วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา... แค่ปวดเมื่อย หรือหมอนรองกระดูกกำลังทับเส้นประสาท?

 



ปวดหลังร้าวลงขา... แค่ปวดเมื่อย หรือหมอนรองกระดูกกำลังทับเส้นประสาท?

สวัสดีครับ ผมหมอเก่งนะครับ วันนี้เราจะมาคุยเรื่องที่หลายคนกังวลใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เวลาที่มีอาการปวดหลัง นั่นคือโรค “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ครับ

เชื่อไหมครับว่า ในแต่ละวันที่ผมตรวจคนไข้ คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ “หมอครับ ผมปวดหลังแบบนี้ จะเดินไม่ได้ไหม?” หรือ “ต้องผ่าตัดไหมครับหมอ?” อาการปวดหลังธรรมดากับอาการที่เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนั้นมีความแตกต่างกันพอสมควรครับ และที่สำคัญคือ ถ้าเรารู้ตัวเร็ว รักษาได้ถูกวิธี ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ

ลองมาฟังเรื่องของ คุณสมชาย อายุ 45 ปีกันครับ คุณสมชายทำงานเป็นพนักงานบริษัทที่ต้องนั่งประชุมนานๆ และบางครั้งก็ต้องยกกล่องเอกสารหนักๆ เอง วันหนึ่งหลังจากยกของหนัก คุณสมชายรู้สึก "กึก" ที่หลังส่วนล่าง ตอนแรกก็คิดว่าแค่ปวดกล้ามเนื้อธรรมดา แต่ผ่านไป 2 วัน อาการเริ่มเปลี่ยนไปครับ เขาเริ่มมีอาการปวดเสียวแปล๊บจากเอวร้าวลงไปที่สะโพก และลามไปถึงน่องซ้าย เวลาไอหรือจามจะรู้สึกเหมือนมีไฟช็อตวิ่งลงขา แถมปลายนิ้วเท้ายังเริ่มรู้สึกชาๆ เหมือนเป็นเหน็บชาตลอดเวลา

เรื่องของคุณสมชายคืออาการคลาสสิกของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทครับ วันนี้ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกว่า โรคนี้มีอาการอย่างไร และเราจะจัดการกับมันได้อย่างไรครับ


ไส้ขนมปังทะลัก: คำอธิบายโรคแบบเข้าใจง่าย

ผมอยากให้ทุกท่านลองจินตนาการว่า กระดูกสันหลังของเราเหมือนก้อนอิฐที่วางซ้อนกันเป็นคอนโดมิเนียมครับ ระหว่างอิฐแต่ละก้อนจะมี “หมอนรองกระดูก” (Intervertebral Disc) คั่นกลางอยู่ เจ้าหมอนนี้ทำหน้าที่เหมือน "โช้คอัพ" รถยนต์ครับ ช่วยรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือยกของ

ตัวหมอนรองกระดูกนี้มีลักษณะเหมือน “ขนมปังไส้เยลลี่” ครับ ขอบนอกจะเป็นพังผืดที่เหนียวและแข็งแรง (เหมือนเนื้อขนมปัง) ส่วนตรงกลางจะเป็นสารนิ่มๆ คล้ายเจลลี่ (เหมือนไส้ขนมปัง)

เมื่อเราใช้งานหนักเกินไป ยกของผิดท่า หรือเสื่อมตามวัย ขอบขนมปังที่เหนียวๆ อาจจะเริ่มปริหรือฉีกขาด ทำให้ "ไส้เยลลี่" ที่อยู่ตรงกลางมัน "ปลิ้น" หรือทะลักออกมาครับ ซึ่งปัญหาใหญ่คือ ด้านหลังของกระดูกสันหลังเรามี “สายไฟเส้นใหญ่” หรือเส้นประสาทวางตัวอยู่พอดี เมื่อไส้เยลลี่ที่ปลิ้นออกมาไป "ทับ" หรือไปเบียดสายไฟเส้นนี้ ร่างกายก็จะส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรงนั่นเองครับ


ความรู้พื้นฐานของโรค

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus - HNP) คือภาวะที่ส่วนประกอบภายในของหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นออกมาผ่านรอยฉีกขาดของพังผืดหุ้มรอบนอก และไปกดทับรากประสาทหรือไขสันหลัง

สาเหตุและการเกิดโรค:

  1. ความเสื่อมตามวัย: เมื่อเราอายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะสูญเสียน้ำและความยืดหยุ่น ทำให้ปริแตกได้ง่าย

  2. แรงกดทับฉับพลัน: เช่น การยกของหนักในท่าก้มหลัง หรือการบิดตัวอย่างรวดเร็ว

  3. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป: ทำให้หมอนรองกระดูกต้องแบกรับภาระหนักตลอดเวลา

  4. อุบัติเหตุ: การตกจากที่สูงหรือกระแทกอย่างรุนแรง

อาการของโรค: อาการจะขึ้นอยู่กับว่าหมอนรองกระดูกไปทับเส้นประสาทเส้นไหนและรุนแรงเพียงใด แต่โดยส่วนใหญ่จะมีอาการดังนี้ครับ:

  • ปวดหลังส่วนล่าง: มักเป็นอาการนำ แต่อาจจะไม่รุนแรงเท่าอาการที่ขา

  • ปวดร้าวลงขา (Sciatica): ปวดเสียวแปล๊บจากหลังร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา น่อง หรือเท้า

  • อาการชา (Numbness): รู้สึกชา ยิบๆ หรือรู้สึกหนาๆ ตามแนวเส้นประสาทที่ถูกกด

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Weakness): เช่น กระดกข้อเท้าไม่ได้ ถีบปลายเท้าไม่มีแรง หรือเดินแล้วขาลาก

  • อาการปวดเมื่อไอหรือจาม: เนื่องจากแรงดันในช่องไขสันหลังเพิ่มขึ้นไปดันหมอนรองกระดูกให้ทับเส้นประสาทมากขึ้น


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

  1. พฤติกรรมการนั่งนาน: นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ เพิ่มแรงดันในหมอนรองกระดูกมากกว่าการยืนหรือเดิน

  2. การยกของหนักผิดท่า: ใช้หลังยกแทนการใช้กำลังขา

  3. น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์: พุงที่ยื่นออกมาจะดึงให้กระดูกหลังแอ่นและหมอนรองกระดูกรับภาระหนัก

  4. การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกลดลง ส่งผลให้เสื่อมเร็วขึ้น

  5. พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวเป็น มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป


การตรวจวินิจฉัย

เมื่อคุณมาพบหมอ กระบวนการตรวจจะมีดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะทดสอบการยกขาเหยียดตรง (Straight Leg Raise Test) เพื่อดูว่ามีอาการปวดร้าวไหม ตรวจกำลังกล้ามเนื้อ และการรับความรู้สึก

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกสันหลัง ดูช่องว่างระหว่างข้อ (แม้จะเห็นหมอนรองกระดูกไม่ชัด แต่ช่วยแยกโรคกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อนได้)

  • การตรวจ MRI (เอ็มอาร์ไอ): เป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุด เห็นภาพหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทว่าถูกทับตรงไหน รุนแรงเพียงใด

  • การตรวจไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG): ในบางรายที่อาการไม่ชัดเจน หมอจะตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาทเพื่อยืนยันจุดที่ถูกกดทับ


แนวทางการรักษา: 90% หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

ผมเน้นย้ำเสมอครับว่า อย่าเพิ่งตกใจไป การผ่าตัดไม่ใช่คำตอบแรกเสมอไป

  1. ปรับพฤติกรรม: พักการใช้งานหนัก เลี่ยงการก้มเงย จัดท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง (Ergonomics)

  2. กายภาพบำบัด: การใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์, อัลตราซาวด์ และการฝึกบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle Exercise) เพื่อสร้าง "เฝือกธรรมชาติ" มาพยุงหลัง

  3. การใช้ยา: ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาบำรุงปลายประสาท

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง ultrasound: หากปวดมาก หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าที่รอบรากประสาท (Selective Nerve Root Block) วิธีนี้มีความแม่นยำสูงและช่วยลดอาการปวดได้ดีมากโดยไม่ต้องผ่าตัด

  5. การผ่าตัด: จะทำเฉพาะในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่เป็นผลนานกว่า 6-8 สัปดาห์ หรือมีอาการอ่อนแรงชัดเจน หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องขนาดเล็ก (Endoscopic surgery) แผลจิ๋วและฟื้นตัวไวครับ


พยากรณ์โรค

โรคนี้หายไหม? ตอบว่า "หายได้ครับ" ร่างกายเรามีกระบวนการย่อยสลายหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาได้เองตามธรรมชาติในระดับหนึ่ง รักษานานไหม? ส่วนใหญ่จะดีขึ้นมากภายใน 4-6 สัปดาห์ และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ภายใน 3 เดือนครับ โอกาสกลับมาเป็นอีกไหม? มีครับ ถ้าเราไม่ปรับพฤติกรรมและปล่อยให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแอ


ภาวะแทรกซ้อน

หากทิ้งไว้นานหรือถูกกดทับรุนแรง อาจเกิด:

  • กล้ามเนื้อขาลีบ: เนื่องจากเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงทำงานไม่ได้

  • อาการชาถาวร: เส้นประสาทเสียหายจนไม่สามารถฟื้นคืนได้

  • ภาวะควบคุมการขับถ่ายไม่ได้: เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดทันที


5 วิธีป้องกัน

  1. ยกของให้ถูกวิธี: งอเข่าและให้ของชิดตัวเสมอ ห้ามก้มหลังยก

  2. จัดท่านั่ง: นั่งหลังตรง มีหมอนรองหนุนเอว และพักเปลี่ยนท่าทุก 1 ชั่วโมง

  3. ออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อท้องและหลัง: เช่น ท่าแพลงก์ (Plank) เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

  4. ควบคุมน้ำหนักตัว: ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

  5. เลือกที่นอนที่เหมาะสม: ไม่นิ่มจนหลังแอ่น และไม่แข็งจนกดทับจุดเจ็บ


Q&A Section

Q: ปวดหลังร้าวลงขา อันตรายไหม? A: ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าเส้นประสาทกำลังถูกรบกวนครับ ถ้าเริ่มมีอาการอ่อนแรงหรือชาชัดเจน ควรรีบพบแพทย์ทันที

Q: ปวดหลังต้องทำ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ หมอจะส่งทำเฉพาะรายที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตราย (Red Flags) เท่านั้น

Q: นวดแผนไทยช่วยได้ไหม? A: นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อพอทำได้ครับ แต่ ห้าม ดัดหลังหรือกระทืบหลังเด็ดขาด เพราะอาจทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทรุนแรงฉับพลันได้


สรุป

  1. หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดจากส่วนประกอบภายในหมอนรองปลิ้นไปกดทับเส้นประสาท

  2. อาการเด่นคือ "ปวดหลังร้าวลงขา" ร่วมกับอาการชาหรืออ่อนแรง

  3. การตรวจ MRI เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการดูตำแหน่งการทับ

  4. 90% ของผู้ป่วยดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด (กายภาพ, ยา, ฉีดยาเฉพาะจุด)

  5. การปรับพฤติกรรมและการสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวคือหัวใจของการรักษาที่ยั่งยืน

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดร้าวลงขา #ชามือ #อ่อนแรง #กายภาพบำบัด #ไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กระดูกสันหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #BackPain #HerniatedDisc #Sciatica #Orthopedics #HealthTips



Reference List

  1. Peul WC, van Houwelingen HC, van den Hout WB, Brand R, Eekhof JA, Tans JT, et al. Surgery versus prolonged conservative treatment for sciatica. N Engl J Med. 2007 May 31;356(22):2245–2256. doi:10.1056/NEJMoa064039. PMID: 17538084.
    งานวิจัยนี้สุ่มเปรียบเทียบคนไข้ปวดร้าวลงขาจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ให้กลุ่มหนึ่งผ่าตัดเร็ว กับอีกกลุ่มรักษาด้วยยาและกายภาพต่อเนื่อง พบว่าผ่าตัดช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าในช่วงแรก แต่ระยะยาวหลายปีผลใกล้เคียงกัน ช่วยอธิบายได้ว่าบางรายอาจเริ่มจากการรักษาแบบประคับประคองก่อนได้.

  2. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017 Dec;10(4):507–516. doi:10.1007/s12178-017-9441-4. PMID: 28861683.
    บทความนี้สรุปตั้งแต่โครงสร้างหมอนรองกระดูกสันหลัง กลไกที่ทำให้หมอนรองปลิ้นกดเส้นประสาท อาการปวดหลังและปวดร้าวลงขา การตรวจร่างกาย การอ่าน MRI และแนวทางรักษาทั้งยา กายภาพ การฉีดยา และการผ่าตัด ช่วยให้เข้าใจโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นแบบครบวงจร.

  3. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, Cho CH, Watters WC 3rd, Shaffer WO, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014 Jan;14(1):180–191. doi:10.1016/j.spinee.2013.08.003. PMID: 24239401.
    แนวทางจาก North American Spine Society ชุดนี้รวบรวมหลักฐานวิจัยเกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดเส้นประสาทขา เช่น ข้อบ่งชี้ทำ MRI เมื่อไร ควรให้ยาหรือกายภาพแบบไหน และเมื่อไรควรพิจารณาผ่าตัด ช่วยให้แพทย์มีกรอบตัดสินใจที่ชัดและสอดคล้องกับหลักฐาน.

  4. Jensen MC, Brant-Zawadzki MN, Obuchowski N, Modic MT, Malkasian D, Ross JS. Magnetic resonance imaging of the lumbar spine in people without back pain. N Engl J Med. 1994 Jul 14;331(2):69–73. doi:10.1056/NEJM199407143310201. PMID: 8208267.
    งานนี้ทำ MRI หลังส่วนเอวในคนที่ “ไม่มีอาการปวดหลังเลย” พบว่ามีภาพหมอนรองกระดูกเสื่อม ปลิ้น หรือยุบในสัดส่วนสูงกว่าครึ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าภาพ MRI ผิดปกติไม่ได้หมายความว่าคนไข้ต้องป่วยรุนแรงเสมอไป และการรักษาต้องดูอาการคนไข้ประกอบ ไม่ใช่ดูจากฟิล์มอย่างเดียว.

  5. Fardon DF, Williams AL, Dohring EJ, Murtagh FR, Gabriel Rothman SL, Sze GK. Lumbar disc nomenclature: version 2.0: recommendations of the combined task forces of the North American Spine Society, the American Society of Neuroradiology and the American Society of Spine Radiology. Spine J. 2014 Nov 1;14(11):2525–2545. doi:10.1016/j.spinee.2014.04.022. PMID: 24768737.
    เอกสารนี้กำหนดคำศัพท์มาตรฐานเกี่ยวกับหมอนรองกระดูก เช่น คำว่า bulging, protrusion, extrusion, sequestration เพื่อให้หมอรังสีและหมอผ่าตัดกระดูกสันหลังใช้ภาษาตรงกันเมื่อตีความฟิล์มและเขียนรายงาน ทำให้ลดความสับสนและช่วยให้สื่อสารข้อมูลโรคหมอนรองกระดูกได้ชัดเจนขึ้น.

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

ผล MRI บอกว่าเป็น "เนื้องอกหลอดเลือดในกระดูก" (Hemangioma) ที่กระดูกสันหลังข้อที่ L5 ตกใจมาก... นี่คือมะเร็งหรือเปล่า? อันตรายไหม?

 



ผล MRI บอกว่าเป็น "เนื้องอกหลอดเลือดในกระดูก" (Hemangioma) ที่กระดูกสันหลังข้อที่ L5 ตกใจมาก... นี่คือมะเร็งหรือเปล่า? อันตรายไหม?

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ยินคำว่า “เนื้องอก” หัวใจแทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ยิ่งเป็นผลการตรวจ MRI ของคุณแม่ที่เราเป็นห่วงด้วยแล้ว ความกังวลยิ่งทวีคูณเป็นร้อยเท่า

“คุณหมอคะ แม่ไปตรวจ MRI หลังมา ผลออกมาบอกว่าเป็น Hemangioma ที่กระดูกข้อที่ L5 มันคืออะไรคะ? แม่จะเป็นมะเร็งไหม? ต้องผ่าตัดด่วนเลยหรือเปล่า?” นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอเจออยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหมอเข้าใจความรู้สึกของลูกหลานทุกคนดีครับ วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้ฟังแบบละเอียดแต่เข้าใจง่ายที่สุดครับ


เรื่องเล่าจากหน้าห้องตรวจ: เมื่อคำว่า "เนื้องอก" ทำเอาใจหาย

ลองนึกถึงเคสของคุณป้าสมศรี (นามสมมติ) อายุ 62 ปี คุณป้ามีอาการปวดหลังตึงๆ ตามประสาผู้สูงอายุ ลูกสาวด้วยความรักและเป็นห่วงจึงพาคุณป้าไปตรวจอย่างละเอียดด้วยเครื่อง MRI ผลออกมาในใบรายงานระบุว่า “Vertebral Hemangioma at L5” พอลูกสาวเอาชื่อนี้ไปค้นในอินเทอร์เน็ตแล้วเจอคำว่า “เนื้องอก” เท่านั้นแหละครับ ทั้งบ้านเครียดกันไปหมด คุณป้านั่งร้องไห้เพราะกลัวว่าจะเป็นมะเร็งกระดูก กลัวจะเดินไม่ได้ กลัวต้องผ่าตัดใหญ่

แต่ความจริงที่หมออยากบอกคือ หลังจากที่คุณป้ามาพบหมอและได้ฟังคำอธิบาย คุณป้ากลับบ้านไปด้วยรอยยิ้ม และใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องผ่าตัดแม้แต่นิดเดียว เพราะอะไร? เรามาหาคำตอบกันครับ


Hemangioma คืออะไร? อธิบายแบบเห็นภาพง่ายๆ

ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพที่สุด หมออยากให้ลองนึกถึง “ปานแดง” ที่เรามักเห็นบนผิวหนังบางคนมาตั้งแต่เกิดครับ เจ้าเนื้องอกหลอดเลือดในกระดูก หรือ Hemangioma (ฮี-แมน-จิ-โอ-ม่า) มันคือกลุ่มของหลอดเลือดที่มารวมตัวกันเป็นกระจุก แต่มันดันไปเกิดอยู่ในเนื้อกระดูกสันหลังแทนที่จะอยู่บนผิวหนังครับ

หมอชอบเปรียบเทียบว่า กระดูกสันหลังของเราเหมือนก้อนขนมปังที่แข็งแรง ส่วนเจ้า Hemangioma นี้เหมือน “ไส้ขนมปังที่เป็นรูพรุนเล็กๆ” อยู่ข้างใน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมันจะอยู่นิ่งๆ ของมันแบบนั้น ไม่ได้ลุกลาม ไม่ได้กินเนื้อกระดูกจนพัง และที่สำคัญที่สุด "มันไม่ใช่มะเร็ง" ครับ


ทำไมอยู่ดีๆ ถึงตรวจเจอ?

โรคเนื้องอกหลอดเลือดในกระดูกสันหลัง (Vertebral Hemangioma) เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมากครับ เชื่อไหมครับว่าในคนปกติทั่วไป 10 คน เดินมา จะมีประมาณ 1 คนที่มีเจ้านี่อยู่ในตัวโดยที่ไม่รู้ตัวเลย

ส่วนใหญ่เรามักจะตรวจเจอโดยบังเอิญ (Incidental Finding) เช่น ปวดหลังเพราะกล้ามเนื้ออักเสบ หรือปวดจากกระดูกเสื่อมตามวัย พอไปทำ MRI เพื่อหาสาเหตุอาการปวด หมอก็จะมองเห็นเจ้ากระจุกหลอดเลือดนี้เด่นขึ้นมาในฟิล์ม

พูดง่ายๆ คือ "มันอยู่ของมันมานานแล้ว แต่อาการปวดที่แม่เป็นอยู่อาจจะมาจากสาเหตุอื่น ไม่ใช่เจ้านี่ครับ"


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้พบโรคนี้

จริงๆ แล้วโรคนี้ไม่ได้มีสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่จากสถิติทางการแพทย์เรามักจะพบในกลุ่มคนเหล่านี้ครับ:

  • ช่วงอายุ: มักพบในผู้ใหญ่อายุ 30–50 ปีขึ้นไป แต่จริงๆ แล้วพบได้ทุกวัยครับ

  • เพศ: พบในผู้หญิงบ่อยกว่าผู้ชายนิดหน่อยครับ

  • พันธุกรรม: บางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของหลอดเลือดที่ผิดปกติมาตั้งแต่ต้น

  • ฮอร์โมน: ในผู้หญิงตั้งครรภ์ บางครั้งเนื้องอกชนิดนี้อาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นได้เล็กน้อยเนื่องจากปัจจัยเรื่องฮอร์โมนและการไหลเวียนเลือด


การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็น Hemangioma?

เมื่อเราเห็นความผิดปกติในกระดูก หมอจะไม่ได้ดูแค่ว่าเป็นก้อนหรือไม่ แต่หมอจะดู "ลักษณะเฉพาะ" ของมันครับ

  1. เอกซเรย์ธรรมดา (X-ray): จะเห็นเป็นรอยขีดๆ แนวตั้งในเนื้อกระดูก เหมือนลายผ้า หรือที่หมอเรียกว่า "ลายคุก" (Jail bar appearance)

  2. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan): จะเห็นเป็นจุดๆ เหมือนรูพรุนของรวงผึ้งชัดเจนมาก

  3. เอ็มอาร์ไอ (MRI): เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด หมอจะดูความสว่างของสัญญาณภาพ ถ้าเป็น Hemangioma ปกติ มันจะมีความสว่างที่เฉพาะตัว ทำให้หมอแยกแยะออกจากมะเร็งได้ค่อนข้างชัดเจนครับ


แนวทางการรักษา: ต้องทำอย่างไรต่อไป?

นี่คือส่วนที่คนไข้กังวลที่สุดครับ หมอขอสรุปให้สบายใจดังนี้:

1. การติดตามอาการ (Observation)

มากกว่า 90% ของคนไข้ที่ตรวจเจอ Hemangioma "ไม่ต้องรักษาอะไรเลย" ครับ แค่ติดตามอาการ หรือมาตรวจซ้ำตามที่หมอนัด เพราะมันมักไม่ก่อให้เกิดอาการปวด และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

2. การปรับพฤติกรรม

หากแม่มีอาการปวดหลังร่วมด้วย หมอมักจะรักษาที่ "ต้นเหตุจริง" เช่น การทำกายภาพบำบัดเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลัง ลดน้ำหนัก และเลี่ยงการยกของหนัก ซึ่งเป็นการรักษาอาการปวดหลังทั่วไป ไม่ใช่รักษาตัวเนื้องอกหลอดเลือดครับ

3. การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด

ในกรณีที่เนื้องอกนั้นมีขนาดใหญ่จนทำให้ปวดกระดูก (ซึ่งพบน้อยมาก) หมออาจใช้การฉีดสารบางอย่างเข้าไปที่ตัวกระดูก หรือที่เรียกว่า การฉีดซีเมนต์อุดกระดูก (Vertebroplasty) เพื่อให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและลดอาการปวดครับ

4. การผ่าตัด

จะทำเฉพาะในกรณีที่เป็น "ชนิดลุกลาม" (Aggressive Hemangioma) ซึ่งพบได้น้อยยิ่งกว่าน้อยครับ คือเนื้องอกมันโตจนไปเบียดเส้นประสาท ทำให้ขาอ่อนแรง หรือเดินไม่ได้ กรณีนั้นหมอถึงจะพิจารณาผ่าตัดครับ


พยากรณ์โรค: จะหายไหม?

คำตอบคือ “ไม่ต้องห่วงเลยครับ” * หายไหม: มันจะอยู่กับเราไปแบบนั้น แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอันตราย

  • รักษานานไหม: ถ้าไม่มีอาการ ก็ไม่ต้องรักษาครับ

  • จะเป็นมะเร็งไหม: โอกาสเปลี่ยนเป็นมะเร็งนั้นแทบจะไม่มีเลยครับ มันคนละชนิดกัน


ภาวะแทรกซ้อนที่ (อาจ) เกิดขึ้นได้

แม้จะบอกว่าไม่ค่อยอันตราย แต่เราก็ต้องระวังหากมีอาการดังต่อไปนี้:

  • ปวดหลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะพักแล้วก็ไม่หาย

  • มีอาการชาลงขา หรือขาอ่อนแรง (แสดงว่าเนื้องอกอาจจะไปเบียดเส้นประสาท)

  • การควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ หากมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบมาพบหมอทันทีครับ


5 วิธีดูแลตัวเองเมื่อตรวจพบเนื้องอกหลอดเลือดที่กระดูก

  1. ทำใจให้สบาย: อย่าเพิ่งตกใจไปกับคำว่าเนื้องอก เพราะส่วนใหญ่คือ "ปานแดง" ในกระดูก

  2. สังเกตอาการตัวเอง: ดูว่าอาการปวดหลังที่มีอยู่ สัมพันธ์กับการใช้งานหรือเป็นตลอดเวลา

  3. เสริมสร้างกล้ามเนื้อหลัง: การมีกล้ามเนื้อท้องและหลังที่แข็งแรง จะช่วยรับน้ำหนักแทนกระดูกสันหลังได้ดี

  4. เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: เช่น การก้มๆ เงยๆ หรือยกของหนักที่ผิดท่า เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกสันหลังส่วนอื่นเสื่อมตามไป

  5. มาตรวจตามนัด: หากหมอนัดติดตามอาการ ให้มาตามนัดเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงครับ


Q&A: คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับ Hemangioma

Q: ตรวจเจอ Hemangioma ที่ L5 ต้องงดออกกำลังกายไหม? หมอเก่ง: ออกกำลังกายได้ตามปกติครับ เดินสายพาน ว่ายน้ำ หรือโยคะเบาๆ ได้เลย เพียงแต่เลี่ยงกีฬาที่มีการกระแทกแรงๆ หรือการยกน้ำหนักที่หนักจนเกินไปครับ

Q: มันจะแตกหรือทำให้กระดูกหักง่ายไหม? หมอเก่ง: ถ้าขนาดไม่ใหญ่มาก (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น) ความแข็งแรงของกระดูกยังเกือบเท่าปกติครับ โอกาสหักเองมีน้อยมากครับ

Q: อาหารเสริมช่วยให้เนื้องอกนี้เล็กลงได้ไหม? หมอเก่ง: ปัจจุบันยังไม่มีอาหารเสริมชนิดไหนที่ทำให้เนื้องอกหลอดเลือดนี้เล็กลงได้ครับ การกินอาหารครบ 5 หมู่และแคลเซียมที่เพียงพอเพื่อบำรุงกระดูกโดยรวมสำคัญกว่าครับ


สรุปประเด็นสำคัญสำหรับคุณแม่

  • Hemangioma ไม่ใช่การติดเชื้อ และไม่ใช่เซลล์มะเร็ง

  • ส่วนใหญ่เป็นการตรวจเจอโดยบังเอิญ และไม่ก่อให้เกิดอาการปวด

  • ไม่ต้องผ่าตัด หากไม่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ขาอ่อนแรง

  • อาการปวดหลังของคุณแม่อาจมาจากกล้ามเนื้อหรือข้อต่อเสื่อม ซึ่งรักษาได้ด้วยยาและกายภาพ

  • การติดตามอาการเป็นวิธีมาตรฐานที่ทั่วโลกทำกัน สบายใจได้ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #เนื้องอกหลอดเลือดในกระดูก #Hemangioma #กระดูกสันหลัง #MRI #มะเร็งกระดูก #ดูแลผู้สูงอายุ #ปวดหลังร้าวลงขา #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพกระดูก #BackPain #SpineHealth #VertebralHemangioma #Orthopedics #HealthTips


References 


  1. Galbusera F, van Dijk M, Freling N, et al. Hemangiomas of the spine. Eur Spine J. 2020;29(9):2121-2131.
    บทความรีวิวนี้อธิบายภาพรวมของเนื้องอกหลอดเลือดในกระดูกสันหลัง ตั้งแต่พยาธิสรีรวิทยา ลักษณะภาพถ่าย การดำเนินโรค ไปจนถึงแนวทางการดูแลว่าก้อนส่วนใหญ่เป็นก้อนธรรมดาที่พบโดยบังเอิญและไม่ต้องรักษา ยกเว้นกรณีที่มีอาการหรือมีการลุกลาม.

  2. Pastushyn AI, Slin’ko EI, Mirzoyeva GM. Vertebral hemangiomas: diagnosis, management, natural history and clinicopathological correlates in 86 patients. Surg Neurol. 1998 Dec;50(6):535-547. doi:10.1016/S0090-3019(98)00007-X.
    งานคลาสสิกนี้ศึกษาผู้ป่วยเนื้องอกหลอดเลือดของกระดูกสันหลัง 86 ราย แบ่งชนิดตามภาพและอาการ อธิบายการดำเนินโรคโดยส่วนใหญ่สงบไม่อันตราย แต่บางชนิดลุกลามจนกดเส้นประสาท และสรุปแนวทางการวินิจฉัยกับการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม.

  3. Gaudino S, Martucci M, Colantonio R, et al. MR imaging of spinal tumors and tumor-like lesions. Eur J Radiol. 2015 Nov;84(11):2248-2260. doi:10.1016/j.ejrad.2015.07.013.
    บทความนี้สรุปลักษณะภาพ MRI ของเนื้องอกและรอยโรคเลียนแบบเนื้องอกในกระดูกสันหลัง โดยอธิบายสัญญาณจำเพาะของ hemangioma เช่น high T1/high T2 และลาย “polka-dot/corduroy” ทำให้รังสีแพทย์และศัลยแพทย์แยก VH ปกติออกจากมะเร็งกระดูกหรือกระจายของมะเร็งได้มั่นใจมากขึ้น.

  4. Cross JJ, Antoun NM, Lomas DJ, et al. Incidental vertebral hemangiomas: MR characteristics and prevalence in the elderly. Eur Radiol. 2000;10(8):1324-1328.
    การศึกษานี้รายงานลักษณะ MRI ของ vertebral hemangioma ที่ตรวจพบโดยบังเอิญในผู้สูงอายุ และพบว่าก้อนประเภทนี้พบได้บ่อยมากในการถ่ายภาพกระดูกสันหลัง แต่แทบทั้งหมดไม่ก่ออาการและไม่ต้องรักษา เพียงติดตามหรืออธิบายให้คนไข้สบายใจ.

  5. Vasudeva VS, Chi JH, Groff MW. Surgical management of aggressive vertebral hemangiomas. Neurosurg Focus. 2016 Aug;41(2):E7. doi:10.3171/2016.5.FOCUS16124.
    บทความนี้ทบทวนแนวทางผ่าตัดในผู้ป่วยที่มี vertebral hemangioma ชนิดลุกลามจนมีอาการทางระบบประสาทหรือปวดรุนแรง โดยเสนอว่าการผ่าตัดเอาก้อนออกทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดร่วมกับการเสริมกระดูกด้วยซีเมนต์และบางครั้งฉายรังสีภายหลัง สามารถควบคุมโรคได้ดีโดยมีอัตรากลับเป็นซ้ำต่ำ และไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแบบ en bloc ที่เสี่ยงสูงในทุกราย.




วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา... เรื่องปกติที่ใครก็เป็นกัน หรือสัญญาณเตือน ‘ภัยพิบัติ’ ที่อาจทำให้คุณควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ตลอดชีวิต?”

 



ปวดหลังร้าวลงขา... เรื่องปกติที่ใครก็เป็นกัน หรือสัญญาณเตือน ‘ภัยพิบัติ’ ที่อาจทำให้คุณควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ตลอดชีวิต?”

สวัสดีครับ หมอเก่งนะครับ วันนี้หมอมีเรื่องที่สำคัญมากและอยากให้ทุกคนตั้งใจอ่านให้จบครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเจ็บปวดธรรมดา แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่าง "การหายเป็นปกติ" กับ "ความพิการถาวร" วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องจุดที่เปราะบางที่สุดของหลังนั่นคือระดับ L5/S1 และภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งคือ กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ ครับ


เมื่อแผ่นหลังที่เคยแข็งแรง... ทรยศในชั่วข้ามคืน: เรื่องราวของคุณลุงบุญ

คุณลุงบุญ (นามสมมติ) อายุ 58 ปี เป็นอดีตข้าราชการที่ชอบทำสวนเป็นชีวิตจิตใจ ลุงบุญมีอาการปวดหลังเรื้อรังมานานหลายปีครับ ลุงบอกหมอว่า "มันก็ปวดๆ หายๆ ตามประสาคนแก่" ลุงไปนวดบ้าง แปะกอเอี๊ยะบ้าง ก็พอประทังไปได้ MRI ของลุงเคยระบุไว้ว่าเป็น โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทระดับ L5/S1

จนกระทั่งวันหนึ่ง ลุงบุญก้มลงยกกระถางต้นไม้ใบใหญ่ ทันใดนั้นลุงรู้สึกเหมือนมี "เสียงดังปึด" ที่หลัง พร้อมกับความเจ็บปวดรุนแรงเหมือนไฟช็อตร้าวลงขาสองข้าง ลุงกลับมานอนพักที่บ้าน แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ลุงเริ่มรู้สึก "ชา" บริเวณเป้ากางเกงและก้นย้อยเหมือนโดนฉีดยาชา และเมื่อลุงพยายามจะไปเข้าห้องน้ำ ลุงพบว่า "ลุงเบ่งปัสสาวะไม่ออก" และไม่รู้สึกเลยว่าปัสสาวะไหลออกมา

ลูกสาวรีบพาลุงมาห้องฉุกเฉินทันทีครับ เมื่อหมอตรวจร่างกาย หมอพบว่าแรงที่เท้าของลุงลดลง และลุงมีสัญญาณของ กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดด่วนภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อรักษาโอกาสในการกลับมาเดินและขับถ่ายได้ตามปกติครับ


L5/S1 คืออะไร? ทำไมถึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ของความปวด

ลองนึกภาพว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "เสาเข็มของบ้าน" ครับ กระดูกแต่ละข้อจะวางเรียงต่อกัน โดยมีหมอนรองกระดูกเป็นเหมือน "โช้คอัพนิ่มๆ" กั้นกลาง

จุดที่เรียกว่า L5/S1 (ข้อต่อกระดูกบั้นเอวข้อที่ 5 และกระดูกกระเบนเหน็บข้อที่ 1) คือจุดเชื่อมต่อสุดท้ายก่อนจะถึงกระดูกเชิงกรานครับ จุดนี้มีความพิเศษคือ:

  1. รับน้ำหนักมากที่สุด: น้ำหนักตัวเกือบทั้งหมดของท่อนบนจะมากดทับอยู่ที่ข้อนี้

  2. จุดที่เคลื่อนไหวมากที่สุด: เวลาเราก้ม เงย หรือบิดตัว ข้อ L5/S1 จะทำงานหนักกว่าข้ออื่นๆ

  3. ความลาดเอียง: โครงสร้างตรงนี้มีความลาดเอียงตามธรรมชาติ ทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาส "ปลิ้น" ออกมาข้างหลังได้ง่ายกว่าจุดอื่น

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน "ยางรองฐานตึก" ครับ ถ้าฐานตึกรับน้ำหนักมากเกินไป หรือใช้งานหนักเกินไป ยางรองนี้ก็อาจจะแตกหรือปลิ้นออกมาได้ ซึ่งตำแหน่งที่มันปลิ้นออกมานั้น "ดันมีสายไฟสำคัญพาดผ่านพอดี" ครับ


กลุ่มอาการรากประสาทหางม้า (Cauda Equina Syndrome) คืออะไร?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" แต่อาการ รากประสาทหางม้าถูกกดทับ (Cauda Equina Syndrome) คือเลเวลสูงสุดของโรคนี้ครับ

ปกติแล้ว ไขสันหลังของเราจะสิ้นสุดลงที่ระดับเอวตอนบน หลังจากนั้นเส้นประสาทจะแตกแขนงออกมาเป็นมัดๆ ดูคล้ายกับ "หางม้า" ครับ มัดเส้นประสาทนี้มีหน้าที่สำคัญมากในการควบคุม:

  • การขยับของขาและเท้า

  • ความรู้สึกบริเวณก้นและอวัยวะเพศ

  • การทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ (การอั้นปัสสาวะและอุจจาระ)

เมื่อมีหมอนรองกระดูกชิ้นใหญ่หลุดออกมา หรือมีกระดูกงอกมาทับมัดเส้นประสาทหางม้านี้อย่างรุนแรงและฉับพลัน สัญญาณสั่งการทั้งหมดจะถูกตัดขาด เหมือนมีคนไปเหยียบสายไฟหลักของบ้านจนไฟดับทั้งหลังนั่นเองครับ


สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

หากคุณมีอาการปวดหลังร้าวลงขา และพบอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ห้ามรอจนถึงเช้า ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ:

  1. ปัญหาการขับถ่าย: ปัสสาวะไม่ออก (ต้องเบ่งนาน) หรือกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้เลยโดยไม่รู้ตัว

  2. อาการชาบริเวณอานม้า (Saddle Anesthesia): รู้สึกชาบริเวณเป้ากางเกง อวัยวะเพศ ก้นย้อย หรือรอบๆ รูทวาร

  3. ขาอ่อนแรงอย่างรวดเร็ว: เดินแล้วขาสั่นพับ ควบคุมเท้าไม่ได้ หรือเท้าตก (Foot drop)

  4. ความปวดรุนแรงที่ทวีคูณ: ปวดจนนอนไม่ได้ และเริ่มมีอาการชาที่ขาขยายวงกว้างขึ้น


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ L5/S1 พังจนเกิดภาวะรากประสาทหางม้า

  1. พฤติกรรมการยกของหนัก: โดยเฉพาะการก้มหลังยกของ แทนที่จะใช้การย่อเข่า

  2. อุบัติเหตุรุนแรง: เช่น ตกจากที่สูง หรือรถชนที่กระแทกช่วงหลังส่วนล่างอย่างแรง

  3. ความเสื่อมตามวัยที่สะสม: การปล่อยให้หมอนรองกระดูกเสื่อมโดยไม่รักษาจนมันปริแตกง่าย

  4. โรคอ้วน: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้ข้อ L5/S1 รับภาระหนักตลอด 24 ชั่วโมง

  5. ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ: ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดจากกระดูกงอกตามวัย


การตรวจวินิจฉัย: แข่งกับเวลา

เมื่อคนไข้มาถึงมือหมอด้วยสงสัยภาวะรากประสาทหางม้า หมอจะต้องทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะเช็กแรงของกล้ามเนื้อขา และที่สำคัญคือการตรวจความรู้สึกรอบรูทวารและการบีบตัวของหูรูด (Digital Rectal Examination) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัย

  • MRI (การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูว่ามีหมอนรองกระดูกหรืออะไรมาทับเส้นประสาทหางม้าและทับมากน้อยแค่ไหน

  • การตรวจปัสสาวะค้าง (Post-void Residual): เพื่อดูว่ากระเพาะปัสสาวะยังทำงานปกติหรือไม่


แนวทางการรักษา: เมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัด?

การรักษาระดับ L5/S1 แบ่งเป็น 2 กรณีชัดเจนครับ:

กรณีที่ 1: ปวดปกติ (ไม่มีอาการรากประสาทหางม้า)

  • ปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการก้มยกของหนักและนั่งนาน

  • กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องดึงหลัง (Traction) และฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องพยุงหลัง

  • การใช้ยา: ยาลดปวด ยาลดอักเสบ และยาบำรุงเส้นประสาท

  • การฉีดยาเฉพาะจุด: หมอใช้เครื่อง Ultrasound หรือเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดสเตียรอยด์ลดอักเสบเข้าไปที่โพรงเส้นประสาท (Epidural Steroid Injection) วิธีนี้ช่วยให้คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ

กรณีที่ 2: ภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับ (CES)

  • การผ่าตัดด่วน (Emergency Surgery): หากวินิจฉัยว่าเป็น CES การผ่าตัดคือทางเลือกเดียวและต้องทำทันที (มักจะภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ) เพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่กดทับออก เพราะหากปล่อยไว้นาน เส้นประสาทจะตายถาวร และคนไข้จะพิการไปตลอดชีวิตครับ


พยากรณ์โรค: จะกลับมาปกติไหม?

  • หากผ่าตัดทัน: โอกาสที่การควบคุมการขับถ่ายและแรงขาจะกลับมามีสูงมากครับ แต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายเดือน

  • หากผ่าตัดช้า: อาจมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น ต้องใส่สายสวนปัสสาวะตลอดชีวิต หรือขาอ่อนแรงถาวร

  • สำหรับ L5/S1 ทั่วไป: คนไข้มากกว่า 90% หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหากดูแลตัวเองดีครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • ความบกพร่องทางเพศ: เส้นประสาทที่คุมเรื่องนี้อาจเสียหายถาวร

  • การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ: จากการที่ขับถ่ายเองไม่ได้จนต้องสวนปัสสาวะบ่อยๆ

  • แผลกดทับ: ในกรณีที่ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้


5 วิธีป้องกัน L5/S1 เสื่อมและป้องกันภาวะรากประสาทหางม้า

  1. ใช้เข่าแทนหลัง: เวลาจะหยิบของจากพื้น ให้ย่อเข่าลงเสมอ ห้ามก้มหลังเด็ดขาด

  2. คุมน้ำหนักตัว: ลดภาระให้ข้อต่อ L5/S1 ซึ่งเป็นฐานรากของร่างกาย

  3. ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง (Plank): กล้ามเนื้อท้องที่แข็งแรงจะช่วยพยุงหลังแทนกระดูกสันหลังได้

  4. เปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ: หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ควรลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง

  5. อย่าละเลยอาการปวด: หากปวดหลังร้าวลงขาเรื้อรัง ให้รีบปรึกษาแพทย์ก่อนที่หมอนรองกระดูกจะแตกจนลุกลาม


Q&A Section

Q: ปวดหลัง L5/S1 ต้องผ่าตัดทุกคนไหม? A: ไม่เลยครับ ส่วนใหญ่รักษาด้วยการปรับพฤติกรรมและฉีดยาเฉพาะจุดก็หายได้ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นภาวะรากประสาทหางม้าเท่านั้นที่ต้องผ่าตัดครับ

Q: ถ้าชารอบก้นแต่ยังฉี่ออกปกติ อันตรายไหม? A: อันตรายมากครับ! อาการชาบริเวณอานม้าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะรากประสาทหางม้า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ MRI ทันทีครับ

Q: ผ่าตัดหลังแล้วจะเดินไม่ได้จริงหรือ? A: ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้ามากครับ การผ่าตัดเพื่อรักษาภาวะรากประสาทหางม้ามีจุดประสงค์เพื่อให้คนไข้ "กลับมาเดินได้" และ "ขับถ่ายได้" ครับ การไม่ผ่าตัดต่างหากที่เสี่ยงเดินไม่ได้ถาวร


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. L5/S1 คือข้อต่อที่รับน้ำหนักมากที่สุด จึงเสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมากที่สุด

  2. ภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับ (CES) คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมง

  3. สัญญาณเตือนภัยคือ ชาบริเวณเป้ากางเกง ปัสสาวะไม่ออก และขาอ่อนแรง

  4. การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดคือการตรวจร่างกายโดยละเอียดร่วมกับการทำ MRI

  5. การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและใช้งานหลังอย่างถูกวิธี


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #L5S1 #รากประสาทหางม้า #ปวดร้าวลงขา #ปัสสาวะไม่ออก #ขาอ่อนแรง #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #BackPain #CaudaEquinaSyndrome #SpineSurgery #HerniatedDisc #Sciatica


References 


  1. Gardner A, Gardner E, Morley T. Cauda equina syndrome: a review of the current clinical and medico-legal position. Eur Spine J. 2011 May;20(5):690-697. doi:10.1007/s00586-010-1668-3. PMID:21193933.
    บทความนี้อธิบายว่า CES เป็นภาวะพบไม่บ่อยแต่มีผลต่อคดีฟ้องร้องสูงมาก เน้นความจำเป็นของการวินิจฉัยเร็วด้วย MRI และผ่าตัด decompression เพื่อป้องกันการพิการถาวร

  2. Lavy C, James A, Wilson-MacDonald J, Fairbank J. Cauda equina syndrome. BMJ. 2009 Mar 31;338:b936. doi:10.1136/bmj.b936. PMID:19336488.
    รีวิวจาก BMJ ฉบับนี้สรุปอาการเตือนอันตรายของ CES เช่น ปัสสาวะคั่ง กลั้นอุจจาระไม่ได้ ชาบริเวณก้น และแนะนำให้แพทย์ทุกรับรู้และรีบส่งต่อผู้ป่วยอย่างทันท่วงที

  3. Gleave JRW, Macfarlane R. Cauda equina syndrome: what is the relationship between timing of surgery and outcome? Br J Neurosurg. 2002 Aug;16(4):325-328. doi:10.1080/0268869021000038158. PMID:12389883.
    งานนี้ทบทวนข้อมูลเรื่องเวลาในการผ่าตัด CES และพบว่าการผ่าตัดช่วยให้หลายคนดีขึ้น แต่อาจไม่จำเป็นต้องตีความว่า “ทุกชั่วโมงมีค่า” เสมอไป โดยเน้นให้ผ่าตัดในสภาพที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด

  4. Korse NS, Pijpers JA, van Zwet E, Elzevier HW, Vleggeert-Lankamp CLA. Cauda equina syndrome: long-term outcome of urinary and sexual manifestations and symptoms of depression and anxiety. Spine (Phila Pa 1976). 2017 Nov 15;42(22):1706-1715. doi:10.1097/BRS.0000000000002176. PMID:28570494.
    การศึกษานี้ติดตามผู้ป่วย CES ระยะยาว พบว่าหลายคนยังมีปัญหาปัสสาวะ การขับถ่าย และการทำงานทางเพศร่วมกับภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล ทำให้เห็นความสำคัญของการฟื้นฟูและดูแลจิตใจร่วมด้วย

  5. Fraser S, Roberts L, Murphy E. Cauda equina syndrome: a literature review of its management and clinical presentation. Arch Phys Med Rehabil. 2009 Nov;90(11):1964-1968. doi:10.1016/j.apmr.2009.03.021. PMID:19887215.
    บทความนี้รวบรวมข้อมูลอาการที่พบบ่อยใน CES และแนวทางจัดการทั้งก่อนและหลังผ่าตัด โดยเน้นบทบาทของทีมเวชฟื้นฟูในการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดิน ใช้ชีวิต และควบคุมการขับถ่ายได้ดีที่สุด