วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เคยผ่าตัดหลังไปแล้ว ทำไมยังกลับมาปวดร้าวลงขาได้อีก

 



ก้มยกของ แล้วเสียวแปลบจากหลังลงไปถึงน่อง

เดินไกลสักหน่อย ขาเริ่มชา ต้องหยุดยืนพัก

ทั้งที่เคยผ่าตัดหลังมาแล้ว นึกว่าจะหายขาดไปนานแล้ว

คุณสมชาย วัย 51 ปี ผ่าตัดหมอนรองกระดูกหลังมากว่า 20 ปี

วันนี้กลับมาปวดหลังร้าวลงขาซ้าย ปวดสะโพก ปวดน่อง ชาเวลายกของหนัก

ในใจมีแต่คำถามเดียว "หรือว่าต้องผ่าอีกครั้ง?"

บทความนี้จะอธิบายว่า อาการแบบนี้เกิดจากอะไรได้บ้าง และทำไมหลายกรณีไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดซ้ำเสมอไป ครับ

――――――――――――――――――――――――

เคยผ่าตัดหลังไปแล้ว ทำไมยังกลับมาปวดร้าวลงขาได้อีก

――――――――――――――――――――――――

เคยมีคนเข้าใจว่า ผ่าตัดหลังครั้งเดียวแล้วจบ ไม่กลับมาเป็นอีก

แต่ความจริงในห้องตรวจไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปครับ คนที่เคยผ่าตัดหลังมาหลายปี แล้ววันหนึ่งกลับมาปวดร้าวลงขาใหม่ พบได้บ่อยกว่าที่คิด และที่สำคัญคือ "สาเหตุ" ของการปวดรอบใหม่นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดิมที่เคยผ่าเสมอไป

―――――――――――――――――――――――――

คุณสมชาย วัย 51 ปี เคยเป็นคนแข็งแรง ยกของ ทำงานบ้าน ขับรถเที่ยวได้ตามปกติ

เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เคยผ่าตัดหมอนรองกระดูกหลังเคลื่อน หลังผ่าตัดอาการก็ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้สบายมานาน

จนช่วงหลังเริ่มมีอาการปวดหลังร้าวลงขาซ้าย ลามไปถึงสะโพกและน่อง เวลายกของหนักจะรู้สึกชาที่ขา เดินไกลก็เริ่มล้า

เขาลังเลที่จะมาหาหมอ เพราะกลัวคำเดียว คือกลัวว่าจะต้องเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง

―――――――――――――――――――――――――

หลายคนไม่รู้ว่า อาการปวดร้าวลงขาในคนที่เคยผ่าตัดหลังมาก่อน เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่แค่สาเหตุเดียว

"ทำไมถึงเกิด" ลองนึกภาพเส้นประสาทที่วิ่งจากกระดูกสันหลังลงไปเลี้ยงขา เหมือน "สายไฟ" ที่ลอดผ่านช่องเล็กๆ ระหว่างข้อกระดูก เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อโครงสร้างหลังเคยถูกผ่าตัดมาก่อน หมอนรองกระดูกและข้อต่อรอบๆ จะค่อยเสื่อมและเปลี่ยนรูปไปตามเวลา ทำให้ช่องที่สายไฟลอดผ่านแคบลง หรือมีบางอย่างไปเบียดสายไฟเส้นนั้น

"เกิดทีละขั้นอย่างไร" จุดเริ่มมักมาจากหมอนรองกระดูกที่เริ่มแบนและสูญเสียความยืดหยุ่น เหมือน "ฟองน้ำ" ที่เก่าและแห้งลง เมื่อรับน้ำหนักหรือก้มยกของ แรงกดจะกระจายไม่ดีเหมือนเดิม ข้อต่อด้านหลังจึงต้องรับแรงมากขึ้น เกิดการหนาตัว มีหินปูนงอก หรือมีพังผืดสะสม ทั้งหมดนี้ค่อยๆ ไปเบียดช่องทางเดินของเส้นประสาท

"ทำไมอาการจึงเป็นแบบนี้" เมื่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาถูกเบียดหรือถูกกระตุ้น ความปวดจึงไม่ได้อยู่แค่ที่หลัง แต่ "ร้าว" ไปตามแนวที่เส้นประสาทนั้นวิ่งผ่าน คือลงสะโพก ต้นขา และน่อง ส่วนอาการชาเวลายกของหนัก เกิดเพราะตอนที่ออกแรงหรือแอ่นหลัง ช่องทางเดินของเส้นประสาทจะแคบลงชั่วขณะ เส้นประสาทจึงถูกกดเพิ่มในจังหวะนั้นพอดี

―――――――――――――――――――――――――

อาการปวดร้าวลงขาในคนที่เคยผ่าตัดหลัง อาจมาจากสาเหตุเหล่านี้ครับ

[1] หมอนรองกระดูกเคลื่อนซ้ำที่ระดับเดิม (Recurrent Herniated Disc) คือหมอนรองกระดูกตรงตำแหน่งที่เคยผ่า กลับมาเคลื่อนออกมาเบียดเส้นประสาทอีกครั้ง

[2] หมอนรองกระดูกเคลื่อนที่ระดับใหม่ คือเกิดปัญหาขึ้นที่ข้อกระดูกระดับอื่น ที่ไม่ใช่จุดเดิมที่เคยผ่าตัด

[3] โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) คือช่องทางเดินของเส้นประสาทแคบลงจากความเสื่อมตามวัย มักทำให้เดินไกลแล้วขาชาหรือล้า ต้องหยุดพักหรือก้มตัวจึงดีขึ้น

[4] พังผืดหรือแผลเป็นจากการผ่าตัดเดิม ที่ค่อยๆ ก่อตัวรอบเส้นประสาท แล้วไปรั้งหรือเบียดในภายหลัง

[5] ความเสื่อมและความไม่มั่นคงของข้อต่อกระดูกสันหลัง ที่ทำให้กระดูกขยับมากกว่าปกติเวลาเคลื่อนไหว

จะเห็นว่าแต่ละสาเหตุต่างกัน และวิธีดูแลก็ต่างกันด้วย เพราะแบบนี้ "การหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอก่อน" จึงสำคัญกว่าการรีบตัดสินใจว่าจะผ่าหรือไม่ผ่า

―――――――――――――――――――――――――

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อการกลับมาปวดร้าวลงขา

[1] การสูบบุหรี่ ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วและซ่อมแซมตัวเองได้แย่ลง

[2] โรคเบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี ส่งผลต่อสุขภาพของเส้นประสาทและหมอนรองกระดูก

[3] น้ำหนักตัวที่มากเกินไป เพิ่มแรงกดต่อกระดูกสันหลังในทุกการเคลื่อนไหว

[4] การยกของหนักผิดท่า หรือทำงานที่ต้องก้มเงยซ้ำๆ เป็นเวลานาน

[5] อายุที่มากขึ้น ซึ่งมาพร้อมความเสื่อมตามธรรมชาติของหมอนรองและข้อต่อ

―――――――――――――――――――――――――

แนวทางการวินิจฉัย หมอจะค่อยๆ หาสาเหตุไปทีละขั้น ครับ

[1] ซักประวัติอย่างละเอียด ว่าปวดตรงไหน ร้าวไปทางใด ชาแบบไหน เป็นมากตอนทำอะไร และเคยผ่าตัดที่ระดับใดมาก่อน

[2] ตรวจร่างกาย เช่น ทดสอบยกขาตรง ตรวจกำลังกล้ามเนื้อขา ตรวจความรู้สึกและปฏิกิริยาตอบสนองของขา เพื่อดูว่าเส้นประสาทเส้นใดถูกรบกวน

[3] เอกซเรย์ เพื่อดูแนวกระดูก ความมั่นคง และร่องรอยความเสื่อม

[4] เอ็มอาร์ไอ (MRI) เป็นการตรวจที่เห็นเส้นประสาท หมอนรองกระดูก และเนื้อเยื่อรอบๆ ได้ชัดที่สุด ในคนที่เคยผ่าตัดมาก่อน บางครั้งต้องฉีดสารทึบร่วมด้วย เพื่อช่วยแยกว่าเป็น "พังผืดแผลเป็น" หรือ "หมอนรองกระดูกเคลื่อนซ้ำ" เพราะสองอย่างนี้ดูแลต่างกัน

[5] การตรวจไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเส้นประสาท ในกรณีที่ยังไม่ชัดเจน เพื่อยืนยันว่าเส้นประสาทถูกกดจริงหรือไม่

―――――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษา เริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อนเสมอ ครับ

เป้าหมายแรกของการรักษาคือ ให้กลับไปทำสิ่งที่รักได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเที่ยว เล่นกับลูกหลาน หรือทำงานได้ตามปกติ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการผ่าตัดถ้ายังไม่จำเป็น

[1] ปรับพฤติกรรมและทำกายภาพบำบัด ฝึกท่าทางที่ถูกต้อง บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

[2] การใช้ยา เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดของเส้นประสาท ตามที่แพทย์พิจารณา

[3] การฉีดยารอบเส้นประสาทภายใต้อัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Injection) หรือภายใต้เอกซเรย์ เป็นการฉีดยาลดอักเสบเข้าไปตรงตำแหน่งที่เส้นประสาทถูกเบียดอย่างแม่นยำ ช่วยลดปวดและลดการอักเสบ โดยไม่ต้องผ่าตัด

[4] การผ่าตัด จะพิจารณาเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน เช่น รักษาด้วยวิธีอื่นเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบแก้ไข

―――――――――――――――――――――――――

อาการแบบนี้มีโอกาสหายไหม

ข่าวดีคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่กลับมาปวดร้าวลงขาหลังเคยผ่าตัด สามารถดีขึ้นได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษาตรงกับสาเหตุ ระยะเวลาที่ดีขึ้นขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุคืออะไรและกดทับมานานแค่ไหน บางคนดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ บางคนต้องใช้เวลาและการดูแลต่อเนื่อง สิ่งที่ช่วยได้มากคือการมาตรวจตั้งแต่อาการยังไม่รุนแรง

―――――――――――――――――――――――――

มีสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าต้องรีบพบแพทย์ทันที ครับ

ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

[1] กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก

[2] ชารอบก้นหรือบริเวณอวัยวะเพศ

[3] ขาอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนยกขาหรือกระดกเท้าได้ลำบาก

อาการเหล่านี้บอกว่าเส้นประสาทอาจถูกกดอย่างรุนแรง ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานเกินไป อาจฟื้นตัวได้ยาก การมาเร็วจึงช่วยรักษาการทำงานของเส้นประสาทไว้ได้

―――――――――――――――――――――――――

วิธีดูแลตัวเองเพื่อลดโอกาสกลับมาปวดซ้ำ

[1] ยกของให้ถูกท่า ย่อเข่าแทนการก้มหลัง และไม่ยกของหนักเกินกำลัง

[2] ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องอย่างสม่ำเสมอ

[3] ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

[4] งดสูบบุหรี่ เพื่อให้หมอนรองกระดูกและเส้นประสาทแข็งแรง

[5] ถ้าเป็นเบาหวาน ให้คุมระดับน้ำตาลให้ดี

―――――――――――――――――――――――――

คำถามที่พบบ่อย

[1] เคยผ่าตัดหลังแล้วกลับมาปวด แปลว่าต้องผ่าซ้ำเลยไหม ไม่เสมอไปครับ หลายกรณีดีขึ้นได้ด้วยวิธีไม่ผ่าตัด สิ่งสำคัญคือต้องหาให้เจอก่อนว่าสาเหตุคืออะไร

[2] ปวดร้าวลงขากับปวดหลังธรรมดา ต่างกันอย่างไร ปวดหลังธรรมดามักอยู่แค่บริเวณหลัง แต่ถ้าเส้นประสาทถูกเบียด ความปวดจะร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือน่อง และอาจมีอาการชาร่วมด้วย

[3] การฉีดยารอบเส้นประสาทอันตรายไหม เมื่อทำภายใต้อัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์ จะฉีดได้ตรงตำแหน่งและแม่นยำ ช่วยลดความเสี่ยง และช่วยบรรเทาอาการได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

[4] ปล่อยไว้ก่อนได้ไหม เผื่อหายเอง อาการปวดเล็กน้อยอาจดีขึ้นเองได้ แต่ถ้าปวดร้าวลงขา ชา หรือมีอาการนานเกินสองสัปดาห์ ควรมาตรวจ และถ้ามีสัญญาณอันตรายต้องรีบมาทันที

―――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] ปวดร้าวลงขาในคนที่เคยผ่าตัดหลัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่แค่เรื่องเดิม

[2] การหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอก่อน สำคัญกว่าการรีบตัดสินใจว่าจะผ่าหรือไม่

[3] หลายกรณีดีขึ้นได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด

[4] ถ้ามีอาการกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ ชารอบก้น หรือขาอ่อนแรงมากขึ้น ต้องรีบพบแพทย์ทันที

[5] คุณไม่ได้เผชิญกับอาการนี้คนเดียว และการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการดูแลร่างกายให้พร้อมอยู่กับคนที่เรารักไปได้อีกนาน

―――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

――――――――――――――――――――――――

#ปวดหลังร้าวลงขา #เคยผ่าตัดหลัง #หมอนรองกระดูกเคลื่อน #โพรงกระดูกสันหลังตีบ #ปวดหลังเรื้อรัง #ชาขา #ปวดสะโพกร้าวลงขา #รักษาปวดหลังไม่ผ่าตัด #อัลตราซาวด์รักษาปวด #ดูแลกระดูกและข้อ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #LowBackPain #LumbarRadiculopathy #SpinalStenosis #FailedBackSurgery #SciaticaCare

ทำไมกระดูกสันหลังคดตอนสูงวัย ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

 



ปวดหลังเป็นพักๆ บางวันก็หายไปเอง ก้มเก็บของ รู้สึกตึงๆ ที่เอว ส่องกระจกเห็นไหล่สองข้างไม่เท่ากัน...

คุณป้าวัย 70 ปี ปวดหลังเป็นๆ หายๆ มาหลายปี วันก่อนไปเอกซเรย์ หมอบอกว่ากระดูกสันหลังคดเล็กน้อย แกตกใจมาก กลัวว่าจะต้องผ่าตัด กลัวว่าวันหนึ่งจะเดินไม่ได้ ลูกหลานก็พลอยกังวลไปด้วย...

บทความนี้จะอธิบายว่า กระดูกสันหลังคดตอนสูงวัยแบบไหน ที่ดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ

――――――――――――――――――――――――

ทำไมกระดูกสันหลังคดตอนสูงวัย ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอเห็นคำว่า "กระดูกสันหลังคด" บนใบเอกซเรย์ ก็ใจหายวาบ นึกไปถึงการผ่าตัดใหญ่ ใส่เหล็กดามหลัง หรือกลัวว่าวันหนึ่งจะนั่งรถเข็น

ความจริงคือ กระดูกสันหลังคดที่เพิ่งมาเป็นตอนสูงวัย ส่วนใหญ่ "ไม่ใช่" เรื่องที่ต้องรีบผ่าตัด โดยเฉพาะคนที่ปวดไม่มาก ปวดเป็นพักๆ และยังเดินเหินใช้ชีวิตได้ตามปกติ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การเข้าใจว่ามันคืออะไร และดูแลอย่างไรให้อยู่กับมันได้อย่างสบาย

วันนี้หมอเก่งจะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายครับ

――――――――――――――――――――――――

ลองนึกถึงคุณป้าคนหนึ่ง อายุ 70 ปี ที่หมอเล่าให้ฟังตอนต้น

แกไม่ได้ปวดหลังรุนแรง เป็นแค่ปวดตึงๆ ที่เอวเป็นพักๆ บางวันก็สบายดีเหมือนไม่มีอะไร แต่พอไปเอกซเรย์ด้วยเรื่องอื่น กลับเจอว่ากระดูกสันหลังเอียงไปข้างหนึ่งเล็กน้อย

สิ่งที่ทำให้แกทุกข์ใจที่สุด ไม่ใช่ความปวด แต่คือ "ความกลัว" ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป กลัวว่ามันจะคดมากขึ้นเรื่อยๆ กลัวว่าจะกลายเป็นคนพิการ

เรื่องแบบนี้พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุครับ และข่าวดีคือ หลายคนกังวลเกินกว่าที่ควรจะเป็น

――――――――――――――――――――――――

หลายคนไม่รู้ว่า กระดูกสันหลังที่ค่อยๆ คดตอนสูงวัย เกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคร้ายแรง เรามาทำความเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ

กระดูกสันหลังของเราเหมือนเสาที่วางกระดูกซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยมี "หมอนรองกระดูก" คั่นอยู่ระหว่างกระดูกแต่ละข้อ ทำหน้าที่เหมือนเบาะรองรับแรงกระแทก

พออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะค่อยๆ แห้งและแฟบลง เหมือนเบาะโซฟาเก่าที่ยุบตัว แต่ปัญหาคือมัน "ยุบไม่เท่ากัน" ระหว่างซ้ายกับขวา เมื่อด้านหนึ่งยุบมากกว่าอีกด้าน เสากระดูกก็เริ่มเอียงไปทางนั้น

พร้อมกันนั้น ข้อต่อเล็กๆ ด้านหลังของกระดูกก็สึกไม่เท่ากัน และเส้นเอ็นที่เคยยึดกระดูกให้แน่นก็เริ่มหย่อน เหมือนเชือกที่ใช้นานจนยืด ทำให้กระดูกค่อยๆ เอียงและบิดตัวไปทีละน้อย จนกลายเป็นแนวโค้งที่เห็นบนเอกซเรย์

ส่วนคำถามที่ว่า "ทำไมปวดแค่เป็นพักๆ ไม่ปวดตลอด" คำตอบคือ เมื่อหลังเริ่มเอียง กล้ามเนื้อด้านนอกของส่วนโค้งต้องทำงานหนักกว่าปกติ เพื่อพยุงตัวให้ตรง เหมือนคนที่ต้องสะพายกระเป๋าหนักไว้ข้างเดียวตลอด กล้ามเนื้อมัดนั้นจึงล้าและปวดเป็นพักๆ ตามกิจกรรมและท่าทางในแต่ละวัน ช่วงแรกร่างกายยังปรับตัวไหว อาการจึงไม่มากและไม่ตลอดเวลา

――――――――――――――――――――――――

มาดูความรู้พื้นฐานกันครับว่า ภาวะนี้คืออะไร

ภาวะกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม (Degenerative Scoliosis) คือการที่กระดูกสันหลังส่วนเอวค่อยๆ โค้งเอียงไปด้านข้าง โดยเกิดขึ้นใหม่ในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ จากความเสื่อมของหมอนรองกระดูกและข้อต่อ ไม่ใช่ความคดที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก

สาเหตุหลักคือ "อายุ" และความเสื่อมตามธรรมชาติ มักพบในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการที่พบบ่อยคือ ปวดตึงบริเวณหลังส่วนล่าง มักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นๆ หายๆ ปวดมากขึ้นเวลายืนหรือเดินนานๆ และดีขึ้นเวลานั่งพักหรือเอนตัว หลายคนสังเกตว่าตัวเตี้ยลง หรือเอวเอียงไปข้างหนึ่งเล็กน้อย

――――――――――――――――――――――――

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะนี้มากขึ้น มีดังนี้ครับ

[1] อายุที่มากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ยิ่งอายุมาก ความเสื่อมยิ่งมาก

[2] เพศหญิง โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน

[3] ภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกพรุน ที่ทำให้โครงสร้างกระดูกอ่อนแอลง

[4] ความเสื่อมของหมอนรองกระดูกและข้อต่อสันหลังที่มีอยู่เดิม

[5] น้ำหนักตัวมาก และกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่อ่อนแรง

――――――――――――――――――――――――

การวินิจฉัยที่ถูกต้อง คือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะจะบอกได้ว่าควรเฝ้าดู หรือควรเริ่มดูแลแบบไหน โดยแพทย์จะตรวจตามลำดับดังนี้ครับ

[1] ซักประวัติ สอบถามลักษณะอาการปวด ว่าปวดตรงไหน ปวดตอนไหน ปวดร้าวลงขาหรือไม่ มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วยไหม

[2] ตรวจร่างกาย ดูแนวกระดูกสันหลัง การทรงตัว การเดิน และตรวจระบบประสาทที่ขา

[3] อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่วยประเมินกล้ามเนื้อและจุดที่ปวด รวมถึงใช้นำเข็มเวลาต้องฉีดยาเฉพาะจุด

[4] เอกซเรย์ เพื่อดูแนวโค้งของกระดูก ความรุนแรง และใช้ติดตามว่าคดเพิ่มขึ้นหรือไม่เมื่อเวลาผ่านไป

[5] เอ็มอาร์ไอ (MRI) จะพิจารณาทำเมื่อมีอาการปวดร้าวลงขา ชา หรืออ่อนแรง เพื่อดูว่ามีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วยหรือไม่

สำหรับคนที่ปวดไม่มาก เป็นพักๆ และไม่มีอาการทางขา มักยังไม่จำเป็นต้องทำเอ็มอาร์ไอครับ

――――――――――――――――――――――――

มาถึงเรื่องที่หลายคนอยากรู้ที่สุด คือ "แล้วต้องรักษายังไง"

สำหรับคนที่ปวดไม่มากและไม่มีอาการทางเส้นประสาท แนวทางการดูแลจะเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิต ทำสวน เดินเที่ยว เล่นกับหลานได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องผ่าตัด ดังนี้ครับ

[1] ปรับพฤติกรรมและท่าทาง หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การก้มบิดตัวแรงๆ จัดที่นั่งที่นอนให้เหมาะสม และพักเป็นช่วงๆ เมื่อต้องยืนหรือเดินนาน

[2] ออกกำลังกายและกายภาพบำบัด เน้นเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลัง การเดิน ว่ายน้ำ หรือออกกำลังในน้ำ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังกายที่ออกแบบเฉพาะสำหรับภาวะนี้ มีหลักฐานว่าช่วยเรื่องท่าทางและอาการได้

[3] ดูแลกระดูกให้แข็งแรง เพราะหญิงสูงวัยมักมีกระดูกบางหรือกระดูกพรุนร่วมด้วย การตรวจความหนาแน่นกระดูก ดูแลแคลเซียมและวิตามินดี จะช่วยลดความเสี่ยงกระดูกหักและช่วยให้โครงสร้างหลังมั่นคงขึ้น

[4] ใช้ยาบรรเทาปวดตามความเหมาะสม เพื่อให้ทำกายภาพและใช้ชีวิตได้ ใช้เท่าที่จำเป็นภายใต้คำแนะนำของแพทย์

[5] การฉีดยาเฉพาะจุดภายใต้อัลตราซาวด์ (Ultrasound-Guided Injection) จะพิจารณาในรายที่ปวดจากจุดเฉพาะ เช่น ข้อต่อสันหลัง เพื่อช่วยลดปวดให้เดินหน้าทำกายภาพต่อได้

ส่วนการผ่าตัด จะพิจารณาเฉพาะรายที่ปวดรุนแรงจนรบกวนชีวิตมาก มีการกดทับเส้นประสาทชัดเจน หรือกระดูกคดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคุณป้าในเรื่องของเรายังห่างไกลจากจุดนั้นมากครับ

――――――――――――――――――――――――

หลายคนถามว่า "แล้วมันจะหายไหม"

ต้องบอกตามตรงครับว่า ความคดที่เกิดจากความเสื่อมนั้นไม่ได้หายไปหรือกลับมาตรงเหมือนเดิม แต่ข่าวดีคือ ตัว "ความปวด" ดูแลให้ดีขึ้นได้มาก และคนส่วนใหญ่อยู่กับมันได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในแง่การลุกลาม กระดูกมักคดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ปีละเล็กน้อย ไม่ได้เปลี่ยนแบบฉับพลัน การติดตามเอกซเรย์เป็นระยะ และการดูแลกล้ามเนื้อกับกระดูกให้แข็งแรง จะช่วยชะลอและคุมอาการได้ดี

――――――――――――――――――――――――

ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลเลย สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวคือ ความคดที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น อาการปวดที่อาจถี่ขึ้น และในบางรายที่กระดูกไปกดทับเส้นประสาท อาจมีอาการปวดร้าวลงขา ชา หรือเดินได้ระยะสั้นลง

หมอเล่าเรื่องนี้ไม่ได้เพื่อให้กังวล แต่เพื่อให้เห็นว่า การดูแลตั้งแต่วันที่อาการยังน้อย คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะทำได้ง่ายและได้ผลดี

――――――――――――――――――――――――

วิธีดูแลตัวเองที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้ มีดังนี้ครับ

[1] ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เน้นเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัว

[2] รักษาน้ำหนักตัวให้พอดี ลดภาระที่กระดูกสันหลังต้องแบก

[3] ดูแลกระดูกให้แข็งแรง กินอาหารที่มีแคลเซียม รับวิตามินดี และตรวจความหนาแน่นกระดูกเมื่อถึงวัย

[4] ระวังท่าทางในชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการก้มบิดตัวแรงๆ

[5] ไปพบแพทย์เมื่ออาการเปลี่ยน เช่น ปวดมากขึ้นชัดเจน หรือเริ่มมีอาการร้าวลงขา

――――――――――――――――――――――――

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

[1] กระดูกสันหลังคด ต้องผ่าตัดทุกคนไหม ไม่ใช่ครับ คนส่วนใหญ่ที่ปวดไม่มากและไม่มีอาการทางขา ดูแลได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดเป็นทางเลือกสำหรับรายที่อาการรุนแรงจริงๆ เท่านั้น

[2] ออกกำลังกายแล้วหลังจะคดมากขึ้นไหม ไม่ครับ การออกกำลังกายที่เหมาะสมช่วยเสริมกล้ามเนื้อพยุงหลัง ทำให้ปวดน้อยลงและทรงตัวดีขึ้น แต่ควรเลือกท่าที่เหมาะกับวัยและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

[3] ความคดจะแย่ลงเร็วไหม ส่วนใหญ่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ครับ การติดตามเป็นระยะจะช่วยให้เรารู้ทันและปรับการดูแลได้ทันเวลา

[4] ต้องทำเอ็มอาร์ไอเลยไหม ไม่จำเป็นทุกคนครับ จะพิจารณาเมื่อมีอาการปวดร้าวลงขา ชา หรืออ่อนแรง ถ้าปวดเฉพาะที่หลังและเป็นพักๆ มักเริ่มจากเอกซเรย์ก่อน

――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] กระดูกสันหลังคดตอนสูงวัย ส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคร้ายแรง

[2] ปวดไม่มาก เป็นพักๆ ไม่มีอาการทางขา มักดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

[3] การออกกำลังกาย ดูแลกระดูก และปรับท่าทาง คือหัวใจของการดูแล

[4] การวินิจฉัยที่ถูกต้องและการติดตามเป็นระยะ สำคัญกว่าการรีบผ่าตัด

[5] คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และดูแลตัวเองให้แข็งแรงได้ เพื่อใช้เวลาดีๆ กับคนที่รักไปอีกนาน

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

――――――――――――――――――――――――

#กระดูกสันหลังคด #ปวดหลังผู้สูงอายุ #หลังคด #ปวดหลังเรื้อรัง #กระดูกพรุน #ดูแลกระดูกสันหลัง #ปวดเอว #รักษาปวดหลังไม่ผ่าตัด #สุขภาพผู้สูงวัย #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #DegenerativeScoliosis #AdultScoliosis #BackPain #SpineHealth #ConservativeCare

ทำไมปวดหลังร้าวลงขาและชาเท้า ถึงไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด


 


นั่งนานๆ แล้วลุกขึ้นยืน ขาชาจนต้องยืนนิ่งสักครู่ถึงจะก้าวเดินได้ เดินยังไม่ถึงร้อยเมตร น่องตึงปวดจนต้องหาที่นั่งพัก ก้มยกของจากพื้น เสียวแปลบลงไปถึงปลายเท้า

คุณป้าวัย 60 ปลายๆ ทนปวดหลังร้าวลงขามา 2 ปี นึกว่าแค่ปวดเมื่อยธรรมดา ซื้อยานวดมาทาเอง จนเริ่มชาฝ่าเท้า เดินไกลไม่ได้เหมือนเดิม ลังเลว่าจะไปหาหมอดีไหม เพราะกลัวคำว่า "ต้องผ่าตัดหลัง"

บทความนี้จะอธิบายว่าอาการแบบนี้เกิดจากอะไรได้บ้าง และทำไมหลายคนรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ

――――――――――――――――――――――――

ทำไมปวดหลังร้าวลงขาและชาเท้า ถึงไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอได้ยินว่าอาการปวดหลังร้าวลงขาเกี่ยวกับ "เส้นประสาท" ก็ใจหายวาบ คิดไปถึงการผ่าตัดหลังทันที กลัวว่าจะเป็นอัมพาต กลัวว่าจะต้องนอนโรงพยาบาลนานๆ

ความจริงคือ อาการปวดหลังร้าวลงขาพร้อมกับชาเท้านั้น เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยมากในคนวัย 50 ปีขึ้นไป และคนส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบผ่าตัด แต่คือการหาให้เจอว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่แท้จริง

คุณป้าคนหนึ่ง อายุ 60 ปลายๆ เคยเป็นคนเดินตลาดเก่ง ตื่นเช้าไปจ่ายกับข้าวเองทุกวัน

วันหนึ่งเริ่มมีอาการปวดเอวลึกๆ ตอนแรกก็แค่ปวดเมื่อย พอพักก็หาย เลยไม่ได้สนใจ

แต่ผ่านไปเป็นปีๆ อาการเปลี่ยนไป ปวดเริ่มร้าวจากสะโพกลงไปต้นขา บางวันชาลงไปถึงฝ่าเท้า เดินไปได้แป๊บเดียวต้องนั่งพัก ก้มหยิบของก็เสียวแปลบ

สิ่งที่เคยทำได้ง่ายๆ อย่างเดินจ่ายตลาด หรือยกหม้อข้าว กลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก เธอเริ่มให้ลูกหลานไปซื้อของแทน และเก็บตัวอยู่บ้านมากขึ้น

ที่ลังเลไม่ยอมไปหาหมอ ก็เพราะกลัวว่าหมอจะบอกให้ผ่าตัด

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

หลายคนไม่รู้ว่า เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาทั้งสองข้างของเรานั้น ไม่ได้เริ่มต้นที่ขา แต่เริ่มจากไขสันหลังในบริเวณ "หลังส่วนล่าง" แล้ววิ่งยาวลงไปถึงปลายเท้า

ลองนึกภาพว่าหลังส่วนล่างของเราเหมือน "ท่อร้อยสายไฟ" ข้างในมีสายไฟ คือเส้นประสาท วิ่งผ่านลงไปเลี้ยงขา

เมื่อเราอายุมากขึ้น โครงสร้างรอบๆ ท่อนี้จะค่อยๆ เสื่อมไปตามวัย หมอนรองกระดูกที่เคยเป็นเหมือนฟองน้ำนุ่มๆ คอยรับแรงกระแทก ก็แฟบลงและแข็งขึ้น ข้อต่อกระดูกสันหลังก็เริ่มมีหินปูนงอก เอ็นรอบๆ ก็หนาตัวขึ้น

ผลคือ "ท่อร้อยสายไฟ" ที่เคยกว้าง ค่อยๆ แคบลง หรือมีบางส่วนยื่นเข้าไปเบียด "สายไฟ" ข้างใน

เมื่อเส้นประสาทถูกกดเบียด ร่างกายจึงส่งสัญญาณผิดเพี้ยนออกมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาการถึงเป็นแบบนี้ ปวดที่หลังแต่กลับร้าวลงไปถึงขา เพราะเป็นเส้นประสาทเส้นเดียวกันที่วิ่งยาวลงไป ส่วนอาการชาที่ฝ่าเท้า ก็เพราะสัญญาณความรู้สึกจากเท้าวิ่งสวนกลับขึ้นมาตามเส้นประสาทเส้นนั้นไม่สะดวก เหมือนสายไฟที่ถูกหนีบจนสัญญาณติดๆ ขัดๆ

บางคนจะสังเกตว่ายิ่งยกของหนักหรือก้มตัว อาการยิ่งเป็นมากขึ้น เพราะท่าทางเหล่านั้นเพิ่มแรงกดในบริเวณที่เส้นประสาทถูกเบียดอยู่แล้ว

อาการปวดหลังร้าวลงขาพร้อมชาเท้า ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดได้จากหลายภาวะที่ทำให้เส้นประสาทถูกกดเบียด เช่น

• "โพรงประสาทสันหลังตีบแคบ (Lumbar Spinal Stenosis)" คือภาวะที่ช่องทางเดินของเส้นประสาทแคบลงตามวัย พบบ่อยในคนสูงอายุ มักมีอาการเด่นคือเดินได้ระยะหนึ่งแล้วปวดหรือชาขาจนต้องหยุดพัก และจะดีขึ้นเมื่อนั่งหรือก้มตัว

• "หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation)" คือภาวะที่หมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาเบียดเส้นประสาท มักมีอาการปวดร้าวลงขาตามแนวเส้นประสาทชัดเจน บางครั้งร้าวลงไปถึงน่องหรือเท้า

• "กระดูกสันหลังเคลื่อน (Degenerative Spondylolisthesis)" คือภาวะที่ข้อกระดูกสันหลังเลื่อนออกจากแนวเดิมเล็กน้อยจากความเสื่อม ทำให้ช่องทางเดินเส้นประสาทแคบลงร่วมด้วย

อาการที่พบร่วมกันได้คือ ปวดเอวหรือหลังส่วนล่าง ปวดร้าวลงสะโพกและขา ชาหรือเหน็บที่ขาหรือเท้า บางคนมีอาการขาอ่อนแรงร่วมด้วย

มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะเหล่านี้มากขึ้น

[1] อายุที่มากขึ้น เพราะโครงสร้างกระดูกสันหลังเสื่อมตามวัยเป็นธรรมชาติ

[2] การยกของหนักหรือก้มผิดท่าซ้ำๆ เป็นเวลานาน

[3] น้ำหนักตัวที่มาก เพิ่มภาระให้กระดูกสันหลังส่วนล่าง

[4] กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังที่ไม่แข็งแรง

[5] การนั่งหรือยืนในท่าเดิมนานๆ โดยไม่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ

การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะอาการคล้ายกันแต่ต้นเหตุอาจต่างกัน และการรักษาก็ต่างกันด้วย แพทย์จะวินิจฉัยเป็นขั้นตอน

[1] ซักประวัติอย่างละเอียด ว่าปวดตรงไหน ร้าวไปทางใด ชาแบบไหน เป็นมานานเท่าไร อาการดีขึ้นหรือแย่ลงในท่าใด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยบอกตำแหน่งของปัญหาได้มาก

[2] ตรวจร่างกายทางระบบประสาท เช่น ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา การรับความรู้สึก และการตอบสนองของเส้นประสาท

[3] เอกซเรย์ (X-ray) เพื่อดูแนวกระดูกสันหลัง ช่องว่างระหว่างข้อ และดูว่ามีกระดูกเคลื่อนหรือไม่

[4] ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เมื่อมีข้อบ่งชี้ เพราะเป็นการตรวจที่เห็นเส้นประสาท หมอนรองกระดูก และช่องทางเดินประสาทได้ชัดเจนที่สุด ช่วยยืนยันว่าตำแหน่งที่กดเบียดตรงกับอาการจริงหรือไม่

สิ่งสำคัญคือ ภาพที่เห็นในผลตรวจต้องสอดคล้องกับอาการของคนไข้ ไม่ใช่เห็นความเสื่อมในภาพแล้วสรุปว่าเป็นต้นเหตุทันที เพราะคนสูงอายุหลายคนมีความเสื่อมในภาพโดยไม่มีอาการก็ได้

แนวทางการรักษาส่วนใหญ่เริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มตามการตอบสนอง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตและทำสิ่งที่รักได้ตามปกติ

[1] ปรับพฤติกรรมและกิจวัตร หลีกเลี่ยงท่าที่กระตุ้นอาการ เช่น การยกของหนักผิดท่า แต่ไม่ใช่การนอนพักนิ่งๆ เพราะการขยับตัวอย่างเหมาะสมช่วยให้ฟื้นตัวดีกว่า

[2] การทำกายภาพบำบัด เป็นแกนหลักของการรักษา เน้นบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังให้แข็งแรง เพิ่มความยืดหยุ่น ซึ่งมีหลักฐานทางการแพทย์รองรับว่าช่วยได้จริง

[3] การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ตามที่แพทย์พิจารณาให้เหมาะกับแต่ละคน โดยระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้สูงอายุ

[4] การฉีดยาเพื่อลดการอักเสบรอบเส้นประสาทภายใต้เครื่องนำทาง (Epidural Steroid Injection) ในกรณีที่ปวดร้าวลงขามากและการรักษาเบื้องต้นยังไม่พอ ช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง

[5] การผ่าตัด จะพิจารณาเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่อาการเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน มักดีขึ้นได้เองเมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสม เพราะหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาสามารถยุบลงได้ตามเวลา

เรื่องของพยากรณ์โรค คนไข้ส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยถูกต้องและรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสม มีอาการดีขึ้นตามลำดับ บางคนใช้เวลาเป็นสัปดาห์ บางคนเป็นเดือน ขึ้นกับต้นเหตุและความรุนแรง

อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะถ้ากลับไปใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือกล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรงพอ การดูแลต่อเนื่องและบริหารกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก

ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล ในบางกรณีอาการอาจค่อยๆ มากขึ้น เส้นประสาทที่ถูกกดเบียดเป็นเวลานานอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่า และอาจมีอาการขาอ่อนแรงหรือชามากขึ้น

มีอาการบางอย่างที่ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ ขาอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ชาบริเวณรอบก้นหรืออวัยวะเพศ หรือมีอาการปวดรุนแรงร่วมกับน้ำหนักลดและมีไข้ อาการเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจทันที

การป้องกันทำได้ และช่วยลดโอกาสเกิดหรือกลับมาเป็นซ้ำได้จริง

[1] บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ

[2] ยกของให้ถูกวิธี ย่อเข่าแทนการก้มหลัง และไม่ยกของหนักเกินกำลัง

[3] ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ลดภาระต่อกระดูกสันหลัง

[4] ปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ไม่นั่งหรือยืนท่าเดิมนานเกินไป

[5] ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสภาพร่างกาย เช่น เดิน ว่ายน้ำ

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

[1] ปวดหลังร้าวลงขา ต้องผ่าตัดทุกคนไหม ไม่ใช่ทุกคนครับ คนไข้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น

[2] ชาเท้าแล้วจะเป็นอัมพาตไหม ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นนั้นครับ แต่อาการชาเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทถูกกดเบียด ควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและดูแลแต่เนิ่นๆ

[3] ต้องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ทุกคนไหม ไม่จำเป็นทุกคนครับ แพทย์จะพิจารณาตามอาการและผลตรวจร่างกาย จะตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น มีสัญญาณเตือน หรือกำลังวางแผนการรักษาขั้นต่อไป

[4] เป็นมา 2 ปีแล้ว รักษายังทันไหม ส่วนใหญ่ยังดูแลได้ครับ แต่ยิ่งปล่อยไว้นาน เส้นประสาทที่ถูกกดเบียดอาจฟื้นตัวช้าลง การมาตรวจเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนจึงควรทำตั้งแต่เนิ่นๆ

[5] ฉีดยาแล้วหายขาดเลยไหม การฉีดยาช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้แก้ที่โครงสร้างโดยตรง จึงต้องทำควบคู่กับการบริหารกล้ามเนื้อและปรับพฤติกรรม

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] ปวดหลังร้าวลงขาพร้อมชาเท้า เกิดได้จากหลายสาเหตุ การหาต้นเหตุที่ถูกต้องสำคัญกว่าการรีบผ่าตัด

[2] คนไข้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยมีกายภาพบำบัดเป็นแกนหลัก

[3] การผ่าตัดมีที่ของมัน แต่พิจารณาเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน

[4] สัญญาณเตือน เช่น ขาอ่อนแรงมากขึ้น หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ต้องรีบพบแพทย์ทันที

[5] คุณไม่ได้เผชิญกับอาการนี้อยู่คนเดียว และการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้กลับไปเดิน ไปทำสิ่งที่รักได้อีกครั้ง คือสิ่งที่ทำได้จริง

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาเฉพาะราย หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

――――――――――――――――――――――――

#ปวดหลังร้าวลงขา #ชาเท้า #ปวดหลัง #โพรงประสาทตีบแคบ #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #กระดูกสันหลังเคลื่อน #ปวดหลังไม่ต้องผ่าตัด #รักษาปวดหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #กระดูกและข้อเชียงใหม่

กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

 



ปวดหลังร้าวลงขาทั้งสองข้าง

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ขาเริ่มชา ต้องหยุดพัก

นั่งลงสักครู่ค่อยดีขึ้น แล้วก็เป็นอีก วนแบบนี้ทั้งวัน

คุณ___ วัย 62 ปี ทนปวดหลังแบบนี้มาเป็นปี

ตอนแรกคิดว่าแค่ปวดเมื่อยธรรมดา จนเดินไปตลาดเองไม่ไหว

ลูกพาไปเอกซเรย์ ถึงรู้ว่ากระดูกสันหลังเคลื่อน และมีรอยแตกเล็กๆ ที่กระดูก

คำถามแรกที่ถามหมอคือ "แบบนี้ต้องผ่าตัดไหม"

บทความนี้จะเล่าว่ากระดูกสันหลังเคลื่อนแบบไหน ที่ยังดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และแบบไหนที่ถึงเวลาต้องคุยเรื่องผ่าตัดจริงๆ ครับ

―――――――――――――――――――――――

กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

―――――――――――――――――――――――

หลายคนพอได้ยินคำว่า "กระดูกสันหลังเคลื่อน" หรือเห็นในใบเอกซเรย์ว่ามี "รอยแตกของกระดูก" ก็ตกใจ คิดว่าต้องขึ้นเตียงผ่าตัดแน่ๆ

แต่ความจริงคือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นภาวะนี้ ไม่ได้จำเป็นต้องผ่าตัด การดูแลแบบไม่ผ่าตัดช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ดีในคนจำนวนมาก

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "การวินิจฉัยให้ถูก" ว่าเป็นชนิดไหน รุนแรงแค่ไหน และมีสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบจัดการหรือยัง

―――――――――――――――――――――――

เรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้

หลายคนที่มาหาหมอ เพิ่งรู้ว่ากระดูกสันหลังของเราไม่ได้เป็นแท่งเดียว แต่เป็นปล้องเล็กๆ วางซ้อนกันเป็นชั้น เหมือนตึกหลายชั้น

แต่ละชั้นมีตัวล็อกเล็กๆ ด้านหลังคอยยึดไม่ให้ปล้องเลื่อนไปไหน ตัวล็อกนี้มีชื่อว่า "พาร์ส (Pars Interarticularis)"

"ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis)" เกิดทีละขั้นแบบนี้ครับ

ขั้นแรก ตัวล็อกเล็กๆ ด้านหลังเกิดรอยแตกจากการใช้งานซ้ำๆ สะสมมาหลายสิบปี เหมือนสลักเหล็กที่ล้าจนร้าว

ขั้นต่อมา เมื่อตัวล็อกไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ปล้องกระดูกชั้นบนก็ค่อยๆ เลื่อนไปข้างหน้า

ขั้นสุดท้าย ปล้องที่เลื่อนไปทำให้ช่องทางที่เส้นประสาทลอดออกมาแคบลง จนไปเบียดหรือกดทับเส้นประสาท

ที่ปวดร้าวลงขา "ทั้งสองข้าง" เพราะเส้นประสาทถูกเบียดทั้งซ้ายและขวา เหมือนสายไฟที่ถูกหนีบทั้งสองเส้น

และที่หลายคนสังเกตว่า ยืนนานหรือเดินไกลแล้วขาชาขาล้า ต้องหยุดพัก พอนั่งลงหรือก้มตัวค่อยดีขึ้น เป็นเพราะท่าก้มจะเปิดช่องให้เส้นประสาทกว้างขึ้นชั่วคราว อาการเลยบรรเทาลงนั่นเองครับ

―――――――――――――――――――――――

ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ

ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนแบ่งคร่าวๆ ได้สองแบบที่พบบ่อย

แบบแรก เกิดจาก "รอยแตกของตัวล็อกกระดูก" ที่สะสมมาตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วค่อยๆ แสดงอาการเมื่ออายุมากขึ้น แบบนี้มักพบที่กระดูกสันหลังส่วนล่างสุด ตรงรอยต่อกับกระดูกก้นกบ

แบบที่สอง เกิดจากความเสื่อมของข้อต่อและหมอนรองกระดูกตามวัย ทำให้ข้อหลวมและปล้องเลื่อน

อาการที่พบได้บ่อย คือ ปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงสะโพกหรือขา ขาชา ขาอ่อนแรง และเดินได้ไม่ไกลเท่าเดิม

―――――――――――――――――――――――

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงมากขึ้น

• อายุที่มากขึ้น ทำให้ข้อต่อและหมอนรองกระดูกเสื่อมตามธรรมชาติ

• งานหรือกิจกรรมที่ต้องแอ่นหลัง ยกของหนัก หรือบิดหลังซ้ำๆ เป็นเวลานาน

• น้ำหนักตัวที่มากเกินไป เพิ่มแรงกดต่อกระดูกสันหลังส่วนล่าง

• กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังที่อ่อนแรง ทำให้กระดูกสันหลังขาดตัวช่วยพยุง

• เคยมีรอยแตกของตัวล็อกกระดูกมาตั้งแต่วัยรุ่นโดยไม่รู้ตัว

―――――――――――――――――――――――

การวินิจฉัยทำอย่างไร

การตรวจให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง ไม่ได้ดูแค่ใบเอกซเรย์ใบเดียว แต่ทำเป็นลำดับขั้น

[1] ซักประวัติอาการอย่างละเอียด ปวดตรงไหน ร้าวไปที่ใด อะไรทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง เดินได้ไกลแค่ไหน

[2] ตรวจร่างกาย ดูกำลังกล้ามเนื้อขา การรับความรู้สึก และปฏิกิริยาตอบสนองของเส้นประสาท

[3] เอกซเรย์ เพื่อดูว่าปล้องกระดูกเลื่อนไปมากแค่ไหน และมีรอยแตกของตัวล็อกกระดูกหรือไม่ บางครั้งถ่ายท่าก้มและแอ่น เพื่อดูว่ากระดูกเลื่อนเพิ่มขึ้นเวลาขยับหรือเปล่า

[4] เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เมื่อมีอาการของเส้นประสาท เพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยเพียงใด และตำแหน่งใด

―――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษา จากเบาไปหาหนัก

หัวใจสำคัญคือ คนไข้ส่วนใหญ่เริ่มจากการดูแลแบบไม่ผ่าตัดก่อน เพื่อให้กลับไปทำสิ่งที่รักได้ เดินเที่ยวกับลูกหลานได้ ดูแลตัวเองได้ตามปกติ

[1] ปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงท่าแอ่นหลังมากๆ การยกของหนัก และลดน้ำหนักหากเกินเกณฑ์

[2] ยาบรรเทาอาการปวดและอักเสบ ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อให้พอขยับและทำกายภาพได้

[3] กายภาพบำบัด เน้นบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังให้แข็งแรง เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยพยุงกระดูกสันหลังแทนตัวล็อกที่อ่อนแอลง ส่วนนี้สำคัญมากและให้ผลดีในระยะยาว

[4] การฉีดยาเพื่อลดการอักเสบรอบเส้นประสาทภายใต้เครื่องนำทาง ในรายที่ปวดร้าวลงขาเด่นชัด ช่วยบรรเทาอาการให้ทำกายภาพได้ดีขึ้น

[5] การผ่าตัด พิจารณาเมื่อการดูแลข้างต้นเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายของเส้นประสาท

―――――――――――――――――――――――

อาการจะดีขึ้นไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

ข่าวดีคือ คนไข้จำนวนมากที่เป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนระดับไม่รุนแรง อาการดีขึ้นได้ด้วยการดูแลแบบไม่ผ่าตัด

โดยทั่วไปแพทย์จะให้เวลาดูแลแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่ประมาณสามถึงหกเดือน ควบคู่กับการทำกายภาพอย่างสม่ำเสมอ

หลายคนอาการค่อยๆ ทุเลาและกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม แม้รอยแตกของกระดูกในผู้ใหญ่จะไม่ได้เชื่อมกลับ แต่ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงพอที่จะพยุง อาการก็ควบคุมได้

―――――――――――――――――――――――

ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแลจะเป็นอย่างไร

การเข้าใจสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้กลัว แต่เพื่อให้ตัดสินใจดูแลตัวเองได้ทันเวลา

หากเส้นประสาทถูกกดทับต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางรายอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ฟื้นตัวได้ช้าลง

ในกรณีที่พบได้น้อยแต่สำคัญ หากมีอาการขาอ่อนแรงชัดเจนและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือชารอบก้นและอวัยวะเพศ เหล่านี้เป็นสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอ

―――――――――――――――――――――――

วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้แย่ลง

• บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังอย่างสม่ำเสมอ ตามที่นักกายภาพแนะนำ

• ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

• หลีกเลี่ยงการยกของหนักผิดท่า และท่าแอ่นหลังมากๆ

• ปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน ยืนและนั่งให้หลังตรง ไม่อยู่ท่าเดิมนานเกินไป

• ออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

―――――――――――――――――――――――

คำถามที่พบบ่อย

[1] เป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนแล้วต้องผ่าตัดทุกคนไหม ไม่ใช่ครับ คนไข้ส่วนใหญ่ดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะรายที่ดูแลเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายของเส้นประสาท

[2] มีรอยแตกของกระดูกแล้ว มันจะเชื่อมกลับเองได้ไหม ในผู้ใหญ่ รอยแตกที่เป็นมานานมักไม่เชื่อมกลับ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัด เพราะเป้าหมายของการรักษาคือควบคุมอาการและทำให้ใช้ชีวิตได้ ไม่ใช่การทำให้กระดูกเชื่อมเสมอไป

[3] ปวดร้าวลงขาทั้งสองข้าง อันตรายกว่าข้างเดียวไหม แสดงว่าเส้นประสาทถูกเบียดทั้งสองข้าง ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด แต่ก็ยังเริ่มจากการดูแลแบบไม่ผ่าตัดได้ ตราบใดที่ยังไม่มีสัญญาณอันตราย

[4] ออกกำลังกายได้ไหม กลัวยิ่งเป็นมากขึ้น ออกกำลังกายได้และควรทำครับ โดยเฉพาะการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงคือตัวช่วยพยุงกระดูกสันหลังที่ดีที่สุด เพียงเลือกชนิดที่เหมาะสมและทำให้ถูกท่า

―――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป คนไข้ส่วนใหญ่ดูแลได้โดยไม่ผ่าตัด

[2] สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยให้ถูกว่าเป็นชนิดไหน รุนแรงแค่ไหน

[3] การทำกายภาพและบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว คือหัวใจของการดูแลระยะยาว

[4] สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ คือ ขาอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้

[5] คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อให้เดินเที่ยว เล่นกับลูกหลาน และใช้ชีวิตที่รักได้นานที่สุด

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#กระดูกสันหลังเคลื่อน #ปวดหลังร้าวลงขา #ปวดหลังเรื้อรัง #กระดูกทับเส้น #ปวดหลังผู้สูงอายุ #รักษาปวดหลังไม่ผ่าตัด #กายภาพบำบัด #หมอกระดูกเชียงใหม่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #spondylolisthesis #lowbackpain #spinehealth #nonsurgicaltreatment #orthopedics

ปวดร้าวลงขาจากหมอนรองกระดูกทับเส้น ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป



 


เดินลงบันได ต้องค่อยๆ ทีละขั้น ยืนรอแถวสักพัก เริ่มปวดร้าวลงขา ไอ จาม ทีไร แปลบลงไปถึงน่อง

คุณป้าท่านหนึ่ง อายุ 52 ปี ทนปวดหลังร้าวลงขาซ้ายมาเดือนกว่า คิดว่าเดี๋ยวก็หาย แต่ยิ่งวันยิ่งปวดมากขึ้น จนนั่งทำงานบ้านนานๆ ไม่ได้ ลูกชวนไปหาหมอ แต่ใจหนึ่งก็กลัว "ถ้าหมอบอกต้องผ่าหลังจะทำยังไง"

บทความนี้จะอธิบายว่าอาการปวดร้าวลงขาแบบนี้เกิดจากอะไร และทำไมหลายกรณีถึงรักษาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ

――――――――――――――――――――――――

ปวดร้าวลงขาจากหมอนรองกระดูกทับเส้น ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

――――――――――――――――――――――――

เคยไหมครับ ที่อยู่ดีๆ ก็ปวดหลังร้าวลงก้น ลงขา ลงไปถึงน่อง บางทีปวดแปลบเหมือนไฟช็อต บางทีชาๆ เหมือนขาไม่ใช่ของเรา

อาการแบบนี้ไม่ใช่ "ปวดหลังธรรมดา" และก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกใจจนนอนไม่หลับ เพราะส่วนใหญ่มีทางดูแลให้ดีขึ้นได้

วันนี้หมอเก่งอยากชวนทำความเข้าใจเรื่องนี้แบบง่ายๆ ให้เห็นภาพว่าเกิดอะไรขึ้นในหลังของเรา และมีทางเลือกอะไรบ้าง

――――――――――――――――――――――――

ขอเล่าเรื่องคนไข้ท่านหนึ่งให้ฟังครับ

คุณป้าท่านนี้ อายุ 52 ปี เป็นแม่บ้านที่เคยทำงานบ้าน รดน้ำต้นไม้ ไปตลาดเองได้ทุกวัน

วันหนึ่งเริ่มปวดหลังช่วงเอว แล้วค่อยๆ ร้าวลงสะโพก ลงก้น ลงขา ลงไปถึงน่องด้านซ้าย ตอนแรกคิดว่าทำงานหนักไป พักสักหน่อยคงหาย

แต่ผ่านไปเดือนกว่า อาการกลับเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ นั่งนานก็ปวด ยืนนานก็ปวด เดินไปไหนไกลๆ ไม่ไหว ต้องคอยจับโน่นจับนี่

สิ่งที่ทำให้ลังเลไม่กล้าไปหาหมอ ไม่ใช่ความปวด แต่เป็นความกลัวว่า "ถ้าเป็นหมอนรองกระดูก แล้วต้องผ่าหลัง จะเดินได้เหมือนเดิมไหม"

ความกลัวแบบนี้ หมอเก่งเข้าใจดีครับ และเชื่อว่าหลายท่านที่กำลังอ่านอยู่ ก็อาจเคยรู้สึกแบบเดียวกัน

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอได้ยินคำว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ก็นึกถึงการผ่าตัดทันที ทั้งที่ความจริงแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น

ลองนึกภาพง่ายๆ แบบนี้ครับ

กระดูกสันหลังของเราวางซ้อนกันเป็นข้อๆ ระหว่างกระดูกแต่ละข้อ มี "หมอนรองกระดูก (intervertebral disc)" คั่นอยู่ ทำหน้าที่เหมือนหมอนนุ่มๆ ที่ช่วยรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง ยกของ

หมอนรองกระดูกนี้ ข้างในเป็นเหมือนเจลนุ่มๆ ข้างนอกเป็นปลอกเหนียวๆ หุ้มไว้ พอเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานหลังหนักๆ ก้มยกของบ่อยๆ ปลอกข้างนอกก็เริ่มเสื่อม มีรอยปริ

ทีนี้เวลาเรายกของหนัก หรือบิดตัวผิดท่า เจลข้างในก็ปลิ้นทะลักออกมาทางรอยปริ ไปเบียดโดน "เส้นประสาท (nerve root)" ที่วิ่งผ่านอยู่ข้างๆ พอดี

เส้นประสาทเส้นนี้ เปรียบเหมือนสายไฟที่ส่งสัญญาณจากหลังลงไปที่ขา พอถูกเบียดและเกิดการอักเสบรอบๆ สัญญาณก็รวนไปหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงปวดร้าว ชา หรือเหมือนไฟช็อตลงไปตามแนวขา ทั้งที่จุดเริ่มต้นอยู่ที่หลัง

และที่อาการมักร้าวลงขาข้างเดียว เพราะหมอนรองกระดูกมักปลิ้นไปเบียดเส้นประสาทข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนที่ปวดมากเวลาไอหรือจาม เพราะตอนนั้นแรงดันในช่องไขสันหลังเพิ่มขึ้น ไปกดเส้นประสาทที่อักเสบอยู่แล้วให้เจ็บมากขึ้นชั่วขณะ

――――――――――――――――――――――――

มาทำความรู้จักโรคนี้ให้ชัดขึ้นอีกนิดครับ

โรคนี้มีชื่อว่า "หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation)" เมื่อมันไปกดเส้นประสาทแล้วทำให้ปวดร้าวลงขา เราเรียกอาการนั้นว่า "อาการปวดร้าวตามแนวเส้นประสาท (Sciatica)"

ตำแหน่งที่เกิดบ่อยที่สุด คือข้อกระดูกช่วงเอวส่วนล่าง เพราะเป็นจุดที่รับน้ำหนักและมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดเวลาเราก้ม เงย บิดตัว

สาเหตุหลักมักมาจากความเสื่อมตามวัยของหมอนรองกระดูก บวกกับการใช้งานหลังที่ไม่ถูกท่า เช่น ก้มยกของหนักโดยไม่ย่อเข่า นั่งนานๆ หรือมีน้ำหนักตัวมาก

อาการที่พบบ่อยมี

• ปวดหลังช่วงเอว ร้าวลงก้น ลงขา ลงน่อง มักเป็นข้างเดียว

• ปวดมากขึ้นเวลาไอ จาม หรือเบ่ง

• ชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มตามแนวขา

• บางรายมีอาการขาอ่อนแรง ยกปลายเท้าหรือกระดกข้อเท้าได้ไม่ดี

――――――――――――――――――――――――

ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้น มีดังนี้ครับ

[1] อายุที่มากขึ้น ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมตามธรรมชาติ

[2] การก้มยกของหนักบ่อยๆ โดยใช้หลังแทนการย่อเข่า

[3] น้ำหนักตัวมาก ทำให้หลังต้องรับภาระเพิ่ม

[4] การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและความแข็งแรงของหมอนรองกระดูก

[5] การนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ โดยไม่ค่อยขยับ

――――――――――――――――――――――――

แล้วหมอวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร

ขั้นแรก หมอจะ "ซักประวัติ" ว่าปวดตรงไหน ร้าวไปทางไหน เป็นมานานแค่ไหน อะไรทำให้ปวดมากขึ้นหรือดีขึ้น ข้อมูลตรงนี้สำคัญมาก เพราะรูปแบบการปวดบอกได้ค่อนข้างชัดว่าเส้นประสาทเส้นไหนถูกกด

ต่อมาคือ "การตรวจร่างกาย" หมอจะทดสอบกำลังขา การรับความรู้สึก และทดสอบยกขาตรงเพื่อดูว่ากระตุ้นอาการปวดร้าวได้หรือไม่

ถ้าจำเป็นต้องดูภาพให้ชัด หมออาจส่ง "เอกซเรย์ (X-ray)" เพื่อดูแนวกระดูกและช่องว่างระหว่างข้อ และในรายที่อาการชัดเจนหรือไม่ดีขึ้น อาจส่งตรวจ "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)" ซึ่งเห็นหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้ละเอียดที่สุด

สิ่งสำคัญที่หมอเก่งอยากย้ำ คือภาพเอกซเรย์หรือ MRI เป็นเพียงส่วนหนึ่ง การวินิจฉัยที่ดีต้องดูอาการและการตรวจร่างกายประกอบกันเสมอ เพราะคนที่ภาพดูน่ากลัว บางคนกลับมีอาการน้อย ส่วนคนที่ภาพดูไม่มาก บางคนกลับปวดมาก

――――――――――――――――――――――――

ทีนี้มาถึงเรื่องที่หลายคนกังวลที่สุด คือการรักษา

ข่าวดีคือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่ปวดร้าวลงขาจากหมอนรองกระดูก อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไป โดยไม่ต้องผ่าตัด เพราะร่างกายมีกลไกค่อยๆ ย่อยสลายส่วนของหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา และลดการอักเสบรอบเส้นประสาทลง

แนวทางการรักษาจะเริ่มจากเบาไปหาหนัก เพื่อให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิต ทำสิ่งที่รักได้ตามปกติ

ขั้นที่หนึ่ง ปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงท่าที่กระตุ้นอาการ เช่น ก้มยกของหนัก แต่ไม่ใช่นอนนิ่งห้ามขยับ เพราะการขยับเบาๆ ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

ขั้นที่สอง ใช้ยาเพื่อลดปวดและลดการอักเสบ รวมถึงยาที่ช่วยลดอาการปวดจากเส้นประสาทโดยเฉพาะ ตามที่แพทย์พิจารณา

ขั้นที่สาม ทำกายภาพบำบัด เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และปรับท่าทางการเคลื่อนไหว

ขั้นที่สี่ ในรายที่ปวดมากและไม่ดีขึ้นจากวิธีข้างต้น อาจพิจารณา "การฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทภายใต้เครื่องเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ (Epidural Steroid Injection)" เพื่อลดการอักเสบตรงตำแหน่งเส้นประสาทที่ถูกกด ช่วยบรรเทาปวดและซื้อเวลาให้ร่างกายฟื้นตัว

ขั้นที่ห้า การผ่าตัด จะพิจารณาในรายที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น มีอาการขาอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรือปวดรุนแรงมากที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น

จะเห็นว่า การผ่าตัดเป็นทางเลือกท้ายๆ ไม่ใช่ทางเลือกแรก สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยให้ถูกว่าเป็นที่ตำแหน่งใด รุนแรงแค่ไหน เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับแต่ละคน

――――――――――――――――――――――――

หลายคนถามว่า แล้วโรคนี้จะหายไหม ใช้เวลานานแค่ไหน

โดยทั่วไป อาการปวดร้าวลงขาจากหมอนรองกระดูก มักค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน เมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสม

บางรายอาจดีขึ้นเร็วภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ บางรายใช้เวลานานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของหมอนรองกระดูกที่ปลิ้น และความรุนแรงของอาการตั้งแต่แรก

ส่วนเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำ มีโอกาสเกิดได้ โดยเฉพาะถ้ายังใช้งานหลังไม่ถูกท่า ดังนั้นการดูแลตัวเองและออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงหลังจากหายแล้ว จึงสำคัญมาก

――――――――――――――――――――――――

ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ดูแลเลย จะเป็นอย่างไร

ในกรณีส่วนใหญ่ อาการอาจค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง แต่ในบางราย ถ้าเส้นประสาทถูกกดเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการดูแล อาจทำให้การฟื้นตัวช้าลง และอาการชาหรืออ่อนแรงอาจคงอยู่นานขึ้น

มีสัญญาณบางอย่างที่บอกว่าควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรรอ ได้แก่ ขาอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ยกปลายเท้าไม่ขึ้น ควบคุมการปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือมีอาการชารอบก้นและอวัยวะเพศ

อาการเหล่านี้พบได้ไม่บ่อย แต่ถ้ามี ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การรู้เท่าทันไว้ก่อนจะช่วยให้เราดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อให้กังวล แต่เพื่อให้อุ่นใจ

――――――――――――――――――――――――

เราป้องกันและดูแลหลังของเราได้อย่างไร

[1] ยกของให้ถูกท่า ย่อเข่าลงแทนการก้มหลัง และไม่ยกของหนักเกินกำลัง

[2] ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องอย่างสม่ำเสมอ

[3] ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

[4] ปรับท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุกชั่วโมง

[5] งดสูบบุหรี่ เพราะส่งผลเสียต่อหมอนรองกระดูกโดยตรง

――――――――――――――――――――――――

คำถามที่คนไข้ถามหมอเก่งบ่อย

[1] เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น ต้องผ่าตัดเลยไหม

ส่วนใหญ่ไม่ต้องครับ คนไข้จำนวนมากอาการดีขึ้นได้ด้วยวิธีไม่ผ่าตัด การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้จริงๆ เท่านั้น

[2] ต้องนอนพักนิ่งๆ ห้ามขยับเลยใช่ไหม

ไม่ใช่ครับ การนอนนิ่งนานเกินไปกลับทำให้ฟื้นตัวช้า ควรขยับเบาๆ และเคลื่อนไหวเท่าที่ไม่กระตุ้นอาการปวดมาก

[3] ฉีดยาเข้าโพรงประสาท อันตรายไหม

เป็นหัตถการที่ทำภายใต้การนำทางด้วยเครื่องมือ เพื่อให้ตรงตำแหน่งและปลอดภัย ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาปวดได้ในหลายราย โดยแพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

[4] หายแล้วจะกลับมาเป็นอีกไหม

มีโอกาสเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะถ้ายังใช้งานหลังไม่ถูกท่า การออกกำลังกายและดูแลท่าทางจึงช่วยลดโอกาสเป็นซ้ำได้มาก

[5] ปวดแบบไหนที่ต้องรีบมาหาหมอ

ถ้าขาอ่อนแรงมากขึ้น ยกปลายเท้าไม่ขึ้น หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่อยากให้จำไว้

[1] อาการปวดหลังร้าวลงขา ส่วนใหญ่เกิดจากหมอนรองกระดูกปลิ้นไปเบียดเส้นประสาท

[2] คนไข้ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ร่างกายมีกลไกซ่อมแซมตัวเอง

[3] การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ต้องดูทั้งอาการ การตรวจร่างกาย และภาพถ่ายประกอบกัน

[4] มีสัญญาณเตือนบางอย่าง เช่น ขาอ่อนแรงมากขึ้น หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ที่ควรรีบพบแพทย์

[5] การดูแลหลังให้ถูกท่าและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยป้องกันและลดการเป็นซ้ำได้

อาการปวดที่รบกวนชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนอยู่คนเดียวครับ คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ และการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ก็เพื่อให้เรากลับไปทำสิ่งที่รัก อยู่กับคนที่เรารักได้อย่างมีความสุขในทุกๆ วัน

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

――――――――――――――――――――――――

#ปวดหลัง #ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดสะโพกร้าวลงขา #ปวดร้าวลงขา #กระดูกสันหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดเอว #รักษาปวดหลังไม่ผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #sciatica #lumbardischerniation #lowbackpain #radiculopathy #spinehealth

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ ปวดหลังร้าวลงขา รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วย Ultrasound-Guided Epidural Injection

 

"ยกของหนักครั้งเดียว ปวดร้าวลงขาเป็นเดือน" ลุงสมชายอายุ 60 ปี ตื่นเช้ามาช่วยลูกชายขนของย้ายบ้าน ยกกล่องตู้เย็นเพียงครั้งเดียว ก็รู้สึก "จี๊ด" ที่หลัง วันรุ่งขึ้น อาการปวดเริ่มร้าวจากเอวลงไปถึงน่องขวา เดินไม่ได้นานเกิน 10 นาที ต้องนั่งพักทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

เมื่อมาตรวจที่คลินิก ภาพเอกซเรย์เผยให้เห็นว่า กระดูกสันหลังของลุงไม่ได้ตรงเหมือนคนทั่วไป แต่บิดโค้งเป็นรูปตัว "S" จากการเสื่อมตามวัย โรคที่หลายคนไม่เคยรู้จักว่ามีอยู่ ชื่อว่า "Degenerative Scoliosis" หรือ "กระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม"

ข่าวดีคือ คนไข้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ "ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด" หากได้รับการรักษาด้วยวิธี Conservative ที่ถูกทาง โดยเฉพาะการฉีดยาเข้าโพรงประสาทไขสันหลังด้วย "Ultrasound Guide Epidural Injection" ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ทำให้การฉีดแม่นยำ ปลอดภัย และเห็นผลเร็ว

บทความนี้หมอเก่งจะอธิบายให้เข้าใจชัด ทั้งสาเหตุ อาการ และทางเลือกการรักษาที่ใช้ได้ผลจริงครับ

―――――――――――――――――――――――

กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ ปวดหลังร้าวลงขา รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วย Ultrasound-Guided Epidural Injection

―――――――――――――――――――――――

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

หลายคนคิดว่า "กระดูกสันหลังคด" เป็นโรคของเด็กและวัยรุ่นเท่านั้น เมื่อตรวจพบในผู้สูงอายุ คนไข้และครอบครัวมักตกใจ และเข้าใจว่าต้องผ่าตัดดัดกระดูกอย่างเดียว

ความจริงคือ "Degenerative Scoliosis" หรือกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม เป็นภาวะที่พบในผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ปีบ่อยมาก โดยไม่ได้เกิดจากกระดูกผิดรูปตั้งแต่เด็ก แต่เกิดจากหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลังที่เสื่อมไม่เท่ากันทั้งสองข้าง ทำให้กระดูกเอียงและบิดออกด้านข้างทีละน้อย

ส่วนใหญ่คนไข้กลุ่มนี้ "ไม่ต้องผ่าตัด" หากได้รับการดูแลด้วยแนวทาง Conservative Treatment ที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของ American College of Physicians (ACP) ในปี 2017 ที่แนะนำให้เริ่มด้วยวิธีไม่ผ่าตัดก่อนเสมอในผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรัง [1]

―――

โรคนี้คืออะไร

ลองนึกภาพ "เสาบ้านที่ทำจากท่อนไม้วางเรียงต่อกัน" ระหว่างท่อนไม้แต่ละท่อน มี "เบาะรองหมอน" คั่นไว้เพื่อกันการกระแทก ในคนหนุ่มสาว เบาะหมอนเหล่านี้หนานุ่ม กระดูกแต่ละท่อนวางตรงเป็นเส้นเดียวกัน

แต่เมื่ออายุมากขึ้น เบาะหมอน หรือ "หมอนรองกระดูก" เริ่มยุบและเสื่อม บางคนยุบทั้งสองข้างเท่ากัน กระดูกก็ยังตรง แต่บางคนยุบข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง กระดูกจึงเอียงไปทางที่ยุบมาก เกิดเป็นกระดูกสันหลังคดที่เรียกว่า Degenerative Scoliosis [2]

เมื่อกระดูกเอียง โพรงประสาทไขสันหลังที่ปกติเป็นช่องตรง ก็จะแคบลงด้านหนึ่ง ทำให้รากประสาทถูกบีบ เกิดอาการ "ปวดร้าวลงขา" ที่เรียกว่า Radiculopathy นั่นเอง

―――

อาการสำคัญที่ต้องรู้

คนไข้ส่วนใหญ่จะมีอาการ 3 กลุ่มหลัก

"กลุ่มแรก" ปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังส่วนล่าง ปวดมากขึ้นเมื่อยืนนานหรือเดินไกล แต่ดีขึ้นเมื่อนั่งหรือก้มตัว

"กลุ่มที่สอง" ปวดร้าวลงขา ตามแนวเส้นประสาท อาจปวดข้างเดียวหรือสองข้าง บางคนรู้สึกชา หรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง

"กลุ่มที่สาม" เดินไกลไม่ได้ ต้องหยุดพักทุก 100-200 เมตร เพราะปวดน่องและขาทั้งสองข้าง อาการนี้เรียกว่า Neurogenic Claudication เป็นสัญญาณของโพรงประสาทตีบแคบจากกระดูกที่คด

―――

ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย

[1] อายุเกิน 50 ปี โดยเฉพาะ 60-80 ปี

[2] เพศหญิงพบบ่อยกว่าชาย โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือนที่กระดูกบางลง

[3] ภาวะกระดูกพรุน Osteoporosis ทำให้กระดูกยุบไม่เท่ากัน

[4] อาชีพหรือกิจกรรมที่ก้มยกของหนักเป็นประจำตลอดชีวิต

[5] ประวัติบาดเจ็บกระดูกสันหลัง หรือเคยผ่าตัดหลังมาก่อน

―――

การวินิจฉัย

แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกาย ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ ความรู้สึกของขา และรีเฟล็กซ์ จากนั้นส่งภาพถ่ายเอกซเรย์ในท่ายืน เพื่อวัด "มุม Cobb" ที่บอกว่ากระดูกคดกี่องศา

หากมุมเกิน 10 องศา ถือว่ามี Scoliosis และหากคนไข้มีอาการปวดร้าวลงขา แพทย์จะพิจารณาส่ง MRI เพิ่ม เพื่อดูว่ารากประสาทเส้นไหนถูกบีบ และโพรงประสาทตีบที่ระดับใด

―――

แนวทางการรักษา ขั้น Step-Up

การรักษากระดูกสันหลังคดจากความเสื่อมในผู้สูงอายุ ใช้หลัก "ขั้นบันได" คือเริ่มจากวิธีเบาที่สุดก่อน หากไม่ดีขึ้นค่อยขยับขึ้นทีละขั้น

"ขั้นที่หนึ่ง" ปรับพฤติกรรม ลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ ใช้ความร้อนความเย็นบรรเทา

"ขั้นที่สอง" กายภาพบำบัด เน้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อหลัง

"ขั้นที่สาม" ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ และยากลุ่ม NSAIDs ตามความเหมาะสม

"ขั้นที่สี่" Ultrasound-Guided Epidural Steroid Injection การฉีดยาสเตียรอยด์ขนาดต่ำเข้าโพรงประสาทไขสันหลัง โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงนำทาง เพื่อลดการอักเสบของรากประสาทที่ถูกบีบ

"ขั้นที่ห้า" พิจารณาผ่าตัด เฉพาะกรณีที่อาการรุนแรง มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบ Conservative

―――

Ultrasound-Guided Epidural Injection คืออะไร

เทคนิคนี้คือการฉีดยาสเตียรอยด์ขนาดต่ำ ผสมกับยาชา เข้าไปในโพรงประสาทไขสันหลัง บริเวณรากประสาทที่อักเสบ โดยใช้เครื่อง Ultrasound เป็น "ตาที่สาม" ให้แพทย์มองเห็นเข็มและตำแหน่งกระดูกแบบ Real-Time ตลอดการฉีด

ข้อดีของการใช้ Ultrasound นำทางเทียบกับ Fluoroscopy แบบเดิมคือ ไม่ต้องใช้รังสีเอกซเรย์ ปลอดภัยกว่าทั้งคนไข้และแพทย์ ทำได้รวดเร็ว และทำที่คลินิกได้เลย

งานวิจัยของ Park และคณะ ในปี 2013 เปรียบเทียบ Ultrasound-Guided กับ Fluoroscopy-Guided Caudal Epidural Steroid Injection ในคนไข้ปวดร้าวลงขา 120 ราย พบว่าทั้งสองวิธีให้ผลลดปวดและฟื้นฟูการทำงานเท่ากัน แต่ Ultrasound ไม่ต้องใช้รังสี ทำให้ปลอดภัยกว่าในระยะยาว [5]

งานวิเคราะห์อภิมานของ Chou และคณะ ในวารสาร Annals of Internal Medicine ปี 2015 รวบรวม RCT 30 การศึกษา พบว่า Epidural Steroid Injection ช่วยลดปวดและฟื้นฟูการทำงานในคนไข้ปวดร้าวลงขาได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือนแรก [3]

งานวิจัย RCT ของ Friedly และคณะในวารสาร New England Journal of Medicine ปี 2014 ในคนไข้สูงอายุที่มีโพรงประสาทตีบ พบว่ากลุ่มที่ได้สเตียรอยด์ร่วมกับยาชา มีการลดปวดและเพิ่มการทำงานในช่วง 3-6 สัปดาห์แรก [4]

―――

เมื่อไหร่ควรพิจารณาผ่าตัด

แม้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด แต่มีบางสถานการณ์ที่ควรพิจารณา ได้แก่ กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงรุนแรง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ปวดมากจนไม่สามารถเดินหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ และไม่ตอบสนองต่อการรักษา Conservative อย่างเต็มที่นานเกิน 3-6 เดือน

―――

พยากรณ์โรคและภาวะแทรกซ้อนถ้าไม่รักษา

[1] อาการปวดเรื้อรังนานขึ้น คุณภาพชีวิตลดลง

[2] กระดูกอาจคดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1-3 องศาต่อปี โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน

[3] การเดินไกลทำได้ลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อน้อย Sarcopenia

[4] ภาวะซึมเศร้าและการขาดสังคม จากการเคลื่อนไหวที่จำกัด

[5] ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีรากประสาทถูกบีบจนกล้ามเนื้ออ่อนแรงถาวร

―――

วิธีดูแลตัวเองและป้องกัน

[1] ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ โยคะอ่อนๆ

[2] หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก ใช้ท่ายกที่ถูกต้องโดยย่อเข่าก่อน

[3] ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ลดภาระต่อกระดูกสันหลัง

[4] เสริมความแข็งแรงของกระดูกด้วยแคลเซียม วิตามิน D และการตรวจวัดมวลกระดูกในผู้สูงอายุ

[5] พบแพทย์เมื่อมีอาการปวดร้าวลงขานานเกิน 2 สัปดาห์ ไม่ปล่อยให้เรื้อรัง

―――

คำถามที่พบบ่อย

"ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไขสันหลังอันตรายไหม"

สเตียรอยด์ขนาดต่ำที่ใช้ใน Epidural Injection เป็นขนาดที่ปลอดภัย หากฉีดโดยแพทย์ที่ชำนาญและใช้ Ultrasound นำทาง ความเสี่ยงจะต่ำมาก งานทบทวนของ Bicket และคณะ ในปี 2015 ระบุว่าภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบน้อยมากเมื่อปฏิบัติตามมาตรฐาน

"ฉีดได้บ่อยแค่ไหน"

แนวทางมาตรฐานคือ ฉีดได้ 3-4 ครั้งต่อปี โดยเว้นระยะแต่ละครั้งอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นกับการตอบสนองของแต่ละราย

"ผ่าตัดกับฉีดยา อย่างไหนดีกว่า"

ขึ้นกับความรุนแรงของอาการและกระดูกที่คด ในรายที่อาการไม่รุนแรงและไม่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง การฉีดยาร่วมกับกายภาพบำบัดให้ผลดี โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดใหญ่ในผู้สูงอายุ

"กระดูกที่คดแล้วจะกลับมาตรงได้ไหม"

กระดูกที่คดจากความเสื่อมจะไม่กลับมาตรงเอง แต่การรักษาเป้าหมายคือ "ลดปวด ฟื้นฟูการเดิน และคงคุณภาพชีวิต" ไม่ใช่ดัดกระดูกให้ตรง

"หลังฉีดต้องพักนานไหม"

ส่วนใหญ่หลังฉีดสามารถกลับบ้านได้ภายใน 30-60 นาที พักผ่อน 1-2 วัน หลีกเลี่ยงการยกของหนักประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

―――

สรุปสำคัญ

[1] Degenerative Scoliosis เป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ไม่ใช่โรคของเด็กเพียงอย่างเดียว

[2] อาการสำคัญคือ ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา และเดินไกลไม่ได้

[3] แนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับระดับโลกคือ Conservative Treatment เริ่มจากเบาไปหนัก

[4] Ultrasound-Guided Epidural Injection เป็นทางเลือกที่ปลอดภัย แม่นยำ และเห็นผลเร็ว เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการหลีกเลี่ยงรังสีและการผ่าตัด

[5] คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการดูแลที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ

―――――――――――――――――――――――

หมายเหตุทางการแพทย์

ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากท่านมีอาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงขา หรือเดินไกลไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสมครับ

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ – ธนินนิตย์คลินิก

Line OA: @doctorkeng โทร: 088-252-3466 เว็บไซต์: doctorkeng.com

―――――――――――――――――――――――

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #ปวดหลังร้าวลงขา #กระดูกสันหลังคด #DegenerativeScoliosis #ฉีดยาแก้ปวดหลัง #UltrasoundGuidedInjection #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #ปวดหลังผู้สูงอายุ #คลินิกเชียงใหม่ #BackPain #Scoliosis #EpiduralInjection #UltrasoundGuided #SpinalStenosis

―――――――――――――――――――――――

เอกสารอ้างอิง

[1] Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA; Clinical Guidelines Committee of the American College of Physicians. Noninvasive treatments for acute, subacute, and chronic low back pain: a clinical practice guideline from the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(7):514-30. doi:10.7326/M16-2367

[2] York PJ, Kim HJ. Degenerative scoliosis. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):547-58. doi:10.1007/s12178-017-9445-0

[3] Chou R, Hashimoto R, Friedly J, Fu R, Bougatsos C, Dana T, et al. Epidural corticosteroid injections for radiculopathy and spinal stenosis: a systematic review and meta-analysis. Ann Intern Med. 2015;163(5):373-81. doi:10.7326/M15-0934

[4] Friedly JL, Comstock BA, Turner JA, Heagerty PJ, Deyo RA, Sullivan SD, et al. A randomized trial of epidural glucocorticoid injections for spinal stenosis. N Engl J Med. 2014;371(1):11-21. doi:10.1056/NEJMoa1313265

[5] Park Y, Lee JH, Park KD, Ahn JK, Park J, Jee H. Ultrasound-guided vs. fluoroscopy-guided caudal epidural steroid injection for the treatment of unilateral lower lumbar radicular pain: a prospective, randomized, single-blind clinical study. Am J Phys Med Rehabil. 2013;92(7):575-86. doi:10.1097/PHM.0b013e318292356b

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ใช่แค่หมอนรองกระดูกทับเส้น รู้จัก "Spondylolysis" กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก

 




ปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงสะโพก ก้น ขา น่อง

นี่อาจไม่ใช่แค่ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" อย่างที่หลายคนเข้าใจ

มีโรคหนึ่งที่หมอเจอบ่อยในวัยรุ่นนักกีฬา และในคนวัยทำงานที่ยกของหนัก แอ่นหลังบ่อย ชื่อโรคนี้คือ "กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก" หรือ Spondylolysis

ที่ตรวจ X-ray ธรรมดามักไม่เจอ ที่ทำ MRI ทั่วไปก็มักพลาด ถึงครึ่งหนึ่งของเคส [5]

แต่ถ้าวินิจฉัยถูกตั้งแต่ต้น ส่วนใหญ่ "ไม่ต้องผ่าตัด" หายได้ด้วยการใส่เสื้อพยุงหลัง พักกีฬา และทำกายภาพบำบัด

แล้วถ้าปล่อยไว้นาน จะเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงพลาดวินิจฉัยโรคนี้? และสัญญาณอะไรที่บอกว่าคุณอาจเป็นโรคนี้?

อ่านต่อในบทความ ผมจะอธิบายให้ฟังครบทั้งสาเหตุ การวินิจฉัย และวิธีรักษาที่ได้ผลจริง

―――――――――――――――――――――――

ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ใช่แค่หมอนรองกระดูกทับเส้น รู้จัก "Spondylolysis" กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก

―――――――――――――――――――――――

หมอเก่งเจอเคสนี้บ่อยมากในคลินิก คุณสมชาย อายุ 32 ปี อาชีพช่างก่อสร้าง มาด้วยอาการปวดหลังเรื้อรังนานกว่า 6 เดือน เริ่มจากปวดเฉพาะหลังช่วงเอว ต่อมาเริ่มปวดร้าวลงก้น ลงต้นขา ลงน่อง บางครั้งมีอาการชาที่ปลายเท้าด้วย

คุณสมชายเคยไปหาหมอมาแล้ว 3 ที่ ตรวจ X-ray ปกติ ทำ MRI ก็บอกว่า "หมอนรองกระดูกเสื่อมเล็กน้อย" ได้ยาแก้ปวด ทำกายภาพบำบัด แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น

จนกระทั่งมาพบหมอเก่ง ส่งตรวจ CT scan เฉพาะจุด จึงพบสาเหตุที่แท้จริง คือ "กระดูกสันหลังส่วน Pars interarticularis หักทั้งสองข้างที่ระดับ L5" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Spondylolysis ครับ

Spondylolysis คืออะไร

Spondylolysis (สะ-ปอน-ดิ-โล-ลัย-ซิส) หรือภาษาไทยเรียกว่า "กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก" คือภาวะที่กระดูกส่วนเล็กๆ ของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า "Pars interarticularis" เกิดรอยร้าวหรือหักจากการรับแรงซ้ำๆ เป็นเวลานาน

ขอเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายครับ กระดูกสันหลังของเราเหมือนตัวต่อเลโก้ที่เรียงต่อกันเป็นแนว ตรงด้านหลังของกระดูกแต่ละชิ้นจะมี "สะพานเชื่อม" เล็กๆ ระหว่างข้อต่อด้านบนกับด้านล่าง สะพานนี้แหละครับคือ Pars interarticularis ถ้าเราแอ่นหลัง บิดตัว หรือยกของหนักซ้ำๆ บ่อยๆ สะพานเล็กๆ นี้จะรับแรงไม่ไหว เกิดเป็นรอยร้าวคล้ายกระดูกหักจากความล้า (stress fracture) [1]

โรคนี้พบบ่อยมากครับ ในประชากรทั่วไปพบประมาณ "6 ถึง 11.5 เปอร์เซ็นต์" ของประชากรโลก และพบในนักกีฬาวัยรุ่นมากถึง "7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์" [2] โดยตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือกระดูกสันหลังระดับ L5 รองลงมาคือ L4 [1]

ทำไมถึงปวดร้าวลงขา ทั้งที่หักอยู่ที่หลัง

นี่เป็นคำถามที่คนไข้ถามหมอเก่งบ่อยมากครับ เพราะดูเหมือนว่ากระดูกหักอยู่ตรงหลัง แต่ทำไมถึงปวดลงสะโพก ก้น ขา น่อง

คำตอบคือ เมื่อกระดูก Pars หัก บริเวณรอบๆ จะเกิดการอักเสบ บวม และมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จะไปกดทับ "เส้นประสาท" ที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะเส้นประสาทที่วิ่งจากกระดูกสันหลังลงไปยังขา [1]

นอกจากนี้ ถ้ากระดูก Pars หักทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังชิ้นนั้นอาจ "เลื่อน" ไปข้างหน้า กลายเป็นภาวะที่เรียกว่า Spondylolisthesis (กระดูกสันหลังเคลื่อน) ซึ่งจะยิ่งกดทับเส้นประสาทมากขึ้น ทำให้ปวดร้าวลงขามากขึ้น มีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามมา [3]

สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต

อาการที่บ่งบอกว่าอาจเป็น Spondylolysis ครับ

[1] ปวดหลังช่วงเอวเรื้อรัง โดยเฉพาะปวดมากขึ้นเมื่อแอ่นหลัง บิดตัว หรือยืนนานๆ

[2] ปวดร้าวลงสะโพก ลงก้น ลงต้นขาด้านหลัง หรือลงน่อง บางคนปวดลงถึงเท้า

[3] อาการชาหรือเหน็บที่ขาหรือเท้า เมื่อเดินไกลๆ หรือยืนนาน

[4] กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) ตึงผิดปกติ เหยียดขาไม่ตรง

[5] อาการดีขึ้นเมื่อก้มตัวไปข้างหน้า หรือนั่งพัก แต่กลับมาแย่เมื่อยืนหรือแอ่นหลัง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้

[1] นักกีฬาที่ต้องแอ่นหลังบ่อย เช่น ยิมนาสติก ฟุตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส กอล์ฟ ยกน้ำหนัก [2]

[2] อาชีพที่ยกของหนัก แอ่นหลัง บิดตัวซ้ำๆ เช่น ช่างก่อสร้าง พนักงานคลังสินค้า เกษตรกร

[3] ผู้ที่มีกระดูกสันหลังโค้งงอผิดปกติแต่กำเนิด

[4] ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่หลังรุนแรง

[5] พันธุกรรม มีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้

การวินิจฉัย เรื่องที่หมอหลายคนพลาด

จุดสำคัญที่หมอเก่งอยากเน้นเป็นพิเศษคือ "การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้ยากกว่าที่คิด" ครับ

จากการศึกษาในผู้ป่วยที่ปวดหลังเรื้อรังกว่า 2,000 คน พบว่า MRI แบบมาตรฐานทั่วไป "พลาดการวินิจฉัย Spondylolysis" ในเกือบครึ่งหนึ่งของเคส โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่ยังไม่มีการเสื่อมของกระดูกสันหลัง MRI พลาดถึงร้อยละ 51 [5]

นี่คือเหตุผลที่คนไข้หลายคนตรวจ MRI มาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องสักที

เครื่องมือวินิจฉัยที่ใช้ในปัจจุบัน

"X-ray กระดูกสันหลังธรรมดา" เป็นการตรวจเบื้องต้น แต่ไวไม่พอที่จะเห็นรอยหักเล็กๆ บางครั้งต้อง X-ray ในท่าเฉียง (oblique view) เพื่อมองหา "Scottie dog sign" ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ Spondylolysis [2]

"MRI" ใช้ดูการอักเสบของกระดูกและการกดทับเส้นประสาท แต่ "ความไวเพียงร้อยละ 59" สำหรับการเห็นรอยหัก จึงอาจพลาดได้ [5]

"CT scan" ถือเป็น Gold Standard ในการวินิจฉัย Spondylolysis เพราะเห็นรอยหักของกระดูกชัดเจน ความไวสูงถึงร้อยละ 77 [5]

"SPECT bone scan" ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีกระดูกหักแบบใหม่ จะเห็น "จุดสว่าง" (hot spot) ที่ตำแหน่ง Pars ที่กำลังหัก

แนวทางการรักษา เริ่มจากไม่ต้องผ่าตัดเสมอ

หมอเก่งย้ำเสมอครับว่า "ส่วนใหญ่ของเคส Spondylolysis ไม่ต้องผ่าตัด" หายได้ด้วยการรักษาแบบ Conservative

[1] ปรับพฤติกรรมและพักกีฬา

หยุดกิจกรรมที่ทำให้แอ่นหลัง บิดตัว หรือกระแทกแรงๆ เป็นเวลา 3 ถึง 6 เดือน หลีกเลี่ยงการยกของหนัก งานวิจัยพบว่าการพักกีฬาร่วมกับการรักษาที่ถูกต้อง สามารถทำให้นักกีฬากลับมาเล่นกีฬาได้เฉลี่ยภายใน 4.6 ถึง 6.8 เดือน โดยกลับมาได้ร้อยละ 92 ของเคส [2]

[2] ใส่เสื้อพยุงหลัง (Thoracolumbosacral Orthosis)

ช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง ลดแรงกดที่ Pars เพื่อให้กระดูกที่ร้าวมีโอกาสเชื่อมติด ใส่ประมาณ 3 เดือนแล้วประเมินด้วย CT scan ซ้ำ [2]

[3] กายภาพบำบัด

เน้นเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core muscles) ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง และฝึกท่าทางที่ถูกต้องในการยืน นั่ง ยกของ [1]

[4] ยา

ใช้ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบเมื่อจำเป็น แต่ไม่ใช่การรักษาหลักครับ

[5] Ultrasound-guided injection

สำหรับเคสที่ยังปวดมาก หลังจากรักษาแบบ Conservative แล้ว 3 เดือน อาจพิจารณาฉีดยาแก้อักเสบที่ตำแหน่ง Pars defect โดยใช้ Ultrasound ช่วยนำทาง เพื่อความแม่นยำ ลดอาการปวด และช่วยให้กลับมาทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น

[6] ผ่าตัด (เฉพาะกรณีจำเป็น)

จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อรักษาแบบ Conservative ครบ 6 ถึง 12 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ปวดมากจนกระทบชีวิตประจำวัน หรือมีกระดูกเคลื่อนรุนแรง เทคนิคการผ่าตัดที่ใช้บ่อย ได้แก่ Buck's repair, Pedicle screw repair และ Minimally Invasive Surgery (MIS) ซึ่งมีอัตราการเชื่อมติดของกระดูกสูงและภาวะแทรกซ้อนต่ำ [3][4]

พยากรณ์โรค หายได้ไหม

ข่าวดีคือ "หายได้ครับ" หากวินิจฉัยถูกต้องและรักษาเร็ว

ในนักกีฬาวัยรุ่นที่ได้รับการรักษาแบบ Conservative อย่างเหมาะสม กลับไปเล่นกีฬาได้ถึง "ร้อยละ 92" ภายในเฉลี่ย 4.6 เดือน [2] ส่วนผู้ที่ต้องผ่าตัด อัตราการเชื่อมติดของกระดูกหลังผ่าตัดด้วยเทคนิค Pedicle screw repair สูงกว่าร้อยละ 80 และมีภาวะแทรกซ้อนต่ำ [4]

แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา รอยหักอาจไม่เชื่อมติด กลายเป็น "Pseudoarthrosis" (ข้อเทียม) ทำให้ปวดเรื้อรัง บางคนเกิดกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) ตามมา ซึ่งจะกดทับเส้นประสาทรุนแรงขึ้น และอาจต้องผ่าตัดใหญ่ในภายหลัง

วิธีป้องกัน

[1] หลีกเลี่ยงการแอ่นหลังหรือบิดตัวซ้ำๆ ในนักกีฬาวัยรุ่น ควรพักจากกิจกรรมที่หนักเกินตัว

[2] เสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core strengthening) สม่ำเสมอ

[3] ยกของหนักให้ถูกท่า งอเข่า ไม่งอหลัง

[4] ถ้าปวดหลังเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เฉพาะทาง ไม่ปล่อยไว้

[5] ในเด็กและวัยรุ่นที่ปวดหลังนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรตรวจหา Spondylolysis โดยเฉพาะถ้าเล่นกีฬาที่ต้องแอ่นหลัง

คำถามที่พบบ่อย

ถาม Spondylolysis เป็นโรคของเด็กหรือผู้ใหญ่ ตอบ พบได้ทั้งสองวัยครับ แต่มักเริ่มเกิดในวัยเด็กถึงวัยรุ่นจากการเล่นกีฬา และมาแสดงอาการในวัยทำงาน

ถาม MRI ปกติ แปลว่าไม่เป็น Spondylolysis ใช่ไหม ตอบ ไม่ใช่ครับ MRI แบบมาตรฐานอาจพลาดได้ถึงร้อยละ 51 ในคนอายุน้อย หากมีอาการชัดเจน ควรทำ CT scan ยืนยัน [5]

ถาม ต้องผ่าตัดเสมอไหม ตอบ ไม่ครับ มากกว่าร้อยละ 90 ของเคส สามารถรักษาหายโดยไม่ต้องผ่าตัด [2]

ถาม ออกกำลังกายได้ไหม ตอบ ในช่วงรักษาควรหยุดกีฬาที่ทำให้แอ่นหลัง แต่สามารถทำกายภาพบำบัดและเสริมกล้ามเนื้อ Core ได้

ถาม กลับไปเล่นกีฬาได้เมื่อไหร่ ตอบ เฉลี่ย 4 ถึง 6 เดือนหลังการรักษาที่ถูกต้องครับ [2]

สรุปสิ่งสำคัญ

[1] ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ได้แปลว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้น" เสมอไป

[2] Spondylolysis เป็นสาเหตุที่ถูกมองข้ามบ่อย โดยเฉพาะในวัยรุ่นนักกีฬาและคนวัยทำงานที่แอ่นหลังบ่อย

[3] MRI ปกติไม่ได้แปลว่าไม่เป็น Spondylolysis ต้องใช้ CT scan ยืนยัน

[4] รักษาเร็ว หายเร็ว ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด

[5] ถ้าปวดเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยที่ถูกต้อง

―――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666

"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"

―――――――――――――――――――――――

#ปวดหลัง #ปวดร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #กระดูกสันหลังหัก #Spondylolysis #ParsFracture #ปวดเอวเรื้อรัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #BackPain #LumbarSpondylolysis #ParsInterarticularis #LowBackPain #SpineHealth

―――――――――――――――――――――――

เอกสารอ้างอิง

[1] Debnath UK. Lumbar spondylolysis - current concepts review. J Clin Orthop Trauma. 2021;21:101535. doi:10.1016/j.jcot.2021.101535

[2] Minor A, Klein BR, Sowah MN, Etienne K, Levi AD. Pars interarticularis fractures treated with minimally invasive surgery: a literature review. J Clin Med. 2024;13(2):581. doi:10.3390/jcm13020581

[3] Mohammed N, Patra DP, Narayan V, Savardekar AR, Dossani RH, Bollam P, et al. A comparison of the techniques of direct pars interarticularis repairs for spondylolysis and low-grade spondylolisthesis: a meta-analysis. Neurosurg Focus. 2018;44(1):E10. doi:10.3171/2017.11.FOCUS17581

[4] Tsai SHL, Chang CW, Chen WC, Lin TY, Wang YC, Wong CB, et al. Does direct surgical repair benefit pars interarticularis fracture? A systematic review and meta-analysis. Pain Physician. 2022;25(3):265-82.

[5] West AM, d'Hemecourt PA, Bono OJ, Micheli LJ, Sugimoto D. Diagnostic accuracy of magnetic resonance imaging and computed tomography scan in young athletes with spondylolysis. Clin Pediatr (Phila). 2019;58(6):671-6. doi:10.1177/0009922819832643