วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลัง... ไม่ได้แปลว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้น" เสมอไป: ความจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้

 



ปวดหลัง... ไม่ได้แปลว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้น" เสมอไป: ความจริงที่คุณอาจไม่เคยรู้

ปวดหลังจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ... แค่เมื่อยหรือชีวิตกำลังจะพัง?

คุณเคยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกปวดแปล๊บที่หลังส่วนล่าง จะก้มหยิบถุงเท้าก็ทำไม่ได้ จะบิดตัวลุกจากเตียงก็ทรมาน สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของคนส่วนใหญ่คือ “ตายแล้ว... เราเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือเปล่า? ต้องผ่าตัดไหม? จะเดินไม่ได้ไหม?” ความกลัวนี้เองที่ทำให้หลายคนรีบวิ่งไปขอทำ MRI ทันที แต่หมอมีเรื่องน่าตกใจจะบอกครับ... ภาพที่เห็นในฟิล์ม MRI ที่ดูน่ากลัวนั้น อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของความปวดที่คุณกำลังเผชิญอยู่ก็ได้


เรื่องเล่าจากคนไข้: เคสคุณสมชายกับความลับในฟิล์มเอ็มอาร์ไอ

คุณสมชาย (นามสมมติ) ชายวัย 45 ปี พนักงานออฟฟิศระดับบริหารที่ต้องนั่งประชุมหน้าจอคอมพิวเตอร์แทบทั้งวัน วันหนึ่งขณะพยายามยกกระถางต้นไม้ที่บ้าน เขารู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงที่กลางหลัง อาการปวดรุนแรงจนเขาต้องนอนราบกับพื้นไปไหนไม่ได้

คุณสมชายกลัวมาก เขาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้วสรุปเองทันทีว่าเขาต้องเป็น “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” แน่นอน เขามาพบหมอพร้อมฟิล์ม MRI ที่ไปทำมาจากโรงพยาบาลอื่น ในฟิล์มนั้นหมอเห็นภาพหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาจริงๆ ครับ แต่เมื่อหมอตรวจร่างกายคุณสมชายอย่างละเอียด กลับพบว่าอาการปวดของเขาไม่ได้ตรงกับจุดที่หมอนรองกระดูกปลิ้นเลยแม้แต่น้อย

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสมชายเข้าใจว่า “ภาพถ่ายทางการแพทย์” กับ “อาการจริง” บางครั้งก็เดินคนละทางกันครับ


หมอนรองกระดูกเหมือน "ไส้ขนมปัง": อธิบายให้เข้าใจง่าย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือนขนมปังชิ้นกลมๆ ที่วางซ้อนกันเป็นคอนโดมิเนียม และระหว่างขนมปังแต่ละชั้นจะมี “หมอนรองกระดูก” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน “ไส้ขนมปัง” ที่มีความนุ่มและยืดหยุ่นคอยรับแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือวิ่ง

เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานหลังหนักเกินไป ไส้ขนมปังนี้อาจจะถูกบีบจน “ปลิ้น” หรือ “แตก” ออกมาข้างนอก ถ้ามันปลิ้นไปโดนเส้นประสาทที่วางอยู่ข้างๆ นั่นแหละครับคือภาวะ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation) แต่บ่อยครั้งที่อาการปวดหลังของคุณไม่ได้เกิดจากไส้ขนมปังที่ปลิ้นออกมา แต่มันเกิดจาก “กล้ามเนื้อรอบๆ” ที่ล้าจนเกร็งตัว หรือ “ข้อต่อกระดูกสันหลัง” ที่อักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้รักษาให้หายได้ง่ายกว่าการผ่าตัดมากครับ


ความรู้พื้นฐาน: โรคปวดหลังและการเกิดโรค

อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุส่วนใหญ่กว่า 85-90% มักเป็น อาการปวดหลังแบบไม่จำเพาะเจาะจง (Non-specific Low Back Pain) ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อ เอ็น หรือข้อต่ออักเสบจากการใช้งาน

ส่วนภาวะ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation) นั้น เกิดจากการที่ส่วนในของหมอนรองกระดูก (Nucleus Pulposus) เคลื่อนตัวผ่านรอยฉีกขาดของส่วนนอก (Annulus Fibrosus) ออกมากดเบียดเส้นประสาท อาการเด่นคือ ปวดร้าวลงขา (Sciatica) อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลังคุณพังไม่รู้ตัว

  • พฤติกรรมการนั่ง: การนั่งทำงานนานเกิน 2 ชั่วโมงโดยไม่ขยับ หรือการนั่งหลังค่อม ทำให้หมอนรองกระดูกรับแรงบีบสูงกว่าปกติ

  • การยกของหนักผิดท่า: การก้มหลังยกของโดยไม่ย่อเข่า ทำให้แรงกระแทกทั้งหมดไปตกอยู่ที่ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนล่าง

  • น้ำหนักตัวเกิน: ร่างกายเปรียบเสมือนรถที่แบกน้ำหนักเกินพิกัดตลอดเวลา ทำให้กระดูกและหมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น

  • การสูบบุหรี่: สารในบุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกได้น้อยลง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกขาดความยืดหยุ่นและแตกง่าย

  • ภาวะความเครียด: เมื่อเครียด ร่างกายจะหลั่งสารที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง


การตรวจวินิจฉัย: หา "คนร้าย" ให้ถูกตัว

เมื่อคุณมาหาหมอ กระบวนการสืบหาความจริงจะเริ่มต้นขึ้นดังนี้ครับ:

  1. การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบการยกขา (Straight Leg Raise Test) เพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับจริงไหม และทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา

  2. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูกสันหลังว่ามีการเคลื่อนหรือมีความเสื่อมที่รุนแรงหรือไม่

  3. เอ็มอาร์ไอ (MRI): เป็นเครื่องมือที่เห็นรายละเอียดของหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้ชัดเจนที่สุด แต่หมอจะสั่งตรวจก็ต่อเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาเบื้องต้น หรือมีสัญญาณอันตรายเท่านั้น

  4. การตรวจกระแสไฟฟ้าในเส้นประสาท (EMG): ใช้ในกรณีที่ต้องการยืนยันว่าอาการชาหรืออ่อนแรงเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับจริงหรือไม่


แนวทางการรักษา: ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด!

หมออยากให้คุณสบายใจว่า ผู้ป่วยปวดหลังส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยวิธีประคับประคองครับ

  • ปรับพฤติกรรม: นี่คือยาที่ดีที่สุด ลดการนั่งนาน เปลี่ยนท่าทางทุก 45-60 นาที และหลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก

  • กายภาพบำบัด: การยืดกล้ามเนื้อที่ถูกวิธีและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว

  • การใช้ยา: ยาลดปวด ยาลดการอักเสบ และยาคลายกล้ามเนื้อตามความเหมาะสมของอาการ

  • การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound (Ultrasound-guided Injection): ในกรณีที่ปวดรุนแรง หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์เพื่อระบุตำแหน่งที่อักเสบหรือตำแหน่งที่เส้นประสาทถูกกดทับได้อย่างแม่นยำ และฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปตรงจุดนั้นโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดการปวดได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

  • การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล หรือมีอาการรุนแรง เช่น ขาอ่อนแรงชัดเจน หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้


พยากรณ์โรค: โรคนี้หายไหม?

อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบมักดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ถ้าดูแลตัวเองดี ส่วนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนั้น กว่า 90% สามารถหายเองได้ภายใน 3 เดือน เพราะร่างกายมีกลไกในการดูดซึมส่วนที่ปลิ้นกลับเข้าไปเอง แต่อาจกลับมาเป็นซ้ำได้หากพฤติกรรมเดิมๆ ยังไม่เปลี่ยนครับ


ภาวะแทรกซ้อน: เมื่อไหร่ที่ต้องกังวล?

หากปล่อยไว้และอาการรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะ:

  • เส้นประสาทถูกกดทับจนเสียหายถาวร

  • กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงหรือลีบลง

  • เดินลำบาก หรือเดินสะดุดบ่อย

  • สูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย (เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดทันที)


5 วิธีป้องกันให้หลังคุณแข็งแรงไปอีกนาน

  1. ออกกำลังกายแกนกลางลำตัว: เช่น ท่าแพลงก์ (Plank) เพื่อสร้างเฝือกธรรมชาติให้กระดูกสันหลัง

  2. ท่านั่งที่ถูกต้อง: นั่งหลังตรง พิงพนัก และมีหมอนรองหนุนบริเวณบั้นเอว

  3. คุมน้ำหนัก: ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดภาระของหลัง

  4. ยืดเหยียดระหว่างวัน: อย่าลืมลุกขึ้นบิดขี้เกียจหรือเดินไปมาทุกๆ ชั่วโมง

  5. นอนให้ถูกท่า: เลือกที่นอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป และใช้หมอนหนุนใต้เข่าหากนอนหงาย เพื่อลดความตึงของหลัง


Q&A Section: เรื่องที่คนอยากรู้มากที่สุด

Q: ปวดหลังร้าวลงขา ต้องทำ MRI ทุกคนไหม?

A: ไม่จำเป็นครับ หากไม่มีอาการอ่อนแรงหรือคุมขับถ่ายไม่ได้ หมอจะรักษาแบบประคับประคองก่อน 4-6 สัปดาห์ เพราะบ่อยครั้งที่อาการดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องอาศัยภาพถ่าย MRI

Q: ผล MRI บอกว่าหมอนรองกระดูกปลิ้น แปลว่าต้องผ่าตัดใช่ไหม? A: ไม่ใช่ครับ หมอตรวจพบคนทั่วไปที่ไม่มีอาการปวดเลย แต่ฟิล์ม MRI มีหมอนรองกระดูกปลิ้นเพียบ ดังนั้นเราต้องรักษาตามอาการคนไข้ ไม่ใช่รักษาตามแผ่นฟิล์มครับ

Q: ปวดคอนานแค่ไหนควรมาหาหมอ?

A: หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการชา ร้าวลงขา หรือขาอ่อนแรง ควรรีบมาตรวจละเอียดครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. ภาพ MRI ที่เห็นหมอนรองกระดูกปลิ้น อาจไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คุณปวดเสมอไป

  2. คนปกติที่ไม่มีอาการปวดเลย ก็สามารถพบความผิดปกติในฟิล์ม MRI ได้เป็นเรื่องปกติของความเสื่อมตามวัย

  3. 90% ของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

  4. การปรับพฤติกรรมและการออกกำลังกายแกนกลางลำตัวคือหัวใจของการหายอย่างยั่งยืน

  5. หากมีอาการขาอ่อนแรง หรือคุมการขับถ่ายไม่ได้ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng

โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลัง

#หมอนรองกระดูกทับเส้น

#ปวดหลังร้าวลงขา

#ออฟฟิศซินโดรม

#กระดูกสันหลังเสื่อม

#กายภาพบำบัด

#รักษาโดยไม่ผ่าตัด

#กล้ามเนื้อหลังอักเสบ

#หมอเก่งกระดูกและข้อ

#ปวดหลังเรื้อรัง

#LowBackPain

#HerniatedDisc

#Sciatica

#SpineHealth

#Orthopedics

Reference List

  1. Brinjikji W, Luetmer PH, Comstock B, Bresnahan BW, Chen LE, Deyo RA, et al. Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR Am J Neuroradiol. 2015;36(4):811-6.
    สรุป: คนที่ไม่ปวดหลังก็มีภาพเสื่อมใน MRI ได้เยอะ แปลว่าภาพอย่างเดียวไม่ใช่โรคเสมอไป

  2. Jensen MC, Brant-Zawadzki MN, Obuchowski N, Modic MT, Malkasian D, Ross JS. Magnetic resonance imaging of the lumbar spine in people without back pain. N Engl J Med. 1994;331(2):69-73.
    สรุป: คนปกติจำนวนมากมีหมอนรองกระดูกปลิ้นใน MRI โดยไม่มีอาการปวด

  3. Maher C, Underwood M, Buchbinder R. Non-specific low back pain. Lancet. 2017;389(10070):736-747.
    สรุป: ปวดหลังส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุชัด และมักรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

  4. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation: A Review. Global Spine J. 2017;7(8):829-840.
    สรุป: อธิบายครบเรื่องหมอนรองกระดูกทับเส้น ตั้งแต่สาเหตุจนถึงการรักษา

  5. Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA; Clinical Guidelines Committee of the American College of Physicians. Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline From the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(7):514-530.
    สรุป: แนวทางรักษาปวดหลังเน้นไม่ผ่าตัด เช่น ออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรม และใช้ยาอย่างเหมาะสม


วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ความลับของอาการ "แสบร้อน" ที่ปลายนิ้วและฝ่าเท้า... ทำไมยิ่งนวดยิ่งไม่หาย?

 



ความลับของอาการ "แสบร้อน" ที่ปลายนิ้วและฝ่าเท้า... ทำไมยิ่งนวดยิ่งไม่หาย?

เคยสงสัยไหมครับ? ทำไมบางคนไม่ได้ทำงานหนัก แต่กลับรู้สึกเหมือนมี "ไฟลวก" อยู่ที่ฝ่ามือ หรือบางคืนก็นอนไม่ได้เพราะ "แสบร้อน" ที่ฝ่าเท้าเหมือนเดินบนถ่านร้อนๆ

หลายคนพยายามหาครีมมาทา พยายามนวดเฟ้นจนระบม หรือกินยาแก้ปวดเท่าไหร่ก็แค่บรรเทา แต่พอตื่นมาตอนเช้า... ความรู้สึกแสบและชานั้นก็ยังวนเวียนกลับมาหาเราเหมือนเดิม

วันนี้ผมมีเคสหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ คุณแม่ท่านหนึ่งมาหาผมด้วยอาการที่ทรมานมาก คือปวดร้าวจากคอลงไปที่แขน แต่ที่แปลกคือ เธอรู้สึก "ร้อน" ที่ข้อมือและฝ่ามืออย่างรุนแรง โดยเฉพาะตรงโคนนิ้ว แถมที่เท้าก็แสบเหมือนถูกพริกไทยทาไว้ตลอดเวลา

สิ่งที่น่าตกใจคือ... ผลการตรวจ MRI และการเช็คประวัติสุขภาพ กลับพบว่าต้นตอของความเจ็บปวดนี้ ไม่ได้อยู่ที่จุดที่เธอรู้สึกแสบเสมอไป!

ความลับที่หลายคนไม่รู้คือ "เส้นประสาท" ของเราเหมือนกับสายไฟครับ ถ้าสายไฟที่ต้นทาง (ที่คอ) โดนทับ และสายไฟที่ปลายทาง (ที่ข้อมือ) ก็โดนบดบัง แถมยังมี "สนิม" (จากระดับน้ำตาลในเลือด) มาเกาะที่สายไฟอีก... ผลลัพธ์ที่ได้คือความเจ็บปวดที่ซับซ้อนจนยากจะอธิบาย

ทำไมอาการปวดคอถึงลามไปทำให้แสบที่ฝ่ามือได้? และทำไม "เบาหวาน" ถึงกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เส้นประสาทของเราประท้วงหนักขนาดนี้?

คำตอบของเรื่องนี้ อาจจะเปลี่ยนวิธีที่คุณดูแลตัวเองและคุณแม่ไปตลอดกาลครับ...


เมื่ออาการปวดไม่ได้มาแค่ "เมื่อย" แต่มาพร้อมความ "แสบร้อน" และ "ชา": สัญญาณเตือนที่คนเป็นเบาหวานและวัยทำงานต้องระวัง

ความเจ็บปวดเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย แต่ความเจ็บปวดที่มีลักษณะ “ปวดแสบปวดร้อน” (Burning Pain) ร่วมกับอาการชานั้น เป็นสัญญาณที่จำเพาะเจาะจงมากครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อที่อ่อนล้าจากการทำงาน แต่มันคือเสียงกรีดร้องของ “เส้นประสาท” ที่กำลังถูกรบกวนอย่างหนัก

เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อความร้อนรุ่มรบกวนการนอนของคุณแม่

ลองจินตนาการถึง “ป้ามาลี” (นามสมมติ) อายุ 60 ปี ป้ามาลีมีโรคประจำตัวคือเบาหวานที่คุมได้บ้างไม่ได้บ้าง ช่วงหลังมานี้ป้ามาลีเริ่มมีอาการปวดที่ต้นคอ ร้าวลงมาที่บ่าและแขน แต่สิ่งที่ทำให้ป้ามาลีกังวลที่สุดคือ อาการ “ร้อน” ที่ข้อมือและฝ่ามือ ปวดแสบปวดร้อนตรงโคนนิ้วมือทั้งหมดจนถึงข้อศอก แม้แต่ตอนกลางคืนที่อากาศเย็นๆ ป้ามาลีกลับรู้สึกแสบที่ฝ่าเท้าเหมือนเดินบนพื้นร้อนๆ ตลอดเวลา

ป้ามาลีคิดว่าเป็นแค่เรื่องเลือดลมไม่ดี หรือเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น แต่ความจริงแล้ว ร่างกายของป้ามาลีกำลังเผชิญกับปัญหาเส้นประสาทจาก 3 ต้นเหตุพร้อมๆ กันครับ


ทำไมถึง "แสบ" และ "ร้อน"? อธิบายง่ายๆ แบบเห็นภาพ

เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมอยากให้คุณแม่ลองนึกภาพว่า เส้นประสาทในร่างกายเราเหมือนกับ “สายไฟ” ครับ สายไฟเหล่านี้ทำหน้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าจากสมองไปที่มือและเท้า เพื่อให้เราขยับได้และรู้สึกได้

  1. ฉนวนหุ้มสายไฟพัง: ในคนที่เป็นเบาหวาน น้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปจะเข้าไปทำลาย "ฉนวน" ที่หุ้มสายไฟ (เส้นประสาท) เมื่อฉนวนบางลง กระแสไฟก็รั่วไหล ส่งสัญญาณมั่วไปหมด กลายเป็นความรู้สึก "แสบร้อน" หรือ "ชา" เหมือนไฟช็อต

  2. สายไฟโดนทับที่ต้นทาง: ถ้ากระดูกคอของเราเสื่อมและไปกดทับเส้นประสาท ก็เหมือนเราเอาของหนักไปทับสายไฟตั้งแต่ที่คอ ทำให้สัญญาณที่ส่งไปที่แขนและมือติดๆ ขัดๆ

  3. สายไฟโดนเบียดที่ปลายทาง: ที่ข้อมือจะมีช่องแคบๆ ถ้าพังผืดหนาขึ้นมาทับเส้นประสาทตรงนี้ ก็จะเกิดอาการปวดร้าวและแสบที่ฝ่ามือและโคนนิ้วได้ชัดเจน

เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุด เราเรียกว่าอาการ "ปวดร้าวสะสม" ซึ่งทำให้คนไข้ทรมานมากกว่าปกติหลายเท่าครับ


รู้จักกับโรคที่เป็นต้นเหตุ

อาการที่คุณแม่เป็นอยู่นั้น อาจเกิดจากกลุ่มโรคเหล่านี้ทำงานร่วมกันครับ:

  • กระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท (Cervical Spondylotic Radiculopathy): ทำให้มีอาการปวดจากคอ ร้าวลงแขน และมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

  • พังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome): เป็นสาเหตุหลักของอาการปวดแสบปวดร้อนที่ฝ่ามือ โคนนิ้ว และร้าวขึ้นไปถึงข้อศอก มักปวดมากตอนกลางคืนหรือตอนใช้มือทำงาน

  • เส้นประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Polyneuropathy): น้ำตาลในเลือดที่สูงทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย มักเริ่มแสบร้อนที่ฝ่าเท้าก่อน แล้วค่อยๆ ลามขึ้นมา หรือเกิดที่มือร่วมด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

  1. ระดับน้ำตาลในเลือด: ยิ่งน้ำตาลสูง เส้นประสาทจะยิ่งซ่อมแซมตัวเองได้ยาก

  2. ท่าทางในการทำงาน: การก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ หรือนอนหมอนสูงเกินไป ทำให้กระดูกคอทำงานหนัก

  3. การใช้งานข้อมือซ้ำๆ: เช่น การถือของหนัก การกวาดบ้าน หรือการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

  4. อายุที่มากขึ้น: ความเสื่อมของหมอนรองกระดูกเป็นไปตามวัย แต่เราชะลอได้ครับ


จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นที่ไหนกันแน่? (การตรวจวินิจฉัย)

หมอจะใช้วิธีการตรวจที่แม่นยำเพื่อแยกแยะปัญหาครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบแรงกล้ามเนื้อและการรับความรู้สึก รวมถึงการเคาะหรือกดบริเวณเส้นประสาทที่ข้อมือและคอ

  • MRI (การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): เพื่อดูว่าหมอนรองกระดูกคอไปกดทับเส้นประสาทจุดไหนบ้าง เหมือนที่คนไข้เคยตรวจมาแล้ว

  • การตรวจนำกระแสประสาท (EMG/NCV): อันนี้สำคัญมากครับ เป็นการ "วัดไฟ" ในสายไฟจริงๆ ว่ามีการติดขัดที่ข้อมือหรือที่คอมากน้อยแค่ไหน เพื่อยืนยันว่าอาการแสบที่มือนั้นมาจากข้อมือหรือมาจากคอกันแน่


แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัดเสมอไป

เชื่อไหมครับว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากเรารักษาได้ถูกจุด:

  1. ควบคุมต้นเหตุสำคัญ: สำหรับคนเป็นเบาหวาน "การคุมน้ำตาล" คือหัวใจหลักครับ ถ้าคุมน้ำตาลไม่ดี เส้นประสาทที่อักเสบจะรักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด

  2. การปรับพฤติกรรม: ปรับความสูงของหมอน ฝึกบริหารกล้ามเนื้อคอ และพักการใช้ข้อมือต่อเนื่อง

  3. การใช้ยา: ยาแก้ปวดทั่วไปมักไม่ได้ผลกับอาการ "แสบร้อน" หมอจะใช้ยาเฉพาะทางที่ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทและปรับสมดุลการส่งสัญญาณไฟ

  4. การฉีดยาโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection): เป็นเทคโนโลยีที่แม่นยำมากครับ หมอจะใช้เครื่องสแกนดูเส้นประสาทที่ข้อมือหรือรอบๆ เส้นประสาทที่ถูกทับ แล้วฉีดยาลดอักเสบไปวางไว้ข้างๆ เส้นประสาทพอดีเป๊ะ วิธีนี้ช่วยลดบวมและลดความแสบร้อนได้เร็ว โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

  5. การผ่าตัด: จะทำต่อเมื่อมีอาการอ่อนแรงรุนแรง หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลจริงๆ ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคแผลเล็กที่ฟื้นตัวไวมากครับ


พยากรณ์โรค: จะหายไหม?

อาการแสบร้อนจากเส้นประสาทต้องใช้ "เวลา" ในการฟื้นตัวครับ เส้นประสาทเปรียบเหมือนต้นไม้ที่เหี่ยวเฉา เมื่อเราเอาสิ่งที่ทับออกและให้ปุ๋ย (ยาและสารอาหาร) มันจะค่อยๆ งอกใหม่วันละนิด อาการจะดีขึ้นตามลำดับ แต่ต้องอาศัยความใจเย็นและการคุมเบาหวานที่เคร่งครัดครับ


วิธีป้องกันและดูแลตัวเองเบื้องต้น

  • คุมเบาหวานให้ดี: พยายามรักษาค่าระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ได้ตามที่หมอแนะนำ

  • ปรับท่าทาง: เลิกก้มหน้าเล่นมือถือนานๆ เปลี่ยนท่าบ่อยๆ ทุก 30 นาที

  • แช่น้ำอุ่น: การแช่มือหรือเท้าในน้ำอุ่น (ที่ไม่ร้อนจัด) จะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ดีขึ้น ลดอาการปวดแสบได้

  • ยืดเหยียดข้อมือและคอ: ทำท่ากายบริหารเบาๆ ตามที่นักกายภาพบำบัดแนะนำ


Q&A ถาม-ตอบ ข้อสงสัย

Q: ทำไมถึงแสบร้อนที่เท้าด้วย ทั้งที่ปวดคอ? A: มักเกิดจากสองสาเหตุร่วมกันครับ คือเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมจากเบาหวาน และอาจมีการกดทับของกระดูกสันหลังส่วนเอวร่วมด้วย (ซึ่งคนไข้เคยมีอาการปวดเอวมาก่อน)

Q: อาการแสบร้อนที่โคนนิ้ว อันตรายไหม? A: เป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังขาดเลือดเลี้ยงครับ ถ้าปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้อโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะลีบและไม่มีแรงหยิบจับของได้

Q: ต้องทำ MRI ซ้ำไหม? A: ถ้าอาการเปลี่ยนไป เช่น เริ่มมีอาการแสบร้อนมากขึ้นหรือเริ่มอ่อนแรง การตรวจ MRI เพิ่มเติมหรือการตรวจนำกระแสประสาท (EMG) จะช่วยให้หมอวางแผนรักษาได้แม่นยำขึ้นครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. อาการ "แสบร้อน" คือสัญญาณการบาดเจ็บของเส้นประสาท ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อธรรมดา

  2. คนเป็นเบาหวานมีโอกาสเส้นประสาทอักเสบได้ง่ายกว่าปกติ และหายช้ากว่าคนทั่วไป

  3. อาการที่คอและที่มืออาจเกิดจากปัญหาคนละจุดแต่ส่งเสริมกันให้ปวดมากขึ้น

  4. การรักษาปัจจุบันมีวิธีที่แม่นยำ เช่น การฉีดยาส่องกล้องอัลตราซาวด์ ซึ่งช่วยให้ตรงจุดและเจ็บน้อย

  5. การคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการปรับท่าทาง คือหัวใจสำคัญของการหายขาด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดคอ #ชามือ #แสบร้อนฝ่ามือ #แสบร้อนฝ่าเท้า #กระดูกคอเสื่อม #เบาหวานลงเส้นประสาท #พังผืดทับเส้นประสาท #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดแสบปวดร้อน #ออฟฟิศซินโดรม #รักษาปวดไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดคอร้าวลงแขน #ชานิ้วมือ #นิ้วล็อค


References

    1. Sevy S, Varacallo M. Carpal tunnel syndrome. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan–. Updated 2023 Sep 4. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK448179/.

    2. Iyer S, Kim HJ. Cervical radiculopathy. Curr Rev Musculoskelet Med. 2016 Sep;9(3):272–280. doi:10.1007/s12178-016-9349-4. PMID: 27245423; PMCID: PMC4958387.

    3. Hicks CW, Selvin E. Epidemiology of peripheral neuropathy and lower extremity disease in diabetes. Curr Diab Rep. 2019 Aug 27;19(10):86. doi:10.1007/s11892-019-1212-8. PMID: 31456118; PMCID: PMC6750905.

    4. Genevay S, Gastaldi G. Diabetic neuropathy or spinal stenosis? Rev Med Suisse. 2018 Mar 14;14(600):610–613. PMID: 29537750.

    5. Wu YT, Ke MJ, Chou YC, Chang CY, Lin CY, Li TY, Shih FM, Chen LC. Effect of radial shock wave therapy for carpal tunnel syndrome: a prospective randomized, double-blind, placebo-controlled trial. J Orthop Res. 2016 Jun;34(6):977–984. doi:10.1002/jor.23113. PMID: 26610183.

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดพัก... “โรคโพรงประสาทสันหลังเอวตีบแคบ” ภัยเงียบที่ทำร้ายความสุขในวัยเกษียณ

 



คุณเคยสงสัยไหมว่า... ทำไมคุณพ่อคุณแม่ที่เคยเดินเก่งๆ เดี๋ยวนี้เดินไปหน้าปากซอยก็ต้องหยุดพัก? 

หลายคนเข้าใจผิดว่า "ก็แค่คนแก่ ปวดขาธรรมดา" หรือ "สงสัยจะเป็นเข่าเสื่อม" แต่พอนั่งพักสักแป๊บ อ้าว...หายเฉยเลย! พอกลับไปเดินใหม่ ก็เป็นอีก เป็นแบบนี้วนไปจนท่านไม่อยากออกจากบ้าน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความแก่ครับ แต่มันมี "ความลับ" ซ่อนอยู่ในกระดูกสันหลัง

ลองสังเกตดูนะครับ ถ้าท่านต้อง "เดินก้มตัว" หรือ "เข็นรถในห้าง" แล้วเดินได้นานขึ้น แต่วันไหนเดินยืดตัวตรงแล้วปวดขาจนก้าวไม่ออก นั่นคือสัญญาณเตือนที่อันตรายกว่าที่คิด!

มันคืออาการของโรคที่ชื่อว่า "โพรงประสาทสันหลังเอวตีบแคบ" โรคที่ทำให้เส้นประสาทถูกบีบจนเกือบขาดเลือดเลี้ยง

มันน่ากลัวขนาดไหน? ต้องผ่าตัดทุกคนไหม? แล้วถ้าไม่ผ่าตัดจะมีวิธีช่วยให้ท่านกลับมาเดินเล่นกับหลานได้ยังไง?

คำตอบทั้งหมดอยู่ในบทความนี้ครับ หมอสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายที่สุด พร้อมเทคนิคดูแลตัวเองที่ทำได้ทันทีที่บ้าน...

อ่านต่อในบทความฉบับเต็มด้านล่างนี้เลยครับ 


เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดพัก... “โรคโพรงประสาทสันหลังเอวตีบแคบ” ภัยเงียบที่ทำร้ายความสุขในวัยเกษียณ

คุณเคยสังเกตไหมครับว่า ความสุขอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุคือการได้เดินออกกำลังกายในตอนเช้า หรือการได้เดินซื้อของในตลาดกับลูกหลาน แต่ถ้าวันหนึ่ง กิจกรรมที่แสนธรรมดาเหล่านี้กลับกลายเป็นความทุกข์ เพราะเดินไปได้เพียงไม่กี่เมตร ก็เกิดอาการปวดร้าวลงขา ชาจนแทบไม่มีแรงก้าวต่อ จนต้องมองหาม้านั่งเพื่อพักสักครู่ พอพักแล้วอาการกลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง แต่พอเริ่มเดินใหม่ อาการเดิมก็กลับมาทักทายอีกครั้ง

อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติของความชราครับ และไม่ใช่เรื่องของกล้ามเนื้อล้าธรรมดา แต่มันคือสัญญาณเตือนจากภายในกระดูกสันหลังที่กำลังบอกเราว่า "ช่องทางเดินของเส้นประสาทกำลังถูกบีบคั้น"

เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อ “ป้าเพ็ญ” ไม่อยากไปตลาด

ป้าเพ็ญ อายุ 65 ปี อดีตข้าราชการครูที่รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ ปกติป้าเพ็ญจะเดินไปตลาดสดใกล้บ้านทุกเช้า แต่ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ลูกหลานเริ่มสังเกตว่าป้าเพ็ญไปตลาดน้อยลง และมักจะบ่นว่า "ขาไม่มีแรง"

ป้าเพ็ญเล่าให้หมอฟังว่า "หมอคะ แรกๆ มันก็แค่ปวดเมื่อยหลัง แต่หลังๆ มานี่พอก้าวเท้าออกจากบ้านได้สัก 100 เมตร ขามันหนักเหมือนมีตุ้มเหล็กมาถ่วงไว้เลยค่ะ ทั้งปวดทั้งชาจนต้องนั่งยองๆ พักข้างทาง พอพักสัก 2-3 นาทีก็เดินต่อได้นะหมอ แต่มันรำคาญใจเหลือเกิน จนตอนนี้ไม่อยากไปไหนแล้ว กลัวไปล้มกลางทาง"

สิ่งที่น่าสนใจคือ ป้าเพ็ญบอกหมอว่า "แปลกนะหมอ เวลาป้าไปเดินห้างแล้วเข็นรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต ป้าเดินได้นานมาก ไม่ปวดเลย แต่พอเดินตัวตรงๆ กลับเดินไม่ได้"

อาการของป้าเพ็ญนี่แหละครับ คือ "ตำราเล่มสำคัญ" ที่บ่งบอกว่าเธอกำลังเผชิญกับโรคโพรงประสาทสันหลังเอวตีบแคบเข้าให้แล้ว

โพรงประสาทตีบแคบ... เหมือนท่อน้ำที่มีตะกรันอุดตัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ลองนึกภาพว่า กระดูกสันหลังของเราเหมือนกับ "เสาบ้าน" ที่ทำหน้าที่รับน้ำหนัก และภายในเสาต้นนี้จะมี "โพรงหรืออุโมงค์" ยาวลงมาเพื่อเป็นทางผ่านของเส้นประสาท (ซึ่งเปรียบเสมือนสายไฟหลักของร่างกาย)

ในวัยหนุ่มสาว อุโมงค์นี้จะกว้างขวาง เส้นประสาทสามารถทอดตัวอยู่ได้อย่างสบายใจ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายพยายามจะสร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลังที่เริ่มหลวม โดยการสร้าง "หินปูน" หรือกระดูกงอกขึ้นมา และเส้นเอ็นภายในโพรงก็เริ่มหนาตัวขึ้น

เปรียบเหมือนท่อน้ำที่มีตะกรันเกาะหนาขึ้นเรื่อยๆ จนรูท่อเล็กลง เมื่อโพรงนี้แคบลงจนไปเบียดทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างใน ผลที่ตามมาคือการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาททำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่เรา "เดินตัวตรง" โพรงนี้จะยิ่งแคบลงไปอีก ทำให้เส้นประสาทขาดเลือดชั่วคราว เราจึงปวดขาและไม่มีแรง แต่พอเรา "นั่งพักหรือก้มตัว" (เหมือนตอนป้าเพ็ญเข็นรถช้อปปิ้ง) โพรงนี้จะเปิดกว้างขึ้นชั่วคราว เลือดจึงไหลไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ดีขึ้น อาการจึงหายไปนั่นเองครับ

ทำไมถึงเป็น? (สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง)

โรคโพรงประสาทสันหลังเอวตีบแคบ (Lumbar Spinal Stenosis) ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในข้ามคืน แต่มันคือ "อนุสาวรีย์ของความเสื่อม" ครับ

  1. ความเสื่อมตามวัย: เป็นสาเหตุหลัก เมื่ออายุมากกว่า 50-60 ปีขึ้นไป หมอนรองกระดูกจะเริ่มทรุด กระดูกเริ่มงอก และเอ็นเหลืองในโพรงประสาทจะหนาตัวขึ้น

  2. พันธุกรรม: บางคนเกิดมาพร้อมกับโพรงประสาทที่ค่อนข้างแคบกว่าคนอื่น ทำให้เมื่อมีภาวะเสื่อมเพียงเล็กน้อยก็เกิดอาการได้เร็วกว่า

  3. พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การทำงานหนัก แบกของหนัก หรือการนั่งท่าเดิมนานๆ มาตลอดชีวิต ทำให้กระดูกสันหลังทำงานหนักเกินไป

  4. อุบัติเหตุในอดีต: เคยตกที่สูงหรือรถชนที่ส่งผลต่อกระดูกสันหลัง

  5. โรคประจำตัว: เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

สัญญาณเตือน... แบบไหนที่ใช่ "โพรงประสาทตีบ"?

  • ปวดร้าวและชา: เริ่มจากหลังส่วนล่างร้าวไปที่ก้น ต้นขา หรือน่อง

  • อาการ "เดิน-พัก": เดินได้ระยะทางหนึ่งแล้วปวดขาจนก้าวไม่ออก ต้องนั่งพักถึงจะไปต่อได้ (ภาษาหมอเรียกว่า Neurogenic Claudication)

  • ตะคริวที่ขา: เป็นบ่อยขึ้นโดยเฉพาะเวลาเดินหรือยืนนานๆ

  • อาการดีขึ้นเมื่อก้มตัว: เช่น เดินขึ้นเนิน หรือเข็นรถจะรู้สึกสบายกว่าเดินพื้นราบ

การตรวจวินิจฉัย: มั่นใจด้วยความแม่นยำ

เมื่อมาพบหมอ ขั้นตอนแรกคือการ "ซักประวัติและตรวจร่างกาย" อย่างละเอียด หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การตอบสนองของเส้นประสาท และการรับความรู้สึก

หากสงสัย หมอจะส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้ครับ:

  • เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูก การทรุดตัว หรือกระดูกที่เคลื่อนผิดรูป

  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): นี่คือ "พระเอก" ในการวินิจฉัยโรคนี้ครับ เพราะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าโพรงประสาทแคบตรงไหน เส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยเพียงใด โดยไม่ต้องเจ็บตัว

  • การตรวจเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (EMG): ในบางกรณีที่ต้องการแยกโรคจากการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลาย

แนวทางการรักษา: เริ่มจากเบาไปหาหนัก

คนไข้หลายคนกลัวว่ามาหาหมอกระดูกแล้วจะต้องจบลงที่ "การผ่าตัด" ทุกราย หมอขอยืนยันตรงนี้เลยครับว่า "ส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" หากเราตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงทีครับ

1. การปรับพฤติกรรม: นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด หมอจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การบิดตัวแรงๆ และการลดน้ำหนักเพื่อลดภาระของกระดูกสันหลัง

2. การทำกายภาพบำบัด: การบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรงจะช่วย "พยุง" กระดูกสันหลังแทนส่วนที่เสื่อมไป นอกจากนี้ยังมีท่าบริหารเฉพาะที่ช่วยเปิดช่องโพรงประสาทให้กว้างขึ้น

3. การใช้ยา: ยาลดการอักเสบ ยาบำรุงเส้นประสาท หรือยาลดอาการปวดประสาท จะช่วยบรรเทาอาการในช่วงที่มีการอักเสบเฉียบพลัน

4. การฉีดยาเฉพาะจุด (Ultrasound-Guided Injection): หากกินยาและทำกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบและสารหล่อเลี้ยงเข้าไปที่รอบๆ เส้นประสาทในโพรงที่ตีบแคบ วิธีนี้แม่นยำ ปลอดภัย และช่วยให้คนไข้จำนวนมากไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด

5. การผ่าตัด: หมอจะพิจารณาเมื่อมีอาการรุนแรง เช่น ขาเริ่มอ่อนแรง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรือปวดจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เลย ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องขนาดเล็ก (Endoscopic Surgery) ซึ่งแผลเล็กมาก เสียเลือดน้อย และฟื้นตัวไวครับ

โรคนี้หายไหม? และจะกลับมาเป็นอีกหรือไม่?

ความเสื่อมเป็นเรื่องธรรมชาติครับ เราไม่สามารถทำให้กระดูกกลับมาเป็นวัยรุ่น 20 ปีได้ 100% แต่เราสามารถ "บริหารจัดการ" ให้เราอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข อาการปวดและชาสามารถหายไปได้หากได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และถ้าคนไข้หมั่นออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังและท้องให้แข็งแรง โอกาสที่อาการจะกลับมาเป็นซ้ำก็น้อยลงมากครับ

หากปล่อยทิ้งไว้... อันตรายแค่ไหน?

การเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น:

  • กล้ามเนื้อขาฝีบลีบ: เนื่องจากเส้นประสาทที่ไปสั่งการถูกกดทับนานเกินไป

  • การขับถ่ายผิดปกติ: มีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ (ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉิน)

  • สูญเสียความสมดุล: ทำให้เสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหักในผู้สูงอายุ

5 วิธีป้องกันให้หลังแข็งแรง

  1. คุมน้ำหนักตัว: อย่าปล่อยให้พุงนำหน้า เพราะมันจะดึงกระดูกสันหลังให้แอ่นและกดทับโพรงประสาทมากขึ้น

  2. ออกกำลังกายที่เหมาะสม: เช่น การว่ายน้ำ เดินในน้ำ หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ ซึ่งช่วยบริหารหลังโดยไม่เพิ่มแรงกดทับ

  3. จัดระเบียบร่างกาย: ไม่นั่งแช่ท่าเดิมนานๆ เปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-45 นาที

  4. งดสูบบุหรี่: บุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้น้อยลง ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น

  5. เสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง: ฝึกท่าบริหารกล้ามเนื้อท้องและหลังอย่างสม่ำเสมอ


Q&A คำถามที่พบบ่อย

Q: เดินเข็นรถในห้างได้นาน แต่เดินปกติไม่ได้ เป็นโรคอะไร? A: นี่คืออาการเด่นของโรคโพรงประสาทสันหลังเอวตีบแคบครับ เพราะการก้มตัวเล็กน้อยขณะเข็นรถจะช่วยเปิดโพรงประสาทให้กว้างขึ้น เลือดจึงไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ดีกว่าตอนเดินตัวตรง

Q: ต้องนอนติดเตียงไหมถ้าเป็นโรคนี้? A: ไม่จำเป็นเลยครับ ส่วนใหญ่รักษาให้กลับมาเดินได้ปกติ และการนอนติดเตียงนานเกินไปจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อลีบและอาการแย่ลง หมอแนะนำให้เคลื่อนไหวเท่าที่ไหวครับ

Q: MRI จำเป็นไหม? A: หากอาการชัดเจนและรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น MRI คือวิธีที่ดีที่สุดในการดูว่ามีการกดทับตรงไหน เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำครับ


สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  1. โรคโพรงประสาทสันหลังเอวตีบแคบ เกิดจากความเสื่อมที่ไปเบียดทับทางเดินเส้นประสาท

  2. อาการเด่นคือ ปวดและชาขาเวลาเดินตัวตรง แต่จะดีขึ้นเมื่อนั่งพักหรือก้มตัว

  3. การตรวจ MRI เป็นวิธีวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดเพื่อให้เห็นความรุนแรงของโรค

  4. ผู้ป่วยมากกว่า 80% สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการทำกายภาพ ยา และการฉีดนำวิถีด้วยอัลตราซาวด์

  5. การป้องกันที่ดีที่สุดคือการคุมน้ำหนักและออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลัง #ปวดร้าวลงขา #ชามือ #โพรงประสาทสันหลังตีบ #กระดูกสันหลังเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม #กายภาพบำบัด #LumbarStenosis #SpineHealth #BackPain #HealthyLifestyle #OrthoExpert


Reference List

  1. Genevay S, Atlas SJ. Lumbar spinal stenosis. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2010 Apr;24(2):253–265. doi:10.1016/j.berh.2009.11.001. PMID: 20227646.
    บทความนี้อธิบายว่าผู้สูงอายุมักมีโพรงประสาทหลังเอวแคบลงจากหมอนรองกระดูกเสื่อม กระดูกงอก และเอ็นหนาตัว ทำให้เส้นประสาทถูกเบียด เกิดอาการปวดหลังร้าวลงขาและเดินได้น้อย ช่วยให้เข้าใจ “กลไกโรค” อย่างเป็นระบบ เหมาะใช้เป็นฐานวิชาการสำหรับอธิบายพยาธิสรีรวิทยาของ lumbar spinal stenosis.

  2. Katz JN, Harris MB. Clinical practice. Lumbar spinal stenosis. N Engl J Med. 2008 Feb 21;358(8):818–825. doi:10.1056/NEJMcp0708097. PMID: 18287604.
    clinical practice article จาก NEJM ฉบับนี้สรุปการวินิจฉัยและการรักษาโพรงประสาทตีบได้อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การซักประวัติอาการเดินแล้วปวดขา (neurogenic claudication) การตรวจร่างกายและการอ่าน MRI ไปจนถึงการรักษาทางยา กายภาพบำบัด การฉีดยา และการผ่าตัดปล่อยโพรงประสาท ช่วยให้แพทย์ใช้เป็น “คู่มือในคลินิก” ได้จริง.

  3. Jensen RK, Jensen TS, Koes B, Hartvigsen J. Diagnosis and treatment of lumbar spinal stenosis. BMJ. 2020 Nov 25;371:m4248. doi:10.1136/bmj.m4248. PMID: 33239329.
    บทความ BMJ ล่าสุดนี้เน้นว่าผู้ป่วย LSS ส่วนใหญ่ควรเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การออกกำลังกายเฉพาะส่วน ลดน้ำหนัก ปรับกิจกรรม การใช้ยาแก้ปวด และพิจารณาฉีดยาเฉพาะที่ก่อน หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการขาอ่อนแรง/เดินได้น้อยมากจึงค่อยพิจารณาผ่าตัด ช่วยตอกย้ำแนวคิด “non‑operative first” ในผู้ป่วยที่ไม่มีสัญญาณอันตราย.

  4. Forsth P, Ólafsson G, Carlsson T, Frost A, Borgström F, Fritzell P, et al. A randomized trial of microsurgical decompression with or without fusion in lumbar spinal stenosis. N Engl J Med. 2016 Apr 14;374(15):1413–1423. doi:10.1056/NEJMoa1513721. PMID: 27074066.
    งานทดลองสุ่มนี้เปรียบเทียบการผ่าตัดปล่อยโพรงประสาทอย่างเดียวกับการปล่อยโพรงประสาทร่วมกับยึดกระดูกสันหลังด้านหลัง พบว่าผลเรื่องปวดขาและคุณภาพชีวิตคล้ายกันในช่วง 2–5 ปี แต่การผ่าตัดร่วมยึดกระดูกใช้เวลานาน เสียเลือดมาก และค่าใช้จ่ายสูงกว่า ข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์หลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ “มากเกินจำเป็น” ใน LSS หลายกรณี.

  5. Bagley C, Macalindong R, Gurdziel K, Yu W, Robinson LC, Burger EL, et al. Spinal stenosis. Med Clin North Am. 2019 Sep;103(5):837–846. doi:10.1016/j.mcna.2019.04.001. PMID: 31371015.
    review นี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ spinal stenosis ทั้งในคอและหลังเอว เช่น สาเหตุจากการเสื่อม อายุ การบาดเจ็บเก่า และโครงสร้างสันหลังผิดปกติ อธิบายอาการเตือน การตรวจวินิจฉัย และตัวเลือกการรักษาตั้งแต่ยาและกายภาพไปจนถึงผ่าตัด ช่วยให้เห็นภาพรวมของโรคโพรงประสาทตีบในทั้งกระดูกคอและหลังได้ชัดเจน.