หมอนรองกระดูกเสื่อม... ไม่ต้องรอให้แก่ก็เป็นได้? เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้
เชื่อไหมครับว่า "ความเสื่อม" บางอย่างไม่ได้เริ่มต้นตอนที่เราอายุ 60 ปีเสมอไป หลายครั้งที่หมอเจอคนไข้วัยทำงานเดินเข้ามาด้วยอาการปวดหลังเรื้อรัง พอตรวจอย่างละเอียดกลับพบว่า หมอนรองกระดูก เริ่มเสื่อมสภาพไปไกลกว่าอายุจริงเสียอีก
วันนี้หมอจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า "โช้คอัพ" ประจำร่างกายเราให้ดีขึ้นครับ ว่ามันเริ่มพังตอนไหน และเราจะรักษามันให้อยู่กับเราไปนานๆ ได้อย่างไร
"หมอคะ แค่อายุ 30 เอง ทำไมหมอนรองกระดูกถึงเสื่อมแล้ว?"
นี่คือคำถามจากคุณ "บี" (นามสมมติ) กราฟิกดีไซน์เนอร์สาววัย 30 ต้นๆ ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดหลังลามไปถึงก้นก้อย เธอตกใจมากเมื่อหมอบอกว่าหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อม เพราะเธอคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนวัยเกษียณ
หมออธิบายให้คุณบีฟังว่า ตามธรรมชาติแล้ว หมอนรองกระดูกสันหลังของคนเราจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหรือ "เริ่มเสื่อม" ได้ตั้งแต่อายุ 20-25 ปีครับ! เพียงแต่ในช่วงแรกมันเป็นการเสื่อมระดับเซลล์ที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน แต่พอเข้าสู่วัย 30-40 ปี หากเราใช้งานร่างกายหนัก ไม่ดูแลท่าทางให้ดี อาการปวดถึงจะเริ่มเด่นชัดขึ้นมาครับ
หมอนรองกระดูกคืออะไร? (ภาษาชาวบ้าน)
ให้คุณจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "ปล้องไม้ไผ่" ที่วางซ้อนกัน ระหว่างข้อกระดูกแต่ละข้อจะมี "หมอนรองกระดูก" คั่นอยู่ครับ เจ้าหมอนนี้ทำหน้าที่เหมือน โช้คอัพรถยนต์ หรือ ยางกันกระแทก ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะเหมือน "เจลลี่" นุ่มๆ (Nucleus) และมีเปลือกเหนียวๆ (Annulus) หุ้มอยู่รอบนอก เมื่อเวลาผ่านไป หรือโดนแรงกระแทกบ่อยๆ เจลลี่ข้างในจะเริ่มแห้งลง เปลือกที่หุ้มจะเริ่มเปราะแตก ทำให้ประสิทธิภาพในการรับแรงกระแทกน้อยลง นี่แหละครับที่เรียกว่า "ความเสื่อม"
3 ตำแหน่งยอดฮิตที่พบบ่อยที่สุด
ร่างกายเรามีหมอนรองกระดูกหลายข้อ แต่จุดที่รับภาระหนักที่สุดและเสื่อมบ่อยที่สุดคือ:
- ระดับเอวข้อที่ 4-5 (L4-L5): เป็นจุดที่รับน้ำหนักตัวมากที่สุดและมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดเวลาเราก้มๆ เงยๆ
- ระดับเอวข้อที่ 5 - กระเบนเหน็บ (L5-S1): จุดเชื่อมต่อสุดท้ายของกระดูกสันหลังที่รับแรงกดมหาศาล
- ระดับคอข้อที่ 5-6 (C5-C6): พบบ่อยมากในยุคปัจจุบัน เพราะเราก้มหน้าเล่นมือถือและจ้องคอมพิวเตอร์นานเกินไป
สัญญาณเตือน... แบบไหนที่ต้องระวัง?
อาการจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่เสื่อมครับ:
- ถ้าเสื่อมที่เอว: จะเริ่มจากปวดตื้อๆ ที่ส่วนล่างของหลัง ถ้าเสื่อมจนปลิ้นไปทับเส้นประสาท จะมีอาการ "ปวดร้าวลงขา" เหมือนไฟช็อต อาจมีอาการชาที่เท้า หรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง
- ถ้าเสื่อมที่คอ: จะปวดตื้อที่ท้ายทอย ลามไปที่สะบัก และร้าวลงไปที่แขนหรือนิ้วมือ บางคนมีอาการมือชา หยิบจับของเล็กๆ ลำบาก
ปัจจัยเร่ง... ที่ทำให้หมอนรองกระดูกพังไวขึ้น
นอกจากเรื่อง "อายุ" ที่เราห้ามไม่ได้แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เรา (เผลอ) ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกวันครับ:
- น้ำหนักตัวเกิน: เหมือนรถเก๋งที่บรรทุกของหนักเท่ารถสิบล้อ โช้คอัพย่อมพังไว
- พฤติกรรม "เนือยนิ่ง": การนั่งท่าเดิมนานๆ เกิน 2 ชั่วโมง ทำให้แรงดันในหมอนรองกระดูกสูงขึ้นกว่าการยืนหรือนอนหลายเท่า
- การยกของผิดท่า: การก้มหลังลงไปหยิบของหนักโดยไม่ย่อเข่า เป็นการสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อหมอนรองกระดูก
- บุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้เสื่อมและแห้งไวกว่าคนปกติ
การตรวจวินิจฉัย (เข้าใจง่าย)
เมื่อมาพบหมอ หมอจะประเมินอาการเบื้องต้นก่อนครับ:
- การตรวจร่างกาย: ทดสอบการยกขา (Straight Leg Raise) เพื่อเช็คการตึงของเส้นประสาท
- เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีช่องว่างแคบลงไหม
- MRI: เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด เพราะเห็น "ไส้เจลลี่" และ "เส้นประสาท" ชัดเจน ทำให้รู้ว่าเสื่อมระดับไหนและทับเส้นประสาทหรือไม่
วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง (ก่อนจะถึงมือหมอ)
- กฎ 30/30: นั่งทำงาน 30 นาที ให้ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย 30 วินาที เพื่อเปลี่ยนจุดรับแรงกด
- คุมน้ำหนัก: ลดภาระให้กระดูกสันหลังโดยตรง
- ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscle): สร้าง "เกราะป้องกัน" ให้หลังด้วยการทำท่า Plank หรือโยคะเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อท้องและหลังช่วยพยุงน้ำหนักแทนกระดูก
- ปรับท่านั่ง: หลังพิงพนัก เท้าวางราบพื้น จอคอมพิวเตอร์อยู่ระดับสายตา ไม่ก้มคอ
พยากรณ์โรค: หายขาดไหม?
หมอนรองกระดูกที่เสื่อมแล้วอาจจะไม่กลับมา "เต่งตึง" เหมือนเด็กอายุ 15 ครับ แต่ข่าวดีคือ "เราสามารถอยู่กับความเสื่อมได้โดยไม่มีอาการปวด" ครับ หากเราปรับพฤติกรรมและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง อาการอักเสบจะหายไป และร่างกายจะเข้าสู่สภาวะสมดุลจนคุณกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ
สรุป
ความเสื่อมเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เรา "ชะลอ" มันได้ครับ อย่ารอให้มีอาการชาหรือเดินไม่ได้แล้วค่อยมาหาหมอ การใส่ใจท่าทางการนั่งและการใช้ชีวิตในวันนี้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับกระดูกสันหลังของคุณในวันข้างหน้าครับ
สำหรับท่านที่มีความกังวลหรืออยากแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม หมอยินดีรับฟังด้วยความยินดีครับ เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ
"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#หมอนรองกระดูกเสื่อม #ปวดหลัง #ปวดร้าวลงขา #กระดูกสันหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #สุขภาพหลัง #หมอเก่ง #ดูแลกระดูก #ป้องกันก่อนป่วย #รักษาโดยไม่ผ่าตัด
References
- Fardon DF, et al. Lumbar disc nomenclature: version 2.0: Recommendations of the combined task forces of the North American Spine Society. Spine J. 2014;14(11):2525-45. (สรุป: การจำแนกประเภทและความหมายของความเสื่อมหมอนรองกระดูกที่ได้มาตรฐานสากล)
- Teraguchi M, et al. Prevalence of whole spine disc degeneration in a population-based study of elderly people. Osteoarthritis Cartilage. 2014;22(10):1565-71. (สรุป: ข้อมูลความชุกของการเสื่อมของหมอนรองกระดูกในแต่ละช่วงวัย)
- Battie MC, et al. Lumbar disc degeneration: epidemiology and genetics. J Bone Joint Surg Am. 2006;88 Suppl 2:3-9. (สรุป: ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อความเร็วในการเสื่อมของหมอนรองกระดูก)
- Urban JP, Roberts S. Degeneration of the intervertebral disc. Arthritis Res Ther. 2003;5(3):120-30. (สรุป: อธิบายกลไกทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารที่เข้าไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกเมื่ออายุมากขึ้น)
- Brinjikji W, et al. Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR Am J Neuroradiol. 2015;36(4):811-6. (สรุป: งานวิจัยที่พบว่าความเสื่อมในผล MRI สามารถพบได้ในคนที่ไม่มีอาการปวดเลย ดังนั้นการปรับพฤติกรรมจึงสำคัญมาก)