วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569

“แค่ปวดหลังธรรมดา หรือหมอนรองกระดูกกำลังมีปัญหา?” เช็กให้ชัวร์ก่อนจะสายเกินแก้


 


“แค่ปวดหลังธรรมดา หรือหมอนรองกระดูกกำลังมีปัญหา?” เช็กให้ชัวร์ก่อนจะสายเกินแก้

เชื่อไหมครับว่า ในชีวิตหนึ่งของคนเรา แทบทุกคนต้องเคยผ่านประสบการณ์ “ปวดหลัง” กันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการปวดตื้อๆ หลังเลิกงาน หรือปวดแปล๊บจนขยับตัวไม่ได้ หลายคนเลือกที่จะซื้อยากินเอง พลาสเตอร์ปิดหลัง หรือไปนวดแผนโบราณ เพราะคิดว่าเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบ เดี๋ยวก็หาย แต่สิ่งที่หมอกังวลที่สุดในฐานะหมอกระดูก คือการที่คนไข้แยกไม่ออกว่า อาการที่กำลังเป็นอยู่คือ “กล้ามเนื้อประท้วง” หรือ “หมอนรองกระดูกกำลังแตกพ่าย” กันแน่ เพราะการรักษาและผลลัพธ์นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยครับ

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ วันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วรู้สึกเสียวแปล๊บที่หลังส่วนล่าง พอก้มหยิบของก็เจ็บจี๊ดจนหน้ามืด คุณอาจจะคิดว่า “สงสัยเมื่อวานยกของหนักไปหน่อย” แต่ถ้าอาการปวดนั้นมันเริ่มวิ่งลงไปที่ขา หรือทำให้ปลายนิ้วเท้าชาล่ะ? นั่นแหละครับคือสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวแล้ว


เรื่องเล่าจากคนไข้

หมออยากเล่าเรื่องของ คุณสมชาย (นามสมมติ) อายุ 42 ปี เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ขยันมากครับ ทำงานเอกสารหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง และชอบจัดสวนในวันหยุด วันหนึ่งคุณสมชายก้มลงยกกระถางต้นไม้แล้วเกิดอาการ “ก๊อก” ที่หลัง ตอนแรกเขาคิดว่ากล้ามเนื้อยอกธรรมดา เลยไปนวดและทานยาแก้ปวดเอง อาการดูเหมือนจะดีขึ้นในช่วงแรก แต่ผ่านไป 2 สัปดาห์ เขาสังเกตว่าเริ่มมีอาการปวดร้าวลงไปที่น่องข้างซ้าย เวลาไอหรือจามจะเจ็บเหมือนมีไฟฟ้าช็อตลงขา

คุณสมชายเริ่มกังวล เพราะนอกจากจะปวดจนนอนไม่ได้แล้ว เขายังรู้สึกว่าขาข้างซ้ายเริ่มอ่อนแรง เดินสะดุดบ่อยๆ จนในที่สุดตัดสินใจมาหาหมอ เมื่อหมอตรวจร่างกายและทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI) จึงพบว่า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ครับ ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบอย่างที่เขาเข้าใจตอนแรก โชคดีที่คุณสมชายมาหาหมอก่อนที่เส้นประสาทจะเสียหายถาวร ทำให้เราสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: ยางรถยนต์กับโช้คอัพ

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมออยากให้ลองเปรียบเทียบกระดูกสันหลังของเราเหมือนกับ “รถยนต์” ครับ

  • กล้ามเนื้อหลัง เปรียบเสมือน ยางรถยนต์หรือตัวถัง ที่คอยพยุงให้รถวิ่งไปได้ ถ้าเราใช้งานหนัก ขับรถทางไกลบ่อยๆ ยางก็สึกหรอ กล้ามเนื้อก็ล้า เจ็บปวดได้ แต่มักจะหายได้ถ้าได้พักหรือเปลี่ยนยางใหม่

  • หมอนรองกระดูก เปรียบเสมือน โช้คอัพ ที่อยู่ระหว่างรอยต่อของกระดูกแต่ละข้อ ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะนิ่มๆ เหมือน “ไส้ขนมปัง” หรือ “เจล” ที่คอยรับแรงกระแทก

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อโช้คอัพนี้มัน “แตก” หรือ “ปลิ้น” ออกมาครับ เหมือนไส้ขนมปังที่ทะลักออกมาแล้วไปเบียดเอา “สายไฟ” ซึ่งก็คือเส้นประสาทที่อยู่ข้างๆ พอสายไฟโดนกดทับ สัญญาณไฟก็รวน ทำให้เกิดอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรงตามมานั่นเองครับ


ทำความรู้จักกับโรค: สองตัวการร้ายที่ทำให้ปวดหลัง

  1. กล้ามเนื้อหลังอักเสบ (Back Muscle Strain): คือการบาดเจ็บของเส้นใยกล้ามเนื้อหรือเอ็นยึดบริเวณหลัง มักเกิดจากการขยับผิดจังหวะ หรือใช้งานหนักเกินกำลัง อาการปวดมักจะกระจุกตัวอยู่แค่บริเวณหลัง อาจจะลามไปถึงสะโพกได้บ้าง แต่จะไม่ลามลงไปต่ำกว่าเข่า

  2. หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus): คือภาวะที่ส่วนประกอบภายในของหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่ออกมาทับเส้นประสาท มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย หรือแรงกระแทกที่รุนแรง อาการจะมีความเฉพาะตัวคือ ปวดร้าวเหมือนไฟช็อต และมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

  • พฤติกรรมการนั่ง: นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้หมอนรองกระดูกรับแรงกดทับต่อเนื่อง

  • น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน: หน้าท้องที่ยื่นออกมาจะดึงให้กระดูกสันหลังแอ่น และหมอนรองกระดูกต้องแบกรับน้ำหนักมหาศาล

  • การยกของหนักผิดท่า: การก้มหลังหยิบของแทนการย่อเข่า คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้น

  • อายุและความเสื่อม: เมื่ออายุมากขึ้น น้ำในหมอนรองกระดูกจะลดลง ทำให้เปราะและแตกง่ายขึ้น

  • การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ส่งผลให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วกว่าปกติ


การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นอะไร?

เมื่อคุณมาพบหมอ ขั้นตอนแรกคือ การตรวจร่างกาย ครับ หมอจะให้คุณลองนอนหงายแล้วยกขาเหยียดตึง (Straight Leg Raising Test) ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คุณจะรู้สึกปวดแปล๊บลงขาอย่างรุนแรงแม้จะยกขาขึ้นได้เพียงไม่กี่องศา

จากนั้นอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้ครับ:

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีข้อเคลื่อนหรือกระดูกงอกไหม

  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI): นี่คือพระเอกของการวินิจฉัยครับ เพราะเห็นภาพหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทได้ชัดเจนที่สุด ช่วยให้หมอระบุได้ว่าทับที่ข้อไหน และรุนแรงเพียงใด

  • การตรวจเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (EMG): ใช้ในกรณีที่ต้องการยืนยันว่าเส้นประสาททำงานผิดปกติจริงหรือไม่


แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัด

หมออยากให้สบายใจก่อนนะครับว่า มากกว่า 90% ของผู้ป่วยปวดหลัง สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ โดยลำดับการรักษาจะเป็นดังนี้:

  1. การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ต้องเลิกก้มยกของหนัก นั่งหลังตรง และหมั่นเปลี่ยนท่าบ่อยๆ

  2. กายภาพบำบัด: การยืดกล้ามเนื้อและการใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์ หรือคลื่นกระแทก (Shockwave) จะช่วยได้มาก

  3. การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาบำรุงเส้นประสาทตามความจำเป็น

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection): หากอาการปวดไม่ดีขึ้น หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบไปที่บริเวณเส้นประสาทโดยตรง วิธีนี้แม่นยำและปลอดภัยสูงครับ

  5. การผ่าตัด: หมอจะพิจารณาก็ต่อเมื่อ คนไข้มีอาการรุนแรง เช่น กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-8 สัปดาห์แล้วไม่เห็นผล ปัจจุบันการผ่าตัดทำผ่านกล้องขนาดเล็กมาก (Endoscopic) เจ็บน้อย แผลจิ๋ว และกลับบ้านได้เร็วครับ


พยากรณ์โรค: จะหายไหม?

อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อ มักจะหายดีภายใน 1-2 สัปดาห์ถ้าพักผ่อนเพียงพอ ส่วนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อาจใช้เวลา 4-12 สัปดาห์ในการฟื้นตัวครับ โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้าเราไม่ปรับพฤติกรรม ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวัง

หากปล่อยไว้ไม่รักษา เส้นประสาทที่ถูกกดทับนานๆ อาจเกิดความเสียหายถาวร ทำให้กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบ เดินกะเผลก หรือที่รุนแรงที่สุดคือ “กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ” ซึ่งจะทำให้สูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดทันทีครับ


5 วิธีป้องกันหลังพัง

  • ฝึกยกของให้ถูกวิธี: ย่อเข่าลงให้ใกล้ของที่สุด แล้วใช้แรงจากขาในการดันตัวขึ้น ห้ามก้มหลังเด็ดขาด

  • ปรับท่านั่งทำงาน: หน้าจอต้องอยู่ในระดับสายตา หลังต้องพิงพนัก และเท้าต้องวางราบกับพื้น

  • ควบคุมน้ำหนัก: การลดน้ำหนักเพียง 5% ก็ช่วยลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูกได้อย่างมหาศาลแล้วครับ

  • ออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง: เพื่อให้กล้ามเนื้อเหล่านี้เป็น “เฝือกธรรมชาติ” คอยพยุงกระดูกสันหลัง

  • เลือกที่นอนที่เหมาะสม: ไม่นิ่มจนหลังยวบ และไม่แข็งจนกดทับจุดสำคัญ


Q&A ถาม-ตอบ ข้อสงสัยยอดฮิต

Q: ปวดหลังร้าวลงขา อันตรายมากไหม? หมอเก่ง: ถ้ามีอาการร้าวลงขาชัดเจน มักสื่อถึงการระคายเคืองของเส้นประสาทครับ ควรมาพบหมอเพื่อตรวจดูว่ากดทับมากน้อยแค่ไหน อย่าปล่อยไว้นานจนขาอ่อนแรงครับ

Q: ต้องทำ MRI ทุกเคสเลยไหม? หมอเก่ง: ไม่จำเป็นครับ ถ้าอาการปวดเป็นไม่มากและเพิ่งเป็น หมอจะเริ่มจากการรักษาก่อน แต่ถ้ามีอาการชา อ่อนแรง หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น การทำ MRI จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้แม่นยำที่สุดครับ

Q: ปวดหลังนานแค่ไหนถึงควรมาหาหมอ? หมอเก่ง: ถ้าปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น หรือมีอาการ “ธงแดง” เช่น ชาขา ขาอ่อนแรง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบมาพบหมอทันทีครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • แยกแยะอาการให้เป็น: กล้ามเนื้ออักเสบมักปวดเฉพาะจุด แต่หมอนรองกระดูกทับเส้นมักจะมีอาการปวดร้าวลงขาและอาการชา

  • พฤติกรรมคือสาเหตุหลัก: การก้มยกของและการนั่งนานๆ คือศัตรูตัวร้ายของกระดูกสันหลัง

  • การวินิจฉัยที่แม่นยำ: การตรวจร่างกายโดยละเอียดและการทำ MRI (ถ้าจำเป็น) ช่วยให้รักษาได้ตรงจุด

  • ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด: การปรับพฤติกรรม ทำกายภาพ และใช้ยา คือทางออกหลักของผู้ป่วยส่วนใหญ่

  • อย่ารอจนสาย: หากมีอาการชาหรืออ่อนแรง ต้องรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันที

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #กล้ามเนื้อหลังอักเสบ #ชาร้าวลงขา #ออฟฟิศซินโดรม #กระดูกสันหลังเสื่อม #วิธีแก้ปวดหลัง #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #สุขภาพหลัง #BackPain #Sciatica #HerniatedDisk #LumbarSpine #DoctorKeng


Reference List

  1. Deyo RA, Mirza SK. Herniated lumbar intervertebral disk. N Engl J Med. 2016 May 5;374(18):1763-1772. doi:10.1056/NEJMcp1512658. PMID:27144851.
    บทความนี้อธิบายโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนทับเส้นประสาทอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ กลไกการกดทับเส้นประสาท ไปจนถึงอาการปวดร้าวลงขา.
    ยังสรุปแนวทางการวินิจฉัย การใช้ MRI หรือ CT และเปรียบเทียบผลการรักษาแบบไม่ผ่าตัดกับการผ่าตัดในระยะสั้นและยาว ซึ่งคนทั่วไปอ่านสรุปจะเข้าใจภาพรวมของโรคได้ดี.

  2. Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA. Noninvasive treatments for acute, subacute, and chronic low back pain: a clinical practice guideline from the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017 Apr 4;166(7):514-530. doi:10.7326/M16-2367. PMID:28192789.
    บทความนี้เป็นแนวทางรักษาอาการปวดหลังของสมาคมแพทย์อเมริกัน รวบรวมหลักฐานเรื่องการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การประคบร้อน นวด ฝังเข็ม กายภาพบำบัด และยาต้านการอักเสบ.
    เขาย้ำว่าคนส่วนใหญ่ปวดหลังเฉียบพลันจะดีขึ้นเอง จึงควรเริ่มจากวิธีไม่ใช้ยา หรือยาที่ปลอดภัยก่อน และเลี่ยงการใช้ยาแรงอย่างมอร์ฟีนถ้าไม่จำเป็น ทำให้คนทั่วไปเห็นลำดับการรักษาที่เหมาะสม.

  3. Maher C, Underwood M, Buchbinder R. Non-specific low back pain. Lancet. 2017 Feb 18;389(10070):736-747. doi:10.1016/S0140-6736(16)30970-9. PMID:27745712.
    บทความนี้พูดถึงอาการปวดหลังที่หาโรคชัดเจนไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของคนปวดหลัง โดยเน้นว่ามักเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ การใช้งานท่าทาง และปัจจัยทางจิตใจสังคม.
    เขาเสนอว่าการรักษาควรมุ่งลดอาการและผลกระทบ เช่น ให้ความรู้ การออกกำลังกาย และการใช้ยาอย่างเหมาะสม มากกว่าการพยายามหาความผิดปกติจุดเดียวในกระดูกสันหลัง ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าปวดหลังไม่ใช่แค่ “กระดูกเสื่อม”.

  4. Jensen MC, Brant-Zawadzki MN, Obuchowski N, Modic MT, Malkasian D, Ross JS. Magnetic resonance imaging of the lumbar spine in people without back pain. N Engl J Med. 1994 Jul 14;331(2):69-73. doi:10.1056/NEJM199407143310201. PMID:8208267.
    งานวิจัยนี้ทำ MRI หลังส่วนล่างในคนที่ไม่มีอาการปวดหลัง พบว่ามีหมอนรองกระดูกโป่งหรือยื่นออกมาค่อนข้างบ่อย แม้คนจะไม่รู้สึกปวดเลย.
    ข้อสรุปสำคัญคือภาพ MRI ที่ดู “ผิดปกติ” ไม่ได้แปลว่าเป็นสาเหตุของอาการเสมอไป ช่วยให้คนไข้และหมอระวังการตีความผล MRI ไม่ให้ตกใจเกินไป และไม่รีบผ่าตัดโดยไม่จำเป็น.

  5. Foster NE, Anema JR, Cherkin D, Chou R, Cohen SP, Gross DP, et al. Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. Lancet. 2018 Jun 9;391(10137):2368-2383. doi:10.1016/S0140-6736(18)30489-6. PMID:29573872.
    บทความนี้เน้นเรื่องการป้องกันและดูแลอาการปวดหลังในระยะยาว โดยใช้มุมมองแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ งาน และสังคม เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการจัดการความเครียด.
    เขาชี้ว่าควรใช้ยาและการตรวจพิเศษอย่างพอดี ไม่มากเกินไป และเน้นให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิต เคลื่อนไหว และทำงานตามปกติให้เร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสปวดหลังเรื้อรัง.


วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

“ยกของหนักจนหลังลั่น... ปวดร้าวลงขา ชาถึงปลายเท้า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือเปล่า?”

 




“ยกของหนักจนหลังลั่น... ปวดร้าวลงขา ชาถึงปลายเท้า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือเปล่า?”

“หมอครับ แค่ก้มลงไปยกลังน้ำหนักไม่กี่กิโล พอเงยหน้าขึ้นมามันเจ็บเหมือนไฟช็อตที่หลัง แล้วตอนนี้มันลามไปปวดที่น่อง ชาที่เท้าจนเดินแทบไม่ไหวแล้วครับ” นี่คือเสียงสั่นๆ ของคุณวิชัย (นามสมมติ) ชายวัย 45 ปี หัวหน้าครอบครัวที่ขยันทำงานมาตลอด แต่ต้องหยุดชะงักลงเพราะความเจ็บปวดที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน

คุณวิชัยเล่าว่าอาการเริ่มจากการยกของหนักในท่าก้มตัว หลังจากนั้นมีอาการปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง พยายามทานยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา จนเริ่มมีอาการใหม่ที่น่ากลัวคือ “อาการชาและปวดร้าวลงไปตามขา” เหมือนมีเข็มเป็นพันเล่มมาทิ่มแทง เวลาไอหรือจามจะยิ่งเจ็บจนตัวงอ ผลตรวจ MRI ยืนยันชัดเจนว่า หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนทับเส้นประสาท ซึ่งทำให้คุณวิชัยกังวลมากว่า “ผมต้องผ่าตัดไหมหมอ? จะกลับมาเดินได้ปกติหรือเปล่า?”

เหตุการณ์ของคุณวิชัยเป็นภาพสะท้อนของคนวัยทำงานอายุ 40-50 ปีครับ ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงภายในที่ศัตรูตัวร้ายมักซ่อนตัวอยู่


เปรียบเทียบให้เห็นภาพ... หมอนรองกระดูกคืออะไร?

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมออยากให้ลองนึกภาพ “โดนัทไส้ลาวา” ครับ ตัวกระดูกสันหลังของเราคือแป้งโดนัท และระหว่างกระดูกแต่ละข้อจะมี “หมอนรองกระดูก” ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพคอยรับแรงกระแทก ไส้ลาวาข้างในคือวุ้นนิ่มๆ (Nucleus) ที่ช่วยให้เราก้มเงยได้สะดวก

เมื่อเราอายุมากขึ้นบวกกับการใช้งานหนัก เช่น การก้มยกของผิดท่า แป้งโดนัทอาจจะปริหรือแตกออก ทำให้ “ไส้ลาวา” ข้างในมันปลิ้นออกมาข้างนอก และความโชคร้ายคือ ข้างๆ หมอนรองกระดูกนั้นมี “เส้นประสาท” วางตัวอยู่พอดีครับ เมื่อไส้ที่ปลิ้นออกมาไปกดทับเส้นประสาทเข้า จึงเกิดอาการปวดร้าวและชาลงไปตามทางที่เส้นประสาทนั้นไปเลี้ยงนั่นเองครับ


โรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation)

โรคนี้ไม่ได้เกิดแค่กับคนยกของหนักเท่านั้นครับ แต่สะสมมาจากการนั่งนานๆ หรือความเสื่อมตามวัย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เมื่อหมอนรองกระดูกรับแรงกดมหาศาลจากการก้มยกของ วุ้นข้างในจะถูกดันจนเยื่อหุ้มรอบนอกฉีกขาด และปลิ้นออกมาเบียดเส้นประสาท นอกจากจะกดทับโดยตรงแล้ว สารเคมีในวุ้นนั้นยังทำให้เกิดอาการอักเสบอย่างรุนแรงรอบๆ เส้นประสาทด้วยครับ

อาการที่ต้องสังเกต:

  1. ปวดหลังส่วนล่างรุนแรง

  2. ปวดร้าวจากสะโพกลงไปที่น่องหรือเท้า (Sciatica)

  3. มีอาการชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม

  4. กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ขยับข้อเท้าลำบาก

  5. ในรายที่รุนแรงมาก อาจมีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ


5 ปัจจัยเสี่ยงที่คนวัย 45 ต้องระวัง

  1. การยกของผิดท่า: ใช้หลังก้มยกแทนการใช้กำลังจากขา

  2. น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์: ทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับภาระหนักตลอดเวลา

  3. การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง จนเสื่อมไวขึ้น

  4. พฤติกรรมการนั่งนาน: การนั่งทำงานออฟฟิศนานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่าทาง

  5. พันธุกรรม: บางครอบครัวมีโครงสร้างหมอนรองกระดูกที่อ่อนแอกว่าปกติ


การตรวจวินิจฉัยเพื่อความแม่นยำ

เมื่อมาพบหมอ เราจะไม่จบแค่การสอบถามอาการครับ

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบการยกขาเหยียดตึง (Straight Leg Raise Test) เพื่อดูว่ามีการตึงรั้งของเส้นประสาทหรือไม่ พร้อมตรวจกำลังกล้ามเนื้อและระบบประสาทสัมผัส

  • การเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูกและช่องว่างระหว่างข้อ

  • การตรวจเอ็มอาร์ไอ (MRI): นี่คือหัวใจสำคัญครับ เพราะจะเห็นภาพเนื้อเยื่ออ่อน หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทได้อย่างชัดเจนที่สุดว่ากดทับที่ระดับไหนและรุนแรงเพียงใด

  • การตรวจกระแสไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG): ในบางกรณีหมออาจส่งตรวจเพื่อยืนยันว่าเส้นประสาททำงานผิดปกติจริงหรือไม่


แนวทางการรักษา: ข่าวดีคือ ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด!

คนไข้หลายคนกลัวว่าพอหมอบอกว่า "ทับเส้น" แล้วต้องผ่าตัดสถานเดียว จริงๆ แล้วกว่า 90% ของผู้ป่วยสามารถหายได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดครับ

  1. การปรับพฤติกรรม: ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน ควรพักการใช้งานหลัง หลีกเลี่ยงการก้มเงย หรือนั่งนานๆ

  2. การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาลดการอักเสบ (NSAIDs) และยาลดอาการปวดปลายประสาท เพื่อลดการอักเสบรอบๆ เส้นประสาทที่ถูกกดทับ

  3. กายภาพบำบัด: การทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี เช่น การดึงหลัง (Traction) หรือการใช้เครื่องมือลดปวด และที่สำคัญที่สุดคือการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เพื่อมาช่วยรับน้ำหนักแทนกระดูกสันหลัง

  4. การฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection): หากปวดมากจนทานยาไม่ไหว หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่ง แล้วฉีดยาลดอักเสบเข้าไปที่จุดที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดบวมและลดปวดได้เร็วมากครับ

  5. การผ่าตัดส่องกล้อง (Microdiscectomy): เราจะทำเฉพาะในกรณีที่มีอาการอ่อนแรงชัดเจน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือรักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น โดยปัจจุบันเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง แผลเล็กนิดเดียวและฟื้นตัวเร็วมากครับ


โรคนี้หายไหม และพยากรณ์โรคเป็นอย่างไร?

ส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์ครับ หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาในบางรายร่างกายสามารถดูดซึมกลับไปได้เองตามธรรมชาติ แต่สิ่งสำคัญคือ มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ หากคนไข้ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากนิ่งนอนใจและปล่อยทิ้งไว้นาน เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจเสียหายถาวร นำไปสู่:

  • อาการขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้ (Drop Foot)

  • อาการชาถาวร

  • ภาวะสูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมระบบประสาทครับ


5 วิธีป้องกันหลังพังในอนาคต

  1. ยกของให้ถูกวิธี: ย่อเข่าลงให้ใกล้ของ แล้วใช้กำลังจากขาในการยืนขึ้น ห้ามก้มหลังยกเด็ดขาด

  2. ควบคุมน้ำหนัก: ลดภาระให้หมอนรองกระดูกสันหลัง

  3. บริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง: เพื่อสร้าง "เฝือกธรรมชาติ" ให้กระดูกสันหลัง

  4. ปรับท่านั่ง: ใช้เก้าอี้ที่มีส่วนรองรับส่วนโค้งของหลัง และเปลี่ยนท่าทุก 1 ชั่วโมง

  5. งดสูบบุหรี่: เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของหมอนรองกระดูกให้ยาวนานที่สุด


Q&A Section

Q: ปวดหลังร้าวลงขา ต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงตลอดเวลาไหม? A: ไม่จำเป็นครับ การนอนนิ่งนานเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบและฟื้นตัวช้าลง ควรเคลื่อนไหวเท่าที่ไหวในท่าที่ถูกต้องครับ

Q: ถ้า MRI พบหมอนรองกระดูกเคลื่อน แต่ไม่ปวด ต้องรักษาไหม? A: หากไม่มีอาการปวดหรือชา และการทำงานของระบบประสาทปกติ มักไม่ต้องทำการรักษาแบบใช้ยาหรือผ่าตัดครับ แค่เฝ้าระวังและปรับพฤติกรรมก็พอ

Q: นวดดึงเส้นช่วยให้หมอนรองกระดูกกลับเข้าที่ได้ไหม? A: การนวดแรงๆ หรือการ "กระทืบหลัง" อันตรายมากครับ อาจทำให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นอยู่แล้วแตกออกมามากขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางดีกว่าครับ


สรุปประเด็นสำคัญสำหรับคนวัย 45 ที่ปวดหลังลงขา

  1. อาการปวดหลังร้าวลงขาและชามือ/เท้า เป็นสัญญาณเด่นของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

  2. วัย 45 ปีเป็นช่วงที่หมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมและเปราะบางต่อการบาดเจ็บจากการยกของหนัก

  3. การทำ MRI ช่วยบอกตำแหน่งและขนาดของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนได้อย่างแม่นยำ

  4. ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายได้ด้วยการพัก ยา การทำกายภาพ และการฉีดยาลดอักเสบ โดยไม่ต้องผ่าตัด

  5. การฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง (Core Muscle) คือกุญแจสำคัญในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลังเรื้อรัง #ชามือชาเท้า #ยกของหนัก #วัยทำงาน #สุขภาพหลัง #ฉีดยาลดอักเสบ #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #LumbarDiscHerniation #Sciatica #LowBackPain #SpineHealth #MRI #OrthopedicSurgeon


REFERENCES

  1. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Current Reviews in Musculoskeletal Medicine. 2017 Dec;10(4):507-516. บทความนี้สรุปภาพรวมของโรคหมอนรองกระดูกส่วนเอวเคลื่อนทับเส้นประสาท ตั้งแต่พยาธิสภาพไปจนถึงแนวทางการรักษาในปัจจุบัน

  2. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. The Spine Journal. 2014 Jan;14(1):180-191. แนวทางการรักษาทางคลินิกที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการวินิจฉัยและรักษาภาวะรากประสาทถูกกดทับจากหมอนรองกระดูก

  3. Jordan J, Konstantinou K, O'Dowd J. Herniated lumbar disc. BMJ Clinical Evidence. 2016 Mar 26;2016:1118. รวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพของการรักษาแบบต่างๆ ทั้งการใช้ยา การทำกายภาพ และการผ่าตัดสำหรับโรคนี้

  4. Schoenfeld AJ, Weiner BK. Treatment of lumbar disc herniation: Evidence-based management. Journal of the American Academy of Orthopaedic Surgeons. 2010 Mar;18(3):170-180. เน้นการจัดการผู้ป่วยตามหลักฐานทางการแพทย์ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด

  5. Jensen RK, Kongsted A, Kjaer P, Koes B. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019 Nov 19;367:l6273. บทความทบทวนเรื่องการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) ซึ่งเป็นอาการหลักของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

กระดูกทับเส้นข้างขวา... แต่ทำไมวันนี้ถึง "ปวดหลังด้านซ้าย" มากกว่า?

 



กระดูกทับเส้นข้างขวา... แต่ทำไมวันนี้ถึง "ปวดหลังด้านซ้าย" มากกว่า?

เมื่อร่างกายส่งสัญญาณเตือนสลับข้าง... ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องกระดูกทับเส้น

หมอเข้าใจเลยครับว่ากรณีนี้สร้างความสงสัยให้คนไข้หลายท่านมาก "หมอบอกทับเส้นข้างขวา ร้าวลงขาขวา แต่ทำไมตอนนี้ถึงมาปวดหลังเน้นๆ ที่ด้านซ้ายล่ะหมอ?" อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้บ่อยครับ และส่วนใหญ่มักมีคำอธิบายที่ทำให้คนไข้สบายใจขึ้นได้ หากเรารู้ว่ากล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังของเราทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร


เรื่องเล่าจากคนไข้: "คุณประเสริฐ" กับอาการปวดที่ย้ายฝั่ง

คุณประเสริฐ (นามสมมติ) อายุ 55 ปี ตรวจ MRI พบว่ามี หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทด้านขวา มีอาการปวดเสียวลงขาขวาชัดเจน แต่หลังจากรักษาไปสักพัก คุณประเสริฐกลับมาหาหมอด้วยสีหน้ากังวล เพราะเริ่มมีอาการปวดหลังตื้อๆ หนักๆ ที่ "ด้านซ้าย" อย่างรุนแรงจนนอนลำบาก ลุงประเสริฐกลัวว่าหมอนรองกระดูกจะปลิ้นเพิ่มออกมาอีกข้าง หรือเป็นโรคอะไรร้ายแรงที่ฝั่งซ้ายเพิ่มขึ้นมาอีกหรือไม่


ร่างกายเราเหมือน "สะพานแขวน" ที่สายสลิงตึงไม่เท่ากัน

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ กระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสากลางสะพาน" และมีกล้ามเนื้อหลังซ้าย-ขวา เป็น "สายสลิง"คอยดึงประคองไว้

เมื่อคุณมีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาททางด้านขวา ร่างกายจะตอบสนองโดยสัญชาตญาณครับ คือเราจะพยายาม "เอียงตัวหนีปวด" หรือทิ้งน้ำหนักไปทางด้านซ้ายเพื่อลดแรงกดทับที่เส้นประสาทข้างขวา ผลที่ตามมาคือ กล้ามเนื้อหลังด้านซ้ายต้อง "แบกน้ำหนัก" และ "เกร็งค้าง" มากกว่าปกติเพื่อประคองร่างกายไว้ พอผ่านไปสักพัก กล้ามเนื้อด้านซ้ายที่ทำงานหนักเกินหน้าที่จึงเกิดอาการอักเสบและปวดเกร็งขึ้นมานั่นเองครับ


ทำความรู้จักกับ "ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจากท่าทางที่ผิดปกติ" (Compensatory Muscle Pain)

ในกรณีของคุณพี่ อาการปวดหลังด้านซ้ายที่เพิ่มขึ้นมักไม่ใช่กระดูกทับเส้นอันใหม่ครับ แต่เป็น ภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวจากการชดเชยการบาดเจ็บ (Compensatory Pain)

สาเหตุและการเกิดโรค: เมื่อเส้นประสาทข้างขวาถูกกด (Lumbar Disc Herniation - Right Side) ร่างกายจะเกร็งกล้ามเนื้อหลังฝั่งตรงข้าม (ซ้าย) เพื่อป้องกันการขยับที่จะไปโดนเส้นประสาท การปวดหลังด้านซ้ายจึงมักเป็นปวดที่กล้ามเนื้อ (Myofascial Pain) มากกว่าปวดจากเส้นประสาทครับ

อาการปวดที่แตกต่าง:

  • ปวดจากเส้นประสาท (ข้างขวา): มักเจ็บจี๊ดเหมือนไฟช็อต ร้าวจากหลังลงไปถึงปลายเท้า มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย

  • ปวดจากกล้ามเนื้อชดเชย (ข้างซ้าย): มักปวดตื้อๆ หนักๆ กดแล้วเจ็บ หรือรู้สึกเป็นก้อนตึงๆ บริเวณเอวซ้าย อาการมักปวดเฉพาะจุด ไม่ร้าวลงไปถึงปลายเท้าเหมือนข้างขวา


5 ปัจจัยที่ทำให้ปวดหลังด้านซ้ายมากกว่าเดิม

  1. ท่าเดินที่ผิดปกติ: การเดินกะเผลกหรือลงน้ำหนักไม่เท่ากัน

  2. การนั่งเอียงตัว: เพื่อเลี่ยงท่าที่ทำให้ขาขวาปวด

  3. กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง: ทำให้หลังต้องพึ่งพากล้ามเนื้อชั้นนอกมากเกินไป

  4. ความเครียดสะสม: ทำให้กล้ามเนื้อหลังเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว

  5. การพักผ่อนไม่เพียงพอ: ทำให้กระบวนการซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักทำได้ช้าลง


การตรวจวินิจฉัย: แยกแยะ "ปวดเส้น" กับ "ปวดกล้ามเนื้อ"

  • การตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะกดดูจุดกดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังด้านซ้าย และทดสอบการยกขา (Straight Leg Raising Test) เพื่อเช็กอาการของเส้นประสาทข้างขวาเปรียบเทียบกัน

  • อัลตราซาวด์กล้ามเนื้อ (Musculoskeletal Ultrasound): ช่วยดูความตึงตัวหรือการอักเสบของพังผืดกล้ามเนื้อด้านซ้ายได้ชัดเจน

  • การประเมินจาก MRI เดิม: หมอจะกลับไปดูภาพ MRI อีกครั้งเพื่อยืนยันว่ารอยโรคเดิมทางด้านขวานั้นมีโอกาสที่จะลามมาทางซ้ายได้หรือไม่ (ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าหมอบอกว่าทับไม่มาก มักจะไม่ค่อยย้ายฝั่งทันทีครับ)


แนวทางการรักษา: จัดการทั้ง "ต้นเหตุ" และ "ผลพลอยได้"

  1. รักษาปวดซ้าย (กล้ามเนื้อ): ใช้การประคบอุ่น กายภาพบำบัดด้วยเครื่องนวดอัลตราซาวด์

  2. รักษาขวา (เส้นประสาท): ทำกายภาพยืดเส้นประสาท และทานยาในกลุ่มบำรุงเส้นประสาทและลดการอักเสบตามที่หมอสั่ง

  3. การฉีดยาเฉพาะจุด: หากปวดหลังซ้ายมาก หมอสามารถฉีดยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาลดอักเสบเข้าไปที่กล้ามเนื้อจุดที่เกร็ง (Trigger Point Injection) โดยใช้เครื่อง ultrasound ช่วยระบุตำแหน่งให้แม่นยำ

  4. การฝึกกล้ามเนื้อ (Rehabilitation): เมื่ออาการปวดลดลง ต้องฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้สมดุล เพื่อให้ "สะพาน" กลับมาตั้งตรง ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง


พยากรณ์โรค: อาการปวดซ้ายจะหายไหม?

อาการปวดกล้ามเนื้อชดเชยด้านซ้ายมักหายได้เร็วกว่าอาการกระดูกทับเส้นข้างขวาครับ หากเราเริ่มปรับท่าทางและคลายกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี อาการปวดหนักๆ ที่ด้านซ้ายจะทุเลาลงใน 1-2 สัปดาห์ครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

  • หลังเบี้ยวผิดรูปถาวรจากการเอียงตัวนานเกินไป

  • หมอนรองกระดูกด้านขวาปลิ้นเพิ่มขึ้นหากไม่ระวังท่าทาง

  • อาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) ที่ทำให้รักษายากขึ้น


5 วิธีป้องกันไม่ให้ปวดหลังสลับข้าง

  1. ไม่นั่งเอียงซ้ายหนีปวดขวา: พยายามนั่งหลังตรง พิงพนักให้เต็มหลัง

  2. ใช้หมอนรองเข่า: เวลานอนหงายให้เอาหมอนหนุนใต้ข้อพับเข่า เพื่อให้หลังแนบพื้นและกล้ามเนื้อสองข้างได้พัก

  3. เปลี่ยนท่าบ่อยๆ: อย่าแช่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเกิน 30 นาที

  4. ออกกำลังกายเบาๆ: เช่น การเดินแกว่งแขนช้าๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ขยับตัว

  5. ใส่รองเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดี: เพื่อลดแรงสะเทือนขึ้นไปยังหลัง


Q&A Section

Q: ปวดหลังซ้ายมากกว่าขวา แปลว่าโรคแย่ลงไหม? A: ไม่เสมอไปครับ ส่วนใหญ่เป็นเพราะกล้ามเนื้อซ้ายทำงานหนักเกินไป (Overuse) แต่ถ้ามีอาการชาร้าวลงขาซ้ายเพิ่มขึ้นด้วย อันนี้ต้องรีบมาพบหมอครับ

Q: ต้องทำ MRI ใหม่ไหมถ้าปวดคนละที่? A: ถ้าคุณพี่เพิ่งทำ MRI มาไม่นาน และไม่มีอาการอุบัติเหตุใหม่ หมอมักจะเริ่มจากการตรวจร่างกายก่อนครับ เพราะ MRI เดิมมักจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดอยู่แล้ว

Q: ทายานวดด้านซ้ายได้ไหม? A: ทาได้ครับ ยานวดจะช่วยคลายกล้ามเนื้อหลังด้านซ้ายที่ตึงอยู่ให้ผ่อนคลายขึ้นได้ระดับหนึ่งครับ


สรุป 5 ประเด็นสำคัญ

  1. ปวดหลังด้านซ้ายในคนที่เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นข้างขวา มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อชดเชย

  2. อาการปวดกล้ามเนื้อ (ซ้าย) จะรู้สึกปวดตื้อๆ หนักๆ ต่างจากปวดเส้นประสาท (ขวา) ที่จะเสียวร้าว

  3. การรักษาควรทำควบคู่กัน ทั้งการลดปวดกล้ามเนื้อซ้าย และรักษาเส้นประสาทขวา

  4. การปรับท่าทางให้สมดุลและไม่เอียงตัวหนีปวด คือหัวใจสำคัญของการหายขาด

  5. หากมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาข้างซ้ายเพิ่มขึ้น ต้องรีบกลับไปปรึกษาแพทย์ทันที


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังด้านซ้าย #กระดูกทับเส้น #หมอนรองกระดูกปลิ้น #ปวดหลังร้าวลงขา #ปวดกล้ามเนื้อหลัง #กายภาพบำบัด #รักษาโรคกระดูก #MRIหลัง #ฉีดยาลดปวด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #HerniatedDisc #BackPain #Sciatica #LumbarSpondylosis #PhysicalTherapy

References:

  1. Jensen RK, Kongsted A, Kjaer P, Koes B. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019;367:l6273. อธิบายความสัมพันธ์ของอาการปวดร้าวลงขาและการตอบสนองของกล้ามเนื้อหลัง

  2. Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA. Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline From the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(7):514-530. แนวทางการรักษาปวดหลังโดยไม่ใช้การผ่าตัด รวมถึงการจัดการกล้ามเนื้อเกร็ง

  3. Ropper AH, Zafonte RD. Sciatica. N Engl J Med. 2015;372(13):1240-1248. เจาะลึกอาการปวดจากเส้นประสาทไซอาติกและผลกระทบต่อร่างกายโดยรวม

  4. Ge HY, Nie H, Madeleine P, Danneskiold-Samsøe B, Graven-Nielsen T. Contribution of the local and referred pain from active myofascial trigger points in low back pain. Arch Phys Med Rehabil. 2007;88(10):1336-1340. งานวิจัยเรื่องจุดกดเจ็บในกล้ามเนื้อ (Trigger Points) ที่ส่งผลต่ออาการปวดหลัง

  5. Furlan AD, Giraldo M, Gratton A, et al. Massage for low-back pain. Cochrane Database Syst Rev. 2015;(9):CD001929. การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการคลายกล้ามเนื้อในการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรัง