วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ถ้าเริ่มปวดหลัง ควรทำอะไรเป็นอย่างแรก? การตัดสินใจใน 72 ชั่วโมงแรก อาจเป็นตัวกำหนดว่าจะหายเร็วหรือเรื้อรัง

 



"ปวดหลังครั้งนี้... แค่เมื่อยหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทกันแน่?"

ถ้าคุณกำลังเอื้อมมือไปหยิบของที่พื้น แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึก "กึก" ที่หลัง ตามมาด้วยความเจ็บแปล๊บจนยืดตัวไม่ขึ้น หรือตื่นเช้ามาแล้วก้าวขาไม่ออกเพราะปวดร้าวไปถึงก้น บทความนี้คือสิ่งที่คุณต้องอ่านให้จบครับ เพราะการตัดสินใจของคุณใน 72 ชั่วโมงแรก จะเป็นตัวบอกว่าคุณจะหายไว หรือจะต้องทนปวดเรื้อรังไปอีกหลายเดือน


"หมอครับ ผมแค่ก้มเก็บปากกา ทำไมถึงเดินไม่ได้เลย?"

นี่คือประโยคแรกที่คุณเอก (นามสมมติ) ชายวัยทำงานอายุ 40 ปี บอกกับผมตอนที่ภรรยาต้องประคองกะเผลกเข้าห้องตรวจมา คุณเอกเล่าว่าเขาก็ออกกำลังกายบ้าง ไม่เคยอุบัติเหตุหนักๆ แต่วันนั้นแค่ก้มหยิบปากกาที่ตกพื้น กลับรู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มใหญ่แทงเข้าที่บั้นเอว พยายามฝืนเดินก็ปวดร้าวลงไปที่ต้นขาด้านหลัง จนต้องลางานมาพบหมอ

เรื่องของคุณเอกไม่ใช่เรื่องแปลกครับ และไม่ใช่เรื่องของ "ดวงซวย" แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายที่สะสมมานาน


ทำไมเราถึงปวดหลัง? (ฉบับเข้าใจง่ายที่สุด)

ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสาหลักของบ้าน" ที่มีก้อนขนมปังนุ่มๆ วางคั่นระหว่างอิฐแต่ละก้อน ก้อนขนมปังนี้เราเรียกว่า "หมอนรองกระดูก" ครับ

ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะนิ่มๆ เหมือนเจลลี่ หน้าที่ของมันคือรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด แต่พอเราใช้งานหนัก ก้มๆ เงยๆ ผิดท่า หรือนั่งจมเก้าอี้นานๆ เจ้าเจลลี่นี้มันจะค่อยๆ เสื่อมสภาพ หรือถูกกดทับจน "ปลิ้น" ออกมาด้านนอก

Pathogenesis หรือการเกิดโรคแบบง่ายๆ: เมื่อเจลลี่ปลิ้นออกมา มันไม่ได้แค่ออกมาเฉยๆ แต่มันไป "เบียด" เส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ ครับ เส้นประสาทพวกนี้เหมือนสายไฟที่ส่งสัญญาณไปที่ขา พอถูกกดทับปุ๊บ ร่างกายจะเกิดการอักเสบเหมือนมีไฟไหม้เล็กๆ อยู่ข้างใน ทำให้เราปวดเสียว ปวดร้าว หรือถ้ากดทับหนักเข้า ขาก็จะเริ่มชาและอ่อนแรงลง


เช็กด่วน! อาการแบบไหนที่คุณเป็นอยู่

  1. ปวดเฉพาะที่: ปวดตื้อๆ บริเวณเอว ขยับตัวลำบาก (มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ)

  2. ปวดร้าวลงขา: ปวดจากเอว ยิงลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือน่อง (สัญญาณของเส้นประสาทถูกกดทับ)

  3. อาการชา: รู้สึกเหมือนเป็นเหน็บที่เท้าหรือนิ้วเท้าตลอดเวลา

  4. อ่อนแรง: เดินแล้วเท้าตก ทรงตัวไม่อยู่ หรือขึ้นบันไดลำบาก

  5. อาการอันตราย (Red Flags): กั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ แบบนี้ต้องมาโรงพยาบาลทันทีครับ ห้ามรอ!


ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่ "หลัง" กำลังร้องไห้?

  • พนักงานออฟฟิศ: นั่งท่าเดิมนานเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน

  • สายแบก: ยกของหนักโดยการก้มหลัง แทนที่จะย่อเข่า

  • คนที่มีน้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นออกมาทำให้กระดูกหลังต้องรับภาระหนักขึ้นเป็น 2-3 เท่า

  • ผู้สูงอายุ: กระดูกและหมอนรองเริ่ม "แห้ง" และเสื่อมตามกาลเวลา

  • คนสูบบุหรี่: บุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้มันเสื่อมไวขึ้น


ไปหาหมอแล้วจะโดนอะไรบ้าง? (ไม่ต้องกลัวครับ)

การตรวจสมัยนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ หมอจะมีขั้นตอนดังนี้:

  • ตรวจร่างกาย: หมอจะให้ท่านนอนหงายแล้วยกขาขึ้น (Straight Leg Raising Test) เพื่อดูว่ามีเส้นประสาทตึงไหม หรือลองทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่าคดไหม เสื่อมไหม หรือมีกระดูกงอกหรือเปล่า

  • MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): อันนี้คือ "พระเอก" ครับ เพราะจะเห็นชัดเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นไปทับเส้นประสาทตรงไหน มากน้อยเพียงใด (เหมือนเราเห็นไส้ขนมปังชัดๆ เลย)

  • การตรวจเลือด: บางกรณีหมออาจสั่งตรวจเพื่อเช็กค่าการอักเสบ หรือเช็กโรคอื่นๆ ที่อาจเลียนแบบอาการปวดหลัง เช่น โรคเก๊าท์ หรือการติดเชื้อ


แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด!

คนไข้ 90% ของผม "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ โดยเราจะใช้สูตรผสมผสานดังนี้:

  1. ปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด): งดยกของหนัก เปลี่ยนท่านั่งทุก 45 นาที และใช้หมอนรองหลัง

  2. การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาแก้ปวด และยาลดการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) รวมถึงยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อ "ดับไฟ" ที่กำลังลุกโชนอยู่ในหลัง

  3. การฉีดยาระบุตำแหน่งด้วย Ultrasound: วิธีนี้แม่นยำมากครับ หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์มองเห็นเส้นประสาทชัดเจน แล้วฉีดยาลดอักเสบไปวางที่ต้นเหตุของความปวดพอดี ทำให้ลดปวดได้ไวและใช้ยาน้อยลง

  4. การผ่าตัด: เราจะทำก็ต่อเมื่อ รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเส้นประสาทเสียหายรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรง หรือคุมการขับถ่ายไม่ได้เท่านั้นครับ


พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นซ้ำไหม?

โรคปวดหลังส่วนใหญ่ "หายได้" แต่ "กลับมาเป็นซ้ำได้" ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองครับ หมอนรองกระดูกที่เคยปลิ้นอาจจะหดกลับไปได้เองตามธรรมชาติ (Body healing) หากได้รับการพักผ่อนและการรักษาที่ถูกต้อง แต่ถ้าเรายังกลับไปนั่งท่าเดิม ยกของหนักแบบเดิม ปัญหาก็จะวนกลับมาหาเราอีกแน่นอน

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยให้เส้นประสาทถูกทับนานเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อขาฝีบถาวร หรือเกิดอาการปวดประสาทเรื้อรังที่รักษายากขึ้นครับ


สรุป

การปวดหลังไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับครับ เพียงแค่คุณ "ฟังเสียงร่างกาย" เมื่อเริ่มปวดให้พัก ปรับท่าทาง และหากไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน การปรึกษาหมอกระดูกจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่สดใสได้ไวขึ้น โดยไม่ต้องทนทุกข์กับความปวดครับ


ด้วยความเคารพในทุกความเห็นครับ ข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยมีการพัฒนาอยู่เสมอ บทความนี้จึงมุ่งเน้นสื่อสารข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ดูแลตนเองในเบื้องต้น หากท่านมีมุมมองที่แตกต่างหรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเฉพาะด้าน สามารถแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลังร้าวลงขา #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดเอว #ดูแลกระดูก #หมอเก่ง #รักษาไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพดี #ปวดหลังเรื้อรัง


References (แหล่งอ้างอิง)

  1. Jensen RK, et al. (2020). Diagnosis and treatment of lumbar disc herniation. Nature Reviews Disease Primers. (สรุปแนวทางการวินิจฉัยและรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทระดับเอวที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน)

  2. Knezevic NN, et al. (2021). Low back pain. The Lancet. (รวบรวมข้อมูลอุบัติการณ์ของโรคปวดหลังส่วนล่างและการจัดการความปวดแบบเป็นระบบ)

  3. Foster NE, et al. (2018). Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. The Lancet. (เน้นเรื่องการป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการเป็นซ้ำของโรคปวดหลัง)

  4. Qaseem A, et al. (2017). Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline. Annals of Internal Medicine. (แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาปวดหลังโดยไม่ใช้การผ่าตัด เช่น การใช้ยาและการทำกายภาพ)

  5. Deyo RA, et al. (2016). Herniated Lumbar Intervertebral Disk with Radiculopathy. New England Journal of Medicine. (อธิบายกลไกการเกิดโรคและการดำเนินโรคของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไว้อย่างละเอียด)

ทำไมปวดหลังแล้วกลับมาเป็นซ้ำ? เหตุผลที่หลายคนไม่เคยรู้ และยังทำซ้ำทุกวัน


 


เคยสงสัยไหมครับ? รักษาปวดหลังจนหายดีแล้ว ออกจากคลินิกก็เดินตัวปลิว ยาที่หมอให้ก็กินจนครบ แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน อาการปวดเจ้ากรรมดันกลับมาทักทายอีกรอบ จนหลายคนท้อใจว่า "มันเป็นโรคเวรกรรมหรือเปล่า?" หรือ "หมอรักษาไม่ขาดหรือเปล่า?" ความจริงที่หลายคนไม่เคยรู้คือ "การหายปวด ไม่ได้แปลว่าหลังกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมครับ" วันนี้หมอจะมาชวนคุยว่า ทำไมอาการปวดหลังถึงชอบวนเวียนกลับมาเป็นซ้ำ และจุดไหนที่เราเผลอทำผิดพลาดไปทุกวัน


"หายปวดแล้ว ก็กลับไปทำแบบเดิม" เรื่องเล่าจากวงจรปวดซ้ำ

หมอมีคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณวิทย์ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี เป็นพนักงานส่งของ คุณวิทย์มาหาหมอด้วยอาการหลังยอกบ่อยมากครับ "หมอครับ ผมฉีดยากับหมอครั้งก่อน 3 วันหายสนิทเลยนะ แต่พอผมกลับไปยกของแค่ไม่กี่วัน มันก็กลับมาปวดที่เดิมเป๊ะเลย"

เคสของคุณวิทย์คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ คุณวิทย์รักษา "อาการปวด" จนหาย แต่ไม่ได้รักษา "ต้นเหตุ" ของความปวด ซึ่งก็คือ กล้ามเนื้อแกนกลางที่ไม่แข็งแรง และ ท่าทางการยกของที่ผิดวิธี พอร่างกายที่ยังไม่พร้อมกลับไปรับภาระหนักเท่าเดิม มันก็เหมือนบ้านที่ฐานรากทรุดแต่เราแค่ทาสีใหม่ครับ พอน้ำหนักมากดทับ รอยร้าวเดิมก็ปรากฏขึ้นมาอีก


ทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำ? (ภาษาชาวบ้าน)

หากเปรียบหลังเหมือน "ยางล้อรถ"

  • การรักษา (ยา/ฉีดยา): คือการปะยางที่รั่วให้ลมไม่รั่วออก (หายปวด)

  • การใช้ชีวิต (นั่งนาน/ยกของ): คือการนำรถคันเดิมไปวิ่งบนถนนขรุขระ (ใช้งานหลัง)

  • สาเหตุที่ปวดซ้ำ: เพราะยางเส้นนั้น "ดอกยางโล้น" (กล้ามเนื้อฝ่อ) หรือ "ล้อไม่ตั้งศูนย์" (กระดูกเสื่อม/คด) ตราบใดที่เราไม่เปลี่ยนยางหรือตั้งศูนย์ใหม่ วิ่งไปไม่นานยางก็ระเบิดที่จุดเดิมครับ


3 ตัวการร้ายที่ทำให้คุณ "วนลูป" อยู่กับความปวด

  1. ภาวะกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวอ่อนแรง (Weak Core Muscles): เมื่อปวดหลังครั้งหนึ่ง สมองจะสั่งให้กล้ามเนื้อรอบๆ หยุดทำงานเพื่อลดการขยับ หากเราไม่ฝึกกล้ามเนื้อเหล่านี้ให้กลับมาแข็งแรง หลังของคุณจะไม่มี "เกราะป้องกัน" เวลาขยับตัวแรงๆ

  2. ความจำความปวด (Pain Memory): เส้นประสาทของเรามีความจำครับ หากเคยปวดรุนแรงมานาน ระบบประสาทจะ "ไว" ต่อความเจ็บปวดเป็นพิเศษ แม้จะมีการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ร่างกายจะขยายสัญญาณความเจ็บปวดให้ดูรุนแรงกว่าปกติ

  3. พฤติกรรมเดิมที่แก้ไม่ได้: การนั่งไขว่ห้าง การก้มหลังหยิบของ หรือการนอนบนที่นอนที่ยุบเป็นแอ่ง สิ่งเหล่านี้คือการสะสม "ไมโครทราวม่า" หรือการบาดเจ็บเล็กๆ ทุกวัน จนถึงจุดที่ร่างกายรับไม่ไหว


แนวทางการตรวจ: หา "จุดบอด" ของโครงสร้าง

เมื่อคนไข้กลับมาเป็นซ้ำ หมอจะไม่แค่จ่ายยาแก้ปวดครับ แต่ต้องหาว่าทำไมถึงไม่จบ:

  • การตรวจ Dynamic Assessment: หมอจะให้คนไข้ทำท่าทางที่ปวดซ้ำๆ เพื่อดูว่ากล้ามเนื้อมัดไหนที่ทำงานผิดจังหวะ

  • MRI (กรณีปวดซ้ำบ่อย): เพื่อดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง เช่น หมอนรองกระดูกที่เริ่มสูญเสียน้ำหรือความยืดหยุ่นจนรับแรงไม่ได้ (Internal Disc Disruption)

  • X-ray ดูความมั่นคง (Instability): ตรวจดูว่ามีกระดูกสันหลังเลื่อนตัวเวลาเราก้มหรือเงยหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปวดซ้ำในผู้สูงอายุครับ


วิธีรักษา: ตัดวงจรปวดให้ขาด

การรักษาที่ดีต้องทำควบคู่กันทั้งการแก้ปวดและการป้องกันครับ:

  • ฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยกายภาพ: ไม่ใช่แค่การประคบร้อน แต่คือการฝึก Exercise Therapy เพื่อปลุกกล้ามเนื้อชั้นลึก (Core Stabilization)

  • ฉีดยาด้วย Ultrasound เฉพาะจุด: ในกรณีที่มีพังผืดเกาะยึดที่จุดเดิม หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อสลายพังผืดและฉีดยาลดการอักเสบที่ค้างอยู่ให้ตรงจุดที่สุด

  • ปรับสภาพแวดล้อม: เปลี่ยนเก้าอี้ ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือฝึกท่าทางการลุกนั่งใหม่ทั้งหมด


พยากรณ์โรค: หายขาดได้ไหม?

อาการปวดหลังส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น "โรคเรื้อรังที่ควบคุมได้" ครับ พยากรณ์โรคดีมากสำหรับคนที่หันมาออกกำลังกายอย่างจริงจัง โอกาสกลับมาเป็นซ้ำจะลดลงมากกว่า 70-80% แต่สำหรับคนที่รักษาแค่ให้หายปวดแล้วกลับไปทำพฤติกรรมเดิม โอกาสเป็นซ้ำมีเกือบ 100% ภายใน 1 ปีครับ


สรุป

การปวดหลังซ้ำไม่ได้แปลว่าการรักษาครั้งแรกล้มเหลวครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า "โครงสร้างของคุณยังไม่แข็งแรงพอ" ที่จะรับไลฟ์สไตล์แบบเดิม อย่ารอให้ปวดจนลุกไม่ไหวถึงมาหาหมอครับ เริ่มสร้าง "เกราะป้องกัน" ให้หลังของคุณตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้วงจรความปวดนี้จบลงที่ตัวคุณครับ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญดูกระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังซ้ำซาก #ปวดหลังเรื้อรัง #กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว #หมอนรองกระดูกทับเส้น #หมอเก่ง #สุขภาพหลัง #กายภาพบำบัด #รักษาปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #OfficeSyndrome


References

  1. Hodges PW, Danneels L. Changes in Core Muscles in People with Low Back Pain. J Orthop Sports Phys Ther. 2019. (สรุป: อธิบายการฝ่อตัวของกล้ามเนื้อแกนกลางหลังการปวดหลังครั้งแรก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการกลับมาเป็นซ้ำ)

  2. Pengel LH, et al. Outcome of acute non-specific low back pain. BMJ. 2003. (สรุป: งานวิจัยที่พบว่าแม้คนไข้ส่วนใหญ่จะหายปวดใน 6 สัปดาห์ แต่กว่าครึ่งจะกลับมาเป็นซ้ำภายใน 1 ปีหากไม่ทำกายภาพฟื้นฟู)

  3. Knezevic NN, et al. Low back pain. Lancet. 2021. (สรุป: แนวทางการรักษาที่เน้นการป้องกันและการบริหารร่างกายเพื่อลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ)

  4. Choi G, et al. Risk factors for recurrence of lumbar disc herniation. J Neurosurg Spine. 2014. (สรุป: การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษา)

  5. Foster NE, et al. Prevention and treatment of low back pain. Lancet. 2018. (สรุป: เน้นย้ำความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการออกกำลังกายในการป้องกันปวดหลังระยะยาว)

ทำไมบางคน MRI ผิดปกติ แต่ไม่ปวดเลย? ภาพถ่ายไม่ได้บอกทุกอย่างเกี่ยวกับความเจ็บปวด


 


เคยสงสัยไหมครับ? ทำไมเพื่อนร่วมงานอายุเท่ากัน ไปทำ MRI มาแล้วผลบอกว่า "หมอนรองกระดูกเสื่อม" แต่เขาไม่มีอาการปวดเลยสักนิด ในขณะที่บางคนผลตรวจบอกว่า "ปกติดี" แต่กลับปวดหลังจนลุกไม่ไหว ความจริงที่หมออยากบอกคือ "สิ่งที่เห็นในภาพถ่าย กับสิ่งที่ร่างกายรู้สึก ไม่ได้ตรงกันเสมอไปครับ" และนี่คือสาเหตุที่ภาพ MRI ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายของชีวิตคุณ


"ผลตรวจดูน่ากลัว แต่ตัวจริงยังวิ่งได้" เรื่องเล่าจากคนไข้สายสปอร์ต

หมอมีคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณกอล์ฟ (นามสมมติ) อายุ 42 ปี นักวิ่งมาราธอน คุณกอล์ฟกังวลมากเพราะไปทำ MRI มาแล้วผลบอกว่า "หมอนรองกระดูกสันหลังข้อที่ 4 และ 5 เริ่มแห้งและปลิ้นเล็กน้อย" แกถามหมอด้วยความตกใจว่า "หมอครับ ผมต้องเลิกวิ่งไหม? หลังผมพังแล้วใช่ไหม?"

หลังจากหมอตรวจร่างกายอย่างละเอียด พบว่ากำลังขาของคุณกอล์ฟดีมาก การยืดหยุ่นของหลังก็ปกติ หมอจึงบอกคุณกอล์ฟว่า "สิ่งที่คุณเห็นในผล MRI มันคือรอยประสบการณ์ชีวิตครับ ไม่ใช่โรคที่คุณต้องกังวล" วันนี้คุณกอล์ฟยังคงวิ่งได้ปกติ เพราะเราไม่ได้รักษาที่แผ่นฟิล์ม แต่เราดูแลที่สมรรถภาพของร่างกายครับ


MRI บอกอะไรเรา...และไม่ได้บอกอะไรเรา? (ภาษาชาวบ้าน)

หากเปรียบกระดูกสันหลังเหมือน "รถยนต์"

  • MRI: คือการเปิดฝากระโปรงถ่ายรูปเครื่องยนต์อย่างละเอียด คุณอาจจะเห็นคราบน้ำมันเกาะ (ความเสื่อมตามวัย) หรือสายไฟบางเส้นเริ่มเปื่อย (หมอนรองกระดูกปลิ้นเล็กน้อย)

  • อาการปวด: คือการ "สตาร์ทรถแล้ววิ่ง" บางครั้งรถที่มีคราบน้ำมันเกาะเพียบ แต่เครื่องยังฟิต สตาร์ทติดง่าย วิ่งฉลุย (MRI ผิดปกติแต่ไม่ปวด)

  • ความจริง: รถบางคันเครื่องใหม่เอี่ยมไม่มีคราบเลย แต่สตาร์ทไม่ติดเพราะระบบไฟรวน หรือน้ำมันหมด (MRI ปกติแต่ปวดรุนแรง)


ทำไม MRI ผิดปกติแต่ถึงไม่เจ็บ?

มีงานวิจัยระดับโลกพบว่า คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีอาการปวดหลังเลยมากกว่า 80% เมื่อทำ MRI จะพบรอยหมอนรองกระดูกเสื่อมครับ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ:

  1. ร่างกายปรับตัวได้: ร่างกายเราเก่งครับ เมื่อหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมทีละน้อย กล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้างจะเข้ามาช่วยพยุงและปรับสมดุลจนเราไม่รู้สึกเจ็บ

  2. ไม่ใช่จุดสำคัญ: รอยที่เห็นใน MRI อาจจะอยู่ไกลจากเส้นประสาทมาก จนไม่ได้ส่งสัญญาณความเจ็บปวดใดๆ ออกมา

  3. ความเสื่อมตามวัย: เหมือนรอยตีนกาบนใบหน้าครับ มันคือความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่ไม่ได้ส่งผลต่อการใช้งานร่างกาย


แล้วเมื่อไหร่ที่ MRI "ที่ผิดปกติ" จะกลายเป็นเรื่องใหญ่?

เราจะกังวลกับผล MRI ก็ต่อเมื่อ "ภาพที่เห็น" ตรงกับ "อาการที่เป็น" ครับ เช่น:

  • ภาพบอกว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นไปทับเส้นประสาทข้างขวา และคนไข้ก็มีอาการชาและอ่อนแรงที่ขาข้างขวาจริงๆ

  • ภาพบอกว่าช่องไขสันหลังตีบแคบ และคนไข้เดินได้ไม่กี่เมตรก็ต้องหยุดพักเพราะปวดน่อง

  • มีการกดทับเส้นประสาทจนคุมการขับถ่ายไม่ได้ (กรณีนี้ต้องได้รับการดูแลเร่งด่วน)


แนวทางการตรวจ: ใช้หูฟัง ใช้มือคลำ สำคัญกว่าใช้ตาดูฟิล์ม

การวินิจฉัยของหมอจะยึดหลักดังนี้ครับ:

  • ซักประวัติอย่างละเอียด: ปวดแบบไหน ท่าไหนปวด ท่าไหนหาย

  • ตรวจร่างกาย (Physical Exam): ทดสอบความแรงกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก และปฏิกิริยาตอบสนอง

  • เปรียบเทียบผล: เอาผล MRI มาวางคู่กับอาการ ถ้าไม่ตรงกัน หมอจะยึด "อาการคนไข้" เป็นหลักในการรักษาครับ


พยากรณ์โรค: อย่าให้แผ่นฟิล์มมาขโมยความสุขของคุณ

คนไข้ที่ MRI ผิดปกติแต่ไม่มีอาการ มีพยากรณ์โรคที่ดีเยี่ยมครับ คุณสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงแค่ต้องรู้วิธีป้องกันไม่ให้ความเสื่อมนั้นเพิ่มขึ้น เช่น การออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) และการยกของหนักให้ถูกวิธีครับ


สรุป

ผล MRI ที่เขียนว่า "ผิดปกติ" ไม่ได้หมายความว่าคุณ "ป่วย" เสมอไปครับ อย่าเพิ่งตกใจจนเกินเหตุหากคุณยังเดินได้ปกติและไม่มีอาการปวดรุนแรง ร่างกายมนุษย์ซับซ้อนกว่าภาพถ่ายขาวดำมากนัก การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อแปลผล MRI ให้เข้ากับอาการของคุณ คือก้าวแรกที่ถูกต้องที่สุดในการดูแลสุขภาพหลังครับ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#MRI #ผลตรวจกระดูก #หมอนรองกระดูกเสื่อม #ปวดหลัง #สุขภาพหลัง #หมอเก่ง #คุยกับหมอ #รักษาปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #วินิจฉัยโรค


References

  1. Brinjikji W, et al. Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR Am J Neuroradiol. 2015;36(4):811-6. (สรุป: งานวิจัยที่พบว่าความเสื่อมของกระดูกสันหลังใน MRI พบได้บ่อยมากในคนที่ไม่มีอาการปวดเลย และเพิ่มขึ้นตามอายุ)

  2. Jensen MC, et al. Magnetic resonance imaging of the lumbar spine in people without back pain. N Engl J Med. 1994;331(2):69-73. (สรุป: การศึกษาคลาสสิกที่ยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีอาการปวดหลัง มักจะมีความผิดปกติใน MRI อย่างน้อยหนึ่งจุด)

  3. Chou R, et al. Imaging strategies for low-back pain: systematic review and meta-analysis. Lancet. 2009. (สรุป: ชี้ให้เห็นว่าการใช้ภาพถ่ายทางรังสีเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูอาการคนไข้ อาจนำไปสู่การรักษาที่เกินความจำเป็น)

  4. Jarvik JG, et al. The Clinical Course of Early-Onset Low Back Pain: Findings From the Spine Patient Outcomes Research Trial (SPORT). Spine. 2005. (สรุป: การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผลภาพถ่ายและการดำเนินโรคในระยะยาว)

  5. Knezevic NN, et al. Low back pain. Lancet. 2021. (สรุป: แนวทางการรักษาปวดหลังสมัยใหม่ที่เน้นการรักษาที่ตัวคนไข้มากกว่าภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว)

ปวดหลังต้องทำ MRI ทุกคนไหม? หลายคนรีบทำ MRI ทั้งที่ยังไม่จำเป็น

 



คนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดหลัง มักจะมาพร้อมกับคำขอแรกว่า "หมอครับ ขอตรวจ MRI เลยได้ไหม?" เพราะคิดว่านี่คือวิธีเดียวที่จะบอกได้ว่าหลังเราเป็นอะไร แต่ความจริงที่อาจจะทำให้คุณตกใจคือ "คนปวดหลังส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องทำ MRI ครับ" วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังครับว่า ทำไมการตรวจที่ดูละเอียดที่สุด อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป


"ผล MRI บอกว่าเป็นหนัก แต่คนไข้เดินปร๋อ" เรื่องเล่าที่ชวนฉงน

หมอเคยเจอคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณลุงสมพงษ์ (นามสมมติ) อายุ 65 ปี คุณลุงไปทำ MRI มาจากที่อื่นเพราะปวดหลังนิดหน่อย ผล MRI เขียนมายาวเป็นหน้ากระดาษว่า หมอนรองกระดูกเสื่อม 3 ข้อ มีกระดูกงอก และช่องประสาทตีบ คุณลุงตกใจมากครับ คิดว่าตัวเองต้องพิการแน่ๆ

แต่พอหมอตรวจร่างกายคุณลุงอย่างละเอียด พบว่าคุณลุงยังเดินเหินได้ปกติ กำลังขาดีเยี่ยม และอาการปวดนั้นเกิดจากแค่กล้ามเนื้ออักเสบเท่านั้น เคสนี้สอนให้รู้ว่า "เราไม่ได้รักษาที่รูปถ่าย MRI แต่เรารักษาที่ตัวคนไข้ครับ" เพราะความเสื่อมบางอย่างใน MRI มันคือ "รอยตีนกาของกระดูก" ที่เกิดขึ้นตามวัย โดยที่ไม่ได้ทำให้เราเจ็บปวดเสมอไป


MRI คืออะไร? (ภาษาชาวบ้าน)

ให้คุณลองนึกภาพว่าการ เอกซเรย์ (X-ray) คือการถ่ายรูปโครงสร้าง "เสาบ้าน" (กระดูก) ว่าหักหรือเบี้ยวไหม ส่วน MRI คือการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าส่องเข้าไปดู "ไส้ใน" ของเสา ดูสายไฟ (เส้นประสาท) ดูสปริงกันกระแทก (หมอนรองกระดูก) และดูเนื้อไม้ (กล้ามเนื้อและเอ็น) อย่างละเอียดถิบ


แล้วเมื่อไหร่...ที่ต้องทำ MRI จริงๆ?

หมอจะพิจารณาส่งทำ MRI ก็ต่อเมื่อคุณมีอาการ "สัญญาณอันตราย" หรือรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้นเท่านั้นครับ:

  1. รักษาด้วยยาและกายภาพมาแล้ว 4-6 สัปดาห์: แต่อาการปวดรุนแรงยังไม่ลดลงเลย

  2. มีอาการทางประสาทชัดเจน: เช่น ขาอ่อนแรงจนเดินลำบาก หรือมีอาการชาหนึบตลอดเวลา

  3. สงสัยโรคร้ายแรง: เช่น มีประวัติโรคมะเร็ง, มีไข้หนาวสั่นร่วมกับปวดหลัง (สงสัยติดเชื้อ), หรือน้ำหนักลดฮวบ

  4. เตรียมตัวผ่าตัด: หมอต้องใช้ MRI เป็น "แผนที่" นำทางเพื่อให้การผ่าตัดแม่นยำที่สุด

  5. คุมการขับถ่ายไม่ได้: อันนี้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินที่ต้องทำ MRI ทันทีครับ


ทำไมหมอถึงไม่แนะนำให้ทำ MRI "ทุกคน"?

  • ความวิตกกังวลที่เกินจริง: อย่างที่บอกครับ MRI ละเอียดมากจนเห็นรอยเสื่อมตามอายุที่ใครๆ ก็มี พอคนไข้เห็นผลแล้วจะเครียด ทั้งที่รอยนั้นอาจไม่ได้เป็นสาเหตุของความปวด

  • ค่าใช้จ่ายที่สูง: MRI มีราคาหลักหมื่น หากอาการชัดเจนว่าเป็นแค่กล้ามเนื้อ การตรวจร่างกายโดยหมอผู้เชี่ยวชาญก็เพียงพอแล้วครับ

  • นำไปสู่การรักษาที่เกินจำเป็น: บางครั้งพอเห็นผล MRI ดูน่ากลัว อาจทำให้เกิดการตัดสินใจผ่าตัด ทั้งที่จริงๆ แล้วแค่ทำกายภาพก็หายได้


แนวทางการตรวจ: เริ่มจากก้าวแรกที่ถูกต้อง

แทนที่จะพุ่งไปหาเครื่อง MRI หมอแนะนำให้เริ่มแบบนี้ครับ:

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย: นี่คือหัวใจสำคัญ 80-90% ของโรค หมอรู้ได้จากการตรวจด้วยมือและประสบการณ์ครับ

  • X-ray พื้นฐาน: เพื่อดูโครงสร้างกระดูกและแนวสันหลังเบื้องต้น

  • ติดตามอาการ: ในระยะ 2 สัปดาห์แรก หมอมักจะให้ยาลดอักเสบและปรับพฤติกรรมดูก่อน ซึ่งคนส่วนใหญ่จะดีขึ้นเองครับ


พยากรณ์โรค: ผล MRI ไม่ได้กำหนดอนาคตของคุณ

ต่อให้ผล MRI ของคุณจะบอกว่าหมอนรองกระดูกเสื่อม ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะหายปวดไม่ได้นะครับ พยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับการ "ฟื้นฟู" ครับ หลายคนที่ผล MRI ดูไม่สวย แต่ถ้าสร้างกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง ก็สามารถใช้ชีวิตปกติ วิ่งมาราธอน หรือเล่นกีฬาได้สบายๆ ครับ


สรุป

MRI เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมครับ แต่มันควรถูกใช้ "ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน" อย่าเพิ่งรีบร้อนเสียเงินหมื่นเพื่อแลกกับความตกใจจากผลการตรวจที่ละเอียดเกินไป เริ่มต้นด้วยการให้หมอตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อน แล้วคุณจะพบว่า...บางครั้งคำตอบของอาการปวดหลัง อาจอยู่แค่ที่ปลายมือของหมอและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณเองครับ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#MRI #ปวดหลัง #ตรวจกระดูก #หมอนรองกระดูกเสื่อม #วินิจฉัยโรค #หมอเก่ง #สุขภาพหลัง #คุยกับหมอ #รักษาปวดหลัง #กระดูกสันหลัง


References

  1. Chou R, et al. Imaging strategies for low-back pain: systematic review and meta-analysis. Lancet. 2009;373(9662):463-72. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าการทำ MRI ทันทีในคนไข้ที่ไม่มีสัญญาณอันตราย ไม่ได้ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นกว่าการรักษาแบบปกติ)

  2. Brinjikji W, et al. Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR Am J Neuroradiol. 2015. (สรุป: งานวิจัยที่พบว่าคนปกติที่ไม่มีอาการปวดหลังเลย จำนวนมากมีผล MRI ที่แสดงอาการหมอนรองกระดูกเสื่อมตามวัย)

  3. Jarvik JG, et al. Diagnostic evaluation of low back pain with emphasis on imaging. Ann Intern Med. 2002. (สรุป: แนวทางการใช้เครื่องมือทางรังสีวิทยาอย่างเหมาะสมสำหรับอาการปวดหลัง)

  4. Flynn TW, et al. Appropriate use of diagnostic imaging in low back pain: a reminder that unnecessary imaging may do as much harm as good. J Orthop Sports Phys Ther. 2011. (สรุป: บทความเตือนสติเกี่ยวกับการทำ MRI เกินความจำเป็นที่อาจส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจคนไข้)

  5. Knezevic NN, et al. Low back pain. Lancet. 2021. (สรุป: อัปเดตแนวทางการวินิจฉัยล่าสุดที่เน้นการตรวจร่างกายเป็นหลักและการใช้ MRI ในกรณีจำเป็นเท่านั้น)

นอนท่าไหนดีที่สุดสำหรับคนปวดหลัง? เปลี่ยนท่านอนเพียงเล็กน้อย อาจทำให้อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน

 

คนส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดหลัง มักจะเผชิญกับค่ำคืนที่แสนทรมานครับ พลิกตัวไปมาก็เจ็บ จะนอนหงายก็ปวดลึก ๆ จะนอนตะแคงก็เสียวแปล๊บ หลายคนสงสัยว่า "ทำไมยิ่งนอน ยิ่งปวด?" หรือ "ที่นอนเราไม่ดี หรือว่าท่าเราผิดกันแน่?" วันนี้หมอจะมาเฉลยเคล็ดลับการจัดระเบียบร่างกายในยามค่ำคืน เพื่อให้กระดูกสันหลังของคุณได้พักผ่อนอย่างแท้จริงครับ


"เปลี่ยนท่านอนนิดเดียว ชีวิตเปลี่ยนเลยหมอ" เรื่องเล่าจากเตียงนอน

หมอมีคนไข้ท่านหนึ่ง ชื่อคุณมานพ (นามสมมติ) อายุ 54 ปี ปวดหลังเรื้อรังจนนอนไม่หลับมาเป็นเดือน คุณมานพเล่าว่า "หมอครับ ผมลองนอนท่าไหนก็ไม่หายปวด จนต้องลุกขึ้นมานั่งหลับบนโซฟา เพราะมันทรมานจนทนไม่ไหว"

หมอจึงแนะนำให้คุณมานพลอง "ใช้หมอนช่วย" จัดสรีระตอนนอน เพียงแค่คืนแรกที่คุณมานพกลับไปทำตาม แกโทรมาบอกหมอว่า "หมอครับ ผมหลับยาวถึงเช้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลย" นี่คือพลังของการจัดท่านอนที่ถูกต้องครับ


ทำไมท่านอนถึงสำคัญกับอาการปวดหลัง? (ภาษาชาวบ้าน)

กระดูกสันหลังของเราไม่ได้เป็นเส้นตรงครับ แต่มันมีความโค้งเว้าเหมือนรูปตัว S (เอส) อ่อน ๆ เมื่อเรานอนหลับ กล้ามเนื้อหลังที่แบกรับเรามาทั้งวันควรจะได้ "พัก" แต่ถ้าท่านอนเราผิด มันจะไปกดทับกระดูกสันหลัง หรือทำให้เส้นประสาทถูกบีบอัดตลอดทั้งคืน ผลคือตื่นมาแล้วปวดร้าวหรือหลังแข็งทื่อครับ


3 ท่านอนที่ดีที่สุด (และตัวช่วยที่คุณต้องมี)

การนอนที่ดีไม่ใช่แค่การล้มตัวลงนอน แต่คือการรักษาความสมดุลของกระดูกสันหลังครับ

  1. ท่านอนหงาย (พร้อมหมอนรองใต้เข่า): นี่คือท่ามาตรฐานครับ แต่คนปวดหลังมักจะนอนหงายไม่ไหวเพราะหลังส่วนล่างจะ "แอ่น" ขึ้นมา เคล็ดลับคือ ให้เอาหมอนหนุนไว้ใต้ข้อพับเข่า ครับ วิธีนี้จะช่วยให้กระดูกสันหลังส่วนเอวแนบสนิทกับที่นอน ลดแรงกดทับได้ทันที

  2. ท่านอนตะแคง (พร้อมหมอนข้างระหว่างขา): ท่านี้เหมาะมากสำหรับคนปวดหลังร้าวลงขา เคล็ดลับคือ ต้องงอเข่าเล็กน้อยและสอดหมอนข้างไว้ระหว่างขา เพื่อป้องกันไม่ให้ขาด้านบนดึงกระดูกเชิงกรานให้บิดเบี้ยว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตื่นมาแล้วปวดสะโพกครับ

  3. ท่านอนตะแคงกอดหมอนข้าง (ท่ากึ่งทารก): การนอนตะแคงแล้วงอเข่าขึ้นมาหาอกเล็กน้อย จะช่วยเปิดช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลัง ลดแรงกดทับต่อเส้นประสาทได้ดีครับ

ข้อควรระวัง: "ท่านอนคว่ำ" คือท่าที่หมออยากให้หลีกเลี่ยงที่สุด เพราะจะทำให้หลังส่วนล่างแอ่นและต้องบิดคอตลอดเวลา ซึ่งส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังทั้งระบบครับ


แนวทางการตรวจ: สาเหตุมาจากท่านอนจริงหรือไม่?

หมอจะช่วยคุณแยกแยะว่าอาการที่เป็นอยู่ต้องรักษาอย่างไร:

  • ตรวจลักษณะการนอน: หมอจะซักถามว่าท่าไหนปวดที่สุด เพื่อวิเคราะห์พยาธิสภาพของโรค

  • MRI (ถ้าจำเป็น): หากนอนท่าไหนก็ไม่ดีขึ้น หมอจะใช้ MRI ส่องดูว่ามี "หมอนรองกระดูกปลิ้น" หรือ "ช่องประสาทตีบ" รุนแรงจนท่านอนช่วยไม่ไหวแล้วหรือไม่

  • X-ray Dynamic: ดูการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังว่ามีความหลวมหรือเคลื่อนตัวผิดปกติหรือไม่


วิธีรักษา: มากกว่าแค่การจัดท่านอน

นอกจากการปรับท่านอนแล้ว หมออาจแนะนำวิธีรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย:

  • การปรับที่นอน: ที่นอนควรมีความแน่นที่พอดี (Medium-Firm) ไม่นุ่มจนจม และไม่แข็งจนหลังลอย

  • กายภาพบำบัด: เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและสะโพก

  • การฉีดยาโดยใช้ Ultrasound นำทาง: หากมีการอักเสบของข้อต่อหลังที่รุนแรงจนนอนไม่ได้ การฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุดจะช่วยให้คุณกลับมานอนหลับได้ตามปกติครับ


พยากรณ์โรค: นอนหลับดี สุขภาพหลังก็ดีตาม

พยากรณ์โรคของคนที่ปรับท่านอนได้ถูกต้องมักจะดีมากครับ อาการปวดมักจะลดลง 50-70% ภายในสัปดาห์แรกที่เริ่มปรับท่าทาง เพราะร่างกายได้มีเวลาซ่อมแซมตัวเองในช่วงที่หลับสนิทอย่างแท้จริงครับ


สรุป

การพักผ่อนคือยาที่ดีที่สุด แต่ต้องเป็นการพักผ่อนที่ถูกท่าครับ ลองใช้หมอนใบเดิมที่มีอยู่ในบ้านมาช่วยจัดระเบียบร่างกายตามที่หมอแนะนำดูนะครับ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจคืนค่ำคืนที่แสนสุขและการตื่นมาอย่างสดใสให้กับคุณได้ครับ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ท่านอนแก้ปวดหลัง #ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #สุขภาพการนอน #หมอเก่ง #ดูแลกระดูกสันหลัง #ปวดหลังร้าวลงขา #ที่นอนแก้ปวดหลัง #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #SleepPostures


References

  1. Cary D, et al. Examining executive functions in relation to sleeping posture: a systematic review. BMC Musculoskelet Disord. 2019. (สรุป: งานวิจัยที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างท่านอนและผลกระทบต่อโครงสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง)

  2. Gordon SJ, et al. Sleep position and shoulder pain. Sleep and Hypnosis. 2004. (สรุป: อธิบายผลของท่านอนตะแคงต่อความสมดุลของกระดูกสันหลังและข้อต่อข้างเคียง)

  3. Kneale J, et al. Orthopaedic and Trauma Nursing. Churchill Livingstone. 2005. (สรุป: คำแนะนำทางการแพทย์เกี่ยวกับการจัดท่าทางของผู้ป่วยโรคกระดูกเพื่อลดแรงกดทับ)

  4. Jacobson BH, et al. Effectiveness of a selected bedding system on quality of sleep, low back pain, and shoulder stiffness. J Manipulative Physiol Ther. 2002. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าการจัดท่าทางและระบบเครื่องนอนที่เหมาะสมช่วยลดอาการปวดหลังได้จริง)

  5. Bolash R, et al. Spine and sleep. Cleveland Clinic. 2021. (สรุป: แนวทางปฏิบัติสำหรับคนไข้โรคกระดูกสันหลังในการจัดท่าทางเพื่อเพิ่มคุณภาพการนอน)

ท่านั่งแบบไหนทำให้ปวดหลังมากที่สุด? ท่าที่คนทำผิดมากที่สุดในออฟฟิศ และเกือบทุกคนทำทุกวัน

 



ในยุคที่ชีวิตประจำวันผูกติดอยู่กับเก้าอี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ในรถ หรือแม้แต่ที่บ้าน หลายคนคงเคยสงสัยว่า "ทำไมผมนั่งทั้งวัน แต่กลับปวดหลังแทบตาย?" คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณนั่งนานแค่ไหน แต่อยู่ที่ "ท่านั่ง" ของคุณต่างหากครับ วันนี้หมอจะมาเปิดโปงท่าต้องห้ามที่หลายคนทำผิดเป็นประจำ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลังของคุณพังโดยไม่รู้ตัวครับ


"เอนหลังสบายๆ แต่หลังกลับทรุด" เรื่องเล่าจากบัลลังก์แห่งความเจ็บปวด

หมอมีคนไข้สาวออฟฟิศคนหนึ่ง ชื่อคุณแพร (นามสมมติ) อายุ 28 ปี คุณแพรเป็นคนขี้เมื่อย ชอบนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แล้วก็ไถตัวลงไปเรื่อยๆ จนก้นเลื่อนมาอยู่ปลายเก้าอี้ หรือที่เรียกกันว่า "ท่านั่งกึ่งนอน" ครับ คุณแพรบอกหมอว่า "นั่งแบบนี้มันสบายที่สุดแล้วค่ะหมอ"

แต่ความสบายนั้นมาพร้อมกับราคาแพงครับ คุณแพรมาหาหมอด้วยอาการปวดหลังส่วนล่างรุนแรง ร้าวลงก้น พอทำ MRI ก็พบว่าหมอนรองกระดูกส่วนล่างเริ่มปลิ้นออกมาเล็กน้อย นี่คือผลลัพธ์ของ "ท่าสบาย" ที่ร่างกายต้องแลกมาด้วยความเสียหายครับ


ท่านั่งแบบไหน...คือตัวการทำร้ายหลัง? (ภาษาชาวบ้าน)

หัวใจสำคัญของการนั่งที่ถูกต้องคือการรักษา "ส่วนโค้งตามธรรมชาติของกระดูกสันหลัง" ครับ แต่ท่านั่งผิดๆ เหล่านี้กลับไปทำลายส่วนโค้งนั้น:

  1. ท่านั่งหลังค่อม/ห่อไหล่ (Slumped Posture): เปรียบเหมือน "ต้นไม้ที่โค้งงอ" แทนที่จะยืนตรง เมื่อหลังค่อม แรงกดบนหมอนรองกระดูกส่วนบนจะสูงมาก และไหล่จะห่อ ทำให้ปวดคอ บ่า ไหล่ตามมา

  2. ท่านั่งกึ่งนอน/ก้นไถลไปข้างหน้า (Slouching/Sacral Sitting): นี่คือท่าอันตรายที่หลายคนชอบทำครับ เมื่อก้นไถลไปข้างหน้า หลังส่วนล่างของเราจะ "แอ่นย้อนศร" หรือโค้งไปด้านหลังแทนที่จะโค้งไปด้านหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้หมอนรองกระดูกถูกบีบอัดอย่างรุนแรงและมีโอกาสปลิ้นสูง

  3. ท่านั่งไขว่ห้าง/นั่งทับขา (Cross-legged/Leg over leg): ท่านี้ทำให้กระดูกเชิงกรานบิดเบี้ยว หลังส่วนล่างก็จะบิดตามไปด้วย ก่อให้เกิดแรงเค้นที่ไม่สมดุลต่อข้อต่อและกล้ามเนื้อหลัง

  4. ท่านั่งเก้าอี้สูงเกินไป: เท้าลอยไม่ถึงพื้น ทำให้กระดูกเชิงกรานเอียงไปด้านหน้า และทำให้หลังส่วนล่างต้องทำงานหนักเพื่อรักษาสมดุล


สัญญาณเตือนภัย: นั่งแบบนี้...เริ่มมีปัญหาแล้วนะ!

  • ปวดหลังส่วนล่างทันทีที่ลุกจากเก้าอี้

  • รู้สึกตึงๆ หรือแข็งๆ ที่สะโพกและก้น

  • มีอาการชาหรือปวดร้าวลงขาเมื่อนั่งนานๆ

  • ไม่สามารถนั่งหลังตรงได้นาน รู้สึกเมื่อยง่าย


แนวทางการตรวจ: ไม่ใช่แค่เรื่องท่านั่ง

แม้ว่าท่านั่งผิดๆ จะเป็นสาเหตุหลัก แต่หมอจะตรวจอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้พลาดสาเหตุอื่นๆ ครับ:

  • การประเมินท่าทาง (Postural Assessment): หมอจะดูท่านั่ง ยืน เดิน เพื่อหาความผิดปกติของโครงสร้าง

  • การตรวจร่างกาย: เพื่อดูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความยืดหยุ่นของข้อต่อ

  • MRI (ถ้าจำเป็น): หากสงสัยว่าหมอนรองกระดูกได้รับความเสียหายจริง หมอจะส่งทำ MRI เพื่อดูความรุนแรงและวางแผนการรักษา


ปรับเปลี่ยนก่อนสาย: นั่งอย่างไรให้ถูกหลัก?

ข่าวดีคือเราสามารถปรับเปลี่ยนท่านั่งได้ครับ!

  1. นั่งชิดพนักพิง: ดันก้นให้ชิดพนักพิงมากที่สุด พยายามให้หลังส่วนล่างแนบกับพนักเก้าอี้

  2. เท้าติดพื้น: วางเท้าให้เต็มพื้น เข่าทำมุม 90 องศา หากเก้าอี้สูงไป ให้หาที่วางเท้ามาหนุน

  3. จออยู่ระดับสายตา: คอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปควรอยู่ระดับสายตา ไม่ต้องก้มคอหรือเงยหน้า

  4. ลุก ยืด ขยับ: ทุกๆ 50 นาที ให้ลุกขึ้นเดิน ยืดเส้นยืดสายประมาณ 10 นาที

  5. ใช้หมอนรองหลัง: ถ้าเก้าอี้ไม่รองรับส่วนโค้งของหลังส่วนล่าง ให้หาหมอนเล็กๆ มาหนุน


พยากรณ์โรค: ท่านั่งที่ถูก...คือการรักษาที่ดีที่สุด

การเปลี่ยนท่านั่งที่ผิดให้ถูกต้อง ถือเป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับอาการปวดหลังจากการใช้งานครับ อาการปวดมักจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2-4 สัปดาห์ และช่วยชะลอความเสื่อมของกระดูกสันหลังได้ในระยะยาว พยากรณ์โรคดีเยี่ยมถ้ามีวินัยในการปรับเปลี่ยนครับ


สรุป

เก้าอี้ตัวเดิมไม่ได้ทำร้ายคุณโดยตรงครับ แต่เป็น "ท่านั่ง" ของคุณต่างหากที่ทำให้หลังต้องแบกรับภาระหนักเกินไป เริ่มต้นวันนี้ด้วยการใส่ใจท่านั่งเล็กๆ น้อยๆ และหมั่นลุกขึ้นขยับตัว เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถนั่งทำงานได้อย่างมีความสุข ไร้ความปวดกวนใจครับ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ท่านั่งที่ถูกต้อง #ปวดหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #ท่านั่งทำงาน #ดูแลกระดูกสันหลัง #หมอเก่ง #เก้าอี้ Ergonomic #ป้องกันปวดหลัง #สุขภาพหลัง #OfficePosture


References

  1. Magnusson ML, et al. The effects of prolonged sitting on the spine. Clinical Biomechanics. 2008. (สรุป: อธิบายถึงผลกระทบทางชีวกลศาสตร์ของการนั่งนานและท่าทางที่ผิดต่อหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลัง)

  2. Harrison DD, et al. Sitting biomechanics, Part I: Review of the literature. J Manipulative Physiol Ther. 1999. (สรุป: การทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับชีวกลศาสตร์ของการนั่ง และแรงกดทับต่อกระดูกสันหลังในท่านั่งต่างๆ)

  3. Bridger RS, et al. Sitting posture and discomfort. Applied Ergonomics. 2005. (สรุป: งานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างท่านั่งที่ผิดและการเกิดอาการปวดเมื่อยและความไม่สบายตัว)

  4. Shiri R, et al. The effect of type of exercise on back pain. Am J Epidemiol. 2018. (สรุป: แม้จะเป็นเรื่องของการออกกำลังกาย แต่ก็ย้ำถึงความสำคัญของการจัดระเบียบร่างกายเพื่อลดภาระกระดูกสันหลัง)

  5. Verma S, et al. Ergonomic considerations for computer users: literature review. Indian J Occup Environ Med. 2015. (สรุป: คำแนะนำด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) สำหรับผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ เพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการปวดเมื่อย)

ปวดหลังตอนเช้าเกิดจากอะไร? ตื่นมาแล้วปวด บางครั้งสาเหตุไม่ใช่ที่กระดูก

 



เคยเป็นไหมครับ? ตื่นเช้ามาแทนที่จะรู้สึกสดชื่น กลับกลายเป็นว่าต้องค่อยๆ ตะแคงตัวลุกจากเตียงด้วยความลำบาก เพราะหลังมัน "แข็งทื่อ" ไปหมด บางคนต้องยืนนิ่งๆ หรือเดินไปเดินมาสักพักถึงจะเริ่มขยับตัวได้คล่อง หลายคนกังวลว่า "กระดูกเราเสื่อมหรือเปล่า?" หรือ "หมอนรองกระดูกเราพังไหม?" วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจครับว่า ทำไมความปวดถึงเลือกมาหาเราในยามเช้า และมันกำลังบอกอะไรกับเรากันแน่


"ตื่นมาเหมือนโดนของหนักทับหลัง" เรื่องเล่าจากเช้าที่แสนทรมาน

หมอมีคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณประเสริฐ (นามสมมติ) อายุ 58 ปี มาหาหมอด้วยอาการแปลกๆ คือ "หมอครับ ตอนบ่ายตอนเย็นผมเดินห้าง ทำงานได้ปกติเลยนะ แต่ตอนเช้านี่สิ ตื่นมาหลังมันแข็งเหมือนไม้กระดาน ต้องให้แฟนช่วยพยุงลุกทุกวัน เป็นแบบนี้มาเป็นเดือนแล้วครับ"

เคสของคุณประเสริฐแสดงให้เห็นชัดเจนครับว่า อาการปวดหลังตอนเช้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งส่วนใหญ่มักจะสัมพันธ์กับ "การอักเสบ" หรือ "สภาพแวดล้อมในการนอน" มากกว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุเฉียบพลันครับ


ปวดหลังตอนเช้า...สาเหตุมาจากไหนได้บ้าง? (ภาษาชาวบ้าน)

หากคุณปวดหลังเฉพาะช่วงตื่นนอน หมออยากให้ลองเช็ก 3 สาเหตุหลักนี้ครับ:

  1. กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (Myofascial Pain): เมื่อเรานอนนิ่งๆ นาน 6-8 ชั่วโมง เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อน้อยลง หากกล้ามเนื้อหลังของคุณมีการอักเสบสะสมอยู่แล้ว มันจะเกิดอาการเกร็งค้างและตึงตัวมากที่สุดในตอนเช้าครับ

  2. โรคข้อสันหลังอักเสบ (Inflammatory Back Pain): อันนี้สำคัญครับ เป็นการอักเสบที่ตัวข้อต่อกระดูกสันหลังเอง คนไข้กลุ่มนี้จะ "ยิ่งพักยิ่งปวด ยิ่งขยับยิ่งหาย" ซึ่งต่างจากปวดหลังทั่วไปที่จะ "ยิ่งขยับยิ่งปวด"

  3. ที่นอนและท่าทางการนอน: ที่นอนที่นุ่มเกินไปจนหลังแอ่น หรือแข็งเกินไปจนกดทับจุดโค้งเว้าของกระดูกสันหลัง ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักตลอดทั้งคืนเพื่อพยุงกระดูกไว้ ผลคือตื่นมาแล้วปวดเมื่อยเหมือนไม่ได้นอนครับ


เช็กอาการ: แบบไหนที่ควรเริ่มกังวล?

ลองสังเกตอาการตัวเองดูครับว่าเข้าข่ายข้อไหน:

  • แข็งทื่อ (Morning Stiffness): ถ้ารู้สึกหลังแข็งนานเกิน 30 นาทีหลังตื่นนอน อาจเป็นสัญญาณของโรคข้ออักเสบ

  • ปวดร้าว: มีอาการปวดแปล๊บลงไปที่สะโพกหรือขาร่วมด้วย

  • ปวดสะสม: ปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่มีท่าทีจะดีขึ้น

  • ชาหรืออ่อนแรง: ตื่นมาแล้วรู้สึกเท้าชา หรือเดินกะเผลก


แนวทางการตรวจ: หาต้นตอให้เจอ

เมื่อมาพบหมอ เราจะไม่เดาสุ่มครับ หมอจะใช้การตรวจสอบดังนี้:

  • การซักประวัติ: หมอจะถามละเอียดว่า "ปวดกี่นาทีหลังตื่น" และ "ขยับแล้วดีขึ้นไหม"

  • การตรวจเลือด (Lab Test): ในบางรายที่หมอสงสัยเรื่องข้ออักเสบเรื้อรัง อาจมีการเจาะเลือดดูค่าการอักเสบ (ESR, CRP) หรือตรวจยีนบางชนิด (HLA-B27)

  • MRI: หากสงสัยว่าปัญหมาจากหมอนรองกระดูกที่เริ่มเสื่อมและสูญเสียน้ำ ซึ่งมักจะแสดงอาการชัดเจนในช่วงเช้าที่หมอนรองกระดูกมีแรงดันสูงสุดครับ


วิธีรักษา: คืนเช้าที่สดใสให้แผ่นหลัง

เราเน้นการรักษาที่ต้นเหตุและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ครับ:

  1. ยืดเหยียดก่อนลุก (Bedside Stretching): หมอแนะนำให้บริหารหลังเบาๆ ตั้งแต่อยู่บนเตียง เช่น การกอดอกแล้วบิดตัวซ้ายขวา หรือการชันเข่าแล้วโยกไปมา เพื่อ "วอร์ม" กล้ามเนื้อก่อนรับน้ำหนักจริง

  2. การปรับที่นอน: เลือกที่นอนที่มีความแน่นปานกลาง (Medium-Firm) ที่สามารถรองรับส่วนโค้งของหลังได้ดี

  3. การใช้ความร้อน: การอาบน้ำอุ่นตอนเช้าจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหลังได้ดีขึ้น ลดอาการตึงตัวได้เร็วมากครับ

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด: หากมีการอักเสบชัดเจน หมอจะใช้ Ultrasound นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบตรงไปยังข้อต่อหรือจุดเกาะกล้ามเนื้อที่ปวด เพื่อตัดวงจรความเจ็บปวดครับ


พยากรณ์โรค: หายได้ถ้าปรับถูกจุด

ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์หลังปรับเปลี่ยนที่นอนหรือเริ่มบริหารร่างกายครับ แต่ถ้าเป็นกลุ่มโรคข้ออักเสบเรื้อรัง อาจต้องมีการดูแลด้วยยาต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อต่อยึดติดในระยะยาวครับ


สรุป

อาการปวดหลังตอนเช้าเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของคุณกำลังต้องการการดูแลครับ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนที่นอน การยืดเหยียด หรือการรักษาอาการอักเสบที่คั่งค้างอยู่ อย่าปล่อยให้เช้าวันใหม่ต้องเริ่มต้นด้วยความทรมาน เพราะหลังที่แข็งแรงคือจุดเริ่มต้นของวันที่มีความสุขครับ

หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังตอนเช้า #หลังแข็งทื่อ #ข้อสันหลังอักเสบ #ที่นอนแก้ปวดหลัง #ปวดหลังเรื้อรัง #สุขภาพกระดูก #หมอเก่ง #บริหารหลัง #ตื่นมาปวดหลัง #กายภาพบำบัด


References

  1. Sieper J, et al. Axial spondyloarthritis. Lancet. 2013;381(9883):2127-2139. (สรุป: อธิบายลักษณะของอาการปวดหลังจากการอักเสบที่มักรุนแรงในตอนเช้าและการวินิจฉัยโรคข้อสันหลังอักเสบ)

  2. Orr WC, et al. Sleep and low back pain: a review in the context of biological rhythms. Sleep Med Rev. 2012. (สรุป: งานวิจัยที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจังหวะทางชีวภาพ การนอน และความรู้สึกปวดหลังเมื่อตื่นนอน)

  3. Jacobson BH, et al. Group comparison of self-reported morning back pain based on bedding system. Applied Ergonomics. 2010. (สรุป: การศึกษาเปรียบเทียบผลของประเภทที่นอนต่ออาการปวดหลังและความแข็งทื่อในตอนเช้า)

  4. Knezevic NN, et al. Low back pain. Lancet. 2021. (สรุป: ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับพยาธิสภาพของอาการปวดหลังในรูปแบบต่างๆ รวมถึงปวดหลังจากการอักเสบ)

  5. Auvinen J, et al. The association between sleep problems and low back pain. Spine. 2010. (สรุป: งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการนอนมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความไวต่อความเจ็บปวดในตอนเช้า)