วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

หมอนรองกระดูกเสื่อม... ไม่ต้องรอให้แก่ก็เป็นได้? เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้

 

หมอนรองกระดูกเสื่อม... ไม่ต้องรอให้แก่ก็เป็นได้? เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้

เชื่อไหมครับว่า "ความเสื่อม" บางอย่างไม่ได้เริ่มต้นตอนที่เราอายุ 60 ปีเสมอไป หลายครั้งที่หมอเจอคนไข้วัยทำงานเดินเข้ามาด้วยอาการปวดหลังเรื้อรัง พอตรวจอย่างละเอียดกลับพบว่า หมอนรองกระดูก เริ่มเสื่อมสภาพไปไกลกว่าอายุจริงเสียอีก

วันนี้หมอจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า "โช้คอัพ" ประจำร่างกายเราให้ดีขึ้นครับ ว่ามันเริ่มพังตอนไหน และเราจะรักษามันให้อยู่กับเราไปนานๆ ได้อย่างไร


"หมอคะ แค่อายุ 30 เอง ทำไมหมอนรองกระดูกถึงเสื่อมแล้ว?"

นี่คือคำถามจากคุณ "บี" (นามสมมติ) กราฟิกดีไซน์เนอร์สาววัย 30 ต้นๆ ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดหลังลามไปถึงก้นก้อย เธอตกใจมากเมื่อหมอบอกว่าหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อม เพราะเธอคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนวัยเกษียณ

หมออธิบายให้คุณบีฟังว่า ตามธรรมชาติแล้ว หมอนรองกระดูกสันหลังของคนเราจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหรือ "เริ่มเสื่อม" ได้ตั้งแต่อายุ 20-25 ปีครับ! เพียงแต่ในช่วงแรกมันเป็นการเสื่อมระดับเซลล์ที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน แต่พอเข้าสู่วัย 30-40 ปี หากเราใช้งานร่างกายหนัก ไม่ดูแลท่าทางให้ดี อาการปวดถึงจะเริ่มเด่นชัดขึ้นมาครับ


หมอนรองกระดูกคืออะไร? (ภาษาชาวบ้าน)

ให้คุณจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "ปล้องไม้ไผ่" ที่วางซ้อนกัน ระหว่างข้อกระดูกแต่ละข้อจะมี "หมอนรองกระดูก" คั่นอยู่ครับ เจ้าหมอนนี้ทำหน้าที่เหมือน โช้คอัพรถยนต์ หรือ ยางกันกระแทก ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะเหมือน "เจลลี่" นุ่มๆ (Nucleus) และมีเปลือกเหนียวๆ (Annulus) หุ้มอยู่รอบนอก เมื่อเวลาผ่านไป หรือโดนแรงกระแทกบ่อยๆ เจลลี่ข้างในจะเริ่มแห้งลง เปลือกที่หุ้มจะเริ่มเปราะแตก ทำให้ประสิทธิภาพในการรับแรงกระแทกน้อยลง นี่แหละครับที่เรียกว่า "ความเสื่อม"


3 ตำแหน่งยอดฮิตที่พบบ่อยที่สุด

ร่างกายเรามีหมอนรองกระดูกหลายข้อ แต่จุดที่รับภาระหนักที่สุดและเสื่อมบ่อยที่สุดคือ:

  1. ระดับเอวข้อที่ 4-5 (L4-L5): เป็นจุดที่รับน้ำหนักตัวมากที่สุดและมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดเวลาเราก้มๆ เงยๆ
  2. ระดับเอวข้อที่ 5 - กระเบนเหน็บ (L5-S1): จุดเชื่อมต่อสุดท้ายของกระดูกสันหลังที่รับแรงกดมหาศาล
  3. ระดับคอข้อที่ 5-6 (C5-C6): พบบ่อยมากในยุคปัจจุบัน เพราะเราก้มหน้าเล่นมือถือและจ้องคอมพิวเตอร์นานเกินไป

สัญญาณเตือน... แบบไหนที่ต้องระวัง?

อาการจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่เสื่อมครับ:

  • ถ้าเสื่อมที่เอว: จะเริ่มจากปวดตื้อๆ ที่ส่วนล่างของหลัง ถ้าเสื่อมจนปลิ้นไปทับเส้นประสาท จะมีอาการ "ปวดร้าวลงขา" เหมือนไฟช็อต อาจมีอาการชาที่เท้า หรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง
  • ถ้าเสื่อมที่คอ: จะปวดตื้อที่ท้ายทอย ลามไปที่สะบัก และร้าวลงไปที่แขนหรือนิ้วมือ บางคนมีอาการมือชา หยิบจับของเล็กๆ ลำบาก

ปัจจัยเร่ง... ที่ทำให้หมอนรองกระดูกพังไวขึ้น

นอกจากเรื่อง "อายุ" ที่เราห้ามไม่ได้แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เรา (เผลอ) ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกวันครับ:

  • น้ำหนักตัวเกิน: เหมือนรถเก๋งที่บรรทุกของหนักเท่ารถสิบล้อ โช้คอัพย่อมพังไว
  • พฤติกรรม "เนือยนิ่ง": การนั่งท่าเดิมนานๆ เกิน 2 ชั่วโมง ทำให้แรงดันในหมอนรองกระดูกสูงขึ้นกว่าการยืนหรือนอนหลายเท่า
  • การยกของผิดท่า: การก้มหลังลงไปหยิบของหนักโดยไม่ย่อเข่า เป็นการสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อหมอนรองกระดูก
  • บุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้เสื่อมและแห้งไวกว่าคนปกติ

การตรวจวินิจฉัย (เข้าใจง่าย)

เมื่อมาพบหมอ หมอจะประเมินอาการเบื้องต้นก่อนครับ:

  • การตรวจร่างกาย: ทดสอบการยกขา (Straight Leg Raise) เพื่อเช็คการตึงของเส้นประสาท
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีช่องว่างแคบลงไหม
  • MRI: เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด เพราะเห็น "ไส้เจลลี่" และ "เส้นประสาท" ชัดเจน ทำให้รู้ว่าเสื่อมระดับไหนและทับเส้นประสาทหรือไม่

วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง (ก่อนจะถึงมือหมอ)

  1. กฎ 30/30: นั่งทำงาน 30 นาที ให้ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย 30 วินาที เพื่อเปลี่ยนจุดรับแรงกด
  2. คุมน้ำหนัก: ลดภาระให้กระดูกสันหลังโดยตรง
  3. ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscle): สร้าง "เกราะป้องกัน" ให้หลังด้วยการทำท่า Plank หรือโยคะเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อท้องและหลังช่วยพยุงน้ำหนักแทนกระดูก
  4. ปรับท่านั่ง: หลังพิงพนัก เท้าวางราบพื้น จอคอมพิวเตอร์อยู่ระดับสายตา ไม่ก้มคอ

พยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

หมอนรองกระดูกที่เสื่อมแล้วอาจจะไม่กลับมา "เต่งตึง" เหมือนเด็กอายุ 15 ครับ แต่ข่าวดีคือ "เราสามารถอยู่กับความเสื่อมได้โดยไม่มีอาการปวด" ครับ หากเราปรับพฤติกรรมและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง อาการอักเสบจะหายไป และร่างกายจะเข้าสู่สภาวะสมดุลจนคุณกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ


สรุป

ความเสื่อมเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เรา "ชะลอ" มันได้ครับ อย่ารอให้มีอาการชาหรือเดินไม่ได้แล้วค่อยมาหาหมอ การใส่ใจท่าทางการนั่งและการใช้ชีวิตในวันนี้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับกระดูกสันหลังของคุณในวันข้างหน้าครับ

สำหรับท่านที่มีความกังวลหรืออยากแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม หมอยินดีรับฟังด้วยความยินดีครับ เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกเสื่อม #ปวดหลัง #ปวดร้าวลงขา #กระดูกสันหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #สุขภาพหลัง #หมอเก่ง #ดูแลกระดูก #ป้องกันก่อนป่วย #รักษาโดยไม่ผ่าตัด


References

  1. Fardon DF, et al. Lumbar disc nomenclature: version 2.0: Recommendations of the combined task forces of the North American Spine Society. Spine J. 2014;14(11):2525-45. (สรุป: การจำแนกประเภทและความหมายของความเสื่อมหมอนรองกระดูกที่ได้มาตรฐานสากล)
  2. Teraguchi M, et al. Prevalence of whole spine disc degeneration in a population-based study of elderly people. Osteoarthritis Cartilage. 2014;22(10):1565-71. (สรุป: ข้อมูลความชุกของการเสื่อมของหมอนรองกระดูกในแต่ละช่วงวัย)
  3. Battie MC, et al. Lumbar disc degeneration: epidemiology and genetics. J Bone Joint Surg Am. 2006;88 Suppl 2:3-9. (สรุป: ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อความเร็วในการเสื่อมของหมอนรองกระดูก)
  4. Urban JP, Roberts S. Degeneration of the intervertebral disc. Arthritis Res Ther. 2003;5(3):120-30. (สรุป: อธิบายกลไกทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารที่เข้าไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกเมื่ออายุมากขึ้น)
  5. Brinjikji W, et al. Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR Am J Neuroradiol. 2015;36(4):811-6. (สรุป: งานวิจัยที่พบว่าความเสื่อมในผล MRI สามารถพบได้ในคนที่ไม่มีอาการปวดเลย ดังนั้นการปรับพฤติกรรมจึงสำคัญมาก)

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

แค่ก้มเก็บของแต่เหมือนไฟช็อตลงขา! "กระดูกสันหลังเคลื่อน" เรื่องใหญ่ที่คนปวดหลังต้องรู้

 

แค่ก้มเก็บของแต่เหมือนไฟช็อตลงขา! "กระดูกสันหลังเคลื่อน" เรื่องใหญ่ที่คนปวดหลังต้องรู้

หลายคนคงเคยมีอาการปวดหลังเป็น ๆ หาย ๆ ใช่ไหมครับ? แต่ถ้าวันหนึ่งอาการปวดนั้นเปลี่ยนไป จากที่แค่ปวดเมื่อยธรรมดา กลายเป็นอาการปวดเสียวแปล๊บเหมือนมีไฟช็อตจากเอวร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือลามไปถึงปลายเท้า แถมบางครั้งเดินไปได้นิดเดียวก็ต้องหยุดพักเพราะขาไม่มีแรง อาการแบบนี้ไม่ใช่แค่ปวดกล้ามเนื้อธรรมดาแล้วครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนของโรค "กระดูกสันหลังเคลื่อน" หรือที่ภาษาหมอเรียกกันว่า Spondylolisthesis ครับ


"หมอครับ ผมแค่ก้มยกกระถางต้นไม้เอง ทำไมคราวนี้มันปวดจนเดินไม่ได้เลย?"

ผมมีคนไข้เคสหนึ่ง ชื่อคุณลุงสมชาย (นามสมมติ) อายุประมาณ 60 ปี แกเดินกระเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลมาก แกเล่าให้ฟังว่า "หมอครับ ปกติผมก็ปวดหลังบ่อยนะ แต่วันก่อนแค่ก้มลงเก็บถุงกับข้าวที่พื้น พอลุกขึ้นมามันเหมือนมีสายฟ้าฟาดร้าวลงไปที่ขาซ้ายเลย ตอนนี้แค่ยืนล้างจานนาน ๆ ก็ปวดจนขาชาไปหมด ต้องนั่งพักถึงจะดีขึ้น"

สิ่งที่คุณลุงสมชายเป็น คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากของโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนครับ โรคนี้ไม่ใช่แค่กระดูกเสื่อมตามวัยธรรมดา แต่มันมีการ "ขยับ" ของข้อต่อที่ไม่ควรจะขยับครับ


กระดูกสันหลังเคลื่อนคืออะไร? (อธิบายแบบเห็นภาพง่าย ๆ)

ให้นึกภาพว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "ก้อนอิฐ" ที่วางซ้อนกันเป็นคอนโดมิเนียมสูง ๆ โดยมี "หมอนรองกระดูก" เป็นแผ่นยางนุ่ม ๆ กั้นระหว่างชั้น และมี "ข้อต่อ" เล็ก ๆ ด้านหลังช่วยล็อกให้อิฐทุกก้อนวางตรงแนวกันเป๊ะ ๆ

กระดูกสันหลังเคลื่อน เกิดจากการที่ "ตัวล็อก" หรือข้อต่อเหล่านั้นมันหลวม เสื่อมสภาพ หรือบางคนมีรอยร้าวมาตั้งแต่เด็ก ทำให้กระดูกก้อนบนมัน "ไถล" หรือ "ลื่น" ออกมาด้านหน้า ไม่วางซ้อนกันตามแนวปกติ พออัฐมันเคลื่อนปุ๊บ มันก็จะไปเบียดหรือ "กดทับเส้นประสาท" ที่วิ่งอยู่ข้างหลังกระดูกนั่นเองครับ

ทำไมเราถึงเป็นโรคนี้? (สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง)

  1. ความเสื่อมตามวัย (พบบ่อยที่สุด): เมื่อเราอายุมากขึ้น ข้อต่อและเอ็นยึดกระดูกจะหย่อนยานและบางลง ทำให้กระดูกขาดความมั่นคงจนเคลื่อนที่ได้
  2. รอยร้าวแต่กำเนิดหรือจากอุบัติเหตุ: บางคนมีรอยแยกตรงข้อต่อกระดูกสันหลังมาตั้งแต่ตอนวัยรุ่น (ส่วนใหญ่เกิดจากการเล่นกีฬาที่ต้องแอ่นหลังบ่อย ๆ) พออายุมากขึ้นรอยร้าวนี้ก็ทำให้กระดูกไถลออกง่ายขึ้น
  3. พฤติกรรมการใช้งาน: การยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องบ่อย ๆ หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังส่วนล่างต้องแบกรับภาระหนักจนทนไม่ไหว

เช็กอาการ... แบบไหนคือ "กระดูกเคลื่อน" ไม่ใช่แค่ "ปวดหลังทั่วไป"

  • ปวดหลังส่วนล่าง: ปวดตื้อ ๆ บริเวณเอว มักปวดมากขึ้นเวลาเดินหรือยืนนาน ๆ
  • ปวดร้าวลงขา: อาการปวดจะวิ่งจากเอวลงไปที่สะโพก ขา หรือน่อง เหมือนไฟช็อต
  • อาการชาและอ่อนแรง: รู้สึกขาชาเหมือนเป็นเหน็บ หรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินแล้วเหมือนจะทรุด
  • อาการเดินได้ไม่ไกล (Neurogenic Claudication): นี่คืออาการเฉพาะตัวเลยครับ คือเดินไปสักพักจะปวดน่องหรือชาจนเดินต่อไม่ได้ ต้องก้มตัวลงหรือนั่งพักสักแป๊บถึงจะเดินต่อได้

ไปหาหมอ... ต้องตรวจอะไรบ้าง?

เวลามาหาหมอ ไม่ต้องกลัวครับ การตรวจไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะให้ลองเดินเขย่งเท้า เดินด้วยส้นเท้า และทดสอบการยกขาตึงเพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยแค่ไหน
  • การเอกซเรย์ (X-ray): อันนี้สำคัญมากครับ และต้องทำในท่า "แอ่นตัวและก้มตัว" (Flexion-Extension) เพื่อดูว่ากระดูกมันขยับหรือแกว่งตัวได้หรือไม่ ซึ่งการเอกซเรย์ธรรมดาท่าเดียวอาจจะมองไม่เห็น
  • MRI: หมอจะส่งตรวจในกรณีที่คนไข้มีอาการชารุนแรงหรืออ่อนแรง เพื่อดูให้ชัดเจนว่าเส้นประสาทถูกกดทับตรงไหน และหมอนรองกระดูกปลิ้นร่วมด้วยหรือไม่

การรักษา: ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

คำตอบคือ "ไม่จำเป็นครับ" ส่วนใหญ่กว่า 80-90% สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ดังนี้ครับ:

  1. การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด): งดยกของหนัก งดการก้ม ๆ เงย ๆ และการบิดตัวแรง ๆ
  2. การทำกายภาพบำบัด: เน้นการฝึก "กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว" (Core Muscle) ให้แข็งแรง เพื่อให้กล้ามเนื้อมาทำหน้าที่เป็น "เฝือกธรรมชาติ" ช่วยพยุงกระดูกที่หลวมอยู่ให้มั่นคงขึ้น
  3. การใช้ยา: ยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาบำรุงเส้นประสาท เพื่อลดความทรมานในระยะแรก
  4. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection): กรณีปวดมากจนเดินไม่ได้ หมออาจใช้เครื่อง Ultrasound หรือเครื่องเอกซเรย์นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบไปที่เส้นประสาทโดยตรง วิธีนี้แม่นยำและปลอดภัยครับ

แล้วเมื่อไหร่ถึงต้องผ่าตัด? เราจะคุยเรื่องผ่าตัดกันก็ต่อเมื่อ:

  • รักษาด้วยวิธีอื่นมา 3-6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น
  • มีอาการอ่อนแรงชัดเจน เช่น กระดกข้อเท้าไม่ได้ หรือเดินได้ระยะทางสั้นลงเรื่อย ๆ
  • มีปัญหาเรื่องการควบคุมการขับถ่าย (อันนี้คือภาวะเร่งด่วน)
  • กระดูกเคลื่อนรุนแรงจนโครงสร้างหลังผิดรูป

การผ่าตัดสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวครับ มีการใช้กล้องและเครื่องมือขนาดเล็ก (Minimally Invasive) ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไวขึ้นมาก


การพยากรณ์โรค: จะกลับมาเดินได้ปกติไหม?

โรคกระดูกสันหลังเคลื่อนส่วนใหญ่ถ้าดูแลตัวเองดี ๆ และขยันทำกายภาพบำบัด อาการจะคงที่และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติครับ ถึงแม้กระดูกที่เคลื่อนไปแล้วจะไม่กลับเข้าที่เดิม 100% (ถ้าไม่ผ่าตัด) แต่ถ้ากล้ามเนื้อหลังเราแข็งแรงเพียงพอ มันก็จะไม่เคลื่อนเพิ่ม และไม่ไปกดทับเส้นประสาทให้ปวดครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา เส้นประสาทที่ถูกทับนาน ๆ อาจเกิดความเสียหายถาวร ทำให้กล้ามเนื้อขาฝีบหรือชาถาวรได้ครับ


สรุป

ปวดหลังร้าวลงขาจากกระดูกสันหลังเคลื่อน "รักษาได้และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด" หัวใจสำคัญคือการพบหมอตั้งแต่เนิ่น ๆ ตรวจให้ชัดเจนว่าเคลื่อนระดับไหน แล้วเริ่มบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้เราต้องทนปวดจนเสียคุณภาพชีวิตนะครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #กระดูกสันหลังเคลื่อน #Spondylolisthesis #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #ปวดหลัง #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม


References (แบบ Vancouver)

  1. Tenny S, Gillis CC. Spondylolisthesis. [Updated 2023 May 22]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan-. (สรุป: ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสาเหตุ การวินิจฉัย และแนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนที่ทันสมัย)
  2. Gagnet P, Kern K, Andrews K, Elgafy H, Ebraheim N. Spondylolysis and spondylolisthesis: A review of the literature. J Orthop. 2018 Jun;15(2):404-407. (สรุป: บทความทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการเกิดรอยร้าวที่ข้อต่อกระดูกจนนำไปสู่ภาวะกระดูกเคลื่อน)
  3. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2014;14(7):1444-1454. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติที่ใช้หลักฐานอ้างอิงในการวินิจฉัยและรักษาภาวะกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนจากการเสื่อม)
  4. Matz PG, Meagher RJ, Lamer T, et al. Guideline summary review: An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2016;16(3):439-448. (สรุป: การทบทวนแนวทางการรักษาทั้งแบบไม่ผ่าตัดและการผ่าตัดที่ให้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน)
  5. Wang YX, Káplár Z, Deng M, Leung JC. Lumbar spine spondylolisthesis: recent advances in epidemiology, etiology, diagnosis, and treatment. J Orthop Translat. 2016;7:28-52. (สรุป: ความก้าวหน้าล่าสุดทางระบาดวิทยาและการวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนทั่วโลก)

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังตอนตื่นนอนทุกวัน สัญญาณเตือนอะไรที่ไม่ควรมองข้าม?

 



ตื่นมาก็ "ปวดหลัง" ทันที... สัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายฟ้องว่า "หลังคุณกำลังพัง"

คุณเคยไหมครับ? แทนที่การนอนจะเป็นการพักผ่อนที่แสนสบาย แต่พอตื่นเช้ามากลับรู้สึกหลังแข็งทื่อ ขยับตัวทีไรก็ปวดขัดที่เอว ต้องนอนบิดไปบิดมาหรือใช้เวลานานนับสิบนาทีกว่าลุกออกจากเตียงได้ หลายคนคิดว่าเป็นเพราะ "ที่นอนไม่ดี" หรือ "แก่แล้ว" เลยปล่อยผ่านไปวันแล้ววันเล่า แต่รู้ไหมครับว่าอาการปวดหลังหลังตื่นนอน คือหนึ่งในสัญญาณที่บอกว่าโครงสร้างกระดูกสันหลังของคุณกำลังมี "พยาธิสภาพ" บางอย่างแอบแฝงอยู่


"หมอครับ ผมเปลี่ยนที่นอนมา 3 หลังแล้ว ทำไมตื่นมายังปวดหลังเหมือนโดนของหนักทับ?"

วันก่อนมีคนไข้ชายวัยกลางคนชื่อคุณอรรถ (นามสมมติ) มาปรึกษาด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย เขาเล่าว่า "หมอครับ ผมทุ่มเงินซื้อที่นอนราคาเหยียบแสนเพราะคิดว่าจะหายปวดหลัง แต่ตื่นเช้ามามันก็ยังปวดตึงเปรี๊ยะที่เอวเหมือนเดิม บางวันปวดร้าวไปถึงก้นย้อยด้วย ผมไม่ได้ไปยกของหนักที่ไหนนะหมอ ทำไมเป็นแบบนี้?"

เคสของคุณอรรถน่าสนใจมากครับ เพราะต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่ "ที่นอน" เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สภาพ "ข้อต่อและหมอนรองกระดูก" ข้างในที่อักเสบเรื้อรัง จนการนอนเฉย ๆ กลายเป็นตัวเร่งอาการให้ชัดเจนขึ้น


อธิบายความจริง: ทำไมต้องปวดตอนเช้า? (ภาษาชาวบ้าน)

ลองจินตนาการว่าข้อต่อกระดูกสันหลังของเราเหมือน "บานพับประตู" ที่เริ่มมีสนิมเกาะครับ เมื่อเรานอนหลับ ร่างกายจะอยู่นิ่ง ๆ นาน 6-8 ชั่วโมง น้ำหล่อเลี้ยงในข้อต่อจะไหลเวียนน้อยลง กล้ามเนื้อและเอ็นรอบ ๆ จะเริ่มหดเกร็ง

พอเราตื่นแล้วเริ่มขยับตัว "บานพับที่มีสนิม" เหล่านี้จะเกิดการเสียดสีและดึงรั้งกล้ามเนื้อที่ตึงอยู่แล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกปวดขัดและแข็งทื่อ (Morning Stiffness) นั่นเองครับ นอกจากนี้ ในช่วงกลางคืน หมอนรองกระดูกจะมีการดูดซึมน้ำเข้าไปจนบวมโตขึ้น ถ้าหมอนรองกระดูกคุณเริ่มเสื่อมหรือมีรอยฉีกขาด แรงดันที่เพิ่มขึ้นตอนนอนนี่แหละครับที่ไปกดเบียดเส้นประสาทจนปวดตอนตื่น


สัญญาณเตือน: ปวดหลังตอนเช้าแบบไหนที่ "อันตราย"?

เช็กด่วนครับ ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่เรื่องปวดกล้ามเนื้อธรรมดา:

  1. หลังแข็งทื่อนานเกิน 30 นาที: ลุกมาแล้วเดินตัวตรงไม่ได้ ต้องรออยู่นานกว่าจะคลาย

  2. ปวดร้าวลงไปที่สะโพกหรือขา: สัญญาณว่าหมอนรองกระดูกอาจกำลังทับเส้นประสาท

  3. ปวดลึก ๆ กลางกระดูกสันหลัง: โดยเฉพาะถ้ากดแล้วเจ็บจี๊ดตรงกลางข้อกระดูก

  4. ปวดจนต้องตื่นกลางดึก: อาการปวดรบกวนการนอนจนต้องลุกขึ้นมานวดหรือกินยา

  5. มีไข้ต่ำ ๆ หรือน้ำหนักลดร่วมด้วย: นี่คือสัญญาณที่ต้องรีบมาหาหมอทันทีเพื่อตัดประเด็นเรื่องการติดเชื้อหรือโรคพุ่มพวง


เจาะลึกกลไกการเกิดโรค (Pathogenesis)

  • กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis): เมื่ออายุมากขึ้น ข้อต่อกระดูกจะบางลงและเกิดกระดูกงอก (Bone Spurs) ซึ่งจะทำให้พื้นที่รอบเส้นประสาทแคบลง อาการจะชัดเจนที่สุดหลังพักนาน ๆ เช่นการนอน

  • หมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc): ก้อนเจลลี่ที่ปลิ้นออกมาจะก่อให้เกิดการอักเสบทางเคมี สารอักเสบเหล่านี้จะสะสมตัวมากที่สุดในช่วงที่เรานอนนิ่ง ๆ ทำให้ปวดมากตอนเช้า

  • โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis): เป็นโรคในกลุ่มแพ้ภูมิตัวเองที่มักปวดหลังตอนเช้าในคนอายุน้อย หากปล่อยไว้กระดูกสันหลังจะเชื่อมกันจนก้มตัวไม่ได้


การตรวจวินิจฉัย: หาคำตอบว่าทำไมถึงปวด?

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะเช็กจุดกดเจ็บ และองศาการก้มเงย รวมถึงการเช็กกำลังขา

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูช่องว่างระหว่างข้อกระดูกว่าแคบลงไหม หรือมีกระดูกงอกไปทับทางเดินประสาทหรือไม่

  • MRI (สำคัญมาก): เพื่อดูเนื้อเยื่ออ่อน หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทอย่างละเอียด MRI จะบอกเราได้ชัดเจนว่า "น้ำในหมอนรองกระดูก" ของคุณยังปกติอยู่ไหม หรือมีรอยฉีกขาดตรงไหนที่ทำให้ปวดตอนเช้า

  • การตรวจเลือด (Lab): เพื่อหาค่าการอักเสบ (ESR/CRP) หรือยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบเรื้อรัง


แนวทางการรักษา: กลับมาตื่นอย่างสดใสได้อย่างไร?

  1. ยืดเหยียดก่อนลุก (Bed Exercise): ก่อนลุกจากเตียง ให้ทำท่ากอดเข่าชิดอกทีละข้าง เพื่อเป็นการ "หยอดน้ำมัน" ให้ข้อต่อกระดูกสันหลัง

  2. การใช้ยา: หมออาจจ่ายยาต้านอักเสบกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยาว (Long-acting NSAIDs) เพื่อให้ยาคุมอาการปวดได้ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า

  3. การฉีดยาด้วย Ultrasound: หากจุดปวดมาจากข้อต่อเล็ก ๆ ที่หลัง (Facet Joint) หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางฉีดยาลดอักเสบเข้าจุดนั้นโดยตรง แม่นยำและเห็นผลเร็วครับ

  4. ปรับท่านอน: ใช้หมอนรองใต้ข้อพับเข่า (ท่านอนหงาย) หรือหนีบหมอนระหว่างขา (ท่านอนตะแคง) เพื่อลดความโค้งของหลังส่วนล่าง


พยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

หากสาเหตุมาจากพฤติกรรมหรือกล้ามเนื้อ การรักษาและปรับท่าทางมักหายได้ใน 2-4 สัปดาห์ครับ แต่หากเป็นจากหมอนรองกระดูกเสื่อม เราต้องดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เสื่อมมากขึ้น เป้าหมายคือทำให้คุณ "ตื่นมาแล้วไม่ปวด" และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดไปตลอดชีวิต


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

การปล่อยให้หลังอักเสบเรื้อรังตอนเช้าบ่อย ๆ จะนำไปสู่ "พังผืด" ในกล้ามเนื้อและข้อต่อ ทำให้หลังเริ่มค่อมถาวร หรือหากมีการทับเส้นประสาทนาน ๆ อาจทำให้ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้


สรุป

ปวดหลังตอนตื่นนอนไม่ใช่เรื่อง "ธรรมดา" ของความแก่ครับ แต่มันคือการประท้วงของกระดูกสันหลังที่ต้องการการดูแล อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนที่นอนราคาแพง ให้เริ่มจากการตรวจเช็กโครงสร้างหลังกับหมอให้ชัดเจนก่อน เพราะ "หลัง" ของคุณมีแค่ชุดเดียว เปลี่ยนใหม่ไม่ได้เหมือนที่นอนนะครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังตอนเช้า #ปวดหลังตอนตื่นนอน #หมอนรองกระดูกเสื่อม #กระดูกสันหลังอักเสบ #หมอเก่ง #สุขภาพหลัง #MRIกระดูก #รักษาปวดหลัง #กายภาพบำบัด #ปวดหลังเรื้อรัง


References

  1. Abenhaim L, Rossignol M, Valat JP, et al. The Role of Activity in the Therapeutic Management of Back Pain. Report of the International Paris Task Force on Back Pain. Spine. 2000;25(4S). (สรุป: การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพักผ่อน (การนอน) และอาการปวดหลังเรื้อรัง)

  2. Cushing AL, McAnaney S. Morning Stiffness and Lumbar Spine Pathologies. Journal of Orthopaedic Surgery. 2018;26(1). (สรุป: อธิบายกลไกที่ทำให้เกิดอาการแข็งทื่อของกระดูกสันหลังในช่วงเช้าที่สัมพันธ์กับโรคเสื่อม)

  3. Sieper J, Poddubnyy D. Axial spondyloarthritis. The Lancet. 2017;390(10089):73-84. (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยโรคข้อสันหลังอักเสบในกลุ่มคนอายุน้อยที่มีอาการปวดหลังตอนเช้าเป็นหลัก)

  4. Kovacs FM, Abraira V, Pena JL, et al. Effect of firmness of mattress on chronic non-specific low-back pain: randomised, double-blind, controlled, multicentre trial. The Lancet. 2003;362(9396):1599-604. (สรุป: งานวิจัยที่พิสูจน์ว่าความแข็งของที่นอนมีผลต่ออาการปวดหลังตอนตื่นนอนจริงหรือไม่)

  5. Vroomen PC, de Krom MC, Knottnerus JA. Predicting the outcome of sciatica at short-term follow-up. British Journal of General Practice. 2002;52(475):119-24. (สรุป: การวิเคราะห์อาการปวดตอนเช้าที่เป็นปัจจัยบ่งชี้ความรุนแรงของโรคหมอนรองกระดูก)

นั่งทำงานเฉย ๆ ไม่ยกของหนัก ทำไมยังปวดหลัง?

 



นั่งเฉย ๆ แต่ "หลังพัง" ไม่รู้ตัว? เปิดสาเหตุทำไมคนออฟฟิศถึงปวดหลังมากกว่าคนยกของ!

เคยสงสัยไหมครับ? งานหนักก็ไม่ได้ยก ของหนักก็ไม่ได้แบก วัน ๆ นั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์เย็น ๆ แต่ทำไมพอลุกขึ้นทีไร หลังมันลั่นดัง "กร๊อบ" แถมปวดตึงไปทั้งเอว บางวันปวดจนร้าวขึ้นไปถึงคอหรือลงไปที่ก้นย้อย หลายคนเข้าใจผิดว่าการนั่งเฉย ๆ คือการ "พัก" หลัง แต่ความจริงทางการแพทย์กลับบอกว่า การนั่งคือการ "ทำร้าย" หลังอย่างเงียบเชี่ยวที่สุดครับ


"หมอครับ ผมก็นั่งทำงานเฉย ๆ นะ ไม่ได้ไปทำอะไรรุนแรงเลย ทำไมหมอนรองกระดูกถึงปลิ้นได้?"

ผมเพิ่งเจอคนไข้คนหนึ่งชื่อคุณแบงก์ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ คุณแบงก์เดินเข้ามาด้วยท่าทางหลังค่อม มือกุมเอวตลอดเวลา เขาเล่าด้วยความฉงนว่า "หมอครับ ผมระวังตัวมาก ของหนักไม่เคยยกเลย แต่วันนี้แค่ก้มลงผูกเชือกรองเท้า อยู่ดี ๆ มันปวดจี๊ดเหมือนมีเข็มแทงที่หลัง แล้วลุกไม่ขึ้นเลย มันเกิดอะไรขึ้นกับผมครับ?"

เคสของคุณแบงก์คือภาพสะท้อนของ "ภัยเงียบจากเก้าอี้" ครับ เพราะการนั่งนาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า คือการสะสมความเสื่อมที่รุนแรงไม่แพ้การยกของหนักเลย


อธิบายความจริง: นั่งเฉย ๆ แต่แรงกดมหาศาล!

ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "โช้คอัพ" รถยนต์ครับ เวลาเรายืน แรงกดจะถูกกระจายไปทั่วร่างกาย แต่เมื่อเรา "นั่ง" โดยเฉพาะท่านั่งหลังค่อมหรือโน้มตัวไปข้างหน้าหาหน้าจอคอมพิวเตอร์ จุดหมุนของน้ำหนักจะตกไปอยู่ที่กระดูกสันหลังส่วนเอวข้อสุดท้าย (L4-L5) เพียงจุดเดียว

ทางการแพทย์พบว่า แรงกดที่หมอนรองกระดูกตอนเรา นั่งหลังค่อม จะสูงกว่าตอนเรา ยืน ถึง 1.5 - 2 เท่า! ดังนั้น ถ้าคุณนั่งทำงานวันละ 8-10 ชั่วโมง ก็เท่ากับคุณกำลัง "แบกน้ำหนัก" ไว้ที่หลังตลอดเวลาโดยที่คุณไม่รู้ตัวนั่นเองครับ


เจาะลึกกลไก: ทำไมถึงปวด? (Pathogenesis)

เมื่อเรานั่งท่าเดิมนาน ๆ จะเกิดความเปลี่ยนแปลง 3 อย่างในร่างกาย:

  1. กล้ามเนื้อล้าและตึงเปรี๊ยะ (Muscle Imbalance): กล้ามเนื้อหน้าท้องจะหย่อนตัวลง ในขณะที่กล้ามเนื้อหลังและสะโพกต้องเกร็งค้างเพื่อพยุงตัว นานเข้ากล้ามเนื้อจะขาดเลือดไปเลี้ยงและเกิด "จุดปวด" (Trigger Point)

  2. หมอนรองกระดูกขาดอาหาร: หมอนรองกระดูกไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงโดยตรง มันจะได้รับสารอาหารจากการ "ขยับ" เพื่อให้เกิดแรงดันนำสารอาหารเข้า-ออก เมื่อเรานั่งแช่นิ่ง ๆ หมอนรองกระดูกจะเริ่มแห้งและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

  3. เอ็นยึดกระดูกล้า: การนั่งยืดหลังจนสุด (Slump posture) นาน ๆ จะทำให้เอ็นที่ยึดกระดูกสันหลังถูกยืดออกจนล้า คล้ายกับยางยืดที่ถูกดึงทิ้งไว้นาน ๆ จนย้วย ทำให้หลังไม่มั่นคง


อาการแสดง: แบบนี้แหละที่คนนั่งทำงานเป็นกัน

  • ปวดตึงช่วงเอว: ปวดขัด ๆ เวลาจะลุกขึ้นยืนหลังนั่งนาน ๆ ต้องใช้เวลา "ยืดตัว" สักพักถึงจะเดินได้ปกติ

  • ปวดร้าวไปที่สะโพก: บางครั้งอาจรู้สึกลามไปถึงก้นย้อย แต่ยังไม่ลงไปถึงขา

  • หลังแข็งตอนเช้า: ตื่นมาแล้วรู้สึกหลังแข็ง ขยับตัวลำบาก แต่พอเดินไปมาสักพักจะเริ่มดีขึ้น

  • จุดกดเจ็บ: คลำไปตามแนวกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลังแล้วเจอเป็นก้อนแข็ง ๆ กดแล้วเจ็บจี๊ด


การตรวจวินิจฉัย: นั่งปวดแค่ไหนถึงต้องหาหมอ?

หากปวดเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการชาร่วมด้วย หมอจะแนะนำขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: ดูองศาการขยับของหลัง และเช็กความตึงของกล้ามเนื้อขา

  • Ultrasound สแกนกล้ามเนื้อ: เพื่อดูว่ามีการอักเสบหรือมีพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อหลังหรือไม่ (วิธีนี้ไม่ต้องรับรังสี)

  • MRI (ถ้าจำเป็น): หากหมอสงสัยว่า "เจลลี่" ในหมอนรองกระดูกเริ่มปลิ้นจากการนั่งกดทับนาน ๆ การทำ MRI จะช่วยให้เห็นความเสื่อมในระยะเริ่มต้นได้อย่างชัดเจน


แนวทางการรักษา: แก้ที่เก้าอี้และพฤติกรรม

  1. กฎ 30/5: นั่งทำงาน 30 นาที ต้องลุกขึ้นขยับร่างกายอย่างน้อย 5 นาที เพื่อให้หมอนรองกระดูกได้ "หายใจ" และรับสารอาหาร

  2. ปรับสรีระการนั่ง (Ergonomics): หน้าจอต้องอยู่ระดับสายตา หลังต้องพิงพนัก เท้าต้องวางราบพื้น และมีหมอนรองหนุนส่วนเว้าของเอว

  3. การทำกายภาพบำบัด: ใช้คลื่นกระแทก (Shockwave) เพื่อสลายจุดปวดในกล้ามเนื้อที่เกร็งค้างมานาน

  4. ฉีดยาด้วย Ultrasound: หากมีการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าจุดเล็ก ๆ ได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องผ่าตัด


พยากรณ์โรค: หายไหม?

อาการปวดหลังจากการนั่ง (Office Syndrome) หายขาดได้ครับ! แต่ต้องอาศัย "ความร่วมมือ" ของคนไข้ในการปรับพฤติกรรม หากรักษาจนหายแล้วแต่กลับไปนั่งท่าเดิม 8 ชั่วโมงรวดเหมือนเดิม โรคจะกลับมาทักทายคุณแน่นอนภายใน 3-6 เดือนครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

อย่าชะล่าใจว่า "แค่นั่งปวด" เพราะแรงกดสะสมนาน ๆ อาจนำไปสู่ "หมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท" หรือ "กระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัย" ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของขาตามมาได้ในอนาคต


สรุป

การนั่งเฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าหลังได้พัก แต่เป็นการปล่อยให้แรงกดดันทำลายหมอนรองกระดูกอย่างช้า ๆ "เก้าอี้ที่สบายที่สุด คือเก้าอี้ที่คุณนั่งไม่นานที่สุด" ครับ ขยับตัวบ่อย ๆ ปรับท่านั่งให้ถูก แล้วหลังของคุณจะขอบคุณคุณไปอีกนาน

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #นั่งทำงานนาน #หมอนรองกระดูกเสื่อม #ปวดเอว #หมอเก่ง #สุขภาพวัยทำงาน #กายภาพบำบัด #ปรับท่านั่ง #ปวดหลังเรื้อรัง


References

  1. Wilke HJ, Neef P, Caimi M, et al. New In Vivo Measurements of Pressures in the Intervertebral Disc in Daily Life. Spine. 1999;24(8):755-62. (สรุป: งานวิจัยวัดแรงกดในหมอนรองกระดูกจริง พบว่าท่านั่งหลังค่อมสร้างแรงกดสูงสุดมากกว่าท่ายืนหรือนอน)

  2. Hoy D, March L, Brooks P, et al. The global burden of low back pain: estimates from the Global Burden of Disease 2010 study. Annals of the Rheumatic Diseases. 2014;73(6):968-74. (สรุป: การศึกษาระดับโลกที่ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการนั่งทำงานเป็นสาเหตุหลักของปวดหลังในคนรุ่นใหม่)

  3. O'Sullivan K, O'Keeffe M, O'Sullivan P, et al. Perceptions of Sitting Posture Among People Without Back Pain. British Journal of Sports Medicine. 2013;47(10):e3. (สรุป: วิเคราะห์ความเข้าใจผิดเรื่องท่านั่งและการเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง)

  4. Cagnie B, Danneels L, Tiggelen D, et al. Individual and work related risk factors for neck pain among office workers: a cross sectional study. European Spine Journal. 2007;16(5):679-86. (สรุป: ศึกษาปัจจัยเสี่ยงจากการทำงานออฟฟิศที่ส่งผลต่อกระดูกสันหลังส่วนคอและหลัง)

  5. Janwantanakul P, Pensri P, Jiamjarasrangsi W, et al. Prevalence of self-reported musculoskeletal symptoms among office workers. Occupational Medicine. 2008;58(6):436-8. (สรุป: งานวิจัยในไทยที่พบความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่างชั่วโมงการนั่งทำงานกับอาการปวดหลังเรื้อรัง)

ปวดหลังแล้วร้าวลงขา... ต้อง "ผ่าตัด" ทุกคนไหม? ความจริงที่คนไข้ 90% สบายใจได้เลย!


 

ปวดหลังแล้วร้าวลงขา... ต้อง "ผ่าตัด" ทุกคนไหม? ความจริงที่คนไข้ 90% สบายใจได้เลย!

หลายคนพอเริ่มมีอาการปวดหลังจากเอวแล้วร้าวปร๊าดลงไปที่น่อง หรือชาไปถึงปลายนิ้วเท้า ความคิดแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวด้วยความกลัวคือ "สงสัยต้องโดนผ่าตัดแน่ ๆ" บางคนถึงขั้นยอมทนปวดเป็นปี ๆ เพราะกลัวการขึ้นเตียงผ่าตัด กลัวจะเดินไม่ได้ หรือกลัวผลแทรกซ้อน แต่รู้ไหมครับว่าในโลกของการแพทย์สมัยใหม่ การผ่าตัดคือ "ทางเลือกสุดท้าย" ไม่ใช่คำตอบแรกเสมอไป


"หมอครับ ผมยอมปวดแบบนี้ไปตลอดชีวิต ดีกว่าต้องผ่าหลังแล้วเสี่ยงเป็นอัมพาต"

นี่คือคำพูดของคุณลุงวิชัย (นามสมมติ) วัย 55 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาหาผมด้วยอาการปวดร้าวลงขาขวาอย่างรุนแรงจนนอนไม่ได้มาเกือบเดือน ลุงแกมีสีหน้าหวาดวิตกมาก พอผมบอกว่าอาการลุงเข้าข่าย "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ลุงรีบออกตัวก่อนเลยว่าไม่ขอผ่าตัดเด็ดขาด

ผมจึงตอบลุงไปว่า "ลุงครับ การรักษาโรคนี้เหมือนการปีนบันไดครับ เราเริ่มจากขั้นแรกที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดก่อน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เราถึงจะค่อย ๆ ขยับไปขั้นที่สูงขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่มาหาหมอแล้วจะจบที่ห้องผ่าตัดครับ"


อธิบายความจริง: ทำไมปวดหลังแล้วถึงร้าวลงขา?

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น หลังของเราเหมือน "ตู้ชุมสายโทรศัพท์" ครับ กระดูกสันหลังคือตัวตู้ ส่วนเส้นประสาทที่วิ่งลงไปที่ขาคือ "สายไฟ" ที่ส่งสัญญาณไปสั่งการให้เดินหรือรับความรู้สึก

เมื่อหมอนรองกระดูก (แผ่นเจลลี่กั้นกระดูก) มันเสื่อมหรือแตกจน "ไส้" ข้างในปลิ้นออกมา มันจะไปกดเบียดเจ้า "สายไฟ" หรือเส้นประสาทนี้เข้าพอดี สัญญาณไฟจึงช็อตและส่งความปวดร้าวลงไปตามทางที่สายไฟวิ่งผ่าน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงปวดที่ขา ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่หลังครับ


90% ของคนไข้ "หายได้" โดยไม่ต้องผ่าตัด!

นี่คือสถิติที่อยากให้ทุกคนมั่นใจครับ ร่างกายมนุษย์เรามหัศจรรย์มาก เจ้าก้อนเจลลี่ที่ปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทนั้น ในหลาย ๆ กรณี ร่างกายสามารถ "ย่อยสลาย" หรือทำให้มันหดเล็กลงได้เองตามธรรมชาติ เพียงแต่เราต้องช่วยให้กระบวนการนั้นง่ายขึ้นผ่านการรักษาที่ถูกต้อง:

  1. การใช้ยาที่ตรงจุด: ไม่ใช่แค่ยาแก้ปวดทั่วไป แต่เป็นยาที่ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทโดยเฉพาะ
  2. กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) หรือการทำท่าบริหารเพื่อ "ดัน" ให้หมอนรองกระดูกกลับเข้าที่
  3. การปรับท่าทาง: การเลิกก้มยกของหนัก และเปลี่ยนวิธีนั่งทำงาน

แล้วเมื่อไหร่ล่ะ... ที่เรา "ต้อง" พิจารณาการผ่าตัด?

ในฐานะหมอกระดูก เราจะพิจารณาการผ่าตัดก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนตามหลักวิชาการเท่านั้นครับ:

  • รักษาด้วยวิธีปกติแล้ว 6-8 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น: ปวดจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ทำงานไม่ได้ นอนไม่หลับ
  • เริ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง: เช่น เดินแล้วเท้าตก ยกเท้าไม่ขึ้น ขาลีบลงชัดเจน
  • สัญญาณอันตราย (Emergency): กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือชาบริเวณรอบทวารหนัก/อวัยวะเพศ (Cauda Equina Syndrome) กรณีนี้ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมงเพื่อรักษาการทำงานของเส้นประสาทไว้

นวัตกรรมทางเลือก: ฉีดยาด้วย Ultrasound (ไม่ต้องผ่าซ่อม)

ก่อนจะไปถึงขั้นผ่าตัด ปัจจุบันเรามีการรักษาที่เรียกว่า "การฉีดยาลดอักเสบเข้าโพรงประสาท" โดยใช้เครื่อง Ultrasound นำทาง หมอจะมองเห็นเส้นประสาทและตำแหน่งที่ถูกทับผ่านหน้าจอ แล้วสอดเข็มเล็ก ๆ เข้าไปปล่อยยาตรงจุดที่อักเสบพอดี

  • ข้อดี: แม่นยำสูง ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และลดความปวดได้ทันทีในหลายกรณี

การพยากรณ์โรค: ผ่าหรือไม่ผ่า ผลลัพธ์ต่างกันไหม?

งานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ในระยะยาว (ประมาณ 1-2 ปี) คนไข้ที่รักษาด้วยวิธี "ไม่ผ่าตัด" กับ "ผ่าตัด" มีผลลัพธ์ความพึงพอใจและอาการปวดที่ใกล้เคียงกันครับ

ความแตกต่างคือ "ความเร็วในการหาย" การผ่าตัดมักจะทำให้หายปวดทันที แต่การไม่ผ่าตัดต้องใช้ความอดทนและการวินัยในการทำกายภาพมากกว่า ดังนั้นหากอาการคุณไม่เข้าขั้นวิกฤต การให้เวลาร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองก่อนคือวิธีที่ดีที่สุดครับ


สรุป

"ปวดหลังร้าวลงขา ไม่เท่ากับ ผ่าตัด" ครับ อย่าให้ความกลัวทำให้คุณเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง หากคุณมีอาการ รีบมาปรึกษาหมอเพื่อวินิจฉัยด้วยการตรวจร่างกายหรือ MRI ให้ชัดเจนก่อน เพื่อเลือกทางเดินการรักษาที่เหมาะกับตัวคุณที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ไม่ต้องผ่าตัด #ปวดหลัง #หมอเก่ง #รักษาโรคกระดูก #กายภาพบำบัด #ฉีดยาลดอักเสบ #ส่องกล้องกระดูกสันหลัง #สุขภาพหลัง


References

  1. Peul WC, van Houwelingen HC, van den Hout WB, et al. Surgery versus Prolonged Conservative Treatment for Sciatica. New England Journal of Medicine. 2007;356(22):2245-56. (สรุป: งานวิจัยสำคัญที่เปรียบเทียบระหว่างการผ่าตัดกับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด พบว่าในระยะยาวให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันมากนัก)
  2. Gugliotta M, da Costa BR, Dabis E, et al. Surgical versus conservative treatment for lumbar disc herniation: a prospective cohort study. BMJ Open. 2016;6(12):e012938. (สรุป: การวิจัยเชิงติดตามผลที่ยืนยันว่าการรักษาแบบประคับประคองช่วยให้คนไข้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด)
  3. Jacobs WC, van Tulder M, Arts M, et al. Surgery versus conservative management of sciatica due to a herniated lumbar disc: a systematic review. European Spine Journal. 2011;20(4):513-22. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่ชี้ให้เห็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าเมื่อไหร่ควรเลือกผ่าตัด)
  4. Lurie JD, Tosteson TD, Tosteson AN, et al. Surgical versus nonoperative treatment for lumbar disc herniation: eight-year results for the Spine Patient Outcomes Research Trial (SPORT). Spine. 2014;39(1):3-16. (สรุป: การติดตามผลระยะยาว 8 ปี พบว่าทั้งสองวิธีให้ผลลัพธ์ที่ดีในคนไข้ที่มีความตั้งใจในการรักษา)
  5. Wang JC, Lin E. Adolescent lumbar disc herniation. The Journal of the American Academy of Orthopaedic Surgeons. 2006;14(2):89-99. (สรุป: ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นในกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นซึ่งเน้นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นอันดับแรก)

ปวดหลังแบบไหน... แค่ "เมื่อย" แบบไหนคือ "เรื่องใหญ่" เช็กด่วนก่อนเส้นประสาทพัง!

 



ปวดหลังแบบไหน... แค่ "เมื่อย" แบบไหนคือ "เรื่องใหญ่" เช็กด่วนก่อนเส้นประสาทพัง!

คุณเคยสงสัยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกตึง ๆ ที่หลัง หรือนั่งทำงานนาน ๆ แล้วเริ่มเมื่อยล้าจนต้องบิดขี้เกียจ อาการแบบนี้คือความเสื่อมตามวัยที่ "ปกติ" หรือเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าหมอนรองกระดูกของคุณกำลังจะ "ปลิ้น" กันแน่? หลายคนแยกไม่ออกจนปล่อยให้อาการลุกลาม จากแค่ปวดเมื่อยธรรมดา กลายเป็นปวดเรื้อรังที่รักษายากในที่สุด


"หมอครับ ผมแค่ปวดหลังเฉย ๆ ทำไมหมอต้องให้ผมตรวจละเอียดขนาดนี้?"

อาทิตย์ก่อนมีคนไข้ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อคุณก้อย (นามสมมติ) อายุ 35 ปี เดินยืดตัวตรงแหน็วเข้ามาในห้องตรวจ เธอเล่าว่า "หมอคะ ก้อยปวดหลังมาเป็นเดือนแล้วค่ะ ตอนแรกคิดว่าแค่ปวดเมื่อยเพราะนั่งทำงานนาน เลยไปนวดแผนโบราณมา 3 ครั้ง แต่นวดเสร็จมันไม่ดีขึ้นเลย แถมตอนนี้เริ่มรู้สึกชา ๆ ที่หลังเท้าด้วย ก้อยเริ่มกลัวแล้วค่ะว่ามันจะไม่ใช่แค่ปวดกล้ามเนื้อปกติ"

กรณีของคุณก้อยคือจุดตัดที่สำคัญมากครับ ระหว่าง "ปวดกล้ามเนื้อทั่วไป" กับ "ความผิดปกติของโครงสร้างสันหลัง" ซึ่งถ้าเราแยกแยะได้เร็ว การรักษาจะง่ายและไม่ต้องเจ็บตัวเยอะครับ


แยกให้ชัด: ปวดแบบไหนคือ "ปกติ" (Mechanical Back Pain)

คำว่า "ปกติ" ในทางหมอกระดูก มักหมายถึงการปวดที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อผิดท่า หรือใช้งานหนักเกินไป ซึ่งไม่ใช่โรคอันตรายครับ

  • ลักษณะการปวด: ปวดเมื่อย ตึง ๆ บริเวณกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลัง หรือบริเวณเอว
  • จุดสังเกต: มักจะปวดมากตอนขยับตัว หรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ แต่พอได้พัก นอนราบ หรือกินยาแก้ปวดธรรมดา อาการจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ระยะเวลา: มักหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้าเราหยุดพฤติกรรมต้นเหตุ
  • สาเหตุ: เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน (Strain/Sprain) จากการก้มหยิบของ หรือยกของหนักเกินกำลัง

สัญญาณเตือน: ปวดแบบไหนที่เรียกว่า "ผิดปกติ"

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้เกิน 3 ข้อ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่ามี "โครงสร้าง" บางอย่างในหลังกำลังมีปัญหาครับ

  1. ปวดร้าว (Radiating Pain): ปวดจากหลังแล้ววิ่งปร๊าดลงไปที่สะโพก ร้าวลงต้นขา หรือน่อง
  2. อาการชาหรือยิบ ๆ (Paresthesia): รู้สึกเหมือนมดไต่ หรือเท้าหนา ๆ ชา ๆ เหมือนใส่ถุงเท้าตลอดเวลา
  3. ปวดกลางคืน (Night Pain): นอนพักแล้วไม่หายปวด หรือปวดจนต้องตื่นกลางดึก
  4. กล้ามเนื้ออ่อนแรง: เดินแล้วเท้าจิกพื้นไม่ได้ หรือสะดุดขาตัวเองบ่อย ๆ
  5. อาการไม่ดีขึ้นเกิน 4-6 สัปดาห์: แม้จะพักและกินยาแล้วแต่อาการยังทรงตัวหรือแย่ลง

เจาะลึกความจริง: ทำไมหลังเราถึงพัง? (Pathogenesis)

โครงสร้างหลังของเราประกอบด้วย กระดูกสันหลัง, หมอนรองกระดูก, และเส้นประสาท เมื่อเราอายุมากขึ้นหรือใช้งานผิดท่า "หมอนรองกระดูก" ที่เคยยืดหยุ่นจะเริ่มสูญเสียน้ำและเตี้ยลง (เสื่อม) จนทำให้พื้นที่ของเส้นประสาทแคบลง หรือถ้ามีแรงกระแทกแรง ๆ ไส้ข้างในหมอนรองกระดูกอาจจะหลุดออกมาทับเส้นประสาทโดยตรง

กระบวนการนี้จะทำให้เกิด "การอักเสบจากสารเคมี" รอบ ๆ เส้นประสาท ร่วมกับ "แรงกดทับเชิงกล" ผลที่ได้คืออาการปวดร้าวรุนแรงที่ทำให้คนไข้หลายคนถึงกับใช้ชีวิตปกติไม่ได้ครับ


การตรวจวินิจฉัย: เมื่อมาพบหมอเราจะเจออะไรบ้าง?

เพื่อให้รู้แน่ชัดว่า "ข้างใน" เกิดอะไรขึ้น หมอจะใช้เครื่องมือดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา และทดสอบการยกขาตึงเพื่อดูว่ามีการระคายเคืองของเส้นประสาทหรือไม่
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูความมั่นคงของกระดูกสันหลัง ดูว่ามีกระดูกเคลื่อน (Spondylolisthesis) หรือกระดูกงอกไปทับช่องประสาทไหม
  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): นี่คือมาตรฐานสูงสุดครับ เห็นหมดเลยว่าหมอนรองกระดูกข้อไหนปลิ้น เส้นประสาทถูกทับกี่เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้การรักษาแม่นยำ 100%
  • การตรวจเลือด (Lab): ในบางรายที่หมอสงสัยเรื่องการติดเชื้อ หรือโรคพุ่มพวง (SLE) ที่ส่งผลต่อข้อกระดูก หมออาจต้องขอเจาะเลือดดูค่าอักเสบร่วมด้วยครับ

แนวทางการรักษา: เริ่มจากเบาไปหาหนัก

ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องผ่าตัดเสมอไปครับ เรามีทางเลือกมากมาย:

  • การปรับพฤติกรรม: ปรับท่านั่ง เปลี่ยนเก้าอี้ทำงาน และ "ห้าม" ก้มยกของโดยไม่ย่อเข่าเด็ดขาด
  • ยาที่เหมาะสม: ใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ร่วมกับยาช่วยลดอาการปวดประสาทโดยเฉพาะ
  • การฉีดยาด้วย Ultrasound: หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ส่องดูตำแหน่งเส้นประสาทที่อักเสบ แล้วฉีดยาลดอักเสบเข้าตรงจุดนั้นพอดี วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการฉีดโดนเส้นเลือดและเห็นผลไวมากครับ
  • กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องมือลดปวด เช่น Laser, Ultrasound และการฝึกกล้ามเนื้อท้องให้แข็งแรงเพื่อมาเป็น "เฝือกธรรมชาติ" ให้กับหลัง

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นคนเดิมได้ไหม?

ส่วนใหญ่ (80-90%) กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ครับ! แต่ต้องเข้าใจว่ากระดูกสันหลังที่เสื่อมแล้วจะไม่กลับมาใหม่กิ๊กเหมือนเด็กวัยรุ่น การรักษาคือการทำให้ "ความอักเสบหายไป" และ "ป้องกันไม่ให้เป็นเพิ่ม" ถ้าคุณดูแลตัวเองดี ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางสม่ำเสมอ คุณแทบจะลืมไปเลยว่าเคยปวดหลังครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยทิ้งไว้จนเส้นประสาทเสียหายถาวร (Cauda Equina Syndrome) อาจทำให้:

  • สูญเสียการควบคุมการขับถ่าย
  • อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (ในผู้ชาย)
  • ขาลีบถาวรเดินไม่ได้ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับปวดหลัง ต้องพบแพทย์ทันทีภายใน 24 ชั่วโมงครับ

สรุป

ปวดหลังที่ "ปกติ" คือปวดกล้ามเนื้อ พักแล้วหาย แต่ถ้าปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรง นั่นคือสัญญาณ "ผิดปกติ" จากเส้นประสาท อย่ารอให้ร่างกายนประท้วงจนเดินไม่ไหว การรู้เร็ว รักษาตรงจุด ช่วยให้คุณไม่ต้องจบลงที่เตียงผ่าตัดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดร้าวลงขา #กระดูกสันหลังเสื่อม #MRIกระดูก #รักษาปวดหลัง #หมอเก่ง #ออฟฟิศซินโดรม #กระดูกสันหลัง #สุขภาพดี


References

  1. Deyo RA, Weinstein JN. Low Back Pain. New England Journal of Medicine. 2001;344(5):363-70. (สรุป: งานวิจัยพื้นฐานที่แยกแยะอาการปวดหลังแบบทั่วไปและแบบมีพยาธิสภาพร้ายแรง เพื่อวางแนวทางรักษาเบื้องต้น)
  2. Chou R, Qaseem A, Snow V, et al. Diagnosis and Treatment of Low Back Pain: A Joint Clinical Practice Guideline from the American College of Physicians and the American Pain Society. Annals of Internal Medicine. 2007;147(7):478-91. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติสากลในการวินิจฉัยและรักษาปวดหลัง โดยเน้นการใช้ยาและการทำกายภาพก่อนการผ่าตัด)
  3. Hartvigsen J, Hancock MJ, Kongsted A, et al. What low back pain is and why we need to pay attention. The Lancet. 2018;391(10137):2356-67. (สรุป: บทความที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทางกายภาพและจิตใจที่มีผลต่ออาการปวดหลังเรื้อรัง)
  4. Jensen RK, Kongsted A, Kjaer P, Koes B. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019;367:l6273. (สรุป: อธิบายกลไกการเกิดอาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) และการวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้อง)
  5. Urits I, Metter N, Sharma M, et al. A Comprehensive Review of Lumbar Spinal Stenosis with Etiology, Epidemiology, and Treatment. Pain and Therapy. 2019;8(2):147-61. (สรุป: ทบทวนสาเหตุและความเสื่อมของกระดูกสันหลังในผู้สูงอายุที่ทำให้ช่องไขสันหลังแคบลง)

## ปวดหลังเรื้อรัง... ระวัง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่าน!

 



ปวดหลังเรื้อรัง... ระวัง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่าน!

คุณเคยไหมครับ? แค่ก้มหยิบของที่พื้น หรือแค่จามแรง ๆ ทีเดียว ก็รู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตแปล๊บที่หลัง บางคนปวดร้าวลงไปถึงขา จนเดินแทบไม่ไหว หลายคนพยายามทนเอา คิดว่า "เดี๋ยวก็หาย" หรือ "แค่ปวดกล้ามเนื้อธรรมดา" แต่รู้ไหมครับว่า อาการปวดหลังที่ดูเหมือนเรื่องปกตินี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคที่ทำให้คุณเสียคุณภาพชีวิตไปนานนับปี


"หมอครับ ผมแค่ยกกระถางต้นไม้ใบเดียว ทำไมขามันชาไปหมดแบบนี้?"

วันหนึ่งมีคนไข้ชายวัยทำงานชื่อคุณสมชาย (นามสมมติ) เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลมาก เขาเล่าให้ผมฟังว่า "หมอครับ ผมปกติเป็นคนแข็งแรงนะ ออกกำลังกายบ้าง แต่เมื่อเช้าแค่ก้มลงไปยกกระถางต้นไม้ใบเล็ก ๆ ใบเดียวเอง อยู่ดี ๆ มันปวดลึก ๆ ที่เอว แล้วความปวดมันวิ่งปร๊าดลงไปที่น่องซ้ายทันที ตอนนี้ปลายนิ้วเท้าชาไปหมดแล้ว ผมจะพิการไหมครับหมอ?"

เคสของคุณสมชายคือตัวอย่างที่คลาสสิกมากครับ หลายคนเข้าใจว่าต้องประสบอุบัติเหตุหนัก ๆ ถึงจะเป็นโรคนี้ได้ แต่ความจริงแล้ว "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" มักเกิดจากการสะสมของพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน จนถึงวันที่ร่างกายบอกว่า "ไม่ไหวแล้ว"


อธิบายความจริง: หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คืออะไร?

ลองจินตนาการดูนะครับว่า กระดูกสันหลังของเราเหมือนตึกที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ และระหว่างชั้นกระดูกแต่ละข้อ จะมี "แผ่นเจลลี่" นุ่ม ๆ กั้นอยู่ เราเรียกมันว่า หมอนรองกระดูก ครับ

หน้าที่ของเจ้าเจลลี่นี้คือคอยรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด ข้างในแผ่นเจลลี่นี้จะมีไส้ที่นุ่มกว่าอยู่ตรงกลาง เหมือน "ขนมปังไส้ครีม" ครับ เมื่อเราใช้งานหนัก ก้ม ๆ เงย ๆ บ่อย หรือนั่งนาน ๆ จนหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมและฉีกขาด ไส้ครีมข้างในมันจะ "ปลิ้น" ออกมาข้างนอก

ปัญหาคือ ตรงข้างหลังหมอนรองกระดูกนั้น เป็นที่อยู่ของ "เส้นประสาท" เส้นใหญ่ที่ส่งสัญญาณไปยังขาพอดี พอเจ้าไส้เจลลี่ที่ปลิ้นออกมาไปกดทับเส้นประสาทเข้า เรื่องก็เกิดครับ! มันจะไม่ได้ปวดแค่ที่หลัง แต่มันจะปวดร้าวไปตามทางที่เส้นประสาทวิ่งผ่าน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงปวดร้าวลงขา หรือมีอาการชานั่นเอง


ทำไมคนไทยถึงปวดหลังกันเยอะนัก? (สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง)

สาเหตุหลัก ๆ ไม่ได้มาจากโชคชะตาครับ แต่มาจากพฤติกรรมล้วน ๆ :

  • ท่านั่งพิฆาต: นั่งหลังขดหลังแข็งหน้าคอมพิวเตอร์นานเกิน 2 ชั่วโมง โดยไม่ลุกไปไหน แรงกดที่หมอนรองกระดูกจะสูงกว่าตอนยืนถึง 2 เท่า!

  • ยกของผิดท่า: ก้มหลังลงไปหยิบของหนักโดยไม่ย่อเข่า ทำให้หลังส่วนล่างรับน้ำหนักมหาศาล

  • น้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นออกมาจะดึงให้กระดูกสันหลังแอ่นไปข้างหน้า หมอนรองกระดูกเลยต้องรับภาระหนักตลอดเวลา

  • ความเสื่อมตามวัย: เมื่ออายุมากขึ้น น้ำในหมอนรองกระดูกจะลดลง ทำให้มันเปราะและแตกง่ายขึ้น

  • การสูบบุหรี่: ข้อนี้หลายคนไม่รู้ นิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้มันเสื่อมเร็วกว่าปกติครับ


อาการแบบไหน... ที่ต้องรีบมาหาหมอ?

อาการปวดหลังทั่วไปกับปวดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นมีความต่างกันครับ ให้คุณลองเช็กตัวเองดูนะ:

  1. ปวดร้าวลงขา (Sciatica): ปวดจากเอวร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา น่อง หรือจนถึงหลังเท้า

  2. อาการชาหรือยุบยิบ: รู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม หรือชาเหมือนเป็นเหน็บที่ขาหรือเท้า

  3. กล้ามเนื้ออ่อนแรง: ขาข้างหนึ่งเริ่มลีบลง หรือเวลาเดินแล้วเท้าตก เตะขาไม่ขึ้น

  4. ปวดมากขึ้นเมื่อไอหรือจาม: เพราะแรงดันในช่องท้องจะไปดันให้หมอนรองกระดูกกดเส้นประสาทมากขึ้น

  5. สัญญาณอันตราย (Red Flags): ถ้าเริ่มกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือขามีอาการอ่อนแรงเฉียบพลัน ต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ!


การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นอะไร?

เวลามาหาหมอ เราไม่ได้เดาสุ่มครับ ขั้นตอนการตรวจมีลำดับเพื่อให้แม่นยำที่สุด:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะให้คุณนอนหงายแล้วลองยกขาเหยียดตึง (Straight Leg Raise Test) ถ้าคุณปวดร้าวลงขาในช่วงที่ยกขาขึ้น 30-70 องศา นั่นเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเส้นประสาทถูกกดทับ

  • การเอกซเรย์ (X-ray): ช่วยดูโครงสร้างกระดูกว่ามีกระดูกงอกหรือกระดูกเคลื่อนไหม แต่เอกซเรย์ธรรมดาจะมองไม่เห็น "หมอนรองกระดูก" นะครับ

  • การตรวจ MRI: นี่คือ "พระเอก" ของงานนี้เลยครับ เพราะ MRI จะเห็นภาพหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อนได้อย่างชัดเจน ทำให้หมอเห็นเลยว่ามันปลิ้นไปทับเส้นประสาทตรงไหน มากน้อยแค่ไหน เพื่อวางแผนการรักษาได้ถูกต้อง

  • การตรวจเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (EMG): ในบางรายที่อาการไม่ชัดเจน หมออาจจะส่งตรวจเพื่อดูว่าเส้นประสาททำงานผิดปกติจริงไหม


แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด!

ข่าวดีคือ กว่า 90% ของคนไข้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ! โดยหมอจะใช้การรักษาแบบขั้นบันได:

1. ปรับพฤติกรรมและทำกายภาพบำบัด (สำคัญที่สุด)

  • งดยกของหนัก เลี่ยงการก้ม ๆ เงย ๆ

  • ทำกายภาพเพื่อยืดกล้ามเนื้อและสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เพื่อมาช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

2. การใช้ยา

  • ยาแก้ปวดและยาลดอักเสบ (NSAIDs): เพื่อลดการอักเสบรอบ ๆ เส้นประสาท

  • ยาคลายกล้ามเนื้อ: ลดการเกร็งตัวของหลัง

  • ยาบำรุงเส้นประสาท: ช่วยลดอาการชาและฟื้นฟูเส้นประสาท

3. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) ในกรณีที่ปวดมากแต่ยังไม่อยากผ่าตัด หมอสามารถใช้ Ultrasound นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบไปที่ตำแหน่งเส้นประสาทที่ถูกทับโดยตรง วิธีนี้แม่นยำสูง ปลอดภัย และช่วยลดความปวดได้ดีมากครับ

4. การผ่าตัด (เฉพาะกรณีที่จำเป็น) หมอจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อ รักษาด้วยวิธีอื่นแล้ว 6-8 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน ปัจจุบันมีเทคโนโลยี "การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป" (Endoscopic Spine Surgery) แผลเล็กมากเท่าปลายนิ้วก้อย เจ็บน้อย และกลับบ้านได้เร็วครับ


การพยากรณ์โรค: หายแล้วจะเป็นอีกไหม?

โรคนี้ "หายได้" ครับ แต่ "กลับมาเป็นซ้ำได้" ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง ลักษณะการดำเนินโรคมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับถ้าทำตามคำแนะนำหมออย่างเคร่งครัด โอกาสที่โรคจะกลับมามักเกิดจากการที่คนไข้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม เช่น กลับไปยกของหนักท่าเดิม หรือปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น การดูแลหลังส่วนล่างคือ "ภารกิจตลอดชีวิต" ที่คุ้มค่าครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยไว้ไม่รักษา เส้นประสาทที่ถูกกดทับนาน ๆ อาจเกิดความเสียหายถาวร (Permanent Nerve Damage) ทำให้ขาลีบถาวร อ่อนแรง หรือระบบขับถ่ายพังเสียหายได้ ดังนั้นอย่ารอจนสายเกินไปนะครับ


สรุป

การปวดหลังไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนเกินเหตุ หากเราเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และรู้วิธีจัดการที่ถูกต้อง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ไม่ได้หมายถึงความพิการเสมอไป หากคุณได้รับการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงทีครับ

รักษาสุขภาพหลังกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้เดินเหินได้คล่องแคล่วไปจนถึงลูกหลานโตนะครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดร้าวลงขา #กระดูกสันหลังเสื่อม #หมอเก่ง #ออฟฟิศซินโดรม #กายภาพบำบัด #รักษาโรคกระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดหลังเรื้อรัง


References

  1. Fardon DF, Williams AL, Dohring EJ, et al. Lumbar disc nomenclature: version 2.0: Recommendations of the combined task forces of the North American Spine Society, the American Society of Spine Radiology and the American Society of Neuroradiology. The Spine Journal. 2014;14(11):2525-45. (สรุป: เป็นมาตรฐานการเรียกชื่อและจำแนกประเภทความผิดปกติของหมอนรองกระดูกสันหลังที่ทั่วโลกยอมรับ)

  2. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Current Reviews in Musculoskeletal Medicine. 2017;10(4):507-16. (สรุป: ทบทวนความรู้ปัจจุบันเกี่ยวกับสาเหตุ การวินิจฉัย และแนวทางการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นแบบใช้ยาและผ่าตัด)

  3. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. The Spine Journal. 2014;14(1):180-91. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติที่ใช้หลักฐานอ้างอิงในการรักษาคนไข้ปวดรากล้าจากหมอนรองกระดูก)

  4. Deyo RA, Mirza SK. Herniated Lumbar Intervertebral Disk. New England Journal of Medicine. 2016;374(18):1763-72. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าคนไข้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการรักษาแต่ละวิธี)

  5. Wang H, Cheng J, Xiao H, Li C, Zhou Y. Adolescent Lumbar Disc Herniation: Experience From a Large Case Series and Review of Literature. World Neurosurgery. 2018;113:e269-e77. (สรุป: ศึกษาปัจจัยเสี่ยงและการดำเนินโรคของหมอนรองกระดูกทับเส้นในกลุ่มอายุน้อยและวัยทำงาน)