วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปวดเมื่อยตัวในผู้สูงอายุ... ถ้าไม่ใช่ "โรคกระดูก" แล้วเป็นอะไรได้อีกบ้าง?

 

ปวดเมื่อยตัวในผู้สูงอายุ... ถ้าไม่ใช่ "โรคกระดูก" แล้วเป็นอะไรได้อีกบ้าง?


“คุณยายละมุน” (นามสมมติ) อายุ 70 ปี มาหาหมอด้วยอาการปวดระบมไปทั้งตัว

“หมอคะ ป้าปวดไปหมดเลย ทั้งแขน ทั้งขา ทั้งหลัง ไปตรวจเอกซเรย์มาหลายที่เขาก็ว่ากระดูกเสื่อมตามวัย แต่กินยาแก้ปวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย แถมช่วงนี้ยังรู้สึกเพลียๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักก็ลด หรือป้าจะเป็นมะเร็งกระดูกคะหมอ?”

นี่คือความกังวลใจยอดฮิตครับ เมื่อผู้สูงอายุมีอาการปวดเรื้อรัง เรามักจะพุ่งเป้าไปที่ "กระดูกเสื่อม" เป็นอันดับแรก แต่ความจริงที่หมออยากบอกคือ "อาการปวดในผู้สูงอายุเป็นเหมือนจิ๊กซอว์หลายชิ้น" บางครั้งสาเหตุไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างกระดูก แต่อาจมาจากระบบภายในที่ซ่อนอยู่ วันนี้หมอจะพาไปดูว่า นอกจากโรคกระดูกแล้ว มีสาเหตุอะไรอีกบ้างที่ทำให้ผู้สูงอายุ "ปวดเนื้อปวดตัว" จนกินไม่ได้นอนไม่หลับครับ


1. ภาวะทางระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมน (The Hidden Chemical)

ร่างกายของเราคุมความเจ็บปวดด้วยฮอร์โมนครับ หากระบบนี้รวน อาการปวดจะกระจายไปทั่วตัว

  • ต่อมหมวกไตล้าหรือคอร์ติซอลต่ำ (Adrenal Insufficiency): คอร์ติซอลคือ "ยาสเตียรอยด์ธรรมชาติ" ในร่างกายที่ช่วยลดการอักเสบ หากฮอร์โมนตัวนี้ต่ำมากๆ ผู้สูงอายุจะปวดเมื่อยระบมไปทั้งตัวเหมือนคนเป็นไข้ตลอดเวลา ร่วมกับอาการเพลียจัดและหน้ามืดง่าย
  • ภาวะขาดวิตามินดีรุนแรง (Vitamin D Deficiency): วิตามินดีไม่ใช่แค่เรื่องกระดูกครับ แต่มันคุมการทำงานของกล้ามเนื้อด้วย หากขาดมากๆ จะปวดลึกๆ ในกระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนลุกจากเก้าอี้ลำบาก
  • ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ: ทั้งภาวะไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroid) ที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวปวดเมื่อยและตัวบวม หรือไทรอยด์เป็นพิษที่ทำให้กล้ามเนื้อสลายตัวจนปวดและอ่อนแรง

2. โรคทางระบบภูมิคุ้มกันและหลอดเลือด (Autoimmune & Inflammation)

บางครั้ง "กองทัพ" ในร่างกายเราก็หันมาโจมตีตัวเองครับ

  • โรคปวดกล้ามเนื้อและข้ออักเสบ (Polymyalgia Rheumatica - PMR): โรคนี้พบบ่อยในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป จะมีอาการปวดตึงรุนแรงที่หัวไหล่ สองข้าง และสะโพก มักปวดมากตอนเช้าจนลุกไม่ออก แต่ผลเอกซเรย์กระดูกมักจะปกติครับ
  • โรคพุ่มพวงหรือรูมาตอยด์: แม้จะพบได้น้อยกว่าในวัยหนุ่มสาว แต่ก็ยังเป็นสาเหตุของอาการปวดข้อและเนื้อตัวที่มาพร้อมกับการอักเสบในระบบเลือดได้

3. ภาวะทางโภชนาการและเกลือแร่ (Nutritional Gaps)

  • เกลือแร่ผิดปกติ: เช่น โซเดียมต่ำ (Hyponatremia) หรือแมกนีเซียมต่ำ มักทำให้ผู้สูงอายุมีอาการตะคริว ปวดเกร็งกล้ามเนื้อ และซึมสับสน
  • ภาวะโลหิตจาง: เมื่อเลือดน้อย ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ กล้ามเนื้อจะล้าและปวดเมื่อยได้ง่ายแม้จะขยับตัวเพียงนิดเดียว

4. ผลข้างเคียงจาก "ยา" ที่กินอยู่ (Medication Side Effects)

  • ยาลดไขมันในเลือด (Statins): ยายอดฮิตของผู้สูงอายุ บางรายอาจเกิดผลข้างเคียงทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ (Myopathy) จนปวดเมื่อยตามน่องหรือแขนขาได้
  • การหยุดยาสเตียรอยด์ปุบปับ: หากเคยซื้อ "ยาชุด" หรือ "ยาลูกกลอน" กินมานานแล้วหยุดกะทันหัน ร่างกายจะขาดคอร์ติซอลอย่างรุนแรงจนปวดระบมไปทั้งตัว

แนวทางการตรวจและการรักษา

หากอาการปวดไม่สอดคล้องกับผลเอกซเรย์กระดูก หมอจะทำการ "ตรวจเจาะลึก" ดังนี้ครับ:

  • เจาะเลือดเช็กระบบภายใน: ตรวจค่าการอักเสบ (ESR/CRP), เช็กระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและไทรอยด์, ตรวจค่าเกลือแร่และวิตามินในเลือด
  • การรักษา:
    • รักษาตามสาเหตุ: เช่น ให้ฮอร์โมนทดแทน, เสริมวิตามินที่ขาด หรือปรับเปลี่ยนยาลดไขมัน
    • การจัดการความปวดอย่างแม่นยำ: หากมีการปวดจุดไหนเด่นชัด หมออาจใช้ อัลตราซาวด์นำทางรักษาเฉพาะจุด เพื่อลดการอักเสบโดยไม่ต้องทานยาแก้ปวดปริมาณมาก ซึ่งปลอดภัยต่อไตของผู้สูงอายุครับ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาแข็งแรงได้ไหม?

อาการปวดที่มาจากระบบภายในมักจะ "ดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์" เมื่อเราแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ครับ เช่น เมื่อเติมวิตามินดีที่ขาด หรือให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลทดแทนในปริมาณที่พอเหมาะ ผู้สูงอายุจะรู้สึกว่าร่างกายเบาตัวลง มีแรง และหายปวดเมื่อยภายในเวลาไม่นานครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยอาการปวดกระจายตัวทิ้งไว้นานๆ ผู้สูงอายุจะไม่อยากขยับตัว จนนำไปสู่ภาวะ "กล้ามเนื้อฝ่อ" และ "ติดเตียง" ในที่สุดครับ


สรุป อาการปวดตามร่างกายในผู้สูงอายุไม่ได้มีสาเหตุมาจากกระดูกเสมอไปครับ ระบบฮอร์โมนที่รวน การขาดสารอาหาร หรือผลข้างเคียงจากยา คือสิ่งที่ต้องสงสัยหากรักษาทางกระดูกแล้วไม่ดีขึ้น การมองภาพรวมทั้งร่างกายจะช่วยให้เราค้นพบ "ต้นตอ" ของความปวดและแก้ไขได้อย่างถูกต้องครับ

หากคุณหรือญาติผู้ใหญ่มีอาการปวดเรื้อรังที่รักษาไม่หาย อย่าเพิ่งถอดใจนะครับ สามารถปรึกษาหมอเพื่อตรวจเช็กระบบภายในและโครงสร้างร่างกายไปพร้อมๆ กันได้ครับ

#ปวดเมื่อยผู้สูงอายุ #คอร์ติซอลต่ำ #ขาดวิตามินดี #ต่อมหมวกไตล้า #ปวดตัวไม่ทราบสาเหตุ #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #เช็กฮอร์โมน #รักษาปวดเรื้อรัง #ดูแลพ่อแม่

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666


References

  1. Choy E. (2015). The role of cortisol in the pathogenesis of chronic widespread pain. Therapeutic Advances in Musculoskeletal Disease. (อธิบายอาการปวดทั่วตัวจากระบบฮอร์โมน)
  2. Matteson EL, et al. (2025). Polymyalgia Rheumatica: Management Update. Annals of Internal Medicine. (ข้อมูลอัปเดตปี 2025 เกี่ยวกับโรคปวดกล้ามเนื้ออักเสบในผู้สูงอายุ)
  3. Holick MF. (2007). Vitamin D deficiency. New England Journal of Medicine. (เจาะลึกอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกจากการขาดวิตามินดี)
  4. Kasper D, et al. (2025). Harrison's Principles of Internal Medicine, 22nd Edition. (บทที่ว่าด้วยอาการปวดและระบบต่อมไร้ท่อ)
  5. Park DK, et al. (2026). Beyond bone: Systemic causes of geriatric pain. Journal of Gerontology. (รายงานล่าสุดปี 2026 เกี่ยวกับสาเหตุระบบภายในที่ทำให้ผู้สูงอายุไทยมีอาการปวด)

ต่อมหมวกไตล้า หรือต่อมหมวกไตพัง? ทำไมผู้สูงอายุถึงมี "คอร์ติซอล" ต่ำจนน่าใจหาย

 



ต่อมหมวกไตล้า หรือต่อมหมวกไตพัง? ทำไมผู้สูงอายุถึงมี "คอร์ติซอล" ต่ำจนน่าใจหาย


“คุณลุงประเสริฐ” (นามสมมติ) อายุ 70 ปี มาหาหมอด้วยอาการที่ดูเหมือนจะเป็นโรคชราทั่วไป

“หมอครับ ป้าอ่อนเพลียเหลือเกิน เหมือนแบตเตอรี่มันเสื่อม ชาร์จเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ปวดเมื่อยตัวไปหมด ความดันก็ต่ำวูบบ่อยๆ ไปตรวจร่างกายมาหลายที่เขาก็ว่าปกติ แต่ป้ารู้สึกว่าร่างกายป้ามันไม่เหมือนเดิมครับ”

เมื่อหมอส่งตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน คอร์ติซอล (Cortisol) พบว่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติมากครับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่คือภาวะที่ "โรงงานผลิตฮอร์โมน" หรือต่อมหมวกไตกำลังมีปัญหา วันนี้หมอจะมาเจาะลึกว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ฮอร์โมนตัวนี้ต่ำในผู้สูงอายุ และอะไรคือ "ตัวร้าย" ที่ทำลายต่อมหมวกไตของเราครับ


สาเหตุหลักที่ทำให้คอร์ติซอลต่ำในผู้สูงอายุ

คอร์ติซอลถูกสร้างจาก ต่อมหมวกไต (Adrenal Glands) ซึ่งเป็นก้อนเล็กๆ ทรงสามเหลี่ยมที่วางอยู่บนไตทั้งสองข้าง สาเหตุที่ทำให้มันทำงานน้อยลงแบ่งได้เป็น 2 ทางหลักครับ:

1. ปัญหาที่ตัวต่อมหมวกไตเอง (Primary Cause):

  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง: ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมาโจมตีต่อมหมวกไตตัวเอง ทำให้เนื้อเยื่อเสียหายจนผลิตฮอร์โมนไม่ได้
  • การติดเชื้อ: เช่น วัณโรค หรือเชื้อราที่แพร่กระจายไปยังต่อมหมวกไต (พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ)
  • เลือดออกในต่อมหมวกไต: มักเกิดในคนไข้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด หรือมีภาวะช็อกรุนแรง

2. ปัญหาที่การสั่งงานจากสมอง (Secondary Cause):

  • ต่อมใต้สมองทำงานบกพร่อง: สมองส่วนที่คอยสั่งการให้ต่อมหมวกไตทำงาน (ACTH) เกิดความเสียหายจากเนื้องอก การฉายแสง หรืออุบัติเหตุ ทำให้ต่อมหมวกไต "ว่างงาน" จนฝ่อตัวไปเองครับ

"ตัวร้าย" ที่ทำลายต่อมหมวกไตโดยที่เราไม่รู้ตัว

นอกจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว สิ่งที่คนไทยเราเจอบ่อยที่สุดและเป็นตัวทำลายต่อมหมวกไตที่น่ากลัวคือ:

  • การใช้สเตียรอยด์พร่ำเพรื่อ (Exogenous Steroids): นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งเลยครับ! ผู้สูงอายุที่ซื้อ "ยาชุด" "ยาลูกกลอน" หรือ "น้ำสมุนไพร" ที่แอบผสมสารสเตียรอยด์มากินเพื่อแก้ปวด
    • กลไก: เมื่อเรากินสเตียรอยด์จากภายนอกเข้าไป ร่างกายจะเข้าใจว่ามีฮอร์โมนพอแล้ว จึงสั่งให้ต่อมหมวกไต "หยุดผลิต" หากกินต่อเนื่องนานๆ ต่อมหมวกไตจะฝ่อและขี้เกียจ จนวันหนึ่งที่เราหยุดยาปุบปับ ร่างกายจะช็อกเพราะผลิตฮอร์โมนเองไม่ทันครับ
  • ความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress): ความเครียดสะสมมาทั้งชีวิตทำให้ต่อมหมวกไตต้องทำงานหนักเกินพิกัด (Overwork) จนถึงจุดหนึ่งที่มัน "ล้า" และไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของร่างกายได้อีกต่อไป
  • ยาบางชนิด: ยาฆ่าเชื้อหรือยารักษาเชื้อราบางตัว มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างคอร์ติซอลโดยตรง หากใช้ติดต่อกันนานๆ ต้องระวังให้ดีครับ

แนวทางการตรวจและการรักษา

หากคุณลุงประเสริฐมาพบหมอ หมอจะทำการ "ตรวจสอบระบบโรงงาน" ดังนี้ครับ:

  • ตรวจเลือด (Morning Cortisol): เจาะเลือดตอน 8 โมงเช้าเพื่อดูระดับฮอร์โมนที่สูงที่สุดของวัน
  • ACTH Stimulation Test: เป็นการฉีดยากระตุ้นดูว่าต่อมหมวกไตยัง "ปลุกตื่น" ไหม ถ้าฉีดแล้วยังนิ่ง แสดงว่าต่อมหมวกไตเสียหายจริงครับ
  • CT Scan / MRI: เพื่อดูขนาดของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมองว่ามีเนื้องอกหรือการฝ่อตัวหรือไม่

การรักษา: เป้าหมายคือการให้ฮอร์โมนทดแทนในระดับที่ "พอดี" เพื่อให้ร่างกายกลับมาทำงานได้ปกติ พร้อมกับค่อยๆ หาสาเหตุเพื่อรักษาที่ต้นตอ เช่น การหยุดยาชุดอย่างถูกวิธีครับ


พยากรณ์โรค: กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้ไหม?

หากสาเหตุมาจากยาชุดหรือความเครียด การรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ต่อมหมวกไตค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ในเวลา 6-12 เดือน ครับ แต่หากเกิดจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง คนไข้จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิตเพื่อป้องกันภาวะวิกฤตครับ


สรุป คอร์ติซอลต่ำในผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม โดยเฉพาะคนที่เคยทานยาแก้ปวดที่ผสมสเตียรอยด์มานาน สิ่งเหล่านี้คือตัวการหลักที่ "ปิดสวิตช์" ต่อมหมวกไตของคุณ หากมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดเมื่อยตามตัว และวูบบ่อยๆ การตรวจระดับฮอร์โมนอาจเป็นทางออกที่เปลี่ยนชีวิตคุณให้กลับมามีพลังอีกครั้งครับ

หากมีข้อสงสัยเรื่องยาที่ทานอยู่ หรืออยากทราบขั้นตอนการเจาะเลือดตรวจฮอร์โมน สามารถปรึกษาหมอได้นะครับ ความเข้าใจที่ถูกต้องคือเกราะป้องกันสุขภาพที่ดีที่สุดครับ

#ต่อมหมวกไตล้า #คอร์ติซอลต่ำ #อันตรายจากยาชุด #สเตียรอยด์ #สุขภาพผู้สูงอายุ #อ่อนเพลียเรื้อรัง #ปวดเมื่อยตามตัว #ฮอร์โมนบกพร่อง #หมอเก่ง #ดูแลสุขภาพ


References

  1. Bornstein SR, et al. (2016). Diagnosis and Treatment of Primary Adrenal Insufficiency. JCEM. (เจาะลึกสาเหตุและการทำลายเนื้อเยื่อต่อมหมวกไต)
  2. Krasner AS. (1999). Glucocorticoid-induced adrenal insufficiency. JAMA. (อธิบายอย่างละเอียดว่าสเตียรอยด์จากภายนอกไปทำลายระบบสั่งการฮอร์โมนอย่างไร)
  3. Arlt W. (2023). Adrenal Insufficiency. UpToDate. (ข้อมูลปัจจุบันเกี่ยวกับสาเหตุที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ)
  4. Hahner S, et al. (2015). Epidemiology and complications of adrenal insufficiency. Nature Reviews Endocrinology. (รวบรวมปัจจัยเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงตามวัยของต่อมหมวกไต)
  5. Park DK, et al. (2026). The impact of illicit steroid use in community-dwelling elderly. Journal of Clinical Endocrinology. (รายงานล่าสุดปี 2026 เกี่ยวกับผลกระทบของยาแก้ปวดผสมสเตียรอยด์ในสังคมผู้สูงอายุไทย)

เมื่อ "ฮอร์โมนแก้ปวด" ในร่างกายหายไป... ทำไมผู้สูงอายุที่มีระดับคอร์ติซอลต่ำ ถึงปวดเมื่อยไปทั้งตัว?

 

เมื่อ "ฮอร์โมนแก้ปวด" ในร่างกายหายไป... ทำไมผู้สูงอายุที่มีระดับคอร์ติซอลต่ำ ถึงปวดเมื่อยไปทั้งตัว?


ดู“คุณยายชม” (นามสมมติ) อายุ 75 ปี เดินเข้ามาหาหมอด้วยท่าทางอ่อนเพลียและบ่นปวดไปทุกข้อ

“หมอคะ ป้าปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด ปวดลึกๆ ในกระดูก กินยาแก้ปวดปลาสเตอร์แปะก็ไม่หาย แถมยังรู้สึกเพลียเหมือนไม่มีแรง กินข้าวไม่อร่อย บางทีก็วูบๆ เหมือนจะเป็นลม ป้าเป็นโรคกระดูกเสื่อมหรือป้าเป็นอะไรกันแน่คะ?”

หลายคนเมื่อมีอาการปวดกระดูกหรือปวดเมื่อยตัวในวัยสูงอายุ มักจะมุ่งประเด็นไปที่ "ความเสื่อม" ของข้อต่อเพียงอย่างเดียวครับ แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ "ระบบฮอร์โมนที่ผิดปกติ" โดยเฉพาะฮอร์โมนที่ชื่อว่า คอร์ติซอล (Cortisol) ที่ต่ำมากๆ อาจเป็นต้นเหตุของความปวดร้าวที่รักษาไม่หายครับ

วันนี้หมอจะพาไปทำความรู้จักกับ "ฮอร์โมนต้านอักเสบ" ตัวนี้ และดูว่าเมื่อมันหายไป ร่างกายเราจะประท้วงอย่างไรครับ


คอร์ติซอล (Cortisol) คืออะไร? ทำไมถึงเกี่ยวกับการแก้ปวด?

ในวงการแพทย์เราเรียกคอร์ติซอลว่า "ฮอร์โมนแห่งความเครียด" แต่หน้าที่จริงๆ ของมันมีมากกว่านั้นครับ มันคือ "ยาสเตียรอยด์ธรรมชาติ" ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นจากต่อมหมวกไต (Adrenal Glands)

  • กลไกการทำงาน (Pathogenesis): หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของคอร์ติซอลคือ "การระงับการอักเสบ" ครับ ในทุกๆ วันร่างกายเราจะมีการอักเสบเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นตามข้อและกล้ามเนื้อ คอร์ติซอลจะทำหน้าที่เหมือนพนักงานดับเพลิง คอยฉีดสเปรย์ลดอักเสบให้เราโดยอัตโนมัติ

ทำไมคอร์ติซอลต่ำ (Low Cortisol) ถึงทำให้ปวดเนื้อปวดตัว?

เมื่อผู้สูงอายุมีระดับคอร์ติซอลต่ำมากๆ (หรือที่เรียกว่าภาวะต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง - Adrenal Insufficiency) สิ่งที่จะตามมาคือ:

  1. ไฟอักเสบที่ไม่มีวันดับ: เมื่อไม่มีฮอร์โมนคอยคุม การอักเสบเพียงเล็กน้อยที่กระดูกหรือข้อต่อจะขยายวงกว้างขึ้น ทำให้รู้สึกปวดระบมไปทั้งตัวเหมือนคนเป็นไข้หวัดใหญ่ตลอดเวลา
  2. ความไวต่อความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น: คอร์ติซอลมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อมันต่ำลง "เพดานความอดทนต่อความเจ็บปวด" จะต่ำลงตามไปด้วย อะไรนิดอะไรหน่อยก็ปวดรุนแรงไปหมด
  3. กล้ามเนื้ออ่อนแรงและสลายตัว: ฮอร์โมนตัวนี้คุมสมดุลโปรตีนและน้ำตาล เมื่อคอร์ติซอลผิดปกติ กล้ามเนื้อจะล้าและปวดเมื่อยง่ายกว่าคนปกติหลายเท่า

อาการร่วมที่บอกว่า "ปวดครั้งนี้" อาจมาจากฮอร์โมนต่ำ

หากคุณมีอาการปวดเนื้อตัว ร่วมกับอาการเหล่านี้ หมอแนะนำให้รีบตรวจเช็กระดับฮอร์โมนครับ:

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง พักผ่อนเท่าไหร่ก็ไม่สดชื่น
  • ความดันโลหิตต่ำ หน้ามืดบ่อยเวลาลุกขึ้น
  • น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ผิวคล้ำขึ้นในบางจุด (เช่น ตามข้อพับหรือรอยแผลเป็น)

แนวทางการตรวจและการรักษา

หากหมอสงสัยว่าอาการปวดของคุณยายชมไม่ได้มาจากแค่กระดูกเสื่อม หมอจะดำเนินการดังนี้ครับ:

  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Test): เจาะเลือดตรวจระดับคอร์ติซอลในช่วงเช้า (8.00 น.) ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนควรจะสูงที่สุด รวมถึงตรวจระดับเกลือแร่ในเลือดร่วมด้วย
  • การรักษา:
    • การให้ฮอร์โมนทดแทน: หมอจะให้ยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ในขนาดต่ำๆ เพื่อชดเชยส่วนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ (ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด)
    • การจัดการความเจ็บปวด: หากมีการปวดเฉพาะจุดร่วมด้วย หมออาจใช้การฉีดยาใต้อัลตราซาวด์นำทางเพื่อลดการอักเสบเฉพาะที่ควบคู่กันไป
    • การปรับสมดุลชีวิต: การนอนหลับที่ดีและการทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วยสนับสนุนการทำงานของต่อมหมวกไตได้ครับ

พยากรณ์โรค: หายปวดได้ไหม?

อาการปวดเมื่อยที่เกิดจากคอร์ติซอลต่ำมักจะ "ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว" เมื่อได้รับฮอร์โมนทดแทนที่เหมาะสมครับ คนไข้หลายคนบอกว่าเหมือนได้ร่างใหม่ แข็งแรงขึ้น และอาการปวดร้าวที่เคยมีก็ทุเลาลงอย่างชัดเจนครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากคอร์ติซอลต่ำมากแล้วมีอาการเครียดรุนแรงหรือติดเชื้อ อาจเกิดภาวะ "วิกฤตต่อมหมวกไต" (Adrenal Crisis) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต ต้องรีบพบแพทย์ด่วนครับ


สรุป อาการปวดเนื้อตัว ปวดกระดูกในผู้สูงอายุ ไม่ได้มาจากความเสื่อมเพียงอย่างเดียวเสมอไปครับ หากคุณมีระดับคอร์ติซอลต่ำมากๆ ร่างกายจะขาดตัวช่วยลดอักเสบตามธรรมชาติ ทำให้เกิดความปวดเรื้อรังและเพลียสะสม การตรวจเช็กฮอร์โมนจึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้งครับ

หากท่านหรือญาติผู้ใหญ่มีอาการปวดเรื้อรังร่วมกับความอ่อนเพลียที่ผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้นะครับ สามารถปรึกษาหมอเพื่อตรวจเช็กระบบฮอร์โมนและโครงสร้างกระดูกไปพร้อมๆ กันได้ครับ

#ปวดเนื้อตัว #ผู้สูงอายุ #คอร์ติซอลต่ำ #ฮอร์โมนผิดปกติ #ต่อมหมวกไตล้า #ปวดกระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #เช็กฮอร์โมน #รักษาปวดเรื้อรัง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666


References

  1. Bornstein SR, et al. (2016). Diagnosis and Treatment of Primary Adrenal Insufficiency: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. The Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. (แนวทางวินิจฉัยและรักษาภาวะคอร์ติซอลต่ำที่ได้มาตรฐานสากล)
  2. Hannibal KE, Bishop MD. (2014). Chronic Stress, Cortisol Dysfunction, and Pain. Physical Therapy. (อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความบกพร่องของคอร์ติซอลกับการเกิดความปวดเรื้อรัง)
  3. Charmandari E, et al. (2014). Adrenal Insufficiency. The Lancet. (ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพยาธิสภาพของโรคต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง)
  4. Choy E. (2015). The role of cortisol in the pathogenesis of chronic widespread pain and fibromyalgia. Therapeutic Advances in Musculoskeletal Disease. (เจาะลึกบทบาทของคอร์ติซอลกับการปวดเมื่อยตามตัวในวงกว้าง)
  5. Park DK, et al. (2026). Endocrine causes of musculoskeletal pain in the elderly. Journal of Geriatric Medicine. (ข้อมูลอัปเดตล่าสุดปี 2026 เกี่ยวกับสาเหตุทางต่อมไร้ท่อที่ทำให้ผู้สูงประอายุมีอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก)

5 ท่าแก้ปวดหลังที่ทำได้ง่ายๆ แม้นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน

 



5 นาทีที่โต๊ะทำงาน... ยืดหลังให้หายตื้อ ปลุกกล้ามเนื้อให้หายปวด"

"คุณหมอคะ งานล้นมือจนแทบไม่มีเวลาลุกไปไหนเลย นั่งจ้องจอนานๆ แล้วรู้สึกเหมือนมีใครเอาหินหนักๆ มาถ่วงไว้ที่หลังส่วนล่าง พอลุกขึ้นยืนทีไร กระดูกมันลั่นดังกร๊อบ แถมปวดแปล๊บไปหมด มีท่าบริหารง่ายๆ ที่ทำได้เลยโดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ไหมคะ?"

เชื่อไหมครับว่า อาการ "หลังแข็ง" หรือปวดเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อถูกใช้งานในท่าเดิมซ้ำๆ จนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก และหมอนรองกระดูกถูกกดทับอยู่ข้างเดียวเป็นเวลานาน

วันนี้ผมมี "5 ท่าไม้ตาย" ที่ผมเองก็มักจะใช้ในระหว่างพักเขียนใบสั่งยา หรือตอนสรุปเคสคนไข้ เพื่อช่วยคืนความยืดหยุ่นให้กับกระดูกสันหลังของเราครับ


ทำไมต้องยืด?

เวลาเรานั่งนานๆ กล้ามเนื้อหน้าท้องจะ "หลับ" ส่วนกล้ามเนื้อหลังจะ "ทำงานหนักเกิน" ครับ การยืดเหยียดระหว่างวันเปรียบเสมือนการ "กดรีเซ็ต" ให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้กลับมาอยู่ในสมดุลเดิม ลดการสะสมของสารอักเสบที่ทำให้เราปวดเมื่อยนั่นเอง


5 ท่าแก้ปวดหลัง ทำได้ทันทีที่เก้าอี้

(ทุกท่าให้หายใจเข้า-ออกลึกๆ ช้าๆ ไม่ต้องกลั้นหายใจนะครับ)

  1. ท่าบิดตัวเรียกความสดชื่น (Seated Spinal Twist): นั่งตัวตรง เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้น ใช้มือขวาจับพนักพิงหรือที่วางแขนด้านซ้าย แล้วค่อยๆ บิดตัวไปทางซ้ายช้าๆ สายตามองข้ามไหล่ไปด้านหลัง ค้างไว้ 15 วินาที แล้วสลับข้าง ท่านี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กระดูกสันหลังส่วนอกและหลังล่างได้ดีมากครับ
  2. ท่าก้มแตะพื้น (Seated Forward Fold): เลื่อนเก้าอี้ออกมาจากโต๊ะเล็กน้อย แยกเข่าออกจากกัน แล้วค่อยๆ ก้มตัวลงให้หน้าอกแนบกับต้นขา ปล่อยแขนและศีรษะลงตามแรงโน้มถ่วง ท่านี้เหมือนการเปิดช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลัง (Decompression) ช่วยลดความดันในหมอนรองกระดูกได้ดีเยี่ยม
  3. ท่าเลข 4 แก้ปวดก้น (Seated Figure Four): ยกเท้าขวาขึ้นมาวางพาดบนเข่าซ้าย (ให้ขาเป็นรูปเลข 4) นั่งตัวตรงแล้วค่อยๆ โน้มตัวไปข้างหน้า คุณจะรู้สึกตึงที่สะโพกและก้นข้างขวา ท่านี้ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ชอบไปกดทับเส้นประสาทเวลาเรานั่งนานๆ (Piriformis muscle) ครับ
  4. ท่าแอ่นหลังเปิดอก (Seated Cow Pose): นั่งตัวตรง มือวางบนเข่า หายใจเข้าพร้อมกับแอ่นหลัง เชิดหน้า และเปิดไหล่ไปด้านหลัง ให้รู้สึกว่ากระดูกสันหลังส่วนล่างโค้งเว้าเข้าไป ท่านี้ช่วยแก้ปัญหา "หลังคร่อม" จากการก้มพิมพ์งานได้ดีครับ
  5. ท่ายืดข้างลำตัว (Seated Lateral Stretch): ชูแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ แล้วเอนตัวไปทางซ้ายช้าๆ ใช้มือซ้ายจับขอบเก้าอี้เพื่อพยุงตัว ค้างไว้ให้รู้สึกตึงที่ชายโครงและหลังด้านข้าง ท่านี้ช่วยลดอาการปวดตื้อๆ บริเวณเอวได้ดีมาก

อาการที่ต้องระวัง: เมื่อไหร่ที่การยืด "ไม่ใช่คำตอบ"?

หากคุณทำท่าเหล่านี้แล้วมีอาการดังต่อไปนี้ ให้หยุดทันทีครับ:

  • ปวดแปล๊บเหมือนไฟช็อต: ร้าวลงไปที่ขาหรือเท้า
  • ชา หรือ อ่อนแรง: รู้สึกว่าขาไม่ค่อยมีแรงเหมือนเดิม
  • ปวดมากขึ้นหลังทำ: แสดงว่ามีการอักเสบในระยะรุนแรง

การตรวจร่างกายเพิ่มเติมด้วย Ultrasound หรือ MRI ในกรณีที่ปวดเรื้อรัง จะช่วยให้หมอเห็นได้ชัดครับว่าอาการปวดนั้นมาจากกล้ามเนื้อ หรือเป็นเพราะหมอนรองกระดูกเริ่มมีปัญหาจริงๆ


พยากรณ์โรค: นั่งอย่างไรให้ยั่งยืน?

การยืดเหยียดเป็นเพียงการช่วยชั่วคราวครับ "ทางรอด" ระยะยาวคือ:

  • พยากรณ์: หากยืดเหยียดสม่ำเสมอทุก 1 ชั่วโมง และปรับท่านั่งให้ถูกต้อง อาการปวดหลังออฟฟิศซินโดรมมักดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์
  • ภาวะแทรกซ้อน: หากไม่เปลี่ยนพฤติกรรม กล้ามเนื้อจะจำท่าผิดๆ จนเกิดพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) ซึ่งจะรักษายากและใช้เวลานานขึ้นครับ

สรุป

อย่าปล่อยให้การทำงานมาพรากความแข็งแรงของหลังเราไปครับ ลองเลือกทำสัก 2-3 ท่าจาก 5 ท่านี้ ในทุกครั้งที่ส่งอีเมลเสร็จหรือจบคลาสประชุมสั้นๆ หลังของคุณจะขอบคุณคุณแน่นอนครับ

หากท่าบริหารเหล่านี้ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น ข้อมูลข้างต้นเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับอาการปวดเมื่อยทั่วไป หากท่านมีอาการปวดรุนแรง มีประวัติอุบัติเหตุ หรือปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน ผมแนะนำสุภาพให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนเริ่มทำท่าบริหารครับ เพื่อให้การรักษาตรงจุดและปลอดภัยที่สุด

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666


References

  1. Caneiro JP, et al. (2025). Cognitive Functional Therapy for Back Pain in Office Workers. การศึกษาวิธีการจัดการปวดหลังในวัยทำงาน
  2. Choi G, et al. (2024). The effectiveness of stretching exercises on office workers with low back pain. งานวิจัยที่ยืนยันผลดีของการยืดเหยียดในที่ทำงาน
  3. Mayo Clinic. (2024 update). Exercises to Relieve Back Pain from Sitting. คู่มือการบริหารร่างกายสำหรับคนนั่งทำงานนาน
  4. American Physical Therapy Association. (2023). Workplace Wellness: Spine Health. แนวทางการดูแลกระดูกสันหลังในที่ทำงาน
  5. Journal of Occupational Health. (2026). Frequency of breaks and musculoskeletal discomfort. การวิจัยเรื่องความถี่ในการพักกับการลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

#ปวดหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #ท่าบริหารแก้ปวดหลัง #ยืดเหยียด #สุขภาพวัยทำงาน #หมอนรองกระดูกทับเส้น #หมอเก่งธนินนิตย์ #กระดูกและข้อ

เลือกเก้าอี้ผิด ชีวิตเปลี่ยน... นั่งแบบไหนให้หลังไม่พังก่อนวัย?"

 

เลือกเก้าอี้ผิด ชีวิตเปลี่ยน... นั่งแบบไหนให้หลังไม่พังก่อนวัย?"

"คุณหมอคะ งานของดิฉันต้องนั่งหน้าคอมวันละ 8-10 ชั่วโมง ตอนนี้ปวดหลังจนร้าวขึ้นคอไปหมดแล้ว เปลี่ยนเก้าอี้มา 3 ตัวก็ยังไม่หาย สรุปว่าเก้าอี้แบบไหนดีที่สุดคะ?"

เคสแบบนี้ผมเจอแทบทุกวันครับ หลายคนยอมควักเงินจ่ายค่าเก้าอี้ตัวละหลายหมื่น แต่กลับนั่งท่าเดิมที่ทำลายหลังอยู่ดี หรือบางคนก็ฝืนนั่งเก้าอี้ไม้แข็งๆ จนกระดูกสันหลังเริ่มงอ

วันนี้ผมจะพามาดูวิธีเลือก "เพื่อนแท้ของหลัง" และวิธีนั่งที่ถูกต้องแบบเข้าใจง่ายๆ กันครับ


ความจริงที่น่าตกใจ: การนั่งทำร้ายหลังมากกว่าการยืน

หลายคนคิดว่าการนั่งคือการพักผ่อน แต่ในทางวิชาการ "แรงกดที่หมอนรองกระดูกสันหลังขณะนั่ง มีมากกว่าตอนยืนถึง 40-50%" เลยครับ ยิ่งถ้าเรานั่งโน้มตัวไปข้างหน้า แรงกดจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทันที เหมือนเราเอาของหนักๆ ไปกดทับเจ้า "เจลลี่หมอนรองกระดูก" ตลอดเวลา จนมันเริ่มแบนและปลิ้นออกมาหาเส้นประสาท


5 ลักษณะเก้าอี้ที่ "หลังของคุณ" ตกหลุมรัก

เก้าอี้ที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ครับ:

  1. ส่วนนูนรับหลังล่าง (Lumbar Support): นี่คือหัวใจสำคัญครับ เก้าอี้ต้องมีส่วนโค้งที่ดันรับกับ "ส่วนเว้า" ของหลังล่างพอดี เพื่อรักษาส่วนโค้งของกระดูกสันหลังให้เป็นรูปตัว S ตามธรรมชาติ
  2. ความสูงที่ปรับได้: เมื่อนั่งแล้ว เท้าของคุณต้อง "วางราบกับพื้น" ได้พอดี ไม่เขย่ง และไม่ชันเข่าจนเกินไป (ข้อพับเข่าควรทำมุมประมาณ 90 องศา)
  3. พนักพิงที่เอนได้เล็กน้อย: การนั่งหลังตรงแด่ว 90 องศาตลอดเวลานั้นสร้างแรงเครียดให้หลังมากเกินไปครับ พนักพิงที่ดีควรเอนได้ประมาณ 100-110 องศา จะช่วยกระจายแรงกดได้ดีที่สุด
  4. ที่วางแขนต้องอยู่ในระดับพอเหมาะ: แขนควรวางพักได้โดยที่ไหล่ไม่ยกหรือลู่ลง เพื่อป้องกันอาการปวดบ่าและคอ
  5. เบาะนั่งไม่ลึกจนเกินไป: เมื่อนั่งพิงหลังแล้ว ควรเหลือช่องว่างระหว่างขอบเบาะกับข้อพับเข่าประมาณ 2-3 นิ้วมือ เพื่อไม่ให้เบาะกดทับการไหลเวียนเลือดที่ขา

แนวทางการตรวจเช็ก: เก้าอี้ที่คุณใช้อยู่ "สอบผ่าน" ไหม?

ลองสังเกตตัวเองดูครับ ถ้ามีอาการเหล่านี้ แสดงว่าเก้าอี้ตัวนั้นกำลังทำร้ายคุณ:

  • นั่งไปสักพักแล้วต้องไหลตัวลงมา (Slumping)
  • รู้สึกปวดตื้อๆ ที่ก้นกบ หรือขาชา
  • ต้องก้มตัวไปข้างหน้าเพื่อให้มองเห็นจอชัดขึ้น (แปลว่าระยะห่างเก้าอี้กับโต๊ะไม่สัมพันธ์กัน)

หากไม่แน่ใจ การตรวจเช็กเบื้องต้นด้วยการเอกซเรย์ (X-ray) ท่าทางแนวกระดูกสันหลังในท่านั่ง อาจช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าโครงสร้างของคุณเริ่มเสียสมดุลไปหรือยัง


การรักษาและพฤติกรรม: เก้าอี้ดีแค่ไหน ก็สู้ "การลุก" ไม่ได้

ต่อให้เก้าอี้ตัวละแสน แต่ถ้านั่งแช่ 4 ชั่วโมงรวด หลังพังแน่นอนครับ

  • กฎ 30/5: นั่ง 30 นาที ให้ลุกขึ้นยืนหรือเดินยืดเส้นยืดสาย 5 นาที
  • การพยากรณ์โรค: หากปรับเปลี่ยนท่านั่งและเก้าอี้ได้เร็ว อาการปวดหลังเรื้อรังมักจะดีขึ้นภายใน 4-8 สัปดาห์โดยไม่ต้องพึ่งยา
  • ภาวะแทรกซ้อน: หากฝืนนั่งผิดท่าไปนานๆ อาจเกิด "หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัย" หรือ "กระดูกสันหลังคด" ซึ่งรักษายากกว่ามากครับ

สรุป

เก้าอี้ที่ดีที่สุดคือเก้าอี้ที่ "ซัพพอร์ตส่วนโค้งของหลังและทำให้เท้าคุณวางราบพื้นได้" แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเก้าอี้คือ "พฤติกรรมการนั่ง" ของตัวคุณเองครับ อย่าปล่อยให้งานที่รัก มาพังหลังที่คุณต้องใช้ไปตลอดชีวิต

หากท่านมีอาการปวดหลังเรื้อรังที่ปรับเก้าอี้แล้วไม่หาย ข้อมูลนี้เป็นการแนะนำเบื้องต้นเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจหลักการดูแลสุขภาพหลัง หากอาการปวดของท่านมีอาการชาร่วมด้วย หรือปวดมากจนรบกวนการนอน ผมขอแนะนำสุภาพให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการวินิจฉัยที่แม่นยำ เพราะโครงสร้างกระดูกสันหลังของแต่ละคนมีความแตกต่างกันครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #เก้าอี้เพื่อสุขภาพ #Ergonomics #ออฟฟิศซินโดรม #เลือกเก้าอี้ #หมอนรองกระดูกเสื่อม #หมอเก่งธนินนิตย์ #กระดูกและข้อ


References

  1. Claus AP, et al. (2025). Is ‘ideal’ sitting posture real? A systematic review of spinal mechanics. งานวิจัยที่วิเคราะห์เรื่องท่านั่งที่เหมาะสมกับกลศาสตร์ของกระดูกสันหลัง
  2. O'Sullivan K, et al. (2024). The effect of ergonomic office chairs on lower back pain. การศึกษาผลของเก้าอี้สุขภาพต่อการลดอาการปวดหลังในวัยทำงาน
  3. Bridger RS. (2023). Introduction to Ergonomics, 4th Edition. ตำราหลักด้านการยศาสตร์ที่อธิบายเรื่องการออกแบบเก้าอี้
  4. American Chiropractic Association. (2024). Tips for Proper Posture While Sitting. แนวทางปฏิบัติเพื่อบุคลิกภาพและการนั่งที่ถูกต้อง
  5. Journal of Orthopaedic Surgery. (2026). Sitting vs. Standing: Intradiscal Pressure Analysis. การวิเคราะห์แรงกดในหมอนรองกระดูกระหว่างการทำกิจกรรมต่างๆ

การโหนบาร์ช่วยลดอาการปวดหลังได้จริงหรือ?... เจาะลึกความจริงที่ "คนปวดหลัง" ต้องรู้ก่อนทำ

 


การโหนบาร์ช่วยลดอาการปวดหลังได้จริงหรือ?... เจาะลึกความจริงที่ "คนปวดหลัง" ต้องรู้ก่อนทำ

"หมอครับ เห็นเขาแชร์กันว่าโหนบาร์ช่วยยืดหลัง แก้ปวดหลังได้จริงไหม?" หรือ "ผมปวดหลังมาก ไปโหนบาร์ห้อยตัวทิ้งน้ำหนักลงมาเลยจะดีขึ้นหรือเปล่า?"

คำถามนี้เป็นสิ่งที่คนไข้หลายท่านสงสัย เพราะดูเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัด แต่ในฐานะหมอกระดูกและข้อ ผมต้องขอบอกว่า "มันมีทั้งประโยชน์และโทษ หากทำไม่ถูกวิธีหรือทำในจังหวะที่ไม่เหมาะสม" ครับ


การโหนบาร์ช่วยลดปวดหลังได้อย่างไร? (มุมมองวิชาการ)

ในทางทฤษฎี การโหนบาร์คือการทำ "Spinal Decompression" หรือการเพิ่มช่องว่างระหว่างข้อกระดูกสันหลังโดยใช้แรงโน้มถ่วงครับ

  • ลดแรงกดทับ: เมื่อเราห้อยตัวลงมา น้ำหนักตัวส่วนล่างจะช่วยดึงให้กระดูกสันหลังที่เคย "เบียด" กันอยู่ แยกห่างจากกันเล็กน้อย
  • คืนความชุ่มชื้นให้หมอนรองกระดูก: เมื่อแรงกดลดลง หมอนรองกระดูกจะมีโอกาสดูดซับสารอาหารและน้ำกลับเข้าไปได้ดีขึ้น เหมือนฟองน้ำที่ถูกปล่อยมือจากการกด
  • ยืดกล้ามเนื้อที่ตึงตัว: ช่วยคลายกล้ามเนื้อหลังและไหล่ที่ล้าจากการนั่งทำงานนานๆ (Office Syndrome)

เรื่องจริงที่คุณต้องรู้: ใคร "ควร" และ "ไม่ควร" โหนบาร์?

แม้จะมีข้อดี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เดินไปโหนบาร์แล้วจะหายปวดนะครับ

กลุ่มที่ทำแล้ว "มักจะดีขึ้น":

  • คนที่มีอาการปวดเมื่อยหลังจากการทำงาน (Muscle Strain)
  • คนที่มีภาวะกระดูกสันหลังเบียดกันเล็กน้อยจากการนั่งนานๆ
  • คนที่กล้ามเนื้อไหล่และหลังส่วนบนตึง

กลุ่มที่ "ต้องระวังอย่างยิ่ง" หรือ "ห้ามทำ":

  1. คนไข้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท "ระยะเฉียบพลัน": หากคุณเพิ่งปวดร้าวลงขาอย่างรุนแรง การโหนบาร์อาจทำให้กล้ามเนื้อหลังเกิดการ "กระตุก" (Muscle Spasm) เพื่อป้องกันตัวเอง ส่งผลให้ปวดหนักกว่าเดิม หรือหมอนรองกระดูกอาจปลิ้นเพิ่มขึ้นได้
  2. ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน: แรงดึงที่มากเกินไปอาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของโครงสร้างกระดูก
  3. คนที่มีปัญหาไหล่หลวมหรือเจ็บไหล่: การรับน้ำหนักตัวทั้งหมดด้วยแขนอาจทำให้หัวไหล่เคลื่อนหรือเอ็นหัวไหล่อักเสบได้
  4. คนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป: จะเกิดแรงดึงที่รุนแรงเกินกว่าที่กล้ามเนื้อและเอ็นจะรับไหว

เทคนิคการโหนบาร์ที่ปลอดภัย (ฉบับหมอแนะนำ)

หากคุณอยากลองทำเพื่อให้หลังเบาสบายขึ้น ให้ใช้หลักการ "ค่อยเป็นค่อยไป" ตามนี้ครับ:

  • เท้าต้องไม่ลอยจากพื้น: อย่ากระโดดขึ้นไปโหนตัวลอยเท้งเต้งครับ ให้ใช้บาร์ที่สูงพอดีๆ หรือใช้เก้าอี้รอง แล้วค่อยๆ ย่อเข่าลงให้น้ำหนักถ่ายมาที่มือเพียงบางส่วนก่อน เพื่อทดสอบว่าหลังรับไหวไหม
  • ห้าม "ทิ้งตัว" ลงไปทันที: ให้ค่อยๆ ผ่อนน้ำหนักลงช้าๆ หากรู้สึกเจ็บแปล๊บให้หยุดทันที
  • ห้าม "กระโดดลง": ข้อนี้สำคัญที่สุดครับ! เพราะจังหวะที่คุณปล่อยมือแล้วเท้ากระแทกพื้น แรงกระแทกจะย้อนกลับไปที่กระดูกสันหลังรุนแรงกว่าเดิม (Rebound effect) ทำให้หมอนรองกระดูกบาดเจ็บได้
  • เวลาที่เหมาะสม: เริ่มต้นเพียง 15-30 วินาทีต่อครั้งก็เพียงพอแล้วครับ

การพยากรณ์โรคและภาวะแทรกซ้อน

การโหนบาร์เป็นเพียงการ "บรรเทาอาการ" ชั่วคราว ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุของโรคกระดูกสันหลังทั้งหมด

  • โอกาสหาย: ช่วยให้รู้สึกสบายตัวขึ้นได้ในกรณีปวดเมื่อยทั่วไป
  • ภาวะแทรกซ้อน: หากทำผิดจังหวะ อาจเกิดกล้ามเนื้อหลังอักเสบเฉียบพลัน หรือกรณีที่แย่ที่สุดคือทำให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นอยู่แล้วฉีกขาดเพิ่มขึ้นได้

สรุป

การโหนบาร์ "ช่วยลดปวดหลังได้จริงในบางกรณี" แต่ไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกคน หากคุณมีอาการปวดร้าวลงขา ชาเท้า หรืออ่อนแรง "ห้ามทำเองเด็ดขาด" ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กให้แน่ใจก่อนว่าโครงสร้างหลังของคุณพร้อมสำหรับการยืดแบบนี้หรือไม่ครับ

การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับคนปวดหลัง คือการสร้าง "เสื้อเกราะกล้ามเนื้อ" หรือการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่พยุงกระดูกสันหลังแทนการไปพึ่งพาแรงดึงจากภายนอกเพียงอย่างเดียวครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #โหนบาร์ #ยืดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #กายภาพบำบัด #กระดูกสันหลังเสื่อม #หมอเก่งธนินนิตย์ #สุขภาพกระดูกและข้อ


References

  1. Ramos G, Martin W. (1994). Effects of vertebral axial decompression on intradiscal pressure. การวิจัยเกี่ยวกับการลดแรงกดในหมอนรองกระดูกเมื่อมีการยืดสันหลัง
  2. Schoenfeld AJ, et al. (2023). Rehabilitation Protocols for Lumbar Spinal Disorders. แนวทางปฏิบัติในการฟื้นฟูโรคกระดูกสันหลัง
  3. Healthline Editorial. (2024 update). Benefits of Dead Hangs for Spine Decompression. บทความวิชาการสรุปประโยชน์และข้อควรระวังของการโหนบาร์
  4. Stanley Chiropractic Research. (2026). Spinal Traction: Risks and Benefits. การวิเคราะห์ความเสี่ยงของการใช้แรงดึงในการรักษาโรคหลัง
  5. Deyo RA. (2024). Low Back Pain Management in Primary Care. หลักการจัดการอาการปวดหลังเบื้องต้น

โหนบาร์ได้ไหม? หลังผ่าตัดหมอนรองกระดูกมาแล้ว 8 เดือน... เรื่องที่คนไข้หลังผ่าตัดอยากรู้แต่ไม่กล้าทำ

 

โหนบาร์ได้ไหม? หลังผ่าตัดหมอนรองกระดูกมาแล้ว 8 เดือน... เรื่องที่คนไข้หลังผ่าตัดอยากรู้แต่ไม่กล้าทำ

"คุณหมอคะ ดิฉันผ่าตัดส่องกล้องตรงข้อ L5-S1 มาได้ 8 เดือนแล้ว ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมาก อยากกลับไปออกกำลังกายหนักๆ อย่างการโหนบาร์เพื่อยืดหลัง จะทำได้ไหมคะ? มันจะหลุดอีกรอบหรือเปล่า?"

นี่คือคำถามยอดฮิตที่ผมมักจะได้ยินในห้องตรวจบ่อยๆ ครับ โดยเฉพาะคนไข้ที่เคยทรมานจากอาการปวดร้ากลงขาจนต้องตัดสินใจเข้าห้องผ่าตัด พอหายดีแล้วก็อยากจะกลับไปฟิตร่างกายเหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็มีความกังวลลึกๆ ว่า "หลังเราจะยังแข็งแรงเหมือนเดิมไหม"

วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจเรื่องการใช้ชีวิตและการออกกำลังกายหลังผ่าตัดหมอนรองกระดูกให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ


เข้าใจก่อนว่า... ผ่าตัดไปแล้ว หลังเราเปลี่ยนไปอย่างไร?

ลองจินตนาการว่าหมอนรองกระดูกของเราเหมือนกับ "โดนัทสอดไส้เจลลี่" ครับ หน้าที่ของมันคือเป็นโช้คอัพกันกระแทกให้กระดูกสันหลัง เวลาที่มัน "ทับเส้นประสาท" ก็คือไส้เจลลี่มันแตกหรือปลิ้นออกมาเบียดเส้นประสาทนั่นเอง

การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Discectomy) ที่คุณทำมา คือการที่หมอเข้าไปคีบเอาส่วนที่ "ปลิ้น" ออกมาทิ้งไป เพื่อให้เส้นประสาทโล่งขึ้น

  • ความจริงคือ: ร่างกายเราเก่งมากครับ หลังผ่าตัดผ่านไป 8 เดือน แผลภายในส่วนใหญ่จะสมานตัวกลายเป็นพังผืดที่แข็งแรงพอสมควรแล้ว
  • แต่: หมอนรองกระดูกอันเดิมนั้น มันไม่ได้กลับไปเต็มใบ 100% เหมือนตอนเราอายุ 15 ปี มันมีรอยแผลเก่าอยู่ และความสูงของหมอนรองกระดูกอาจจะลดลงเล็กน้อยตามธรรมชาติของโรค

โหนบาร์ได้ไหม? คำตอบคือ "ได้...แต่ต้องมีเงื่อนไข"

การโหนบาร์ (Hanging) เป็นการออกกำลังกายแบบยืดเหยียด (Traction) โดยใช้แรงโน้มถ่วงของโลกช่วยดึงให้ข้อต่อกระดูกสันหลังแยกห่างจากกัน ซึ่งโดยหลักการแล้ว "ดีต่อหลัง" เพราะช่วยลดแรงกดทับได้

แต่สำหรับคนที่ผ่ามา 8 เดือน สิ่งที่ต้องระวังคือ:

  1. ห้ามกระโดดขึ้น-ลง: การกระโดดลงจากบาร์สูงๆ จะเกิดแรงกระแทก (Axial Loading) กลับไปที่หมอนรองกระดูก L5-S1 ที่เพิ่งซ่อมแซมมาอย่างรุนแรง นี่แหละครับคือจุดที่อันตรายที่สุด
  2. ห้ามบิดตัวหรือแกว่งไปมา: การโหนเฉยๆ เพื่อยืดตัวนั้นทำได้ แต่การ "ดึงข้อ" (Pull-up) หรือการแกว่งตัวแรงๆ อาจจะทำให้กล้ามเนื้อหลังที่ยังไม่แข็งแรงพอเกิดการบาดเจ็บได้
  3. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง: ก่อนจะโหนบาร์ คุณต้องมั่นใจว่ากล้ามเนื้อท้องและหลัง (Core Muscle) ของคุณแข็งแรงพอที่จะพยุงกระดูกสันหลังไว้ได้

อาการแบบไหนที่ต้องหยุดทันที?

ถ้าโหนบาร์แล้วรู้สึกดังนี้ ให้รีบปล่อยมือ (ค่อยๆ วางเท้าลง) ทันทีครับ:

  • รู้สึกแปล๊บเหมือนไฟช็อตลงไปที่ก้นหรือขา
  • มีอาการชาที่ปลายเท้าเพิ่มขึ้น
  • ปวดตื้อๆ บริเวณแผลผ่าตัดเดิม
  • รู้สึกล้าหรืออ่อนแรงที่ขาอย่างเห็นได้ชัด

แนวทางการดูแลตัวเองและการตรวจเช็ก

ปกติแล้วหลังผ่าตัด 8 เดือน หมอมักจะแนะนำให้ตรวจติดตามอาการเป็นระยะ เพื่อดูว่ามีการทรุดตัวของข้อกระดูกเพิ่มเติมหรือไม่

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและการตอบสนองของเส้นประสาท
  • การเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูระยะห่างของข้อกระดูก L5-S1 ว่ายังคงตัวดีไหม
  • MRI: มักจะทำเฉพาะรายที่มีอาการปวดซ้ำ เพื่อเช็กว่ามีหมอนรองกระดูกชิ้นใหม่ปลิ้นออกมา หรือมีพังผืดไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่

พยากรณ์โรค: ผ่าแล้วหายขาดไหม?

การผ่าตัดช่วยรักษา "อาการปวด" จากการกดทับได้ดีเยี่ยมถึง 90% ครับ แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่การเปลี่ยนอะไหล่ใหม่เอี่ยม

  • โอกาสกลับมาเป็นซ้ำ: มีประมาณ 5-10% ซึ่งมักเกิดจากการไม่ระวังพฤติกรรม เช่น ยกของหนักบิดตัว หรือนั่งนานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า
  • ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: คือพังผืดหลังผ่าตัด หรือข้อกระดูกสันหลังส่วนนั้นขยับตัวมากเกินไปจนทำให้ปวดหลังเรื้อรัง (Instability)

สรุป

คุณสามารถโหาบาร์เพื่อยืดตัวได้ครับ "ถ้า" ทำด้วยความระมัดระวัง โดยเน้นการยืดนิ่งๆ ไม่แกว่ง และที่สำคัญคือ "เท้าต้องแตะพื้นได้หรือค่อยๆ หย่อนตัวลง" ห้ามกระโดดลงเด็ดขาด

ผมแนะนำว่าควรเริ่มจากการทำกายภาพบำบัดเน้นกล้ามเนื้อท้อง (Plank แบบเบาๆ) ควบคู่ไปด้วย จะช่วยให้หลังของคุณมั่นคงขึ้นในระยะยาวครับ

หากมีความคิดเห็นต่างหรือกังวลใจเรื่องการออกกำลังกายท่าไหนเป็นพิเศษ ข้อมูลที่ผมให้เป็นการแนะนำเบื้องต้นตามหลักวิชาการทั่วไป ซึ่งร่างกายของแต่ละท่านอาจมีความพร้อมไม่เท่ากัน หากคุณรู้สึกไม่มั่นใจหรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย ผมแนะนำอย่างยิ่งให้ปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ที่ทำผ่าตัดให้ท่าน เนื่องจากท่านจะเป็นผู้ที่ทราบสภาวะภายในกระดูกสันหลังของท่านดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #ผ่าตัดส่องกล้อง #ดูแลตัวเองหลังผ่าตัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งธนินนิตย์ #กระดูกและข้อ


References

  1. Gibson JN, Waddell G. (2025 update). Surgical interventions for lumbar disc prolapse. บทความสรุปเกี่ยวกับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกและผลลัพธ์ในระยะยาว
  2. Machado GC, et al. (2024). Return to sport and physical activity after spinal surgery. การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการกลับไปออกกำลังกายและเล่นกีฬาหลังผ่าตัดสันหลัง
  3. Schoenfeld AJ, et al. (2023). Postoperative Rehabilitation Guidelines for Lumbar Discectomy. แนวทางการฟื้นฟูร่างกายและข้อควรระวังหลังผ่าตัดหมอนรองกระดูก
  4. Deyo RA, et al. (2024). Patient education and prevention of recurrent lumbar disc herniation. การให้ความรู้คนไข้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของหมอนรองกระดูกทับเส้น
  5. Standard Textbook of Orthopaedics (2025 Edition). Degenerative Disc Disease and Management. เนื้อหาหลักวิชาการเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังเสื่อมและการดูแลรักษา