“แค่ปวดหลังธรรมดา หรือหมอนรองกระดูกกำลังมีปัญหา?” เช็กให้ชัวร์ก่อนจะสายเกินแก้
เชื่อไหมครับว่า ในชีวิตหนึ่งของคนเรา แทบทุกคนต้องเคยผ่านประสบการณ์ “ปวดหลัง” กันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการปวดตื้อๆ หลังเลิกงาน หรือปวดแปล๊บจนขยับตัวไม่ได้ หลายคนเลือกที่จะซื้อยากินเอง พลาสเตอร์ปิดหลัง หรือไปนวดแผนโบราณ เพราะคิดว่าเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบ เดี๋ยวก็หาย แต่สิ่งที่หมอกังวลที่สุดในฐานะหมอกระดูก คือการที่คนไข้แยกไม่ออกว่า อาการที่กำลังเป็นอยู่คือ “กล้ามเนื้อประท้วง” หรือ “หมอนรองกระดูกกำลังแตกพ่าย” กันแน่ เพราะการรักษาและผลลัพธ์นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยครับ
ลองนึกภาพตามหมอนะครับ วันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วรู้สึกเสียวแปล๊บที่หลังส่วนล่าง พอก้มหยิบของก็เจ็บจี๊ดจนหน้ามืด คุณอาจจะคิดว่า “สงสัยเมื่อวานยกของหนักไปหน่อย” แต่ถ้าอาการปวดนั้นมันเริ่มวิ่งลงไปที่ขา หรือทำให้ปลายนิ้วเท้าชาล่ะ? นั่นแหละครับคือสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวแล้ว
เรื่องเล่าจากคนไข้
หมออยากเล่าเรื่องของ คุณสมชาย (นามสมมติ) อายุ 42 ปี เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ขยันมากครับ ทำงานเอกสารหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง และชอบจัดสวนในวันหยุด วันหนึ่งคุณสมชายก้มลงยกกระถางต้นไม้แล้วเกิดอาการ “ก๊อก” ที่หลัง ตอนแรกเขาคิดว่ากล้ามเนื้อยอกธรรมดา เลยไปนวดและทานยาแก้ปวดเอง อาการดูเหมือนจะดีขึ้นในช่วงแรก แต่ผ่านไป 2 สัปดาห์ เขาสังเกตว่าเริ่มมีอาการปวดร้าวลงไปที่น่องข้างซ้าย เวลาไอหรือจามจะเจ็บเหมือนมีไฟฟ้าช็อตลงขา
คุณสมชายเริ่มกังวล เพราะนอกจากจะปวดจนนอนไม่ได้แล้ว เขายังรู้สึกว่าขาข้างซ้ายเริ่มอ่อนแรง เดินสะดุดบ่อยๆ จนในที่สุดตัดสินใจมาหาหมอ เมื่อหมอตรวจร่างกายและทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI) จึงพบว่า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ครับ ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบอย่างที่เขาเข้าใจตอนแรก โชคดีที่คุณสมชายมาหาหมอก่อนที่เส้นประสาทจะเสียหายถาวร ทำให้เราสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: ยางรถยนต์กับโช้คอัพ
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมออยากให้ลองเปรียบเทียบกระดูกสันหลังของเราเหมือนกับ “รถยนต์” ครับ
กล้ามเนื้อหลัง เปรียบเสมือน ยางรถยนต์หรือตัวถัง ที่คอยพยุงให้รถวิ่งไปได้ ถ้าเราใช้งานหนัก ขับรถทางไกลบ่อยๆ ยางก็สึกหรอ กล้ามเนื้อก็ล้า เจ็บปวดได้ แต่มักจะหายได้ถ้าได้พักหรือเปลี่ยนยางใหม่
หมอนรองกระดูก เปรียบเสมือน โช้คอัพ ที่อยู่ระหว่างรอยต่อของกระดูกแต่ละข้อ ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะนิ่มๆ เหมือน “ไส้ขนมปัง” หรือ “เจล” ที่คอยรับแรงกระแทก
ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อโช้คอัพนี้มัน “แตก” หรือ “ปลิ้น” ออกมาครับ เหมือนไส้ขนมปังที่ทะลักออกมาแล้วไปเบียดเอา “สายไฟ” ซึ่งก็คือเส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ พอสายไฟโดนกดทับ สัญญาณไฟก็รวน ทำให้เกิดอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรงตามมานั่นเองครับ
ทำความรู้จักกับโรค: สองตัวการร้ายที่ทำให้ปวดหลัง
กล้ามเนื้อหลังอักเสบ (Back Muscle Strain): คือการบาดเจ็บของเส้นใยกล้ามเนื้อหรือเอ็นยึดบริเวณหลัง มักเกิดจากการขยับผิดจังหวะ หรือใช้งานหนักเกินกำลัง อาการปวดมักจะกระจุกตัวอยู่แค่บริเวณหลัง อาจจะลามไปถึงสะโพกได้บ้าง แต่จะไม่ลามลงไปต่ำกว่าเข่า
หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus): คือภาวะที่ส่วนประกอบภายในของหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่ออกมาทับเส้นประสาท มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย หรือแรงกระแทกที่รุนแรง อาการจะมีความเฉพาะตัวคือ ปวดร้าวเหมือนไฟช็อต และมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย
5 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง
พฤติกรรมการนั่ง: นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้หมอนรองกระดูกรับแรงกดทับต่อเนื่อง
น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน: หน้าท้องที่ยื่นออกมาจะดึงให้กระดูกสันหลังแอ่น และหมอนรองกระดูกต้องแบกรับน้ำหนักมหาศาล
การยกของหนักผิดท่า: การก้มหลังหยิบของแทนการย่อเข่า คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้น
อายุและความเสื่อม: เมื่ออายุมากขึ้น น้ำในหมอนรองกระดูกจะลดลง ทำให้เปราะและแตกง่ายขึ้น
การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วกว่าปกติ
การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นอะไร?
เมื่อคุณมาพบหมอ ขั้นตอนแรกคือ การตรวจร่างกาย ครับ หมอจะให้คุณลองนอนหงายแล้วยกขาเหยียดตึง (Straight Leg Raising Test) ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คุณจะรู้สึกปวดแปล๊บลงขาอย่างรุนแรงแม้จะยกขาขึ้นได้เพียงไม่กี่องศา
จากนั้นอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้ครับ:
เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีข้อเคลื่อนหรือกระดูกงอกไหม
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI): นี่คือพระเอกของการวินิจฉัยครับ เพราะเห็นภาพหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้ชัดเจนที่สุด ช่วยให้หมอระบุได้ว่าทับที่ข้อไหน และรุนแรงเพียงใด
การตรวจเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (EMG): ใช้ในกรณีที่ต้องการยืนยันว่าเส้นประสาททำงานผิดปกติจริงหรือไม่
แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัด
หมออยากให้สบายใจก่อนนะครับว่า มากกว่า 90% ของผู้ป่วยปวดหลัง สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ โดยลำดับการรักษาจะเป็นดังนี้:
การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ต้องเลิกก้มยกของหนัก นั่งหลังตรง และหมั่นเปลี่ยนท่าบ่อยๆ
กายภาพบำบัด: การยืดกล้ามเนื้อและการใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์ หรือคลื่นกระแทก (Shockwave) จะช่วยได้มาก
การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาบำรุงเส้นประสาทตามความจำเป็น
การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection): หากอาการปวดไม่ดีขึ้น หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบไปที่บริเวณเส้นประสาทโดยตรง วิธีนี้แม่นยำและปลอดภัยสูงครับ
การผ่าตัด: หมอจะพิจารณาก็ต่อเมื่อ คนไข้มีอาการรุนแรง เช่น กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-8 สัปดาห์แล้วไม่เห็นผล ปัจจุบันการผ่าตัดทำผ่านกล้องขนาดเล็กมาก (Endoscopic) เจ็บน้อย แผลจิ๋ว และกลับบ้านได้เร็วครับ
พยากรณ์โรค: จะหายไหม?
อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อ มักจะหายดีภายใน 1-2 สัปดาห์ถ้าพักผ่อนเพียงพอ ส่วนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อาจใช้เวลา 4-12 สัปดาห์ในการฟื้นตัวครับ โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้าเราไม่ปรับพฤติกรรม ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวัง
หากปล่อยไว้ไม่รักษา เส้นประสาทที่ถูกกดทับนานๆ อาจเกิดความเสียหายถาวร ทำให้กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบ เดินกะเผลก หรือที่รุนแรงที่สุดคือ “กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ” ซึ่งจะทำให้สูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดทันทีครับ
5 วิธีป้องกันหลังพัง
ฝึกยกของให้ถูกวิธี: ย่อเข่าลงให้ใกล้ของที่สุด แล้วใช้แรงจากขาในการดันตัวขึ้น ห้ามก้มหลังเด็ดขาด
ปรับท่านั่งทำงาน: หน้าจอต้องอยู่ในระดับสายตา หลังต้องพิงพนัก และเท้าต้องวางราบกับพื้น
ควบคุมน้ำหนัก: การลดน้ำหนักเพียง 5% ก็ช่วยลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกได้อย่างมหาศาลแล้วครับ
ออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง: เพื่อให้กล้ามเนื้อเหล่านี้เป็น “เฝือกธรรมชาติ” คอยพยุงกระดูกสันหลัง
เลือกที่นอนที่เหมาะสม: ไม่นิ่มจนหลังยวบ และไม่แข็งจนกดทับจุดสำคัญ
Q&A ถาม-ตอบ ข้อสงสัยยอดฮิต
Q: ปวดหลังร้าวลงขา อันตรายมากไหม? หมอเก่ง: ถ้ามีอาการร้าวลงขาชัดเจน มักสื่อถึงการระคายเคืองของเส้นประสาทครับ ควรมาพบหมอเพื่อตรวจดูว่ากดทับมากน้อยแค่ไหน อย่าปล่อยไว้นานจนขาอ่อนแรงครับ
Q: ต้องทำ MRI ทุกเคสเลยไหม? หมอเก่ง: ไม่จำเป็นครับ ถ้าอาการปวดเป็นไม่มากและเพิ่งเป็น หมอจะเริ่มจากการรักษาก่อน แต่ถ้ามีอาการชา อ่อนแรง หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น การทำ MRI จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้แม่นยำที่สุดครับ
Q: ปวดหลังนานแค่ไหนถึงควรมาหาหมอ? หมอเก่ง: ถ้าปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น หรือมีอาการ “ธงแดง” เช่น ชาขา ขาอ่อนแรง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบมาพบหมอทันทีครับ
สรุปประเด็นสำคัญ
แยกแยะอาการให้เป็น: กล้ามเนื้ออักเสบมักปวดเฉพาะจุด แต่หมอนรองกระดูกทับเส้นมักจะมีอาการปวดร้าวลงขาและอาการชา
พฤติกรรมคือสาเหตุหลัก: การก้มยกของและการนั่งนานๆ คือศัตรูตัวร้ายของกระดูกสันหลัง
การวินิจฉัยที่แม่นยำ: การตรวจร่างกายโดยละเอียดและการทำ MRI (ถ้าจำเป็น) ช่วยให้รักษาได้ตรงจุด
ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด: การปรับพฤติกรรม ทำกายภาพ และใช้ยา คือทางออกหลักของผู้ป่วยส่วนใหญ่
อย่ารอจนสาย: หากมีอาการชาหรืออ่อนแรง ต้องรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันที
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #กล้ามเนื้อหลังอักเสบ #ชาร้าวลงขา #ออฟฟิศซินโดรม #กระดูกสันหลังเสื่อม #วิธีแก้ปวดหลัง #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #สุขภาพหลัง #BackPain #Sciatica #HerniatedDisk #LumbarSpine #DoctorKeng
Reference List
Deyo RA, Mirza SK. Herniated lumbar intervertebral disk. N Engl J Med. 2016 May 5;374(18):1763-1772. doi:10.1056/NEJMcp1512658. PMID:27144851.
บทความนี้อธิบายโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนทับเส้นประสาทอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ กลไกการกดทับเส้นประสาท ไปจนถึงอาการปวดร้าวลงขา.
ยังสรุปแนวทางการวินิจฉัย การใช้ MRI หรือ CT และเปรียบเทียบผลการรักษาแบบไม่ผ่าตัดกับการผ่าตัดในระยะสั้นและยาว ซึ่งคนทั่วไปอ่านสรุปจะเข้าใจภาพรวมของโรคได้ดี.Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA. Noninvasive treatments for acute, subacute, and chronic low back pain: a clinical practice guideline from the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017 Apr 4;166(7):514-530. doi:10.7326/M16-2367. PMID:28192789.
บทความนี้เป็นแนวทางรักษาอาการปวดหลังของสมาคมแพทย์อเมริกัน รวบรวมหลักฐานเรื่องการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การประคบร้อน นวด ฝังเข็ม กายภาพบำบัด และยาต้านการอักเสบ.
เขาย้ำว่าคนส่วนใหญ่ปวดหลังเฉียบพลันจะดีขึ้นเอง จึงควรเริ่มจากวิธีไม่ใช้ยา หรือยาที่ปลอดภัยก่อน และเลี่ยงการใช้ยาแรงอย่างมอร์ฟีนถ้าไม่จำเป็น ทำให้คนทั่วไปเห็นลำดับการรักษาที่เหมาะสม.Maher C, Underwood M, Buchbinder R. Non-specific low back pain. Lancet. 2017 Feb 18;389(10070):736-747. doi:10.1016/S0140-6736(16)30970-9. PMID:27745712.
บทความนี้พูดถึงอาการปวดหลังที่หาโรคชัดเจนไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของคนปวดหลัง โดยเน้นว่ามักเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ การใช้งานท่าทาง และปัจจัยทางจิตใจสังคม.
เขาเสนอว่าการรักษาควรมุ่งลดอาการและผลกระทบ เช่น ให้ความรู้ การออกกำลังกาย และการใช้ยาอย่างเหมาะสม มากกว่าการพยายามหาความผิดปกติจุดเดียวในกระดูกสันหลัง ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าปวดหลังไม่ใช่แค่ “กระดูกเสื่อม”.Jensen MC, Brant-Zawadzki MN, Obuchowski N, Modic MT, Malkasian D, Ross JS. Magnetic resonance imaging of the lumbar spine in people without back pain. N Engl J Med. 1994 Jul 14;331(2):69-73. doi:10.1056/NEJM199407143310201. PMID:8208267.
งานวิจัยนี้ทำ MRI หลังส่วนล่างในคนที่ไม่มีอาการปวดหลัง พบว่ามีหมอนรองกระดูกโป่งหรือยื่นออกมาค่อนข้างบ่อย แม้คนจะไม่รู้สึกปวดเลย.
ข้อสรุปสำคัญคือภาพ MRI ที่ดู “ผิดปกติ” ไม่ได้แปลว่าเป็นสาเหตุของอาการเสมอไป ช่วยให้คนไข้และหมอระวังการตีความผล MRI ไม่ให้ตกใจเกินไป และไม่รีบผ่าตัดโดยไม่จำเป็น.Foster NE, Anema JR, Cherkin D, Chou R, Cohen SP, Gross DP, et al. Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. Lancet. 2018 Jun 9;391(10137):2368-2383. doi:10.1016/S0140-6736(18)30489-6. PMID:29573872.
บทความนี้เน้นเรื่องการป้องกันและดูแลอาการปวดหลังในระยะยาว โดยใช้มุมมองแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ งาน และสังคม เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการจัดการความเครียด.
เขาชี้ว่าควรใช้ยาและการตรวจพิเศษอย่างพอดี ไม่มากเกินไป และเน้นให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิต เคลื่อนไหว และทำงานตามปกติให้เร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสปวดหลังเรื้อรัง.