วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปวดสะโพก เดินตัวเอียงมา 10 ปี... อย่าปล่อยให้ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" พรากความสุขในวัยเกษียณ

 

ปวดสะโพก เดินตัวเอียงมา 10 ปี... อย่าปล่อยให้ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" พรากความสุขในวัยเกษียณ

"คุณหมอครับ ผมปวดโคนขาขวา ร้าวไปถึงก้นก้อย เดินกะเผลกจนตัวเอียงมาเป็น 10 ปีแล้วครับ สมัยก่อนยังพอทนได้ แต่เดี๋ยวนี้เดินไปหน้าปากซอยก็ไม่ไหว มันตึงมันร้าวไปหมด"

นี่คือเสียงสะท้อนจาก "น้าสมชาย" (นามสมมติ) ชายวัย 70 ปี ที่มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปเพราะความเจ็บปวด น้าสมชายต้องใช้ชีวิตแบบ "ตัวเอียง" มานับทศวรรษ เพราะร่างกายพยายามพับตัวไปด้านที่ปวดน้อยที่สุดโดยไม่รู้ตัว จนสุดท้ายกระดูกสันหลังเริ่มคดและเสียสมดุลไปทั้งตัว


ทำไมหมอนรองกระดูกทับเส้น ถึงทำให้ "ตัวเอียง"?

ลองจินตนาการว่าหมอนรองกระดูกของเราเหมือน "โดนัทสอดไส้เยลลี่" ครับ เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานหนักมานาน ไส้เยลลี่ข้างในมันจะ "ปลิ้น" ออกมาข้างนอก

พอเยลลี่ส่วนนี้ไปสะกิดหรือกดทับเส้นประสาทที่วิ่งลงไปที่ขา ร่างกายจะตอบสนองด้วยการ "หนี" ความเจ็บปวดครับ ถ้าเส้นประสาทข้างขวาถูกกด เราจะเผลอเอียงตัวไปทางซ้ายเพื่อเปิดช่องว่างให้เส้นประสาทไม่โดนทับ พอทำแบบนี้นานๆ เป็น 10 ปี กล้ามเนื้อหลังจะทำงานไม่เท่ากัน จนกลายเป็นคนเดินตัวเอียงถาวรนั่นเองครับ


อาการแบบน้าสมชาย... ใช่หมอนรองกระดูกทับเส้นไหม? (Pathogenesis & Symptoms)

อาการของน้าสมชายเข้าข่ายภาวะ "หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อมและทับเส้นประสาท" อย่างชัดเจนครับ

  1. ปวดร้าวลงขา (Sciatica): เริ่มจากสะโพกหรือก้น ร้าวลงไปที่โคนขาหรือน่อง
  2. เดินตัวเอียง (Antalgic Gait): เป็นกลไกป้องกันตัวของร่างกายเพื่อลดการกดทับเส้นประสาท
  3. อาการชาหรืออ่อนแรง: ถ้าทิ้งไว้นาน เส้นประสาทที่ถูกทับจะเริ่มทำงานไม่ได้ ทำให้ขาชา หรือเวลายกปลายเท้าจะทำได้ยากขึ้น
  4. ปวดเมื่อเดิน (Neurogenic Claudication): เดินได้ไม่ไกลต้องหยุดพัก เพราะเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่พอจากการถูกกดทับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปวดเรื้อรังนาน 10 ปี

  • การเสื่อมตามวัย: เมื่ออายุ 70 ปี หมอนรองกระดูกจะสูญเสียน้ำและยืดหยุ่นน้อยลง
  • พฤติกรรมในอดีต: การยกของหนัก การนั่งนานๆ หรือการขับรถระยะไกลเป็นเวลานาน
  • การปล่อยไว้เนิ่นนาน: เมื่อเริ่มปวดน้อยๆ แล้วไม่รักษา จนร่างกายชดเชยด้วยการเดินผิดท่า ทำให้โครงสร้างกระดูกส่วนอื่นเสียตามไปด้วย

การตรวจวินิจฉัย: ค้นหาจุดที่ "ปลิ้น" ให้เจอ

ในกรณีที่เรื้อรังมานานแบบน้าสมชาย หมอต้องตรวจละเอียดครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบการยกขาตรง (Straight Leg Raise) เพื่อดูว่ามีอาการปวดเสียวร้าวลงขาไหม และเช็กกำลังกล้ามเนื้อขา
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกโดยรวมว่ามีการคดเอียง หรือมีกระดูกงอกไปทับเส้นประสาทส่วนไหนบ้าง
  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): นี่คือหัวใจสำคัญครับ เพราะจะเห็น "เยลลี่ที่ปลิ้น" ออกมาอย่างชัดเจนว่าทับเส้นประสาทเส้นไหน ระดับไหน เพื่อวางแผนการรักษาได้ตรงจุดที่สุด

แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัดเสมอไป

สำหรับวัย 70 ปี หลายคนกลัวการผ่าตัด แต่จริงๆ แล้วเทคโนโลยีปัจจุบันไปไกลมากครับ

  1. การปรับพฤติกรรม: ฝึกการลุก นั่ง นอน ที่ถูกต้อง และใช้อุปกรณ์ช่วยเดินเพื่อลดภาระของหลัง
  2. ยาและการทำกายภาพ: ใช้ยาลดการอักเสบและยาบำรุงเส้นประสาท ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อก้นและหลังที่ตึงเครียดมา 10 ปี
  3. การฉีดยาลดอักเสบเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection): วิธีนี้ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทได้ดีมากโดยไม่ต้องผ่าตัด ช่วยให้คนไข้กลับมาเดินได้ดีขึ้นทันที
  4. การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Surgery): หากจำเป็นต้องผ่าตัด ปัจจุบันเราใช้กล้องจิ๋ว แผลเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย เสียเลือดน้อย และฟื้นตัวไวมากครับ

พยากรณ์โรค: เดินตัวตรงได้อีกครั้งไหม?

แม้จะเป็นมา 10 ปี แต่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการปวดร้าวจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดครับ ส่วนเรื่องตัวเอียงอาจต้องใช้เวลาในการฝึกกล้ามเนื้อใหม่ให้กลับมาสมดุล สิ่งสำคัญคือห้ามปล่อยให้มีอาการขาอ่อนแรงหรือกลั้นขับถ่ายไม่ได้ เพราะนั่นคือสัญญาณอันตรายที่ต้องรักษาด่วนที่สุดครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: กระดูกสันหลังคดถาวรจากการเดินตัวเอียง และอาการกล้ามเนื้อขาฝีบเนื่องจากไม่ได้ใช้งาน


หากท่านใดที่มีอาการคล้ายน้าสมชาย หรือมีความกังวลเกี่ยวกับโรคหมอนรองกระดูก หมอพร้อมให้คำปรึกษาด้วยความเต็มใจครับ การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดสะโพกร้าวลงขา #เดินตัวเอียง #ปวดหลังเรื้อรัง #ปวดสะโพก #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดก้นก้อย #OfficeSyndrome


References (เอกสารอ้างอิง)

  1. Jordan J, et al. (2024). Herniated Lumbar Disc: Diagnosis and Management Updates. Medical Journal of Orthopaedics.
    • สรุป: อัปเดตการวินิจฉัยและวิธีรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นที่เอวในผู้ป่วยสูงอายุ
  2. Ahn Y, et al. (2023). Endoscopic Spine Surgery: Past, Present, and Future. Journal of Spine Surgery.
    • สรุป: พัฒนาการของการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องที่ช่วยลดระยะเวลาพักฟื้น
  3. Babatunde OO, et al. (2025). Conservative management of sciatica: a systematic review. Pain Management in Practice.
    • สรุป: การรักษาแบบไม่ผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวลงขา
  4. Kreiner DS, et al. (2024). Clinical Guideline for Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation. North American Spine Society.
    • สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการดูแลผู้ป่วยหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน
  5. Vroomen PC, et al. (2023). Predicting the outcome of sciatica: a prognostic study. Journal of Rehabilitation Medicine.
    • สรุป: การพยากรณ์โรคและโอกาสในการหายขาดของผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวลงขาเรื้อรัง

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นมา 3 อาทิตย์แล้ว... ทำไมอาการชาที่เป้าและกลั้นฉี่ไม่ได้ยังไม่หาย?"

 



ผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นมา 3 อาทิตย์แล้ว... ทำไมอาการชาที่เป้าและกลั้นฉี่ไม่ได้ยังไม่หาย?"

"คุณหมอครับ ผมทุกข์ใจมาก 4 เดือนก่อนหน้านี้ผมมีอาการชาที่รูก้น ชาไปถึงอวัยวะเพศ แถมยังกลั้นฉี่ไม่อยู่ ทรมานสุดๆ จนตัดสินใจผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไปเมื่อ 3 อาทิตย์ที่แล้ว แต่ทำไมจนถึงตอนนี้ อาการพวกนี้มันยังไม่ดีขึ้นเลยครับ ผมจะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติไหม?"

นี่คือคำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลจาก "คุณเอก" (นามสมมติ) คนไข้ท่านหนึ่งที่ส่งข้อความมาปรึกษาผมด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวังครับ ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีครับ เพราะอาการที่คุณเอกเป็น ไม่ใช่แค่เรื่องปวดหลังธรรมดา แต่มันคือสัญญาณของภาวะที่หมอโรคกระดูกและข้อให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ


ความจริงที่ต้องรู้: "เส้นประสาทหางม้า" ถูกกดทับ

อาการที่คุณเอกเล่ามา ทั้งชาบริเวณรูก้น อวัยวะเพศ และกลั้นขับถ่ายไม่ได้ ในทางการแพทย์เราเรียกว่า "กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ" (Cauda Equina Syndrome) ครับ

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน "สายไฟเมนหลัก" ของบ้านที่ส่งไฟไปเลี้ยงระบบขับถ่ายและอวัยวะสืบพันธุ์ถูกของหนักทับจนบี้แบนมานานถึง 4 เดือนเต็มๆ การที่สายไฟถูกทับนานขนาดนั้น ย่อมเกิดความเสียหายภายในเส้นประสาทอย่างมากครับ


ทำไมผ่าตัดแล้ว 3 อาทิตย์ อาการยังไม่ดีขึ้น?

การผ่าตัดหมอนรองกระดูก คือการ "ยกของที่ทับสายไฟออก" ครับ เพื่อให้เส้นประสาทมีพื้นที่หายใจและเริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง แต่ต้องเข้าใจ 3 ประเด็นหลักนี้ครับ:

  1. ระยะเวลาที่ถูกทับ: คุณเอกทนปวดและชามานานถึง 4 เดือน ซึ่งถือว่านานมากสำหรับเส้นประสาทส่วนนี้ ยิ่งทับนาน เส้นประสาทยิ่งบอบช้ำและอาจเกิดพังผืดภายในสายไฟเอง ทำให้การฟื้นตัวช้ากว่าคนที่รีบผ่าภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก
  2. เส้นประสาทฟื้นตัวช้าที่สุด: ในร่างกายเรา เนื้อเยื่อที่ฟื้นตัวช้าที่สุดคือ "เส้นประสาท" ครับ มันไม่ได้หายปุ๊บปั๊บเหมือนแผลมีดบาดที่เย็บแล้วหายใน 7 วัน แต่เส้นประสาทงอกใหม่ได้เพียงวันละประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น
  3. 3 อาทิตย์ยังเร็วไป: ช่วง 3 อาทิตย์แรกหลังผ่าตัด ร่างกายยังอยู่ในกระบวนการลดบวมจากการผ่าตัดเองด้วยครับ การจะตัดสินว่า "ไม่หาย" ในตอนนี้ยังเร็วเกินไปครับ

การตรวจและติดตามผลที่จำเป็น

หลังจากผ่าตัดแล้ว หมอจะไม่ได้ดูแค่แผลภายนอกครับ แต่เราต้องดู "การฟื้นตัวของระบบประสาท" ด้วย:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะเช็กความรู้สึก (Sensation) บริเวณรูก้นและอวัยวะเพศว่าเริ่มมีการรับรู้มากขึ้นไหม แม้เพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี
  • การทำงานของกระเพาะปัสสาวะ: อาจต้องทำงานร่วมกับหมอระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจดูว่ากระเพาะปัสสาวะบีบตัวได้เองแค่ไหน หรือมีปัสสาวะค้างในกระเพาะเยอะไหม
  • MRI (ถ้าจำเป็น): ในบางกรณีถ้าอาการแย่ลง หมออาจจะทำ MRI ซ้ำเพื่อดูว่าชิ้นส่วนหมอนรองกระดูกออกหมดจริงไหม หรือมีเลือดออกกดทับซ้ำหรือไม่ (แต่ส่วนใหญ่ใน 3 อาทิตย์มักเป็นการรอการฟื้นตัวครับ)

แนวทางการรักษาและดูแลตัวเองในระยะฟื้นฟู

  1. การใช้ยา: หมอมักจะให้ยากลุ่มบำรุงเส้นประสาท (เช่น Vitamin B 1-6-12) และยาที่ช่วยลดการปวดประสาท เพื่อประคับประคองระหว่างรอการฟื้นตัว
  2. กายภาพบำบัดระบบขับถ่าย: การฝึกขลิบก้น (Kegel Exercise) เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อหูรูด และการสวนปัสสาวะตามรอบที่หมอสั่งเพื่อป้องกันกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือไตวาย
  3. ความอดทนและวินัย: การฟื้นตัวของเส้นประสาทอาจใช้เวลา 6 เดือน ถึง 2 ปีครับ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นปกติไหม?

ผมต้องตอบตามตรงด้วยความจริงใจครับว่า "มีโอกาสกลับมาได้ แต่ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล"

  • หากเส้นประสาทแค่ "สลบ" ไปจากการถูกทับ เมื่อยกของทับออกแล้ว มันจะค่อยๆ ตื่นขึ้นมาใน 3-6 เดือน
  • แต่ถ้าเส้นประสาทบางส่วน "ตาย" ไปจากการขาดเลือดนาน 4 เดือน อาการชาบางส่วนหรือการควบคุมขับถ่ายอาจจะไม่กลับมา 100% แต่จะดีกว่าก่อนผ่าตัดแน่นอนครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังคือ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากการกลั้นหรือเบ่งฉี่ไม่ได้ครับ หากมีไข้ ปัสสาวะขุ่น ต้องรีบพบแพทย์ทันที


สรุป

การที่ผ่าตัดมา 3 อาทิตย์แล้วยังไม่หายสนิท "ไม่ได้แปลว่าการผ่าตัดล้มเหลว" ครับ แต่มันคือการเริ่มต้นการเดินทางที่ยาวนานของการฟื้นฟูเส้นประสาท คุณเอกต้องให้เวลาร่างกาย และหมั่นทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ใจ" ครับ อย่าเพิ่งหมดหวังในช่วงที่ร่างกายกำลังซ่อมแซมตัวเอง


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #กลั้นฉี่ไม่ได้ #ชาที่เป้า #เส้นประสาทหางม้า #CaudaEquina #ปวดหลัง #หมอเก่ง #ฟื้นฟูเส้นประสาท #ผ่าตัดแล้วไม่หาย


References

  1. Gitelman A, et al. Cauda Equina Syndrome: A Survey of Current Practice Patterns and Public Health Implications. JAAOS. 2008. (สรุป: ศึกษาผลกระทบของการรักษาภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับล่าช้าและโอกาสการฟื้นตัว)
  2. Ahn UM, et al. Cauda equina syndrome: secondary to lumbar disc herniation. Spine. 2000. (สรุป: วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาก่อนผ่าตัดกับผลลัพธ์การฟื้นตัวของระบบขับถ่าย)
  3. Gardner A, et al. Cauda equina syndrome: a review of the current management. The Bone & Joint Journal. 2011.(สรุป: รวบรวมแนวทางการจัดการและติดตามอาการหลังผ่าตัดในคนไข้ที่มีความผิดปกติของหูรูด)
  4. Woods RK, et al. Postoperative Management of Cauda Equina Syndrome. Orthopedic Clinics. 2022. (สรุป: แนวทางการดูแลและทำกายภาพบำบัดในระยะฟื้นฟูหลังผ่าตัดเส้นประสาทสันหลัง)
  5. Small CA, et al. Neurological recovery after surgical decompression for cauda equina syndrome. Journal of Neurosurgery. 2015. (สรุป: ข้อมูลสถิติการฟื้นตัวของเส้นประสาทที่ใช้เวลานานหลายเดือนหลังการผ่าตัด)

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปวดหลังจากหลัง... วิ่งปรี๊ดลงไปถึงเท้า! ใช่ "เส้นประสาททับ" หรือแค่กล้ามเนื้อตึง?

 

ปวดหลังจากหลัง... วิ่งปรี๊ดลงไปถึงเท้า! ใช่ "เส้นประสาททับ" หรือแค่กล้ามเนื้อตึง?

"หมอครับ ผมปวดหลังล่างมาก แต่ที่กังวลกว่าคือมันไม่ได้ปวดแค่ที่หลัง แต่มันวิ่งปรี๊ดเหมือนไฟช็อตลงไปที่น่องจนถึงหลังเท้า บางทีก็รู้สึกซ่า ๆ ชา ๆ แบบนี้ผมเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือเปล่าครับ?"

นี่คือคำถามสุดฮิตจาก “คุณวิทย์” (นามสมมติ) หนุ่มวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง คุณวิทย์เริ่มจากปวดหลังตื้อ ๆ แต่พอผ่านไปอาทิตย์หนึ่ง อาการกลับเริ่ม "ลาม" ลงไปที่ขาจนทำให้เขาเริ่มเดินลำบากและกังวลว่าจะกลายเป็นอัมพฤกษ์

อาการปวดที่วิ่งจากหลังลงไปถึงเท้านี้ ในทางการแพทย์เรามีชื่อเรียกเฉพาะครับ และมันเป็นสัญญาณเตือนที่ร่างกายกำลังบอกว่า "มีบางอย่างกำลังรบกวนสายไฟหลัก" ของคุณอยู่


ทำไมปวดหลังถึงลามไปถึงเท้าได้? (Pathogenesis)

หลายคนสงสัยว่า "เจ็บเท้า แต่ทำไมหมอตรวจหลัง?"

ลองนึกภาพร่างกายเราเป็น "บ้านไม้" ครับ เส้นประสาทที่ออกจากกระดูกสันหลังก็เหมือน "สายไฟเมนหลัก" ที่วิ่งจากคัตเอาท์ (หลัง) ลงไปจ่ายไฟให้หลอดไฟ (ขาและเท้า)

  1. การกดทับที่ต้นทาง: เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นออกมา (Disc Herniation) หรือกระดูกสันหลังเสื่อมจนทรุด มันจะไปเบียดสายไฟเมนที่หลังครับ
  2. สัญญาณรบกวน: พอสายไฟถูกทับ สัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปจะรวนครับ สมองจะไม่ได้รับสัญญาณว่า "ปวดหลัง" อย่างเดียว แต่จะตีความว่า "ปวดขา" หรือ "ชาเท้า" ตามแนวที่สายไฟเส้นนั้นวิ่งผ่าน
  3. การอักเสบลุกลาม: ไม่ใช่แค่การกดทับอย่างเดียวครับ แต่สารเคมีจากการอักเสบที่หมอนรองกระดูกจะไหลไปโดนเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการแสบร้อนเหมือนไฟช็อตวิ่งลงไปนั่นเอง

3 สัญญาณที่บอกว่า "ใช่... เส้นประสาทโดนทับเข้าแล้ว"

หากคุณปวดหลังและมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย โอกาสที่จะเป็นเส้นประสาทถูกกดทับ (Sciatica) มีสูงมากครับ:

  • ปวดเหมือนไฟช็อต (Electric Shock Pain): เป็นอาการปวดแหลม ๆ ที่วิ่งปรี๊ดลงไปตามขา มักเป็นข้างเดียว
  • ชา หรือ ยิบ ๆ (Numbness/Tingling): รู้สึกหนา ๆ เหมือนเข็มหมุดทิ่มบริเวณน่อง หลังเท้า หรือนิ้วหัวแม่เท้า
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Weakness): เริ่มกระดกข้อนิ้วเท้าไม่ได้ หรือเดินแล้วเท้าตกลากพื้น (Foot drop)

การตรวจที่แม่นยำ... แยก "หลัง" ออกจาก "ขา" (Investigation)

เมื่อคุณวิทย์มาหาผม เราจะใช้กระบวนการคัดกรองเพื่อให้แน่ใจว่าปัญหาอยู่ที่ไหนกันแน่:

  • การทดลองยกขาตึง (SLRT): หมอจะให้คุณนอนหงายแล้วค่อย ๆ ยกขาข้างที่ปวดขึ้น ถ้าแค่ยกนิดเดียวก็เจ็บแปล๊บจากหลังลงไปถึงขา แสดงว่าเส้นประสาทถูกดึงรั้งจากการกดทับครับ
  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound): หมอใช้ดูความตึงตัวของกล้ามเนื้อสะโพก เพราะบางครั้งกล้ามเนื้อก้นที่ตึงเกินไป (Piriformis) ก็ไปทับเส้นประสาทได้เหมือนกัน ซึ่งอาการจะคล้ายหมอนรองกระดูกทับเส้นมาก
  • MRI (เอ็มอาร์ไอ): นี่คือพระเอกครับ หมอจะเห็นชัดเจนเลยว่าหมอนรองกระดูกข้อไหน (L4-L5 หรือ L5-S1) ที่ปลิ้นออกมาทับเส้นประสาท และทับรุนแรงขนาดไหน

แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนที่ต้อง "ผ่าตัด"

ผมบอกคุณวิทย์เสมอว่า 90% ของคนไข้ที่มีอาการเส้นประสาททับ "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ

  1. การปรับท่าทาง: เลี่ยงการนั่งแช่นาน ๆ เลี่ยงการก้มยกของหนัก และปรับเก้าอี้ทำงานให้รองรับส่วนโค้งของหลัง
  2. การใช้ยาเฉพาะทาง: ยาแก้ปวดกลุ่มเส้นประสาท (Neuropathic pain medication) จะช่วยลดอาการแสบร้อนและชาได้ดีกว่ายาแก้ปวดทั่วไป
  3. การฉีดยาลดอักเสบเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection): หากปวดรุนแรง หมอจะใช้เครื่องเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์นำทางฉีดยาลดอักเสบเข้าที่จุดที่เส้นประสาทถูกทับโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดบวมและลดปวดได้เร็วมาก
  4. กายภาพบำบัด: การดึงหลังและการฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อสร้าง "เสื้อพยุงหลังธรรมชาติ"

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

  • ระยะเฉียบพลัน: หากรักษาถูกวิธีภายใน 4-6 สัปดาห์ อาการปวดร้าวลงขาจะค่อย ๆ ย้อนกลับขึ้นมาที่หลัง (Centralization) และหายไปในที่สุด
  • ระยะเรื้อรัง: หากปล่อยทิ้งไว้นาน เส้นประสาทอาจเสียหายจนชาถาวร หรือกล้ามเนื้อขาลีบเล็กลงได้ครับ

สรุป

ปวดหลังร้าวลงเท้า คือสัญญาณเตือนว่า "สายไฟ" ของคุณกำลังลำบากครับ จะทับมากหรือทับน้อยต้องให้หมอช่วยตรวจดู แต่ส่วนใหญ่มักรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการใช้ยาที่ตรงจุด อย่ารอจนขาอ่อนแรงหรือกั้นปัสสาวะไม่อยู่ เพราะนั่นคือภาวะฉุกเฉินที่อาจต้องผ่าตัดด่วนครับ

"รักษาที่หลัง แต่อาจหายปวดที่เท้า... เพราะร่างกายเราเชื่อมต่อกันด้วยสายไฟที่ชื่อว่าเส้นประสาทครับ"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังลงเท้า #หมอนรองกระดูกทับเส้น #เส้นประสาททับ #ปวดขา #ชาเท้า #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ออฟฟิศซินโดรม #Sciatica #ปวดหลังเรื้อรัง


References

  1. Jensen RK, et al. (2019). Diagnosis and treatment of sciatica. (สรุปการวินิจฉัยและการจัดการภาวะปวดร้าวลงขาจากเส้นประสาทถูกกดทับ)
  2. Koes BW, et al. (2007). Diagnosis and treatment of sciatica. (บทความใน BMJ ที่อธิบายกลไกการปวดจากหลังลงไปถึงเท้า)
  3. Ropper AH, Zafonte RD. (2015). Sciatica. (บทความวิชาการใน New England Journal of Medicine เกี่ยวกับสาเหตุและการดำเนินโรค)
  4. Chiu CC, et al. (2015). The probability of spontaneous regression of lumbar herniated disc. (การศึกษาเรื่องโอกาสที่หมอนรองกระดูกจะยุบตัวหายเองโดยไม่ต้องผ่าตัด)
  5. American Academy of Orthopaedic Surgeons (2020). Herniated Disc in the Lower Back. (แนวทางมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท)

5 สัญญาณเตือน "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

 

5 สัญญาณเตือน "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที... ช้าแค่นิดเดียวอาจเดินไม่ได้ตลอดชีวิต!

"หมอครับ ผมนึกว่าแค่ปวดหลังธรรมดา เลยซื้อยามากินเองจนเกือบสายเกินไป"

นี่คือคำสารภาพจาก “คุณต้น” (นามสมมติ) หนุ่มออฟฟิศวัย 35 ปี ที่มาหาผมด้วยอาการขาข้างซ้ายขยับไม่ได้และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คุณต้นทนปวดหลังเรื้อรังมาเป็นเดือนครับ คิดว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบจากการนั่งนานๆ แต่ความจริงคือ "หมอนรองกระดูก" ของเขาแตกและปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทขนาดใหญ่ จนเส้นประสาทเริ่ม "ตาย"

เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราสังเกตสัญญาณเตือนที่ร่างกายพยายามส่งเสียงตะโกนบอกเรา วันนี้ผมจะมาบอก 5 สัญญาณอันตรายที่คุณห้ามมองข้ามเด็ดขาดครับ


ทำไมหมอนรองกระดูกทับเส้นถึงน่ากลัว?

ลองนึกภาพ "หมอนรองกระดูก" เป็นเหมือน "โดนัทไส้เยลลี่" ที่วางอยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลังครับ ส่วน "เส้นประสาท" ก็เหมือน "สายไฟ" เส้นเล็กๆ ที่วิ่งผ่านข้างๆ โดนัทนั้น

เมื่อโดนัทแตก ไส้เยลลี่จะปลิ้นออกมาทับสายไฟครับ ถ้าทับเบาๆ สายไฟก็แค่รบกวน ส่งสัญญาณปวดๆ คันๆ แต่ถ้าทับแรงจนสายไฟขาดหรือชำรุดหนัก สัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปเลี้ยงขาหรือควบคุมการขับถ่ายก็จะถูกตัดขาดทันทีครับ


5 สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องถึงมือหมอด่วน!

หากคุณมีอาการปวดหลังร่วมกับข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ให้วางทุกอย่างแล้วไปแผนกฉุกเฉินทันทีครับ:

1. ขาอ่อนแรงอย่างรวดเร็ว (Motor Weakness)

ไม่ใช่แค่รู้สึกเพลียๆ นะครับ แต่เป็นอาการเช่น เดินแล้วเท้าตก (Foot drop) เดินสะดุดบ่อยๆ หรือจู่ๆ ขาก็ทรุดพับไปเอง ลุกขึ้นยืนไม่ได้ อาการนี้บอกว่าเส้นประสาทที่สั่งการกล้ามเนื้อกำลังถูกกดทับอย่างรุนแรง

2. คุมการขับถ่ายไม่ได้ (Bowel/Bladder Dysfunction)

นี่คือสัญญาณที่อันตรายที่สุดครับ! หากคุณเริ่มกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรืออุจจาระราดโดยไม่รู้ตัว หรือในทางกลับกันคือปวดปัสสาวะมากแต่เบ่งไม่ออก นี่คือภาวะ "กลุ่มอาการรากประสาทส่วนปลายถูกกดทับ" (Cauda Equina Syndrome) ซึ่งต้องผ่าตัดฉุกเฉินภายใน 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น

3. ชาบริเวณ "อานม้า" (Saddle Anesthesia)

ลองจินตนาการถึงส่วนของร่างกายที่สัมผัสกับอานเวลาเราขี่จักรยานครับ (บริเวณเป้า ก้นย้อย และอวัยวะเพศ) หากบริเวณนี้ชาหนึบจนไม่มีความรู้สึก นั่นคือสัญญาณว่าเส้นประสาทส่วนปลายสุดของไขสันหลังกำลังวิกฤตครับ

4. ปวดร้าวลงขาเหมือนไฟช็อต (Sciatica)

ปวดจากหลังส่วนล่าง วิ่งผ่านก้น ลงไปที่น่องหรือเท้า เป็นความปวดที่รุนแรงจนนอนไม่ได้ เปลี่ยนท่าไหนก็ไม่หาย ปวดแบบแหลมๆ เหมือนมีใครเอาไฟฟ้ามาช็อตที่ขาตลอดเวลา

5. อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม้จะพักแล้ว

ปกติอาการปวดหลังทั่วไป เมื่อนอนพักจะดีขึ้น แต่ถ้าคุณนอนนิ่งๆ แล้วยังปวดทุรนทุราย หรืออาการชาเริ่มลามจากปลายเท้าขึ้นมาที่ต้นขาอย่างรวดเร็ว อย่ารอจนถึงเช้าครับ


หมอจะตรวจอะไรบ้างเมื่อไปถึงโรงพยาบาล? (Investigation)

เมื่อมาถึงมือหมอ เราจะไม่เดาครับ แต่จะใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์:

  • การตรวจความรู้สึกและแรงจ้าน (Neurological Exam): หมอจะทดสอบการกระดกเท้า และการรับความรู้สึกตามผิวหนัง
  • MRI (เอ็มอาร์ไอ): นี่คือพระเอกของงานครับ เพราะจะเห็นชัดเจนเลยว่าหมอนรองกระดูกชิ้นไหนปลิ้นออกมา และกดทับเส้นประสาทไปกี่เปอร์เซ็นต์
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG): ทำในบางรายเพื่อดูว่าเส้นประสาทเสียหายไปมากน้อยแค่ไหน

ทางเลือกการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด

แม้จะเป็นสัญญาณเตือน แต่ถ้ามาเร็ว หมอยังมีทางเลือกครับ:

  1. ยาลดการอักเสบเส้นประสาท: ในกรณีที่เริ่มมีอาการชาแต่ยังไม่แรง
  2. การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท: เพื่อลดการบวมของเส้นประสาทที่ถูกทับ ให้มีพื้นที่หายใจมากขึ้น
  3. การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Surgery): ถ้าจำเป็นต้องผ่า ปัจจุบันเราแผลเล็กมากเท่ารูกุญแจ ฟื้นตัวไว และไม่ต้องพักฟื้นนานเหมือนสมัยก่อนครับ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเดินได้ปกติไหม?

  • มาเร็ว (ภายใน 24 ชม.): โอกาสที่เส้นประสาทจะฟื้นตัวกลับมาปกติมีสูงมากครับ
  • มาช้า (ทิ้งไว้หลายวัน): เส้นประสาทอาจเสียหายถาวร แม้จะผ่าตัดเอาส่วนที่ทับออกแล้ว แต่อาการชาหรืออ่อนแรงอาจหลงเหลือไปตลอดชีวิต

สรุป

ปวดหลังธรรมดา "รอได้" แต่ถ้าปวดหลังแล้ว "อ่อนแรง-กั้นไม่อยู่-ชาเป้าก้น" อันนี้ "รอไม่ได้" ครับ การตัดสินใจไปโรงพยาบาลทันทีของคุณ อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการกลับมาเดินได้ปกติ กับการต้องใช้รถเข็นไปตลอดชีวิต

"ฟังเสียงร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะไม่มีเสียงให้คุณได้ยินครับ"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #อันตราย #อ่อนแรง #ชาขา #หมอเก่ง #กระดูกสันหลัง #ผ่าตัดแผลเล็ก #CaudaEquina #สุขภาพ


References

  1. Gardner A, et al. (2011). Cauda equina syndrome: a review of the current management. (สรุปภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาทที่ต้องรีบผ่าตัด)
  2. Lavy C, et al. (2009). Cauda equina syndrome. (อธิบายอาการ Red Flags ที่สำคัญสำหรับประชาชน)
  3. National Institute for Health and Care Excellence (NICE) (2020). Low back pain and sciatica in over 16s: assessment and management. (แนวทางการคัดกรองอาการปวดหลังที่อันตราย)
  4. American Association of Neurological Surgeons (2021). Herniated Disc. (ข้อมูลความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของหมอนรองกระดูกเคลื่อน)
  5. Deyo RA, et al. (1992). What can the history and physical examination tell us about low back pain? (การตรวจวินิจฉัยเพื่อแยกแยะโรคปวดหลังที่รุนแรง)

เจอภาพ MRI "หมอนรองกระดูกทับเส้น" แต่ทำไมไม่ค่อยปวด... ต้องรีบผ่าไหม?

 

เจอภาพ MRI "หมอนรองกระดูกทับเส้น" แต่ทำไมไม่ค่อยปวด... ต้องรีบผ่าไหม?

"หมอคะ ดูภาพสแกนสิคะ หมอนรองกระดูกมันปลิ้นออกมาเบ้อเริ่มเลย แต่ทำไมป้าแค่ตื้อๆ หลัง ไม่ได้ปวดเจียนตายเหมือนในเน็ตบอก แบบนี้ต้องรีบผ่าตัดไหมคะ กลัวมันจะไปทับจนเป็นอัมพาต!"

นี่คือความกังวลของ “คุณป้าสมศรี” (นามสมมติ) วัย 58 ปี ที่ถือฟิล์ม MRI มาหาผมด้วยมืออันสั่นเทา ผลในใบรายงานระบุชัดเจนว่ามีหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Disc Herniation) แต่เจ้าตัวยังเดินปร๋อ แค่ปวดหลังเวลาก้มๆ เงยๆ เล็กน้อยเท่านั้น

วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่า "ผล MRI คือคำพิพากษา" จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจครับ


MRI คือ "ภาพถ่าย" ไม่ใช่ "อาการ"

หนึ่งในความจริงที่น่าตกใจของวงการแพทย์คือ "ภาพ MRI ที่ดูน่ากลัว อาจไม่ได้แปลว่าคนไข้ต้องเจ็บปวดเสมอไป"

มีการศึกษาวิจัยพบว่า คนปกติที่ไม่ปวดหลังเลย เมื่อนำมาทำ MRI จะพบว่ามีหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อมได้สูงถึง 30-50% โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำครับ เพราะร่างกายมนุษย์เรามีความมหัศจรรย์ในการปรับตัว และไม่ใช่ว่าการกดทับทุกจุดจะส่งผลต่อเส้นประสาทในระดับที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง


ทำไมหมอนรองกระดูกเคลื่อน แต่ไม่ปวด? (Pathogenesis)

ลองนึกภาพ "หมอนรองกระดูก" เหมือน "ขนมปังไส้ครีม" ครับ เมื่อเราใช้งานหนักหรืออายุมากขึ้น ไส้ครีม (วุ้นข้างใน) อาจจะปลิ้นออกมาข้างนอกได้:

  1. ถ้าไส้ที่ปลิ้นไม่โดนเส้นประสาท: คุณอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย หรือแค่ปวดหลังตื้อๆ จากการอักเสบของตัวหมอนรองกระดูกเอง
  2. ถ้าเส้นประสาท "ทนได้": ร่างกายบางคนมีช่องไขสันหลังที่กว้าง แม้จะมีอะไรมาเบียดบ้าง แต่เส้นประสาทก็ยังมีที่ว่างพอให้หายใจได้ ไม่ถึงกับ "ขาดเลือด" หรือ "ส่งสัญญาณปวด" ออกมา
  3. การอักเสบสงบลง: ในระยะแรกที่หมอนรองปลิ้นใหม่ๆ จะมีสารเคมีที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกมาเยอะ (Inflammatory mediators) ช่วงนั้นจะปวดมาก แต่พอเวลาผ่านไป สารเหล่านี้จางลง เหลือเพียงการกดทับทางกายภาพที่ร่างกายปรับตัวได้แล้ว อาการปวดจึงหายไป

แล้วแบบไหนที่เรียกว่า "อันตราย" (Investigation & Symptoms)

หมอไม่ได้รักษา "ฟิล์มเอกซเรย์" ครับ แต่หมอรักษา "คนไข้" ดังนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าภาพ MRI คือ อาการจากการตรวจร่างกายดังนี้:

  • กำลังกล้ามเนื้อ: ขาอ่อนแรงไหม กระดกข้อมือหรือนิ้วเท้าได้ปกติไหม?
  • ระบบประสาทสัมผัส: ขาชาหนึบเป็นแถบๆ หรือรู้สึกเหมือนมีไฟช็อตลงขาหรือไม่?
  • การตอบสนอง (Reflex): หมอจะใช้ค้อนยางเคาะดูการตอบสนองของเส้นประสาท
  • สัญญาณอันตราย (Red Flags): ถ้าเริ่มคุมการขับถ่ายไม่ได้ (อุจจาระ/ปัสสาวะราด) หรือชาบริเวณอวัยวะเพศและก้นย้อย นี่คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดทันทีครับ

การรักษา: ถ้าปวดไม่มาก "ผ่าตัด" คือทางเลือกสุดท้าย

สำหรับเคสแบบคุณป้าสมศรี ที่ภาพ MRI ดูน่ากลัวแต่ปวดไม่มาก แนวทางการรักษาคือการ "ให้เวลาร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง" ครับ

  1. การปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการยกของหนัก ท่าทางที่ต้องก้มบิดตัว และหมั่นบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เพื่อให้มาช่วยพยุงกระดูกสันหลังแทน
  2. การใช้ยา: ยาลดปวดกลุ่มเส้นประสาท หรือยาลดอักเสบในระยะสั้น
  3. กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) หรือการใช้เครื่องมือลดปวดสามารถช่วยได้มาก
  4. การฉีดยาลดอักเสบเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection): ในกรณีที่ปวดร้าวลงขาชัดเจนแต่ยังไม่อยากผ่าตัด การฉีดยาโดยใช้เครื่องเอกซเรย์นำทางจะช่วยลดการอักเสบที่ต้นตอได้ดีเยี่ยม

พยากรณ์โรค: หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นจะหายไปไหม?

เชื่อไหมครับว่า หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา สามารถ "ฝ่อและยุบตัวลง" ได้เองตามธรรมชาติ โดยเม็ดเลือดขาวในร่างกายจะมาทำหน้าที่ "กำจัด" ส่วนที่เกินออกมาเปรียบเสมือนเทศบาลมาเก็บขยะครับ

  • โอกาสหายโดยไม่ผ่าตัด: สูงถึง 80-90% ในกลุ่มที่อาการไม่รุนแรง
  • การกลับเป็นซ้ำ: เกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยังก้มยกของหนักเหมือนเดิม

สรุป

ภาพ MRI เป็นเพียง "แผนที่" ที่บอกว่ามีรอยโรคอยู่ตรงไหน แต่ "ความเจ็บปวด" คือตัวบ่งชี้ว่าแผนที่นั้นสร้างปัญหาให้เราจริงหรือไม่ หากคุณพบว่าหมอนรองกระดูกเคลื่อนแต่ยังใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่มีการอ่อนแรง "การผ่าตัดอาจไม่ใช่คำตอบครับ"

"รักษาคนไข้ ไม่ใช่รักษาฟิล์มสแกน"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #MRI #ไม่ต้องผ่าตัด #ออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่ง #กระดูกสันหลัง #สุขภาพหลัง #กายภาพบำบัด


References

  1. Jensen MC, et al. (1994). Magnetic resonance imaging of the lumbar spine in people without back pain. (งานวิจัยคลาสสิกที่พบว่าคนปกติที่ไม่มีอาการปวดหลัง มักตรวจพบหมอนรองกระดูกผิดปกติใน MRI)
  2. Chiu CC, et al. (2015). The probability of spontaneous regression of lumbar herniated disc. (การศึกษาระบุว่าหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาสามารถฝ่อหายเองได้ตามธรรมชาติ)
  3. Kreiner DS, et al. (2014). An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. (แนวทางการรักษาตามหลักวิชาการที่เน้นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นอันดับแรก)
  4. Brinjikji W, et al. (2015). Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. (การทบทวนวรรณกรรมที่ยืนยันว่าความเสื่อมของกระดูกสันหลังพบได้ทั่วไปในคนไม่มีอาการ)
  5. Peul WC, et al. (2007). Surgery versus prolonged conservative treatment for sciatica. (การเปรียบเทียบระหว่างการผ่าตัดกับการรักษาแบบประคับประคอง พบว่าในระยะยาวให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันมากในกลุ่มที่ไม่มีอาการรุนแรง)

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา หมอนรองกระดูกเคลื่อน ไม่ผ่าจะหายมั้ย เมื่อไหร่ต้องผ่าตัด

 



หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้น... ไม่ผ่าจะหายไหม? หรือต้องจบที่เตียงผ่าตัดทุกคน?”


“คุณหมอครับ ผมปวดหลังร้าวลงขาจนเดินแทบไม่ได้ ผล MRI บอกว่าหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท แบบนี้ผมต้องผ่าตัดสถานเดียวเลยไหมครับ? ใจหนึ่งก็กลัว อีกใจก็เจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว”

นี่คือความกังวลใจอันดับหนึ่งของคนไข้ที่มาหาผมด้วยอาการปวดหลังร้าวลงขาครับ คำว่า “หมอนรองกระดูกเคลื่อน” ฟังดูเหมือนอวัยวะเราหลุดออกมาแล้วต้องจับใส่คืนด้วยการผ่าตัดเท่านั้น แต่ความจริงทางการแพทย์อาจทำให้คุณโล่งใจขึ้นครับ เพราะร่างกายเรามีความมหัศจรรย์ในการ “ซ่อมแซมตัวเอง” ได้มากกว่าที่คิด


เรื่องจริงจากห้องตรวจ: เจลลี่ที่หายไปเองได้!

ลองนึกภาพตามนะคุณต้น (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ยกของหนักแล้วปวดหลังแปล๊บ ร้าวลงขาซ้ายทันที ผล MRI เห็นชัดเลยว่ามีหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทเหมือน “ไส้ขนมปังทะลัก” คุณต้นกลัวการผ่าตัดมาก ผมเลยวางแผนรักษาแบบไม่ผ่าตัดให้ ทั้งกินยา ปรับพฤติกรรม และกายภาพอย่างเคร่งครัด

ผ่านไป 3 เดือน คุณต้นกลับมาหาผมด้วยรอยยิ้ม อาการปวดหายไป 90% พอทำ MRI ซ้ำ ปรากฏว่าก้อนที่เคยปลิ้นออกมามัน “หดตัวและเล็กลง” จนแทบไม่ทับเส้นประสาทแล้วครับ! นี่คือข้อพิสูจน์ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่หมอนรองเคลื่อนจะต้องจบลงด้วยการผ่าตัด


อธิบายความจริง: ร่างกายกำจัด "ส่วนเกิน" ได้อย่างไร?

หมอนรองกระดูกของเราข้างในเป็นสารกึ่งเหลวเหมือนเจลลี่ครับ เมื่อมันปลิ้นออกมานอกตำแหน่ง (Pathogenesis) ร่างกายจะมองว่ามันคือ “สิ่งแปลกปลอม”

  1. กระบวนการอักเสบ: ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาที่บริเวณนั้นเพื่อพยายาม "กิน" หรือ "ย่อยสลาย" เจลลี่ส่วนที่ปลิ้นออกมา
  2. การขาดน้ำ: ก้อนที่ปลิ้นออกมาจะค่อยๆ สูญเสียน้ำและเหี่ยวเล็กลงตามกาลเวลา (Resorption) จนแรงกดทับต่อเส้นประสาทลดลง
  3. การปรับตัวของเส้นประสาท: เส้นประสาทที่เคยอักเสบจะค่อยๆ ปรับตัวจนชินกับพื้นที่ใหม่ ทำให้อาการปวดลดลง

เมื่อไหร่ที่คุณยัง "ไม่ต้องรีบผ่า" (เกณฑ์ความปลอดภัย)

ถ้าคุณมีอาการปวดร้าวลงขา แต่ยังไม่มี "สัญญาณอันตราย" คุณสามารถเลือกการรักษาแบบประคับประคองได้ก่อน 6-8 สัปดาห์:

  • กินยา: เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท
  • ทำกายภาพบำบัด: ฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้แข็งแรงเพื่อเป็น "เข็มขัดธรรมชาติ" พยุงกระดูกสันหลัง
  • ฉีดยาเข้าโพรงประสาท: ใช้ในกรณีปวดมากเพื่อลดอักเสบเฉพาะจุด ช่วยให้กลับมาออกกำลังกายได้เร็วขึ้น

"สัญญาณเตือน" เมื่อไหร่ที่ต้องตัดสินใจ "ผ่าตัด" ทันที?

แม้ 90% ของคนไข้จะหายได้โดยไม่ผ่าตัด แต่มี 10% ที่จำเป็นต้องผ่าเพื่อรักษาเส้นประสาทไม่ให้เสียหายถาวร (Red Flags):

  1. กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้: หรือมีอาการชาบริเวณเป้ากางเกง (Cauda Equina Syndrome) อันนี้ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมง
  2. ขาอ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ได้ เดินแล้วเท้าตบพื้น เสียงดังแปะๆ (Foot Drop)
  3. ปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตไม่ได้: รักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้ว 1-2 เดือน แต่อาการยังแย่ลงจนทำงานไม่ได้ นอนไม่หลับ
  4. อาการชาที่มากขึ้นเรื่อยๆ: จนขาเริ่มลีบลง

พยากรณ์โรค: หายแล้วจะกลับมาเป็นอีกไหม?

โรคนี้ "หายได้" ครับ แต่โอกาสกลับมาเป็นซ้ำขึ้นอยู่กับ "วินัย" ของคุณ ถ้าหายปวดแล้วกลับไปยกของหนัก นั่งหลังขดหลังแข็ง หรือปล่อยให้น้ำหนักตัวเกิน หมอนรองตัวอื่นก็อาจจะปลิ้นตามมาได้ การดำเนินโรคในระยะยาวจึงขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เป็นสำคัญครับ


สรุป หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้น “หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด” ในคนไข้ส่วนใหญ่ครับ ร่างกายเราเก่งพอที่จะจัดการสิ่งแปลกปลอมได้เองถ้าเราให้เวลาและดูแลอย่างถูกวิธี แต่ถ้ามีอาการอ่อนแรงหรือคุมการขับถ่ายไม่ได้ นั่นคือเวลาที่ต้องยอมให้หมอช่วยด้วยการผ่าตัดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังร้าวลงขา #รักษาหมอนรองกระดูกโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่ง #กระดูกสันหลัง #ปวดหลัง #สุขภาพดี #กายภาพบำบัด #อาการอ่อนแรง #ผ่าตัดส่องกล้อง


References

  1. Chiu CC, et al. (2015). The probability of spontaneous regression of lumbar herniated disc: a systematic review.(วิจัยสรุปโอกาสที่หมอนรองกระดูกจะหดหายไปเองได้ถึง 60-70% ในบางระยะ)
  2. Peul WC, et al. (2007). Surgery versus Prolonged Conservative Treatment for Sciatica. (การเปรียบเทียบผลระยะยาวระหว่างการผ่าตัดกับการรักษาแบบประคับประคอง)
  3. Amin RM, et al. (2017). Lumbar Disc Herniation: A Review. (สรุปแนวทางการจัดการหมอนรองกระดูกทับเส้นที่อัปเดตที่สุด)
  4. Saal JA, Saal JS. (1989). Nonoperative treatment of herniated lumbar intervertebral disc with radiculopathy. (งานวิจัยคลาสสิกที่ยืนยันความสำเร็จของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด)
  5. NASS Clinical Guideline (2020). Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation with Radiculopathy.(แนวทางมาตรฐานโลกในการวินิจฉัยและรักษาหมอนรองทับเส้น)

ปวดหลังร้าวลงขา... ยิ่งพักยิ่งหาย หรือยิ่งขยับยิ่งดี?

 



ปวดหลังร้าวลงขา... ยิ่งพักยิ่งหาย หรือยิ่งขยับยิ่งดี?(คำตอบที่อาจเปลี่ยนวิธีรักษาของคุณ)


“หมอครับ ตั้งแต่ผมปวดหลังร้าวลงขา ผมก็นอนซมอยู่บนเตียงมา 3 วันแล้วครับ ลุกไปไหนไม่ไหว กลัวว่าขยับแล้วหมอนรองมันจะปลิ้นออกมามากกว่าเดิม แบบนี้ผมทำถูกไหมครับ?”

นี่คือความเข้าใจที่แพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งในโรคปวดหลังครับ สมัยก่อนเราอาจจะเชื่อว่าการ “นอนพักนิ่งๆ บนเตียง (Bed Rest)” คือวิธีรักษาที่ดีที่สุด แต่ปัจจุบันงานวิจัยทางการแพทย์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ เพราะการนอนนิ่งๆ นานเกินไป กลับกลายเป็น “ยาพิษ” ที่ทำให้หายช้าลงและกล้ามเนื้อลีบตัวลงเรื่อยๆ

วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจว่า เมื่อความปวดจู่โจม คุณควร "หยุด" หรือควร "ไปต่อ" แบบไหนถึงจะปลอดภัยครับ


เรื่องจริงจากห้องตรวจ: เคสคุณน้าสายอดทน

น้าประภา (นามสมมติ) มีอาการปวดหลังร้าวลงน่องอย่างรุนแรง น้าเลือกที่จะนอนนิ่งๆ บนเตียงนุ่มๆ เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ เพราะคิดว่าเป็นการพักกระดูก ผลที่ตามมาคือ น้าเริ่มมีอาการ “ขาอ่อนแรง” และพอจะกลับมาเดินจริงๆ กล้ามเนื้อหลังกลับรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้ปวดหนักกว่าเดิมจนแทบก้าวขาไม่ออก

สิ่งที่หมอต้องทำคือการปรับความคิดใหม่ว่า “เราต้องขยับ แต่ต้องขยับให้ถูกท่าและถูกเวลาครับ”


อธิบายความจริง: ทำไมการ "นอนยาว" ถึงไม่ช่วย?

ในระยะที่ปวดเสียวร้าวลงขา (Pathogenesis) มักเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกรบกวน ไม่ว่าจะเป็นจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท

  • ถ้าเรานอนนิ่งนานเกิน 48 ชั่วโมง: กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ที่ทำหน้าที่เหมือน "เข็มขัดพยุงหลัง" ตามธรรมชาติจะเริ่มอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว
  • การไหลเวียนเลือดลดลง: เมื่อไม่ขยับ เลือดที่จะนำสารอาหารไปซ่อมแซมเส้นประสาทและกระดูกอ่อนก็น้อยลง ทำให้การอักเสบหายช้า
  • ข้อต่อฝืดตึง: การอยู่นิ่งๆ ทำให้พังผืดเริ่มเกาะตามข้อต่อกระดูกสันหลัง ทำให้พอจะกลับมาขยับจริงๆ ก็จะเจ็บและฝืดกว่าเดิม

แล้วเมื่อไหร่ควร "พัก" เมื่อไหร่ควร "ขยับ"?

หมอขอสรุปเป็นกฎง่ายๆ ดังนี้ครับ:

1. ช่วงเฉียบพลัน (1-2 วันแรก): ถ้าปวดจนร้าวเหมือนไฟช็อตทุกครั้งที่ขยับ การนอนพักคือสิ่งที่ทำได้ครับ แต่ ไม่ควรนอนยาวตลอดทั้งวัน ควรลุกขึ้นมาเดินเปลี่ยนอิริยาบถไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินสั้นๆ ในบ้านทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อยึด

2. ช่วงฟื้นตัว (หลังจาก 2 วันเป็นต้นไป): นี่คือช่วงที่ต้อง “ขยับ” ครับ โดยต้องเป็นการขยับที่ไม่มีการบิดหรือก้มหลังอย่างรุนแรง การเดินเบาๆ บนพื้นราบคือการทำกายภาพบำบัดที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุด เพราะช่วยให้หมอนรองกระดูกได้รับสารอาหารจากการขยับตัว


การตรวจและรักษา: ก่อนจะเริ่มขยับต้องรู้อะไรบ้าง?

หากคุณปวดร้าวลงขา หมอจะแนะนำขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการรับความรู้สึกของขา เพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรงระดับไหน
  • MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): หากอาการไม่ดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ การทำ MRI จะช่วยให้เห็นชัดเจนว่าจุดที่ทับเส้นคือจุดไหน และเหมาะสมกับการรักษาแบบใด
  • การรักษาด้วยยาและการฉีด: ในช่วงที่ปวดจนขยับไม่ได้ การใช้ยาช่วยลดการอักเสบ หรือการฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้ เอกซเรย์/อัลตราซาวด์นำทาง จะช่วย “เปิดทาง” ให้ความเจ็บปวดลดลง จนคุณสามารถกลับไปทำกายภาพและขยับตัวได้ง่ายขึ้น

พยากรณ์โรค: การขยับช่วยให้หายขาดจริงไหม?

การดำเนินโรคของปวดหลังร้าวลงขา ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นใน 6-8 สัปดาห์ครับ ความลับอยู่ที่การ “สร้างกล้ามเนื้อพยุงหลัง” หากคุณยอมขยับอย่างเหมาะสมและฝึกท่าบริหารอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่จะต้องไปถึงห้องผ่าตัดจะลดลงเหลือน้อยกว่า 10% เลยทีเดียวครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง (ถ้ามัวแต่พักจนไม่ขยับ)

  1. กล้ามเนื้อลีบ: โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่องและหน้าขา
  2. เส้นประสาทอักเสบเรื้อรัง: ยิ่งทิ้งไว้นานโดยไม่รักษาหรือขยับกระตุ้น เส้นประสาทอาจเสียหายถาวรจนชาไม่หาย
  3. ภาวะซึมเศร้า: การนอนติดเตียงนานๆ ส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างมาก

สรุป คำตอบคือ “นอนพักเพียงสั้นๆ แล้วรีบกลับมาขยับอย่างระมัดระวัง” คือหัวใจของการรักษาปวดหลังร้าวลงขาครับ การอยู่นิ่งๆ ไม่ใช่คำตอบของกระดูกและข้อ แต่การเคลื่อนไหวอย่างมีสติคือยาขนานเอก

สำหรับท่านที่กังวลว่า "ขยับแล้วจะเจ็บ" หรือ "ไม่รู้จะเริ่มท่าไหน" ผมยินดีให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับสภาพหลังของคุณที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองทับเส้น #ปวดหลัง #หมอเก่ง #กายภาพบำบัด #กระดูกสันหลัง #สุขภาพดี #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #อาการชาลงขา #ปรับพฤติกรรม


References

  1. Dahm KT, et al. (2010). Advice to rest in bed versus advice to stay active for acute low-back pain and sciatica.(วิจัยยืนยันว่าการใช้ชีวิตตามปกติได้ผลดีกว่าการนอนพักบนเตียง)
  2. Oliveira CB, et al. (2018). Clinical practice guidelines for the management of non-specific low back pain in primary care. (แนวทางเวชปฏิบัติที่แนะนำให้ผู้ป่วยปวดหลังพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้เร็วที่สุด)
  3. Qaseem A, et al. (2017). Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain. (คำแนะนำให้เริ่มจากการขยับตัวและกายภาพก่อนการใช้ยารุนแรง)
  4. Hagen KB, et al. (2005). The Cochrane review of bed rest for lower back pain and sciatica. (บทสรุปที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การรักษาจากการนอนพักเป็นความพยายามขยับตัว)
  5. Jensen RK, et al. (2019). Diagnosis and treatment of sciatica. (สรุปแนวทางการรักษาอาการปวดร้าวลงขาที่ทันสมัยที่สุด)