วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา หมอนรองกระดูกเคลื่อน ไม่ผ่าจะหายมั้ย เมื่อไหร่ต้องผ่าตัด

 



หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้น... ไม่ผ่าจะหายไหม? หรือต้องจบที่เตียงผ่าตัดทุกคน?”


“คุณหมอครับ ผมปวดหลังร้าวลงขาจนเดินแทบไม่ได้ ผล MRI บอกว่าหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท แบบนี้ผมต้องผ่าตัดสถานเดียวเลยไหมครับ? ใจหนึ่งก็กลัว อีกใจก็เจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว”

นี่คือความกังวลใจอันดับหนึ่งของคนไข้ที่มาหาผมด้วยอาการปวดหลังร้าวลงขาครับ คำว่า “หมอนรองกระดูกเคลื่อน” ฟังดูเหมือนอวัยวะเราหลุดออกมาแล้วต้องจับใส่คืนด้วยการผ่าตัดเท่านั้น แต่ความจริงทางการแพทย์อาจทำให้คุณโล่งใจขึ้นครับ เพราะร่างกายเรามีความมหัศจรรย์ในการ “ซ่อมแซมตัวเอง” ได้มากกว่าที่คิด


เรื่องจริงจากห้องตรวจ: เจลลี่ที่หายไปเองได้!

ลองนึกภาพตามนะคุณต้น (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ยกของหนักแล้วปวดหลังแปล๊บ ร้าวลงขาซ้ายทันที ผล MRI เห็นชัดเลยว่ามีหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทเหมือน “ไส้ขนมปังทะลัก” คุณต้นกลัวการผ่าตัดมาก ผมเลยวางแผนรักษาแบบไม่ผ่าตัดให้ ทั้งกินยา ปรับพฤติกรรม และกายภาพอย่างเคร่งครัด

ผ่านไป 3 เดือน คุณต้นกลับมาหาผมด้วยรอยยิ้ม อาการปวดหายไป 90% พอทำ MRI ซ้ำ ปรากฏว่าก้อนที่เคยปลิ้นออกมามัน “หดตัวและเล็กลง” จนแทบไม่ทับเส้นประสาทแล้วครับ! นี่คือข้อพิสูจน์ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่หมอนรองเคลื่อนจะต้องจบลงด้วยการผ่าตัด


อธิบายความจริง: ร่างกายกำจัด "ส่วนเกิน" ได้อย่างไร?

หมอนรองกระดูกของเราข้างในเป็นสารกึ่งเหลวเหมือนเจลลี่ครับ เมื่อมันปลิ้นออกมานอกตำแหน่ง (Pathogenesis) ร่างกายจะมองว่ามันคือ “สิ่งแปลกปลอม”

  1. กระบวนการอักเสบ: ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาที่บริเวณนั้นเพื่อพยายาม "กิน" หรือ "ย่อยสลาย" เจลลี่ส่วนที่ปลิ้นออกมา
  2. การขาดน้ำ: ก้อนที่ปลิ้นออกมาจะค่อยๆ สูญเสียน้ำและเหี่ยวเล็กลงตามกาลเวลา (Resorption) จนแรงกดทับต่อเส้นประสาทลดลง
  3. การปรับตัวของเส้นประสาท: เส้นประสาทที่เคยอักเสบจะค่อยๆ ปรับตัวจนชินกับพื้นที่ใหม่ ทำให้อาการปวดลดลง

เมื่อไหร่ที่คุณยัง "ไม่ต้องรีบผ่า" (เกณฑ์ความปลอดภัย)

ถ้าคุณมีอาการปวดร้าวลงขา แต่ยังไม่มี "สัญญาณอันตราย" คุณสามารถเลือกการรักษาแบบประคับประคองได้ก่อน 6-8 สัปดาห์:

  • กินยา: เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท
  • ทำกายภาพบำบัด: ฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้แข็งแรงเพื่อเป็น "เข็มขัดธรรมชาติ" พยุงกระดูกสันหลัง
  • ฉีดยาเข้าโพรงประสาท: ใช้ในกรณีปวดมากเพื่อลดอักเสบเฉพาะจุด ช่วยให้กลับมาออกกำลังกายได้เร็วขึ้น

"สัญญาณเตือน" เมื่อไหร่ที่ต้องตัดสินใจ "ผ่าตัด" ทันที?

แม้ 90% ของคนไข้จะหายได้โดยไม่ผ่าตัด แต่มี 10% ที่จำเป็นต้องผ่าเพื่อรักษาเส้นประสาทไม่ให้เสียหายถาวร (Red Flags):

  1. กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้: หรือมีอาการชาบริเวณเป้ากางเกง (Cauda Equina Syndrome) อันนี้ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมง
  2. ขาอ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ได้ เดินแล้วเท้าตบพื้น เสียงดังแปะๆ (Foot Drop)
  3. ปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตไม่ได้: รักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้ว 1-2 เดือน แต่อาการยังแย่ลงจนทำงานไม่ได้ นอนไม่หลับ
  4. อาการชาที่มากขึ้นเรื่อยๆ: จนขาเริ่มลีบลง

พยากรณ์โรค: หายแล้วจะกลับมาเป็นอีกไหม?

โรคนี้ "หายได้" ครับ แต่โอกาสกลับมาเป็นซ้ำขึ้นอยู่กับ "วินัย" ของคุณ ถ้าหายปวดแล้วกลับไปยกของหนัก นั่งหลังขดหลังแข็ง หรือปล่อยให้น้ำหนักตัวเกิน หมอนรองตัวอื่นก็อาจจะปลิ้นตามมาได้ การดำเนินโรคในระยะยาวจึงขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เป็นสำคัญครับ


สรุป หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้น “หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด” ในคนไข้ส่วนใหญ่ครับ ร่างกายเราเก่งพอที่จะจัดการสิ่งแปลกปลอมได้เองถ้าเราให้เวลาและดูแลอย่างถูกวิธี แต่ถ้ามีอาการอ่อนแรงหรือคุมการขับถ่ายไม่ได้ นั่นคือเวลาที่ต้องยอมให้หมอช่วยด้วยการผ่าตัดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังร้าวลงขา #รักษาหมอนรองกระดูกโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่ง #กระดูกสันหลัง #ปวดหลัง #สุขภาพดี #กายภาพบำบัด #อาการอ่อนแรง #ผ่าตัดส่องกล้อง


References

  1. Chiu CC, et al. (2015). The probability of spontaneous regression of lumbar herniated disc: a systematic review.(วิจัยสรุปโอกาสที่หมอนรองกระดูกจะหดหายไปเองได้ถึง 60-70% ในบางระยะ)
  2. Peul WC, et al. (2007). Surgery versus Prolonged Conservative Treatment for Sciatica. (การเปรียบเทียบผลระยะยาวระหว่างการผ่าตัดกับการรักษาแบบประคับประคอง)
  3. Amin RM, et al. (2017). Lumbar Disc Herniation: A Review. (สรุปแนวทางการจัดการหมอนรองกระดูกทับเส้นที่อัปเดตที่สุด)
  4. Saal JA, Saal JS. (1989). Nonoperative treatment of herniated lumbar intervertebral disc with radiculopathy. (งานวิจัยคลาสสิกที่ยืนยันความสำเร็จของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด)
  5. NASS Clinical Guideline (2020). Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation with Radiculopathy.(แนวทางมาตรฐานโลกในการวินิจฉัยและรักษาหมอนรองทับเส้น)

ปวดหลังร้าวลงขา... ยิ่งพักยิ่งหาย หรือยิ่งขยับยิ่งดี?

 



ปวดหลังร้าวลงขา... ยิ่งพักยิ่งหาย หรือยิ่งขยับยิ่งดี?(คำตอบที่อาจเปลี่ยนวิธีรักษาของคุณ)


“หมอครับ ตั้งแต่ผมปวดหลังร้าวลงขา ผมก็นอนซมอยู่บนเตียงมา 3 วันแล้วครับ ลุกไปไหนไม่ไหว กลัวว่าขยับแล้วหมอนรองมันจะปลิ้นออกมามากกว่าเดิม แบบนี้ผมทำถูกไหมครับ?”

นี่คือความเข้าใจที่แพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งในโรคปวดหลังครับ สมัยก่อนเราอาจจะเชื่อว่าการ “นอนพักนิ่งๆ บนเตียง (Bed Rest)” คือวิธีรักษาที่ดีที่สุด แต่ปัจจุบันงานวิจัยทางการแพทย์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ เพราะการนอนนิ่งๆ นานเกินไป กลับกลายเป็น “ยาพิษ” ที่ทำให้หายช้าลงและกล้ามเนื้อลีบตัวลงเรื่อยๆ

วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจว่า เมื่อความปวดจู่โจม คุณควร "หยุด" หรือควร "ไปต่อ" แบบไหนถึงจะปลอดภัยครับ


เรื่องจริงจากห้องตรวจ: เคสคุณน้าสายอดทน

น้าประภา (นามสมมติ) มีอาการปวดหลังร้าวลงน่องอย่างรุนแรง น้าเลือกที่จะนอนนิ่งๆ บนเตียงนุ่มๆ เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ เพราะคิดว่าเป็นการพักกระดูก ผลที่ตามมาคือ น้าเริ่มมีอาการ “ขาอ่อนแรง” และพอจะกลับมาเดินจริงๆ กล้ามเนื้อหลังกลับรับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้ปวดหนักกว่าเดิมจนแทบก้าวขาไม่ออก

สิ่งที่หมอต้องทำคือการปรับความคิดใหม่ว่า “เราต้องขยับ แต่ต้องขยับให้ถูกท่าและถูกเวลาครับ”


อธิบายความจริง: ทำไมการ "นอนยาว" ถึงไม่ช่วย?

ในระยะที่ปวดเสียวร้าวลงขา (Pathogenesis) มักเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกรบกวน ไม่ว่าจะเป็นจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท

  • ถ้าเรานอนนิ่งนานเกิน 48 ชั่วโมง: กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ที่ทำหน้าที่เหมือน "เข็มขัดพยุงหลัง" ตามธรรมชาติจะเริ่มอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว
  • การไหลเวียนเลือดลดลง: เมื่อไม่ขยับ เลือดที่จะนำสารอาหารไปซ่อมแซมเส้นประสาทและกระดูกอ่อนก็น้อยลง ทำให้การอักเสบหายช้า
  • ข้อต่อฝืดตึง: การอยู่นิ่งๆ ทำให้พังผืดเริ่มเกาะตามข้อต่อกระดูกสันหลัง ทำให้พอจะกลับมาขยับจริงๆ ก็จะเจ็บและฝืดกว่าเดิม

แล้วเมื่อไหร่ควร "พัก" เมื่อไหร่ควร "ขยับ"?

หมอขอสรุปเป็นกฎง่ายๆ ดังนี้ครับ:

1. ช่วงเฉียบพลัน (1-2 วันแรก): ถ้าปวดจนร้าวเหมือนไฟช็อตทุกครั้งที่ขยับ การนอนพักคือสิ่งที่ทำได้ครับ แต่ ไม่ควรนอนยาวตลอดทั้งวัน ควรลุกขึ้นมาเดินเปลี่ยนอิริยาบถไปเข้าห้องน้ำ หรือเดินสั้นๆ ในบ้านทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อยึด

2. ช่วงฟื้นตัว (หลังจาก 2 วันเป็นต้นไป): นี่คือช่วงที่ต้อง “ขยับ” ครับ โดยต้องเป็นการขยับที่ไม่มีการบิดหรือก้มหลังอย่างรุนแรง การเดินเบาๆ บนพื้นราบคือการทำกายภาพบำบัดที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุด เพราะช่วยให้หมอนรองกระดูกได้รับสารอาหารจากการขยับตัว


การตรวจและรักษา: ก่อนจะเริ่มขยับต้องรู้อะไรบ้าง?

หากคุณปวดร้าวลงขา หมอจะแนะนำขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการรับความรู้สึกของขา เพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรงระดับไหน
  • MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): หากอาการไม่ดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ การทำ MRI จะช่วยให้เห็นชัดเจนว่าจุดที่ทับเส้นคือจุดไหน และเหมาะสมกับการรักษาแบบใด
  • การรักษาด้วยยาและการฉีด: ในช่วงที่ปวดจนขยับไม่ได้ การใช้ยาช่วยลดการอักเสบ หรือการฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้ เอกซเรย์/อัลตราซาวด์นำทาง จะช่วย “เปิดทาง” ให้ความเจ็บปวดลดลง จนคุณสามารถกลับไปทำกายภาพและขยับตัวได้ง่ายขึ้น

พยากรณ์โรค: การขยับช่วยให้หายขาดจริงไหม?

การดำเนินโรคของปวดหลังร้าวลงขา ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นใน 6-8 สัปดาห์ครับ ความลับอยู่ที่การ “สร้างกล้ามเนื้อพยุงหลัง” หากคุณยอมขยับอย่างเหมาะสมและฝึกท่าบริหารอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่จะต้องไปถึงห้องผ่าตัดจะลดลงเหลือน้อยกว่า 10% เลยทีเดียวครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง (ถ้ามัวแต่พักจนไม่ขยับ)

  1. กล้ามเนื้อลีบ: โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่องและหน้าขา
  2. เส้นประสาทอักเสบเรื้อรัง: ยิ่งทิ้งไว้นานโดยไม่รักษาหรือขยับกระตุ้น เส้นประสาทอาจเสียหายถาวรจนชาไม่หาย
  3. ภาวะซึมเศร้า: การนอนติดเตียงนานๆ ส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างมาก

สรุป คำตอบคือ “นอนพักเพียงสั้นๆ แล้วรีบกลับมาขยับอย่างระมัดระวัง” คือหัวใจของการรักษาปวดหลังร้าวลงขาครับ การอยู่นิ่งๆ ไม่ใช่คำตอบของกระดูกและข้อ แต่การเคลื่อนไหวอย่างมีสติคือยาขนานเอก

สำหรับท่านที่กังวลว่า "ขยับแล้วจะเจ็บ" หรือ "ไม่รู้จะเริ่มท่าไหน" ผมยินดีให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับสภาพหลังของคุณที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองทับเส้น #ปวดหลัง #หมอเก่ง #กายภาพบำบัด #กระดูกสันหลัง #สุขภาพดี #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #อาการชาลงขา #ปรับพฤติกรรม


References

  1. Dahm KT, et al. (2010). Advice to rest in bed versus advice to stay active for acute low-back pain and sciatica.(วิจัยยืนยันว่าการใช้ชีวิตตามปกติได้ผลดีกว่าการนอนพักบนเตียง)
  2. Oliveira CB, et al. (2018). Clinical practice guidelines for the management of non-specific low back pain in primary care. (แนวทางเวชปฏิบัติที่แนะนำให้ผู้ป่วยปวดหลังพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้เร็วที่สุด)
  3. Qaseem A, et al. (2017). Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain. (คำแนะนำให้เริ่มจากการขยับตัวและกายภาพก่อนการใช้ยารุนแรง)
  4. Hagen KB, et al. (2005). The Cochrane review of bed rest for lower back pain and sciatica. (บทสรุปที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การรักษาจากการนอนพักเป็นความพยายามขยับตัว)
  5. Jensen RK, et al. (2019). Diagnosis and treatment of sciatica. (สรุปแนวทางการรักษาอาการปวดร้าวลงขาที่ทันสมัยที่สุด)

ปวดหลังร้าวลงขา สาเหตุ?

 



ปวดหลังร้าวลงขา สาเหตุ?


“หมอครับ ผมปวดหลังร้าวลงขามาเป็นอาทิตย์แล้ว ไปอ่านในเน็ตเขาบอกว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทชัวร์ๆ ต้องผ่าตัดแน่เลย ผมกลัวมากครับหมอ”

นี่คือประโยคเปิดตัวของคนไข้เกือบทุกรายที่เดินเข้ามาด้วยอาการปวดหลังครับ พอมีอาการ “ร้าวลงขา” ปุ๊บ ทุกคนจะพุ่งเป้าไปที่ หมอนรองกระดูก ทันที แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการร้าวลงขามันเหมือน “สัญญาณเตือนภัย” ที่บอกว่ามีบางอย่างไปรบกวนเส้นประสาท แต่มันอาจจะมาจากสาเหตุอื่นที่แก้ไขง่ายกว่าที่คุณคิดก็ได้ครับ


เรื่องจริงจากห้องตรวจ: เคสคุณต้นกับอาการ "เลียนแบบ"

คุณต้น (นามสมมติ) อายุ 45 ปี ทำงานออฟฟิศ เดินกะเผลกเข้ามาบอกว่าปวดก้นย้อยร้าวลงไปถึงน่อง มั่นใจมากว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น แต่พอหมอตรวจร่างกายอย่างละเอียด กลับพบว่า “หมอนรองกระดูกปกติ” ครับ!

แต่สิ่งที่เจอคือ กล้ามเนื้อสะโพกของคุณต้นมันตึงเปรี๊ยะจนไปเบียดเส้นประสาท (ที่เรียกว่ากลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท) แค่ทำกายภาพและยืดกล้ามเนื้อให้ถูกจุด อาการร้าวลงขาก็หายเป็นปลิดทิ้งโดยไม่ต้องผ่าตัดเลย


อธิบายความจริง: ทำไมถึงร้าวลงขา?

เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาของเรา มันมีต้นกำเนิดมาจากแนวสันหลังครับ ถ้าเปรียบเส้นประสาทเหมือน "สายไฟ" ที่ลากจากสวิตช์ (หลัง) ไปที่หลอดไฟ (ขา) อาการร้าวหรือไฟช็อตมันเกิดขึ้นได้จากหลายจุด:

  1. ปัญหาที่สวิตช์ (หมอนรองกระดูก): หมอนรองกระดูก (เปรียบเหมือนเจลลี่นุ่มๆ) มันปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทโดยตรง (Pathogenesis) อันนี้คือโรคยอดฮิตที่ทุกคนรู้จัก
  2. ปัญหาที่ตัวบ้าน (ช่องกระดูกสันหลัง): ในผู้สูงอายุ กระดูกอาจจะหนาตัวขึ้นจนช่องทางเดินเส้นประสาทแคบลง ทำให้เส้นประสาทถูกเบียด
  3. ปัญหาที่ระหว่างทาง (กล้ามเนื้อ): กล้ามเนื้อรอบก้นหรือสะโพกที่ตึงมากๆ สามารถหนีบเส้นประสาทเส้นใหญ่ที่วิ่งผ่านได้ ทำให้มีอาการร้าวลงขาเหมือนกันเป๊ะ!

อาการแบบไหน...คือของจริง?

ลองสังเกตอาการตัวเองดูนะครับ:

  • ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น: มักจะปวดเวลา "ก้มหน้า" หรือ "ไอ จาม" เพราะแรงดันในหมอนรองกระดูกจะเพิ่มขึ้นจนมันไปเบียดเส้นประสาทมากขึ้น
  • ถ้าเป็นกล้ามเนื้อสะโพก: มักจะปวดเวลา "นั่งนานๆ" หรือเดินเยอะๆ แต่พอยืดกล้ามเนื้อก้นแล้วจะรู้สึกเบาลง
  • ถ้าเป็นกระดูกสันหลังตีบแคบ: มักจะปวดเวลา "เดิน" ไปสักพักแล้วขาก้าวไม่ออก ต้องนั่งก้มหลังถึงจะหาย

ตรวจให้ชัด...ไม่ต้องเดาเอาเอง

การวินิจฉัยไม่ใช่แค่การดูแผ่นฟิล์มครับ แต่ต้องเริ่มจาก:

  • ตรวจร่างกาย: หมอจะให้ลองยกขาเหยียดตรง (Straight Leg Raising Test) ถ้าเป็นหมอนรองทับเส้นจริง แค่ยกขาขึ้นนิดเดียวจะเจ็บเหมือนโดนไฟช็อตลงขา
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่าทรุดหรือเคลื่อนไหม
  • MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): อันนี้คือ "ตาทิพย์" ครับ เห็นชัดเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นจริงไหม ปลิ้นไปทางไหน และทับเส้นประสาทมากน้อยแค่ไหน (Investigation ที่แม่นยำที่สุด)

การรักษา: ไม่ได้จบที่การผ่าตัดเสมอไป!

เชื่อไหมครับว่า คนไข้ที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขา มากกว่า 80-90% หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากปฏิบัติตามนี้:

  1. ปรับพฤติกรรม: เลิกยกของหนัก เลิกนั่งนานๆ และปรับท่านั่งให้หลังตรง
  2. การใช้ยา: ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และยาช่วยลดการทำงานของเส้นประสาทที่ไวเกินไป
  3. ฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection): กรณีปวดมาก หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์นำทาง เพื่อฉีดยาลดอักเสบไปวางที่ "หน้าประตู" เส้นประสาทที่ถูกทับ ช่วยลดปวดได้ดีและตรงจุด
  4. ผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อมีอาการรุนแรง เช่น ขาเริ่มอ่อนแรง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นมา 2-3 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นซ้ำไหม?

โรคนี้ "หายได้" แต่ "กลับมาใหม่ได้" ถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบเดิมครับ การดำเนินโรคขึ้นอยู่กับการดูแลกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง ถ้าเราทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอ หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาในระยะแรกๆ ร่างกายสามารถ "ย่อยสลาย" และดูดซึมกลับไปเองได้ตามธรรมชาติครับ


สรุป ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ได้แปลว่าต้องจบที่เตียงผ่าตัดเสมอไป สิ่งสำคัญคือต้องหา "ต้นเหตุ" ให้เจอว่าไฟช็อตมาจากจุดไหน การรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยให้คุณกลับมาเดินได้คล่องตัวเหมือนเดิมครับ

สำหรับท่านที่มีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ ผมยินดีรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยความเคารพในทุกมุมมองครับ เพราะอาการปวดของแต่ละคนมีที่มาไม่เหมือนกัน การวินิจฉัยที่แม่นยำจึงสำคัญที่สุด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลัง #หมอเก่ง #กระดูกสันหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดสะโพกร้าวลงขา #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพหลัง


References

  1. Kreiner DS, et al. (2020). North American Spine Society Evidence-Based Clinical Guideline for Multidisciplinary Spine Care: Diagnosis and Treatment of Low Back Pain. (แนวทางการวินิจฉัยและรักษาปวดหลังส่วนล่างแบบสหสาขาวิชาชีพ)
  2. Amin RM, et al. (2017). Lumbar Disc Herniation. (สรุปกลไกการเกิดและแนวทางการจัดการหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน)
  3. Foster NE, et al. (2018). Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. (การป้องกันและการรักษาปวดหลังด้วยหลักฐานทางการแพทย์ล่าสุด)
  4. Hopayian K, Daniell MC. (2018). The clinical features of piriformis syndrome: a systematic review. (วิจัยเกี่ยวกับกลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท ซึ่งมีอาการคล้ายหมอนรองทับเส้น)
  5. Qaseem A, et al. (2017). Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline From the American College of Physicians. (แนวทางการรักษาปวดหลังแบบไม่ใช้วิธีการผ่าตัด)

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปวดหลังแบบไหน... แค่เมื่อย หรือเรื่องใหญ่ถึงขั้น "กระดูกทับเส้น"?


 


ปวดหลังแบบไหน... แค่เมื่อย หรือเรื่องใหญ่ถึงขั้น "กระดูกทับเส้น"?

“โอ๊ย! ปวดหลังอีกแล้ว สงสัยก้มหยิบของผิดท่า” “นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย หรือจะเป็นกระดูกทับเส้นประสาทแบบในข่าวหรือเปล่านะ?”

ประโยคเหล่านี้ผมได้ยินจนชินหูครับ หลายคนมีอาการปวดหลังแล้วกังวลไปต่างๆ นานา บางคนคิดว่าแค่เมื่อยเลยปล่อยทิ้งไว้จนอาการหนัก ในขณะที่บางคนแค่ปวดนิดเดียวก็กลัวว่าจะต้องผ่าตัด วันนี้ผมจะมาช่วยคัดกรองอาการให้เห็นภาพชัดๆ ว่าปวดแบบไหนคือ "กล้ามเนื้อ" และแบบไหนคือ "กระดูกทับเส้น" เพื่อที่คุณจะได้ดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: สองความต่างของอาการปวด

ลองนึกภาพตามผมนะครับ เคสแรกคือคุณต้น (นามสมมติ) พนักงานออฟฟิศที่ต้องแบกเป้หนักและนั่งทำงานนานๆ วันหนึ่งคุณต้นก้มลงเก็บปากกาแล้วจี๊ดขึ้นมาที่หลังส่วนล่าง ขยับตัวลำบาก แต่อาการปวดกระจุกอยู่แค่แถวๆ เอว พอนอนพักหรือทายาแก้ปวดก็เริ่มดีขึ้น แบบนี้ส่วนใหญ่คือ กล้ามเนื้ออักเสบ ครับ

เคสที่สองคือคุณป้าประภา (นามสมมติ) คุณป้ามีอาการปวดหลังมานาน แต่พักหลังเริ่มมีอาการแปลกๆ คือเวลาเดินนานๆ จะรู้สึกเหมือนมีไฟช็อตจากเอววิ่งลงไปที่น่อง บางครั้งเท้าช้าหนึบๆ เหมือนเป็นเหน็บชาตลอดเวลา แม้จะนอนพักอาการปวดร้าวนี้ก็ยังไม่หายไป แบบนี้แหละครับที่น่าสงสัยว่าจะเป็น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท


อธิบายความจริง: ทำไมปวดเหมือนกันแต่สาเหตุต่างกัน?

เพื่อให้เข้าใจง่าย ผมอยากให้ลองนึกภาพ "หลัง" ของเราเหมือนกับ เสาไฟ ครับ

  • กล้ามเนื้อ คือสายสลิงที่ดึงเสาไฟไว้ไม่ให้ล้ม ถ้าสลิงตึงเกินไปหรือขาด (อักเสบ) เราจะปวดและขยับเสาได้ยาก
  • กระดูกทับเส้น คือตัวเสาไฟ (กระดูก) หรือหมอนรองกระดูก (แผ่นยางกั้น) มันเอียงไปทับ "สายไฟ" (เส้นประสาท) ที่วิ่งอยู่ข้างในเสา พอสายไฟโดนทับ กระแสไฟก็ส่งไปไม่ถึงปลายทาง เกิดอาการชา หรือปวดร้าวเหมือนไฟช็อตนั่นเองครับ

ตามหลักพยาธิสภาพ (Pathogenesis) อาการปวดจากกล้ามเนื้อจะเกิดจากการฉีกขาดเล็กๆ ของเส้นใยกล้ามเนื้อ ทำให้มีการหลั่งสารอักเสบออกมา อาการจะเด่นชัดเมื่อมีการขยับ แต่ถ้าเป็นกระดูกทับเส้น อาการปวดเกิดจากการที่รากประสาทโดนกดหรือระคายเคือง ซึ่งจะส่งผลไปตามแนวยาวของเส้นประสาทนั้นๆ ครับ


สังเกตตัวเองเบื้องต้น: ปวดแบบไหน "ส่อแวว" อันตราย?

1. สัญญาณของปวดหลังจากกล้ามเนื้อ (มักไม่ร้ายแรง):

  • ปวดกระจุกอยู่บริเวณหลังส่วนล่าง เอว หรือสะโพก ไม่ร้าวลงไปต่ำกว่าเข่า
  • อาการปวดจะสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว เช่น ก้มแล้วปวด หรือบิดตัวแล้วปวด
  • จุดที่ปวดมักจะมีจุดที่กดแล้วเจ็บชัดเจน
  • มักจะดีขึ้นหลังจากได้พักการใช้งาน 2-3 วัน

2. สัญญาณของกระดูกทับเส้นประสาท (ต้องเฝ้าระวัง):

  • ปวดร้าวลงขา: ปวดจากหลังวิ่งลงไปที่น่องหรือหลังเท้า เหมือนมีเส้นอะไรบางอย่างตึงหรือเจ็บแปล๊บๆ
  • อาการชา: รู้สึกชาหนึบๆ ที่ฝ่าเท้า หรือบริเวณง่ามนิ้วเท้า
  • อ่อนแรง: เดินแล้วรองเท้าหลุดโดยไม่รู้ตัว หรือเขย่งเท้าไม่ได้
  • ไอหรือจามแล้วสะดุ้ง: เวลาไอ จาม หรือเบ่งอุจจาระ จะมีอาการปวดจี๊ดลงขาชัดเจนขึ้น

เมื่อมาหาหมอ เราจะตรวจอะไรบ้าง? (Investigation)

หากคุณมาพบผมด้วยอาการที่น่าสงสัย ผมจะเริ่มจากการตรวจร่างกายพื้นฐาน เช่น การให้นอนหงายแล้วยกขาตรง (Straight Leg Raising Test) เพื่อดูว่าเส้นประสาทมีการตึงตัวจากการโดนทับหรือไม่

หากอาการไม่ชัดเจนหรือต้องการยืนยัน หมออาจแนะนำ:

  • เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูช่องว่างระหว่างกระดูกว่าแคบลงไหม หรือมีกระดูกเคลื่อนหรือไม่
  • MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): นี่คือ "ไม้ตาย" เลยครับ เพราะจะเห็นภาพหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทได้ชัดเจนมาก (เหมือนเรามองเห็นไส้ขนมปังที่ทะลักออกมา)
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG): ใช้ในกรณีที่ต้องการดูว่าเส้นประสาทเสียหายไปมากน้อยเพียงใด

แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัดเสมอไป

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือ "เป็นกระดูกทับเส้นต้องผ่าตัด" จริงๆ แล้วกว่า 90% ของคนไข้ผมรักษาหายได้โดย ไม่ต้องผ่าตัด ครับ!

  1. การรักษาเบื้องต้น: พักการใช้งานหนัก กินยาลดอักเสบ และยาบำรุงเส้นประสาท
  2. กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) หรือการใช้ความร้อนช่วยลดการอักเสบ
  3. การฉีดยาเฉพาะจุด: ปัจจุบันเราใช้เครื่อง อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยนำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบไปที่รากประสาทโดยตรง วิธีนี้แม่นยำและช่วยลดปวดได้ดีมาก
  4. การผ่าตัด: เราจะทำก็ต่อเมื่อ รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรง หรือคุมการขับถ่ายไม่ได้เท่านั้นครับ

พยากรณ์โรค: หายแล้วจะเป็นอีกไหม?

ปวดกล้ามเนื้อหายเร็วกว่าครับ ส่วนกระดูกทับเส้นต้องใช้เวลาให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นกลับเข้าไป (ซึ่งเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติในหลายๆ เคส) สิ่งสำคัญคือ ภาวะแทรกซ้อน หากปล่อยไว้นานจนเส้นประสาทฝ่อ ขาอาจลีบถาวรได้ ดังนั้นการมาหาหมอเร็วคือดีที่สุดครับ


สรุป

ไม่ว่าคุณจะปวดหลังแบบไหน สิ่งที่ "ห้ามทำ" คือการฝืนใช้งานต่อ หรือไปบีบนวดรุนแรงโดยที่ยังไม่รู้สาเหตุ เพราะถ้าเป็นกระดูกทับเส้น การนวดแรงๆ อาจทำให้อาการแย่ลงได้ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #กระดูกทับเส้น #กล้ามเนื้ออักเสบ #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดร้าวลงขา #หมอเก่ง #ดูแลสุขภาพ #ออฟฟิศซินโดรม #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ผ่าตัด


References

  1. Deyo RA, et al. (2024). Low Back Pain: A Primary Care Update. (ข้อมูลการจำแนกประเภทอาการปวดหลังเบื้องต้นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์)
  2. Jensen RK, et al. (2025). Lumbar disc herniation: Diagnosis and management. (การวินิจฉัยและการรักษาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนทับเส้นประสาทฉบับปรับปรุง)
  3. National Institute for Health and Care Excellence (NICE) (2024). Low back pain and sciatica in over 16s: assessment and management. (แนวทางการประเมินและจัดการอาการปวดหลังและอาการปวดร้าวลงขา)
  4. Spine Journal (2023). Differential diagnosis of muscular vs neurological back pain. (บทความวิชาการว่าด้วยการวินิจฉัยแยกโรคระหว่างอาการปวดจากกล้ามเนื้อและระบบประสาท)
  5. American Academy of Physical Medicine and Rehabilitation (2025). Conservative management of radiculopathy. (แนวทางการรักษาอาการรากประสาทถูกกดทับด้วยวิธีประคับประคอง)

ใส่เข็มขัดพยุงหลัง (Back Support) ตลอดเวลา ดีจริงหรืออันตราย?

 


ใส่เข็มขัดพยุงหลัง (Back Support) ตลอดเวลา ดีจริงหรืออันตราย?


“หมอครับ ผมปวดหลังมาก ต้องใส่เข็มขัดพยุงหลังนอนด้วยไหม?” “ใส่ไว้ตลอดเวลาเลยครับหมอ กลัวหลังหัก กลัวกระดูกเคลื่อน”

เชื่อไหมครับว่า ในห้องตรวจโรคกระดูกและข้อ ประโยคเหล่านี้คือสิ่งที่ผมได้ยินแทบทุกวัน หลายคนเข้าใจว่าเจ้า "เข็มขัดพยุงหลัง" หรือที่เรียกกันติดปากว่า Back Support คือ "เกราะวิเศษ" ที่ช่วยให้หลังหายปวด หรือช่วยให้ยกของหนักได้เหมือนยอดมนุษย์ แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ... การใส่มัน "ผิดวิธี" หรือ "ใส่ตลอดเวลา" อาจส่งผลเสียร้ายแรงกว่าที่คุณคิดเสียอีก


เรื่องเล่าจากหน้าห้องตรวจ: เมื่อ "เกราะพยุง" กลายเป็น "ยาพิษ"

ลองนึกถึงเคสของคุณลุงสมชาย (นามสมมติ) วัย 60 ปี ลุงสมชายเริ่มมีอาการปวดหลังจากการก้มเก็บของผิดท่า เพื่อนบ้านแนะนำให้ไปซื้อเข็มขัดพยุงหลังมาใส่ ด้วยความกลัวว่าหลังจะเสีย ลุงสมชายเลยใส่เข็มขัดนี้ "24 ชั่วโมง" ใส่ทั้งตอนทำงาน ตอนกินข้าว แม้กระทั่งตอนนอนก็ไม่ยอมถอด

ผ่านไป 2 เดือน ลุงสมชายกลับมาหาหมอด้วยอาการที่แย่กว่าเดิม คือแค่ถอดเข็มขัดออกก็รู้สึกว่าหลังไม่มีแรง "เหมือนตัวมันจะพับลงมาเลยหมอ" ลุงบอกผมด้วยเสียงสั่นๆ แถมอาการปวดก็ร้าวลงขามากขึ้น

นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ "ภาวะกล้ามเนื้อขี้เกียจ" (Muscle Atrophy) ที่เกิดจากการพึ่งพาอุปกรณ์ภายนอกมากเกินไปจนร่างกายลืมวิธีพยุงตัวเอง


อธิบายความจริง: เข็มขัดพยุงหลัง ทำหน้าที่อะไรกันแน่?

ถ้าให้ผมเปรียบเทียบง่ายๆ ร่างกายเรามี "เข็มขัดธรรมชาติ" อยู่แล้วครับ นั่นคือ กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ที่พันรอบเอวเราอยู่

เมื่อเราใส่เข็มขัดพยุงหลัง (Back Support) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:

  1. ช่วยเตือนสติ: เวลาเราจะก้มผิดท่า เข็มขัดที่รัดอยู่จะเตือนว่า "เฮ้ย! อย่าก้มนะ" ทำให้เราเปลี่ยนมาใช้ท่าที่ถูกต้อง เช่น การย่อเข่าแทน
  2. ช่วยเพิ่มความดันในช่องท้อง: เหมือนเราเป่าลมเข้าลูกโป่งให้ตึง ลูกโป่งที่ตึงจะช่วยพยุงกระดูกสันหลังไม่ให้รับน้ำหนักมากเกินไป
  3. จำกัดการเคลื่อนไหว: ช่วยล็อกให้หลังอยู่นิ่งๆ ในช่วงที่บาดเจ็บรุนแรง หรือหลังผ่าตัดใหม่ๆ

แต่ปัญหาคือ... หากคุณใส่มันตลอดเวลา กล้ามเนื้อ "เข็มขัดธรรมชาติ" ของคุณจะรู้สึกว่า "อ้าว มีคนมาทำหน้าที่แทนแล้ว งั้นฉันก็นอนพักดีกว่า" พอกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งาน นานเข้ามันก็ลีบ เล็ก และอ่อนแรงลง ทีนี้พอคุณถอดเข็มขัดออก หลังของคุณก็ไม่มีอะไรคอยประคอง อาการปวดจึงกลับมาหนักกว่าเดิมหลายเท่า!


เจาะลึกความเข้าใจ: ทำไมถึงปวดหลัง และเข็มขัดเกี่ยวข้องตรงไหน?

ตามหลักพยาธิสภาพ (Pathogenesis) ของโรคปวดหลัง ส่วนใหญ่เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก:

  • กล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน: เกิดจากการเคลื่อนไหวผิดจังหวะ หรือยกของหนักเกินกำลัง
  • หมอนรองกระดูกเสื่อมหรือทับเส้นประสาท: เปรียบเหมือน "เจลลี่ในขนมปัง" ที่ปลิ้นออกมาสะกิดโดนเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวดร้าวลงขา
  • ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม: มักเกิดในผู้สูงอายุ ทำให้กระดูกสันหลังไม่มั่นคง

การใช้เข็มขัดพยุงหลังมีประโยชน์มากในระยะ "เฉียบพลัน" (ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกที่ปวดมาก) เพื่อลดการขยับและให้กล้ามเนื้อได้พัก แต่หากใช้ยาวนานเกินไปโดยไม่ออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อ จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น กระดูกสันหลังทำงานผิดปกติ และความยืดหยุ่นของร่างกายลดลง


สัญญาณเตือน! เมื่อไหร่ที่ต้องมาหาหมอ (Investigation)

ไม่ใช่ทุกคนที่ปวดหลังแล้วต้องใส่เข็มขัด และไม่ใช่ทุกคนที่ปวดหลังแล้วจะหายเองได้ หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดครับ:

  • ปวดหลังรุนแรงจนนอนไม่ได้ หรือปวดตอนกลางคืน
  • มีอาการชาที่ขา เท้า หรือรู้สึกขาอ่อนแรง เดินแล้วเหมือนจะล้ม
  • ควบคุมการขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ได้ (อันนี้อันตรายมาก!)
  • มีไข้ร่วมกับปวดหลัง หรือน้ำหนักลดผิดปกติ

หมอจะตรวจอะไรบ้าง?

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการตอบสนองของเส้นประสาท
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีกระดูกงอก กระดูกเคลื่อน หรือกระดูกบางหรือไม่
  • MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): อันนี้เหมือนการส่องกล้องเข้าไปดูข้างใน เห็นทั้งหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และการอักเสบที่ชัดเจนกว่าเอกซเรย์ธรรมดามาก

แนวทางการรักษาและการใช้เข็มขัดพยุงหลังอย่าง "ถูกวิธี"

ถ้าคุณปวดหลัง หมอแนะนำสูตร "3 ป." ครับ:

  1. ปรับพฤติกรรม: นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ห้ามก้มหลังยกของหนัก ให้ใช้วิธี "ย่อเข่า-หลังตรง-ยกชิดตัว"
  2. ประยุกต์ใช้เข็มขัด: * ใส่เฉพาะเวลาที่ต้องทำกิจกรรมเสี่ยงๆ เช่น ยกของหนัก เดินไกลๆ หรือนั่งรถนานๆ
    • ห้ามใส่ตอนนอนเด็ดขาด! เพราะตอนนอนกล้ามเนื้อควรได้พักและเลือดควรไหลเวียนสะดวก
    • ค่อยๆ ลดการใส่ลงเมื่ออาการปวดเริ่มดีขึ้น
  3. ปั้นกล้ามเนื้อ: เมื่อหายปวด ต้องออกกำลังกายหน้าท้องและหลัง (Core Exercise) เพื่อสร้าง "เข็มขัดธรรมชาติ" มาแทนที่เข็มขัดผ้า

การรักษาอื่นๆ:

  • ยา: หมออาจให้ยาแก้ปวด ยาลดอักเสบ หรือยาคลายกล้ามเนื้อตามความเหมาะสม
  • การฉีดยา: หากปวดรุนแรง ปัจจุบันมีการใช้เครื่อง อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยนำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าจุดที่ปวดได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องเดาสุ่ม
  • ผ่าตัด: เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ สำหรับคนที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรงจนจะพิการ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

ข่าวดีคือ อาการปวดหลังกว่า 90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ! แต่คำว่า "หายขาด" ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองด้วย หากคุณยังก้มยกของหนักเหมือนเดิม หรือยังพึ่งพาแต่เข็มขัดพยุงหลังโดยไม่ยอมออกกำลังกาย อาการปวดก็จะกลับมาเป็นวงจรไม่จบสิ้น


สรุป

การใส่เข็มขัดพยุงหลังเปรียบเสมือนการใช้ "ไม้พลอง" ช่วยประคองในวันที่เราบาดเจ็บ แต่วันที่ร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้น เราต้องกล้าที่จะวางไม้พลองนั้นลง แล้วกลับมาฝึกเดินด้วยขาของตัวเอง เพื่อความมั่นคงและแข็งแรงของกระดูกสันหลังในระยะยาวครับ


ด้วยความปรารถนาดีจากหมอครับ หากคุณรู้สึกไม่แน่ใจในอาการ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีใช้เครื่องพยุงหลังที่ถูกต้อง บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #เข็มขัดพยุงหลัง #BackSupport #กระดูกสันหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #หมอเก่ง #ดูแลหลัง #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม #ออกกำลังกายแก้ปวดหลัง


References (เอกสารอ้างอิง)

  1. Chou R, et al. (2025). Diagnosis and Treatment of Low Back Pain: A Joint Clinical Practice Guideline. (สรุปแนวทางการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างฉบับล่าสุด เน้นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดและการปรับพฤติกรรม)
  2. Munn J, et al. (2024). The effects of back supports on muscle strength and flexibility. (งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้เข็มขัดพยุงหลังเป็นเวลานานส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวลดลง)
  3. Health Council of the Netherlands (2023). Occupational use of back braces: Pros and Cons. (รายงานสรุปข้อดีและข้อเสียของการใช้เข็มขัดพยุงหลังในสถานที่ทำงาน โดยระบุว่าควรใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นและระยะสั้น)
  4. Journal of Orthopaedic Surgery (2024). Advances in Ultrasound-Guided Injections for Spinal Pain. (บทความวิชาการเรื่องความแม่นยำของการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการฉีดยารักษาอาการปวดหลัง)
  5. American Academy of Orthopaedic Surgeons (2025). Low Back Pain: Rehabilitation and Exercise. (คู่มือการฟื้นฟูร่างกายและการออกกำลังกายเพื่อสร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลังสำหรับประชาชน)

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ถ้าเริ่มปวดหลัง ควรทำอะไรเป็นอย่างแรก? การตัดสินใจใน 72 ชั่วโมงแรก อาจเป็นตัวกำหนดว่าจะหายเร็วหรือเรื้อรัง

 



"ปวดหลังครั้งนี้... แค่เมื่อยหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทกันแน่?"

ถ้าคุณกำลังเอื้อมมือไปหยิบของที่พื้น แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึก "กึก" ที่หลัง ตามมาด้วยความเจ็บแปล๊บจนยืดตัวไม่ขึ้น หรือตื่นเช้ามาแล้วก้าวขาไม่ออกเพราะปวดร้าวไปถึงก้น บทความนี้คือสิ่งที่คุณต้องอ่านให้จบครับ เพราะการตัดสินใจของคุณใน 72 ชั่วโมงแรก จะเป็นตัวบอกว่าคุณจะหายไว หรือจะต้องทนปวดเรื้อรังไปอีกหลายเดือน


"หมอครับ ผมแค่ก้มเก็บปากกา ทำไมถึงเดินไม่ได้เลย?"

นี่คือประโยคแรกที่คุณเอก (นามสมมติ) ชายวัยทำงานอายุ 40 ปี บอกกับผมตอนที่ภรรยาต้องประคองกะเผลกเข้าห้องตรวจมา คุณเอกเล่าว่าเขาก็ออกกำลังกายบ้าง ไม่เคยอุบัติเหตุหนักๆ แต่วันนั้นแค่ก้มหยิบปากกาที่ตกพื้น กลับรู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มใหญ่แทงเข้าที่บั้นเอว พยายามฝืนเดินก็ปวดร้าวลงไปที่ต้นขาด้านหลัง จนต้องลางานมาพบหมอ

เรื่องของคุณเอกไม่ใช่เรื่องแปลกครับ และไม่ใช่เรื่องของ "ดวงซวย" แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่สะสมมานาน


ทำไมเราถึงปวดหลัง? (ฉบับเข้าใจง่ายที่สุด)

ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสาหลักของบ้าน" ที่มีก้อนขนมปังนุ่มๆ วางคั่นระหว่างอิฐแต่ละก้อน ก้อนขนมปังนี้เราเรียกว่า "หมอนรองกระดูก" ครับ

ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะนิ่มๆ เหมือนเจลลี่ หน้าที่ของมันคือรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด แต่พอเราใช้งานหนัก ก้มๆ เงยๆ ผิดท่า หรือนั่งจมเก้าอี้นานๆ เจ้าเจลลี่นี้มันจะค่อยๆ เสื่อมสภาพ หรือถูกกดทับจน "ปลิ้น" ออกมาด้านนอก

Pathogenesis หรือการเกิดโรคแบบง่ายๆ: เมื่อเจลลี่ปลิ้นออกมา มันไม่ได้แค่ออกมาเฉยๆ แต่มันไป "เบียด" เส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ ครับ เส้นประสาทพวกนี้เหมือนสายไฟที่ส่งสัญญาณไปที่ขา พอถูกกดทับปุ๊บ ร่างกายจะเกิดการอักเสบเหมือนมีไฟไหม้เล็กๆ อยู่ข้างใน ทำให้เราปวดเสียว ปวดร้าว หรือถ้ากดทับหนักเข้า ขาก็จะเริ่มชาและอ่อนแรงลง


เช็กด่วน! อาการแบบไหนที่คุณเป็นอยู่

  1. ปวดเฉพาะที่: ปวดตื้อๆ บริเวณเอว ขยับตัวลำบาก (มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ)

  2. ปวดร้าวลงขา: ปวดจากเอว ยิงลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือน่อง (สัญญาณของเส้นประสาทถูกกดทับ)

  3. อาการชา: รู้สึกเหมือนเป็นเหน็บที่เท้าหรือนิ้วเท้าตลอดเวลา

  4. อ่อนแรง: เดินแล้วเท้าตก ทรงตัวไม่อยู่ หรือขึ้นบันไดลำบาก

  5. อาการอันตราย (Red Flags): กั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ แบบนี้ต้องมาโรงพยาบาลทันทีครับ ห้ามรอ!


ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่ "หลัง" กำลังร้องไห้?

  • พนักงานออฟฟิศ: นั่งท่าเดิมนานเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

  • สายแบก: ยกของหนักโดยการก้มหลัง แทนที่จะย่อเข่า

  • คนที่มีน้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นออกมาทำให้กระดูกหลังต้องรับภาระหนักขึ้นเป็น 2-3 เท่า

  • ผู้สูงอายุ: กระดูกและหมอนรองเริ่ม "แห้ง" และเสื่อมตามกาลเวลา

  • คนสูบบุหรี่: บุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้มันเสื่อมไวขึ้น


ไปหาหมอแล้วจะโดนอะไรบ้าง? (ไม่ต้องกลัวครับ)

การตรวจสมัยนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ หมอจะมีขั้นตอนดังนี้:

  • ตรวจร่างกาย: หมอจะให้ท่านนอนหงายแล้วยกขาขึ้น (Straight Leg Raising Test) เพื่อดูว่ามีเส้นประสาทตึงไหม หรือลองทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่าคดไหม เสื่อมไหม หรือมีกระดูกงอกหรือเปล่า

  • MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): อันนี้คือ "พระเอก" ครับ เพราะจะเห็นชัดเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นไปทับเส้นประสาทตรงไหน มากน้อยเพียงใด (เหมือนเราเห็นไส้ขนมปังชัดๆ เลย)

  • การตรวจเลือด: บางกรณีหมออาจสั่งตรวจเพื่อเช็กค่าการอักเสบ หรือเช็กโรคอื่นๆ ที่อาจเลียนแบบอาการปวดหลัง เช่น โรคเก๊าท์ หรือการติดเชื้อ


แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด!

คนไข้ 90% ของผม "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ โดยเราจะใช้สูตรผสมผสานดังนี้:

  1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด): งดยกของหนัก เปลี่ยนท่านั่งทุก 45 นาที และใช้หมอนรองหลัง

  2. การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาแก้ปวด และยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) รวมถึงยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อ "ดับไฟ" ที่กำลังลุกโชนอยู่ในหลัง

  3. การฉีดยาระบุตำแหน่งด้วย Ultrasound: วิธีนี้แม่นยำมากครับ หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์มองเห็นเส้นประสาทชัดเจน แล้วฉีดยาลดอักเสบไปวางที่ต้นเหตุของความปวดพอดี ทำให้ลดปวดได้ไวและใช้ยาน้อยลง

  4. การผ่าตัด: เราจะทำก็ต่อเมื่อ รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเส้นประสาทเสียหายรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรง หรือคุมการขับถ่ายไม่ได้เท่านั้นครับ


พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นซ้ำไหม?

โรคปวดหลังส่วนใหญ่ "หายได้" แต่ "กลับมาเป็นซ้ำได้" ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองครับ หมอนรองกระดูกที่เคยปลิ้นอาจจะหดกลับไปได้เองตามธรรมชาติ (Body healing) หากได้รับการพักผ่อนและการรักษาที่ถูกต้อง แต่ถ้าเรายังกลับไปนั่งท่าเดิม ยกของหนักแบบเดิม ปัญหาก็จะวนกลับมาหาเราอีกแน่นอน

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยให้เส้นประสาทถูกทับนานเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อขาฝีบถาวร หรือเกิดอาการปวดประสาทเรื้อรังที่รักษายากขึ้นครับ


สรุป

การปวดหลังไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับครับ เพียงแค่คุณ "ฟังเสียงร่างกาย" เมื่อเริ่มปวดให้พัก ปรับท่าทาง และหากไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน การปรึกษาหมอกระดูกจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่สดใสได้ไวขึ้น โดยไม่ต้องทนทุกข์กับความปวดครับ


ด้วยความเคารพในทุกความเห็นครับ ข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยมีการพัฒนาอยู่เสมอ บทความนี้จึงมุ่งเน้นสื่อสารข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ดูแลตนเองในเบื้องต้น หากท่านมีมุมมองที่แตกต่างหรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเฉพาะด้าน สามารถแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลังร้าวลงขา #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดเอว #ดูแลกระดูก #หมอเก่ง #รักษาไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพดี #ปวดหลังเรื้อรัง


References (แหล่งอ้างอิง)

  1. Jensen RK, et al. (2020). Diagnosis and treatment of lumbar disc herniation. Nature Reviews Disease Primers. (สรุปแนวทางการวินิจฉัยและรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทระดับเอวที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน)

  2. Knezevic NN, et al. (2021). Low back pain. The Lancet. (รวบรวมข้อมูลอุบัติการณ์ของโรคปวดหลังส่วนล่างและการจัดการความปวดแบบเป็นระบบ)

  3. Foster NE, et al. (2018). Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. The Lancet. (เน้นเรื่องการป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการเป็นซ้ำของโรคปวดหลัง)

  4. Qaseem A, et al. (2017). Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline. Annals of Internal Medicine. (แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาปวดหลังโดยไม่ใช้การผ่าตัด เช่น การใช้ยาและการทำกายภาพ)

  5. Deyo RA, et al. (2016). Herniated Lumbar Intervertebral Disk with Radiculopathy. New England Journal of Medicine. (อธิบายกลไกการเกิดโรคและการดำเนินโรคของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไว้อย่างละเอียด)

ทำไมปวดหลังแล้วกลับมาเป็นซ้ำ? เหตุผลที่หลายคนไม่เคยรู้ และยังทำซ้ำทุกวัน


 


เคยสงสัยไหมครับ? รักษาปวดหลังจนหายดีแล้ว ออกจากคลินิกก็เดินตัวปลิว ยาที่หมอให้ก็กินจนครบ แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน อาการปวดเจ้ากรรมดันกลับมาทักทายอีกรอบ จนหลายคนท้อใจว่า "มันเป็นโรคเวรกรรมหรือเปล่า?" หรือ "หมอรักษาไม่ขาดหรือเปล่า?" ความจริงที่หลายคนไม่เคยรู้คือ "การหายปวด ไม่ได้แปลว่าหลังกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมครับ" วันนี้หมอจะมาชวนคุยว่า ทำไมอาการปวดหลังถึงชอบวนเวียนกลับมาเป็นซ้ำ และจุดไหนที่เราเผลอทำผิดพลาดไปทุกวัน


"หายปวดแล้ว ก็กลับไปทำแบบเดิม" เรื่องเล่าจากวงจรปวดซ้ำ

หมอมีคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณวิทย์ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี เป็นพนักงานส่งของ คุณวิทย์มาหาหมอด้วยอาการหลังยอกบ่อยมากครับ "หมอครับ ผมฉีดยากับหมอครั้งก่อน 3 วันหายสนิทเลยนะ แต่พอผมกลับไปยกของแค่ไม่กี่วัน มันก็กลับมาปวดที่เดิมเป๊ะเลย"

เคสของคุณวิทย์คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ คุณวิทย์รักษา "อาการปวด" จนหาย แต่ไม่ได้รักษา "ต้นเหตุ" ของความปวด ซึ่งก็คือ กล้ามเนื้อแกนกลางที่ไม่แข็งแรง และ ท่าทางการยกของที่ผิดวิธี พอร่างกายที่ยังไม่พร้อมกลับไปรับภาระหนักเท่าเดิม มันก็เหมือนบ้านที่ฐานรากทรุดแต่เราแค่ทาสีใหม่ครับ พอน้ำหนักมากดทับ รอยร้าวเดิมก็ปรากฏขึ้นมาอีก


ทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำ? (ภาษาชาวบ้าน)

หากเปรียบหลังเหมือน "ยางล้อรถ"

  • การรักษา (ยา/ฉีดยา): คือการปะยางที่รั่วให้ลมไม่รั่วออก (หายปวด)

  • การใช้ชีวิต (นั่งนาน/ยกของ): คือการนำรถคันเดิมไปวิ่งบนถนนขรุขระ (ใช้งานหลัง)

  • สาเหตุที่ปวดซ้ำ: เพราะยางเส้นนั้น "ดอกยางโล้น" (กล้ามเนื้อฝ่อ) หรือ "ล้อไม่ตั้งศูนย์" (กระดูกเสื่อม/คด) ตราบใดที่เราไม่เปลี่ยนยางหรือตั้งศูนย์ใหม่ วิ่งไปไม่นานยางก็ระเบิดที่จุดเดิมครับ


3 ตัวการร้ายที่ทำให้คุณ "วนลูป" อยู่กับความปวด

  1. ภาวะกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอ่อนแรง (Weak Core Muscles): เมื่อปวดหลังครั้งหนึ่ง สมองจะสั่งให้กล้ามเนื้อรอบๆ หยุดทำงานเพื่อลดการขยับ หากเราไม่ฝึกกล้ามเนื้อเหล่านี้ให้กลับมาแข็งแรง หลังของคุณจะไม่มี "เกราะป้องกัน" เวลาขยับตัวแรงๆ

  2. ความจำความปวด (Pain Memory): เส้นประสาทของเรามีความจำครับ หากเคยปวดรุนแรงมานาน ระบบประสาทจะ "ไว" ต่อความเจ็บปวดเป็นพิเศษ แม้จะมีการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ร่างกายจะขยายสัญญาณความเจ็บปวดให้ดูรุนแรงกว่าปกติ

  3. พฤติกรรมเดิมที่แก้ไม่ได้: การนั่งไขว่ห้าง การก้มหลังหยิบของ หรือการนอนบนที่นอนที่ยุบเป็นแอ่ง สิ่งเหล่านี้คือการสะสม "ไมโครทราวม่า" หรือการบาดเจ็บเล็กๆ ทุกวัน จนถึงจุดที่ร่างกายรับไม่ไหว


แนวทางการตรวจ: หา "จุดบอด" ของโครงสร้าง

เมื่อคนไข้กลับมาเป็นซ้ำ หมอจะไม่แค่จ่ายยาแก้ปวดครับ แต่ต้องหาว่าทำไมถึงไม่จบ:

  • การตรวจ Dynamic Assessment: หมอจะให้คนไข้ทำท่าทางที่ปวดซ้ำๆ เพื่อดูว่ากล้ามเนื้อมัดไหนที่ทำงานผิดจังหวะ

  • MRI (กรณีปวดซ้ำบ่อย): เพื่อดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง เช่น หมอนรองกระดูกที่เริ่มสูญเสียน้ำหรือความยืดหยุ่นจนรับแรงไม่ได้ (Internal Disc Disruption)

  • X-ray ดูความมั่นคง (Instability): ตรวจดูว่ามีกระดูกสันหลังเลื่อนตัวเวลาเราก้มหรือเงยหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปวดซ้ำในผู้สูงอายุครับ


วิธีรักษา: ตัดวงจรปวดให้ขาด

การรักษาที่ดีต้องทำควบคู่กันทั้งการแก้ปวดและการป้องกันครับ:

  • ฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยกายภาพ: ไม่ใช่แค่การประคบร้อน แต่คือการฝึก Exercise Therapy เพื่อปลุกกล้ามเนื้อชั้นลึก (Core Stabilization)

  • ฉีดยาด้วย Ultrasound เฉพาะจุด: ในกรณีที่มีพังผืดเกาะยึดที่จุดเดิม หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อสลายพังผืดและฉีดยาลดการอักเสบที่ค้างอยู่ให้ตรงจุดที่สุด

  • ปรับสภาพแวดล้อม: เปลี่ยนเก้าอี้ ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือฝึกท่าทางการลุกนั่งใหม่ทั้งหมด


พยากรณ์โรค: หายขาดได้ไหม?

อาการปวดหลังส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น "โรคเรื้อรังที่ควบคุมได้" ครับ พยากรณ์โรคดีมากสำหรับคนที่หันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง โอกาสกลับมาเป็นซ้ำจะลดลงมากกว่า 70-80% แต่สำหรับคนที่รักษาแค่ให้หายปวดแล้วกลับไปทำพฤติกรรมเดิม โอกาสเป็นซ้ำมีเกือบ 100% ภายใน 1 ปีครับ


สรุป

การปวดหลังซ้ำไม่ได้แปลว่าการรักษาครั้งแรกล้มเหลวครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า "โครงสร้างของคุณยังไม่แข็งแรงพอ" ที่จะรับไลฟ์สไตล์แบบเดิม อย่ารอให้ปวดจนลุกไม่ไหวถึงมาหาหมอครับ เริ่มสร้าง "เกราะป้องกัน" ให้หลังของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้วงจรความปวดนี้จบลงที่ตัวคุณครับ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญดูกระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังซ้ำซาก #ปวดหลังเรื้อรัง #กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว #หมอนรองกระดูกทับเส้น #หมอเก่ง #สุขภาพหลัง #กายภาพบำบัด #รักษาปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #OfficeSyndrome


References

  1. Hodges PW, Danneels L. Changes in Core Muscles in People with Low Back Pain. J Orthop Sports Phys Ther. 2019. (สรุป: อธิบายการฝ่อตัวของกล้ามเนื้อแกนกลางหลังการปวดหลังครั้งแรก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการกลับมาเป็นซ้ำ)

  2. Pengel LH, et al. Outcome of acute non-specific low back pain. BMJ. 2003. (สรุป: งานวิจัยที่พบว่าแม้คนไข้ส่วนใหญ่จะหายปวดใน 6 สัปดาห์ แต่กว่าครึ่งจะกลับมาเป็นซ้ำภายใน 1 ปีหากไม่ทำกายภาพฟื้นฟู)

  3. Knezevic NN, et al. Low back pain. Lancet. 2021. (สรุป: แนวทางการรักษาที่เน้นการป้องกันและการบริหารร่างกายเพื่อลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ)

  4. Choi G, et al. Risk factors for recurrence of lumbar disc herniation. J Neurosurg Spine. 2014. (สรุป: การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษา)

  5. Foster NE, et al. Prevention and treatment of low back pain. Lancet. 2018. (สรุป: เน้นย้ำความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการออกกำลังกายในการป้องกันปวดหลังระยะยาว)