P, Koes B. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019;367:l6273. (อธิบายอาการปวดร้าวลงขาหรือ Sciatica ที่เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทและการดูแลรักษาเบื้องต้น)

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังจนตัวเบี้ยว... ร้าวลงขาจนเดินไม่ไหว สัญญาณอันตรายจาก "กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ"

 



ปวดหลังจนตัวเบี้ยว... ร้าวลงขาจนเดินไม่ไหว สัญญาณอันตรายจาก "กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ"

"หมอครับ ทำไมพักหลังผมรู้สึกเหมือนตัวมันเอียงๆ เดินไปสักพักก็ปวดร้าวลงขาจนต้องหยุดพัก" นี่คือคำถามที่คุณลุงวิชัย (นามสมมติ) อายุ 65 ปี ถามผมด้วยสีหน้ากังวล คุณลุงเล่าว่าแต่ก่อนก็แค่ปวดหลังเมื่อยๆ ตามวัย แต่ปีที่ผ่านมาอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะปวดเอวแล้ว ยังรู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตร้าวลงไปที่น่องขวา แถมพอมองกระจกก็ตกใจที่เห็นว่าไหล่ตัวเองสูงต่ำไม่เท่ากัน และลำตัวดูเบี้ยวไปข้างหนึ่ง

อาการที่คุณลุงวิชัยเจอไม่ใช่แค่กระดูกเสื่อมธรรมดาครับ แต่มันคือ โรคกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม (Severe Degenerative Scoliosis) ซึ่งพบได้บ่อยในวัยเก๋า ลองนึกภาพ "หอเอนเมืองปิซ่า" ดูครับ ตอนสร้างใหม่อาจจะตรงดี แต่พอฐานเริ่มทรุด (หมอนรองกระดูกเสื่อม) และโครงสร้างเริ่มไม่แข็งแรง (ข้อต่อเสื่อม) ตัวตึกก็เริ่มเอียง พอเอียงมากๆ เข้า พื้นที่ด้านในที่เคยกว้างขวางก็เริ่มตีบแคบลง ไปเบียดทับสายไฟที่วิ่งผ่าน ซึ่งในร่างกายเราก็คือ "เส้นประสาท" นั่นเองครับ

เมื่อกระดูกสันหลังที่เคยตรงเริ่มคดงอ มันจะไปเบียดช่องทางออกของเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา ชา หรืออ่อนแรง ที่เราเรียกกันว่า "อาการกระดูกทับเส้น" นั่นเองครับ


โรคกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม (Degenerative Scoliosis) คืออะไร?

โรคนี้แตกต่างจากเด็กที่หลังคดตั้งแต่เกิดนะครับ กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ (Degenerative Scoliosis) เกิดจากความเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลังเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้การรับน้ำหนักไม่สมดุล กระดูกแต่ละข้อจึงค่อยๆ ทรุดและเอียงออกจากแนวตรง จนกลายเป็นรูปตัว "S" หรือตัว "C"

อาการสำคัญที่พบ:

  • ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง ซึ่งจะปวดมากขึ้นเมื่อยืนหรือเดินนานๆ

  • ลำตัวเอียง ไหล่ไม่เท่ากัน หรือความสูงลดลง

  • อาการร้าวลงขา: เกิดจากกระดูกที่คดไปกดเบียดเส้นประสาท (Radiculopathy)

  • เดินได้ระยะทางสั้นลง ต้องหยุดพักบ่อยๆ เพราะขาหนักหรือล้า


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลังคดรุนแรง

  • อายุ: ยิ่งอายุมาก ความเสื่อมของหมอนรองกระดูกยิ่งมีสูง

  • โรคกระดูกพรุน: ทำให้เนื้อกระดูกอ่อนแอและเกิดการทรุดตัวได้ง่ายขึ้น

  • กล้ามเนื้อแกนกลางอ่อนแอ: ไม่มีแรงพยุงโครงสร้างกระดูกสันหลังให้สมดุล

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การยกของหนักเกินกำลัง หรือท่าทางที่ไม่ถูกต้องสะสมมานาน

  • ประวัติเดิม: เคยมีภาวะหลังคดเล็กน้อยในวัยเด็กแล้วมาเสื่อมมากขึ้นเมื่ออายุเยอะ


การตรวจวินิจฉัยเพื่อวางแผนการรักษา

การตรวจในกรณีที่อาการรุนแรง (Severe) หมอจำเป็นต้องดูโครงสร้างโดยรวมครับ:

  • เอกซเรย์ทั้งแนวกระดูก (Full Spine X-ray): หมอจะให้ยืนถ่ายภาพตั้งแต่คอจนถึงเชิงกรานเพื่อวัดมุมความคด (Cobb angle) และดูความสมดุลของร่างกาย

  • MRI (เอ็มอาร์ไอ): สำคัญมากในเคสที่มีอาการร้าวลงขา เพื่อดูว่ากระดูกที่คดไปกดทับเส้นประสาทที่ระดับไหนและรุนแรงเพียงใด

  • การตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Density Test): เพื่อเช็กว่ามีภาวะกระดูกพรุนร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งมีผลต่อการเลือกวิธีรักษา


แนวทางการรักษา (เป้าหมายคือ "ลดปวดและกลับมาเดินได้")

  1. การปรับพฤติกรรมและอุปกรณ์เสริม: หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และอาจใช้เสื้อพยุงหลัง (Back Support) ช่วยในขณะที่ต้องทำกิจกรรมนานๆ เพื่อประคองลำตัว

  2. กายภาพบำบัดเฉพาะทาง: เน้นการออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อด้านที่หดรั้ง และสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อด้านที่อ่อนแรง เพื่อดึงสมดุลร่างกายกลับมา

  3. การรักษาด้วยยา: ใช้ยาลดการอักเสบ ยาลดปวดเส้นประสาท หรือกลุ่มยาบำรุงปลายประสาท

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound หรือ X-ray นำทาง: ในเคสที่คุณลุงปวดร้าวลงขามาก หมอสามารถฉีดยาลดอักเสบเข้ารอบเส้นประสาทหรือข้อต่อที่อักเสบ ช่วยลดปวดได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องผ่าตัด

  5. การผ่าตัด: จะพิจารณาในกรณีที่ปวดรุนแรงจนเดินไม่ได้ ขาเริ่มอ่อนแรง หรือตัวเอียงมากจนเสียสมดุลการใช้ชีวิต โดยเทคโนโลยีสมัยใหม่มีการผ่าตัดเชื่อมข้อและจัดระเบียบกระดูกสันหลังเพื่อคืนความสมดุลให้กับร่างกาย


พยากรณ์โรค: จะกลับมาตรงเหมือนเดิมไหม?

ในผู้สูงอายุ เป้าหมายหลักไม่ใช่การทำให้หลังตรงเป๊ะเหมือนวัยรุ่นครับ แต่คือการ "หยุดการดำเนินโรคไม่ให้คดมากขึ้น"และ "กำจัดอาการปวดร้าวลงขา" เพื่อให้คนไข้กลับมาเดินไปตลาด ไปเที่ยว หรือใช้ชีวิตกับลูกหลานได้ตามปกติ หากเริ่มรักษาเร็วด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด อาการปวดมักจะดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจครับ


ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยทิ้งไว้

  • เส้นประสาทถูกกดทับถาวร ทำให้ขาอ่อนแรงหรือเดินกะเผลก

  • ระบบทางเดินหายใจทำงานลำบาก (หากกระดูกคดลามขึ้นไปถึงส่วนอก)

  • เสียสมดุลการทรงตัว ทำให้เสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักได้ง่าย


5 วิธีป้องกันและชะลอความเสื่อม

  1. คุมน้ำหนักตัว: ลดภาระการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง

  2. เสริมแคลเซียมและวิตามินดี: ป้องกันกระดูกพรุนที่เป็นต้นเหตุของการทรุดตัว

  3. บริหารกล้ามเนื้อท้องและหลัง: ให้เป็น "เฝือกธรรมชาติ" คอยประคองกระดูกไว้

  4. ปรับเปลี่ยนท่านั่ง: ไม่นั่งไขว่ห้างหรือนั่งเอียงข้างนานๆ

  5. ตรวจสุขภาพกระดูก: เมื่ออายุเกิน 60 ปี ควรปรึกษาหมอเพื่อเช็กความแข็งแรงของกระดูกเป็นระยะ


Q&A Section

Q: หลังคดรุนแรง ต้องผ่าตัดทุกรายไหม? A: ไม่ครับ ถ้าคนไข้ยังสามารถเดินได้และอาการปวดควบคุมได้ด้วยยาหรือการฉีดยา หมอจะเน้นวิธีประคับประคองก่อนเสมอครับ

Q: การนวดแผนไทยช่วยให้หลังตรงขึ้นไหม? A: การนวดช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงจากการที่ตัวเอียงได้ครับ แต่ไม่สามารถดัดกระดูกที่คดจากความเสื่อมให้กลับมาตรงได้ และต้องระวังการดัดดึงรุนแรงเพราะเสี่ยงต่อกระดูกหักครับ

Q: ทำไมเดินไปสักพักแล้วต้องก้มตัวพักถึงจะดีขึ้น? A: เป็นลักษณะของช่องเส้นประสาทตีบครับ การก้มจะช่วยเปิดช่องว่างให้เส้นประสาทชั่วคราว ทำให้หายปวดครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อและหมอนรองกระดูก

  2. อาการปวดร้าวลงขาเกิดจากกระดูกที่คดไปเบียดทับทางออกเส้นประสาท

  3. การเอกซเรย์ทั้งแนวกระดูกในท่ายืนสำคัญมากต่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ

  4. การฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุดช่วยลดอาการปวดร้าวลงขาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดในหลายๆ เคส

  5. หัวใจสำคัญคือการสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรงเพื่อพยุงแนวกระดูกสันหลัง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #กระดูกสันหลังคด #หลังคดในผู้สูงอายุ #scoliosis #กระดูกเสื่อม #กระดูกทับเส้น #ปวดสะโพก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังเรื้อรัง #สุขภาพผู้ชาย


References

  1. Diebo BG, Shah NV, Boachie-Adjei O, et al. Adult spinal deformity. Lancet. 2019;394(10193):160-172. (บทความวิจัยที่ครอบคลุมเรื่องภาวะกระดูกสันหลังผิดรูปในผู้ใหญ่และการจัดการรักษาในปัจจุบัน)

  2. Aebi M. The adult scoliosis. Eur Spine J. 2005;14(10):925-948. (การศึกษาเรื่องลักษณะทางคลินิกและกลไกการเกิดกระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ)

  3. York PJ, Kim HJ. Degenerative Scoliosis. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):547-558. (รีวิวแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อมที่เน้นการรักษาโดยไม่ผ่าตัด)

  4. Silva FE, Lenke LG. Adult degenerative scoliosis: evaluation and management. Neurosurg Focus. 2010;28(3):E1. (แนวทางการประเมินความรุนแรงและการเลือกวิธีรักษาในผู้ป่วยหลังคดที่มีการกดทับเส้นประสาท)

  5. Schwab F, Patel A, Ungar B, et al. Adult spinal deformity-postural strategy and regional curves. Spine (Phila Pa 1976). 2003;28(17):1977-1981. (การวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความคดของกระดูกสันหลังและการทรงตัวในผู้สูงอายุ)

ปวดหลังร้าวลงก้นกบ... แค่กระดูกเสื่อมตามวัย หรือ "กระดูกสันหลังเคลื่อน" จนทับเส้นประสาท?

 



ปวดหลังร้าวลงก้นกบ... แค่กระดูกเสื่อมตามวัย หรือ "กระดูกสันหลังเคลื่อน" จนทับเส้นประสาท?

อาการปวดหลังเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับผู้สูงอายุจนหลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติครับ แต่ถ้าวันหนึ่งอาการปวดนั้นเริ่มเปลี่ยนไป จากที่แค่ปวดเมื่อยเอว กลายเป็นความรู้สึกปวดเสียวร้าวลงไปถึงก้นกบ หรือบางครั้งลามไปถึงขาจนทำให้เดินลำบาก อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโครงสร้างกระดูกสันหลังที่เริ่มขยับเขยื้อนผิดที่ครับ

ลองมาดูเคสของคุณป้าสมศรี (นามสมมติ) อายุ 65 ปีกันครับ คุณป้าเป็นคนขยัน ชอบทำความสะอาดบ้านและดูแลหลานๆ มาตลอด ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คุณป้าเริ่มบ่นว่าปวดเอวมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องยืนทำกับข้าวนานๆ หรือเดินไปตลาด อาการปวดจะร้าวลงไปที่ก้นกบและสะโพก บางวันรู้สึกเหมือนขามันหนักๆ ชาๆ จนต้องขอเหยียดหลังหรือนั่งพักถึงจะดีขึ้น ลูกหลานพาไปนวดก็หายแค่ชั่วคราว จนสุดท้ายต้องมาพบหมอเพื่อตรวจให้ชัดเจนครับ

อาการที่คุณป้าสมศรีเป็น คือลักษณะเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่า "กระดูกสันหลังเคลื่อน" ครับ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับ "อิฐที่ก่อเป็นกำแพง" ครับ ปกติกระดูกสันหลังเราจะเรียงต่อกันเป็นระเบียบ แต่พอเราอายุมากขึ้น ข้อต่อและหมอนรองกระดูกเริ่มสึกหรอ ทำให้อิฐก้อนหนึ่ง (ในเคสนี้คือข้อที่ L4) มันไถลลื่นออกไปข้างหน้ามากกว่าก้อนล่าง (ข้อที่ L5) พอมันเคลื่อนปุ๊บ มันก็ไปเบียดทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างหลัง เหมือนสายไฟที่ถูกขอบอิฐทับไว้นั่นเองครับ


ทำความรู้จักกับโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis)

กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) คือภาวะที่กระดูกสันหลังข้อหนึ่งเลื่อนไถลออกไปด้านหน้าเหนือกระดูกอีกข้อหนึ่ง ซึ่งพบบ่อยที่สุดในระดับเอวข้อที่ 4 และ 5 (L4-5) เนื่องจากเป็นจุดที่ต้องรับน้ำหนักตัวและมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด

สาเหตุหลัก: ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัยครับ เมื่อข้อต่อขนาดเล็กที่คอยยึดกระดูกสันหลังไว้เริ่มหลวม หรือหมอนรองกระดูกเริ่มบางลง กระดูกจึงเสียความมั่นคงและเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น

อาการที่พบบ่อย:

  • ปวดเอวส่วนล่างเรื้อรัง

  • ปวดร้าวลงก้นกบ สะโพก หรือต้นขา

  • มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาเวลาเดินนานๆ

  • อาการจะดีขึ้นเมื่อนั่งพัก หรือโน้มตัวไปข้างหน้า (เพราะช่องเส้นประสาทจะกว้างขึ้น)


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกเคลื่อน

  • อายุที่เพิ่มขึ้น: ความเสื่อมตามธรรมชาติของข้อต่อและเอ็นยึดกระดูก

  • เพศหญิง: พบได้บ่อยกว่าเพศชาย โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ

  • น้ำหนักตัวเกิน: ทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับแรงกดมหาศาล

  • พันธุกรรม: บางคนมีโครงสร้างข้อต่อกระดูกสันหลังที่บางกว่าปกติมาตั้งแต่กำเนิด

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การก้มเงยยกของหนัก หรือการบิดเอวบ่อยๆ ในอดีต


การตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันโรค

เมื่อคุณป้ามาพบหมอ หมอจะทำการตรวจดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: ดูลักษณะการเดิน จุดที่กดเจ็บ และทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา

  • เอกซเรย์ (X-ray): หมอจะให้ยืนถ่ายภาพท่านิ่ง และท่าก้ม-เงย (Flexion-Extension) เพื่อดูว่ากระดูกมัน "ไหล" หรือขยับตัวได้มากน้อยแค่ไหน

  • MRI: เพื่อดูการกดทับของเส้นประสาทและสภาพของหมอนรองกระดูกอย่างละเอียด

  • การตรวจเส้นประสาท (EMG): ในกรณีที่คนไข้มีอาการชาหรืออ่อนแรงมาก เพื่อประเมินความเสียหายของเส้นประสาท


แนวทางการรักษา (80-90% ไม่ต้องผ่าตัดครับ)

  1. การปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการก้มเงยยกของหนัก การนั่งพื้นราบหรือเก้าอี้เตี้ยๆ และที่สำคัญคือ "การลดน้ำหนัก" เพื่อลดแรงกดที่ข้อ L4-5 ครับ

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง (Core Muscle) เพื่อให้กล้ามเนื้อมาช่วยพยุงแทนกระดูกที่หลวมไป

  3. การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาลดปวดเส้นประสาท และยาคลายกล้ามเนื้อตามความเหมาะสม

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด (Ultrasound Guided Injection): หากปวดมาก หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าที่ข้อต่อหรือรอบเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดปวดได้เร็วและปลอดภัย

  5. การผ่าตัด: จะพิจารณาเฉพาะในเคสที่ปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตไม่ได้ ขาเริ่มอ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ โดยปัจจุบันมีการผ่าตัดแผลเล็กเพื่อยึดสกรูและใส่หมอนรองกระดูกเทียมเพื่อช่วยให้กระดูกมั่นคงขึ้น


โรคนี้หายไหมและมีโอกาสกลับมาไหม?

เราไม่สามารถทำให้กระดูกที่เสื่อมกลับมาใหม่เอี่ยมเหมือนวัยรุ่นได้ครับ แต่เราสามารถ "ทำให้อาการหายไปและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้" หัวใจสำคัญคือการบริหารกล้ามเนื้อท้องให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อให้ช่วยพยุงกระดูกไว้ ถ้าเรากลับไปยกของหนักหรือปล่อยให้น้ำหนักตัวเกิน อาการก็มีโอกาสกลับมาได้อีกครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยให้กระดูกเคลื่อนรุนแรงโดยไม่ดูแล เส้นประสาทอาจถูกกดทับถาวร ส่งผลให้ขาฝีบลีบ เดินทรงตัวลำบาก หรือมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาครับ


5 วิธีป้องกันและถนอมกระดูกสันหลัง

  1. ควบคุมน้ำหนักตัว: อย่าให้อ้วนลงพุง เพราะพุงที่ยื่นจะดึงกระดูกเอวให้แอ่นและเคลื่อนได้ง่ายขึ้น

  2. ออกกำลังกายเบาๆ: เช่น การว่ายน้ำ หรือการเดินในน้ำ ซึ่งช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังโดยไม่มีแรงกระแทก

  3. ปรับท่านั่งและท่ายืน: นั่งหลังตรง มีหมอนหนุนเอว และหลีกเลี่ยงการยืนท่าเดิมนานๆ

  4. งดการก้มยกของ: ให้ใช้การย่อเข่าลงไปเก็บของแทนการก้มหลัง

  5. นอนที่นอนที่แน่น: ไม่นุ่มบุ๋มจนเกินไป เพื่อให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ตามธรรมชาติ


Q&A Section

Q: ปวดร้าวลงก้นกบ ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ เริ่มต้นจากการเอกซเรย์ท่ายืนก้มเงยก่อนก็เห็นการเคลื่อนของกระดูกได้ชัดเจนแล้ว หมอจะสั่ง MRI ก็ต่อเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณของการกดทับเส้นประสาทรุนแรงครับ

Q: กระดูกเคลื่อนแล้ว ถ้าไม่ผ่าตัดจะพิการไหม? A: ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นพิการครับ ถ้าเรารู้จักดูแลตัวเองและบริหารกล้ามเนื้อพยุงหลัง แต่อาจจะทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เดินได้ไม่ไกลเหมือนเดิม

Q: ใส่เข็มขัดพยุงหลัง (L-S support) ช่วยได้ไหม? A: ช่วยได้ในช่วงที่มีอาการปวดเฉียบพลันครับ แต่ไม่ควรใส่ตลอดเวลาเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแอลง ควรเน้นการฝึกกล้ามเนื้อตัวเองดีที่สุดครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. ปวดหลังร้าวลงก้นกบในผู้สูงอายุ มักเกิดจากกระดูกสันหลังเสื่อมและเคลื่อน (L4-5)

  2. อาการจะเด่นชัดเมื่อยืนนานหรือเดินไกล และดีขึ้นเมื่อนั่งพักหรือก้มตัว

  3. การเอกซเรย์ท่ายืนก้ม-เงย เป็นวิธีที่ง่ายและแม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยเบื้องต้น

  4. การสร้าง "เกราะกล้ามเนื้อท้อง" คือหัวใจสำคัญของการรักษาโดยไม่ผ่าตัด

  5. การลดน้ำหนักและการปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน ช่วยป้องกันอาการกลับมาเป็นซ้ำได้

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #ปวดก้นกบ #กระดูกสันหลังเคลื่อน #spondylolisthesis #ปวดเอว #กระดูกทับเส้น #ปวดสะโพก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัด


References

  1. Watters WC 3rd, Bono CM, Gilbert TJ, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2009;9(7):609-614. (แนวทางเวชปฏิบัติอ้างอิงหลักฐานสำหรับการวินิจฉัยและรักษากระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนจากความเสื่อม)

  2. Kalichman L, Hunter DJ. Diagnosis and conservative management of degenerative lumbar spondylolisthesis. Eur Spine J. 2008;17(3):327-335. (การศึกษาเรื่องการวินิจฉัยและการรักษาโดยไม่ผ่าตัดในผู้ป่วยกระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อม)

  3. Matz PG, Meagher RJ, Lamer T, et al. Guideline summary review: An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2016;16(3):439-448. (บทสรุปแนวทางการรักษากระดูกสันหลังเคลื่อนที่เน้นความสำคัญของการทำกายภาพบำบัดและการคุมน้ำหนัก)

  4. Jacobsen S, Sonne-Holm S, Rovsing H, et al. Degenerative lumbar spondylolisthesis: an epidemiological perspective. Eur Spine J. 2007;16(1):117-125. (การศึกษาเชิงระบาดวิทยาที่แสดงให้เห็นว่าเพศหญิงและอายุที่มากขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคนี้)

  5. Ghogawala Z, Resnick DK, Glassman SD, et al. Randomized Trial of Facet-Sparing Laminectomy for Degenerative Spondylolisthesis. N Engl J Med. 2021;384:1-10. (งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างการผ่าตัดและวิธีประคับประคองในโรคกระดูกเคลื่อน)

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังรุนแรง มีไข้ เบื่ออาหาร... ระวัง "กระดูกสันหลังติดเชื้อ" ภัยเงียบที่ทำลายโครงสร้างร่างกาย

 



ปวดหลังรุนแรง มีไข้ เบื่ออาหาร... ระวัง "กระดูกสันหลังติดเชื้อ" ภัยเงียบที่ทำลายโครงสร้างร่างกาย

อาการปวดหลังเป็นเรื่องที่เกือบทุกคนต้องเจอในชีวิตครับ ส่วนใหญ่มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือหมอนรองกระดูกเสื่อม แต่มีอาการปวดหลังประเภทหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคน "เอะใจ" เป็นพิเศษ คืออาการปวดหลังที่มาพร้อมกับไข้ อ่อนเพลีย หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะนี่อาจไม่ใช่แค่เรื่องปวดเมื่อยธรรมดา แต่มันคือ "การติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง" ครับ

ลองนึกถึงเรื่องราวของ "ป้าจัน" อายุ 62 ปีดูนะครับ ป้าจันเป็นเบาหวานและคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ค่อยดีนัก วันหนึ่งป้าเริ่มมีอาการปวดหลังส่วนเอว ตอนแรกก็คิดว่าปวดตามวัย แต่ผ่านไป 2 สัปดาห์ อาการปวดกลับรุนแรงขึ้นจนนอนไม่ได้ เริ่มมีไข้ต่ำๆ ตอนเย็น และเบื่ออาหารจนน้ำหนักลดลงไป 3 กิโลกรัม ลูกหลานพยายามหายาแก้ปวดให้ทานแต่ก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งป้าจันเริ่มเดินลำบากเพราะขามีอาการอ่อนแรง เมื่อมาตรวจที่โรงพยาบาลจึงพบว่า กระดูกสันหลังของป้าจันกำลังถูกเชื้อโรคกัดกินจนเริ่มยุบตัวลงครับ


เมื่อกระดูกสันหลังถูก "ปลวก" กัดกิน:

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้คุณนึกถึง "เสาบ้าน" ครับ กระดูกสันหลังของเราทำหน้าที่เหมือนเสาหลักที่ค้ำจุนร่างกายไว้ การติดเชื้อที่กระดูกสันหลังก็เหมือนกับมี "ปลวก" เข้าไปกินข้างในเสานั้นครับ

ถ้าเป็น การติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไป (Pyogenic Infection) เปรียบเหมือนปลวกพันธุ์ดุที่กินเร็ว ทำลายแรง ทำให้เสาบ้านทรุดฮวบลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดรุนแรงและไข้สูงทันที

แต่ถ้าเป็น วัณโรคกระดูกสันหลัง (Tuberculosis of the Spine) เปรียบเหมือนปลวกที่ค่อยๆ แทะไปเรื่อยๆ กินทีละนิดแต่กินลึก เจ้าของบ้านอาจไม่รู้ตัวในช่วงแรก แต่พอรู้ตัวอีกที เสาก็ผุพังจนบ้านเกือบเอียง หรือที่คนสมัยก่อนเรียกว่า "หลังโกง" จากวัณโรคนั่นเองครับ


ทำความรู้จัก "การติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง" ทั้ง 2 รูปแบบ

การติดเชื้อที่กระดูกสันหลังส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มที่กระดูกโดยตรง แต่มักจะมาตามกระแสเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ แผลที่ผิวหนัง หรือการติดเชื้อในปอด แล้วเชื้อโรคก็เดินทางมาเกาะที่หมอนรองกระดูกและลามเข้าสู่ตัวกระดูกสันหลังครับ

1. การติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไป (Pyogenic Infection) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (ส่วนใหญ่คือเชื้อกลุ่ม Staphylococcus) อาการมักจะเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว (ภายในไม่กี่วันถึงสัปดาห์) คนไข้จะมีอาการปวดหลังที่รุนแรงมาก แม้อยู่นิ่งๆ ก็ยังปวด และมักจะมีไข้สูงร่วมด้วย

2. วัณโรคกระดูกสันหลัง (Spinal Tuberculosis หรือ Pott's Disease) เกิดจากเชื้อวัณโรคที่ลามมาจากปอดหรือส่วนอื่น อาการจะค่อยเป็นค่อยไป คนไข้มักปวดหลังเรื้อรังมานานหลายเดือน มีไข้ต่ำๆ ตอนกลางคืน มีเหงื่อออก น้ำหนักลด และถ้าทิ้งไว้นานๆ กระดูกจะถูกทำลายจนหลังโกงหรือกดทับเส้นประสาทจนขาเป็นอัมพาตได้ครับ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ "เชื้อโรค" ชอบมาอยู่ข้างหลังเร

ปวดหลังร้าวลงขา... สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่คนวัยทำงานห้ามมองข้าม

 

ปวดหลังร้าวลงขา... สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่คนวัยทำงานห้ามมองข้าม

อาการปวดหลังเป็นสิ่งที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดีครับ หลายคนอาจจะคิดว่าแค่ "เมื่อย" จากการนั่งทำงานนานๆ หรือ "ยกของผิดท่า" แล้วเดี๋ยวก็หาย แต่ถ้าวันหนึ่งอาการปวดนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่หลัง แต่เริ่มมีความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งแปล๊บลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือลามไปถึงปลายนิ้วเท้า พร้อมกับอาการชาและเรี่ยวแรงที่หายไป นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า "หมอนรองกระดูก" ของคุณกำลังมีปัญหาครับ

ลองจินตนาการถึงเคสของ "คุณนัท" หนุ่มวัย 38 ปีที่ทำงานเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ดูนะครับ คุณนัทใช้เวลาวันละเกือบ 10 ชั่วโมงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อเร่งส่งงาน ช่วงแรกคุณนัทมีอาการปวดตื้อๆ ที่หลังส่วนล่าง ซึ่งเขาก็ใช้การแปะพลาสเตอร์ยาบรรเทาปวดไปวันๆ จนกระทั่งคืนหนึ่งขณะที่ก้มลงเก็บของที่พื้น คุณนัทรู้สึกเจ็บแปล๊บเหมือนเข็มแทงที่หลังล่าง ร้าวลงไปถึงน่องขวา และรู้สึกชาที่หลังเท้าจนเดินกะเผลก นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบันครับ

ทำความรู้จักกับ "หมอนรองกระดูก" เพื่อนยากที่คอยรับน้ำหนักตัวเรา

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ผมอยากให้คุณนึกถึง "ขนมปังไส้ครีม" ครับ กระดูกสันหลังของเราคือแผ่นแป้งที่เรียงตัวกันเป็นตั้ง ส่วน "หมอนรองกระดูก" ก็คือไส้ครีมที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งมีความยืดหยุ่นคอยทำหน้าที่รับแรงกระแทกและช่วยให้เราก้มเงยได้สะดวก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ "แป้ง" หรือเปลือกหุ้มหมอนรองกระดูกเกิดฉีกขาด ไส้ครีมข้างในก็จะ "ปลิ้น" ออกมา และถ้ามันปลิ้นไปถูกจังหวะกับที่เส้นประสาทวางตัวอยู่พอดี มันก็จะเกิดการกดทับจนทำให้เราปวดและชานั่นเองครับ

สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากพฤติกรรมที่เราทำซ้ำๆ ทุกวัน เช่น การนั่งท่าเดิมนานๆ โดยไม่ขยับ การยกของหนักโดยใช้กล้ามเนื้อหลังแทนที่จะใช้กล้ามเนื้อขา หรือแม้แต่น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจนหลังต้องรับภาระหนัก รวมถึงความเสื่อมตามวัยที่ทำให้หมอนรองกระดูกเริ่มแห้งและเปราะบางลง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลังของคุณ "พัง" ก่อนวัยอันควร

  1. การนั่งท่าเดิมนานเกินไป: การนั่งทำให้หมอนรองกระดูกรับแรงกดมากกว่าการยืนหรือเดินเสียอีกครับ
  2. การยกของผิดท่า: การก้มหลังลงไปหยิบของหนักแทนที่จะย่อเข่า คือศัตรูตัวฉกาจของกระดูกสันหลัง
  3. น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์: พุงที่ยื่นออกมาจะฉุดให้กระดูกสันหลังส่วนล่างแอ่นมากกว่าปกติ
  4. การสูบบุหรี่: สารพิษจากบุหรี่ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกได้น้อยลง ทำให้มันเสื่อมสภาพเร็ว
  5. ขาดการออกกำลังกาย: กล้ามเนื้อท้องและหลังที่ไม่แข็งแรง จะไม่สามารถช่วยพยุงกระดูกสันหลังได้

เมื่อปวดหลัง... หมอเขาตรวจกันอย่างไรบ้าง?

หากคุณตัดสินใจมาพบแพทย์ ขั้นตอนแรกคือการพูดคุยและตรวจร่างกายครับ หมอมักจะให้คุณลองนอนหงายแล้วยกขาขึ้นทีละข้าง (Straight Leg Raise Test) เพื่อดูว่ามีอาการปวดร้าวลงขาหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีเช็กเบื้องต้นที่แม่นยำมาก หากอาการดูรุนแรง หมออาจส่งตรวจเพิ่มเติมด้วย เอกซเรย์ เพื่อดูโครงสร้างกระดูก หรือที่แม่นยำที่สุดคือการทำ MRI ซึ่งจะเห็นภาพหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้อย่างชัดเจนเหมือนดูภาพถ่ายสามมิติ ทำให้เราวางแผนการรักษาได้ตรงจุดครับ

แนวทางการรักษา: ข่าวดีคือ "ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด"

หลายคนกลัวการมาหาหมอเพราะคิดว่าต้องผ่าตัดสถานเดียว ผมขอยืนยันตรงนี้เลยครับว่า กว่า 90% ของผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สามารถหายได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด โดยเราจะเริ่มจาก:

  1. การปรับพฤติกรรม: พักการใช้งานหลัง หลีกเลี่ยงการก้มเงย และปรับท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง
  2. การทำกายภาพบำบัด: การดึงหลัง หรือการใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์ หรืออัลตราซาวด์ รวมถึงการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
  3. การใช้ยา: ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาบำรุงเส้นประสาท
  4. การฉีดยาระงับการอักเสบ: ในรายที่มีอาการปวดมาก หมออาจใช้เครื่องเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่บริเวณเส้นประสาทที่ถูกกดทับโดยตรง ซึ่งช่วยลดปวดได้ดีมาก
  5. การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วไม่เห็นผลภายใน 6-8 สัปดาห์ หรือในรายที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้เท่านั้นครับ

ท่าบริหารลดปวดหลังและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (ทำเองได้ที่บ้าน)

สำหรับท่านที่มีอาการคงที่แล้ว หรือต้องการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ผมมี ท่าพื้นฐานมาฝากครับ (หากทำแล้วมีอาการปวดร้าวลงขามากขึ้น ให้หยุดทำทันทีและปรึกษาแพทย์)

  • ท่าสะพาน (Bridge Pose): นอนหงายชันเข่า แล้วค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจากพื้นให้แนวตัวเป็นเส้นตรง ค้างไว้ 5 วินาทีแล้ววางลง เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังล่างและสะโพก

คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

Q: ปวดหลังร้าวลงขา อันตรายไหม? A: อันตรายครับ หากปล่อยไว้นานจนเส้นประสาทเสียหายถาวร อาจทำให้ขาเล็กลงหรืออ่อนแรงจนเดินไม่ได้

Q: ต้องนอนที่นอนแข็งๆ ถึงจะหายปวดหลังจริงไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ที่นอนที่ดีควรมีความแน่นพอเหมาะที่พยุงแนวกระดูกสันหลังได้ ไม่นิ่มจนยุบและไม่แข็งจนเจ็บจุดกดทับ

Q: นานแค่ไหนถึงควรพบแพทย์? A: หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการชา อ่อนแรง หรืออาการปวดรุนแรงจนรบกวนการนอน ควรรีบมาพบแพทย์ครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากเรารู้จักสังเกตสัญญาณเตือนและรีบรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง เพื่อให้ "เพื่อนยาก" อย่างกระดูกสันหลังอยู่กับเราไปนานๆ ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ชาร้าวลงขา #ปวดหลังล่าง #กายภาพบำบัด #ออฟฟิศซินโดรม #สุขภาพกระดูก #หมอเก่งกระดูกและข้อ

References:

  1. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-516. (สรุปแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนเอวในปัจจุบัน)
  2. Jordan J, Konstantinou K, O'Dowd J. Herniated lumbar disc. BMJ Clin Evid. 2011;2011:1103. (รวบรวมหลักฐานการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดและไม่ผ่าตัดอย่างเป็นระบบ)
  3. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-191. (คู่มือการวินิจฉัยและรักษาที่เน้นการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ)
  4. Frizziero A, Finotti P, Scalchi S, et al. Rehabilitation after lumbar disc herniation surgery. Joints. 2018;6(3):166-171. (ความสำคัญของการฟื้นฟูและการทำกายภาพบำบัดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ)
  5. Benoist M. The natural history of lumbar disc herniation and radiculopathy. Joint Bone Spine. 2002;69(2):155-160. (อธิบายกระบวนการหายตามธรรมชาติของหมอนรองกระดูกที่สามารถยุบตัวลงได้เอง)