วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา... เรื่องปกติที่ใครก็เป็นกัน หรือสัญญาณเตือน ‘ภัยพิบัติ’ ที่อาจทำให้คุณควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ตลอดชีวิต?”

 



ปวดหลังร้าวลงขา... เรื่องปกติที่ใครก็เป็นกัน หรือสัญญาณเตือน ‘ภัยพิบัติ’ ที่อาจทำให้คุณควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ตลอดชีวิต?”

สวัสดีครับ หมอเก่งนะครับ วันนี้หมอมีเรื่องที่สำคัญมากและอยากให้ทุกคนตั้งใจอ่านให้จบครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเจ็บปวดธรรมดา แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่าง "การหายเป็นปกติ" กับ "ความพิการถาวร" วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องจุดที่เปราะบางที่สุดของหลังนั่นคือระดับ L5/S1 และภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งคือ กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ ครับ


เมื่อแผ่นหลังที่เคยแข็งแรง... ทรยศในชั่วข้ามคืน: เรื่องราวของคุณลุงบุญ

คุณลุงบุญ (นามสมมติ) อายุ 58 ปี เป็นอดีตข้าราชการที่ชอบทำสวนเป็นชีวิตจิตใจ ลุงบุญมีอาการปวดหลังเรื้อรังมานานหลายปีครับ ลุงบอกหมอว่า "มันก็ปวดๆ หายๆ ตามประสาคนแก่" ลุงไปนวดบ้าง แปะกอเอี๊ยะบ้าง ก็พอประทังไปได้ MRI ของลุงเคยระบุไว้ว่าเป็น โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทระดับ L5/S1

จนกระทั่งวันหนึ่ง ลุงบุญก้มลงยกกระถางต้นไม้ใบใหญ่ ทันใดนั้นลุงรู้สึกเหมือนมี "เสียงดังปึด" ที่หลัง พร้อมกับความเจ็บปวดรุนแรงเหมือนไฟช็อตร้าวลงขาสองข้าง ลุงกลับมานอนพักที่บ้าน แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ลุงเริ่มรู้สึก "ชา" บริเวณเป้ากางเกงและก้นย้อยเหมือนโดนฉีดยาชา และเมื่อลุงพยายามจะไปเข้าห้องน้ำ ลุงพบว่า "ลุงเบ่งปัสสาวะไม่ออก" และไม่รู้สึกเลยว่าปัสสาวะไหลออกมา

ลูกสาวรีบพาลุงมาห้องฉุกเฉินทันทีครับ เมื่อหมอตรวจร่างกาย หมอพบว่าแรงที่เท้าของลุงลดลง และลุงมีสัญญาณของ กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดด่วนภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อรักษาโอกาสในการกลับมาเดินและขับถ่ายได้ตามปกติครับ


L5/S1 คืออะไร? ทำไมถึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ของความปวด

ลองนึกภาพว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "เสาเข็มของบ้าน" ครับ กระดูกแต่ละข้อจะวางเรียงต่อกัน โดยมีหมอนรองกระดูกเป็นเหมือน "โช้คอัพนิ่มๆ" กั้นกลาง

จุดที่เรียกว่า L5/S1 (ข้อต่อกระดูกบั้นเอวข้อที่ 5 และกระดูกกระเบนเหน็บข้อที่ 1) คือจุดเชื่อมต่อสุดท้ายก่อนจะถึงกระดูกเชิงกรานครับ จุดนี้มีความพิเศษคือ:

  1. รับน้ำหนักมากที่สุด: น้ำหนักตัวเกือบทั้งหมดของท่อนบนจะมากดทับอยู่ที่ข้อนี้

  2. จุดที่เคลื่อนไหวมากที่สุด: เวลาเราก้ม เงย หรือบิดตัว ข้อ L5/S1 จะทำงานหนักกว่าข้ออื่นๆ

  3. ความลาดเอียง: โครงสร้างตรงนี้มีความลาดเอียงตามธรรมชาติ ทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาส "ปลิ้น" ออกมาข้างหลังได้ง่ายกว่าจุดอื่น

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน "ยางรองฐานตึก" ครับ ถ้าฐานตึกรับน้ำหนักมากเกินไป หรือใช้งานหนักเกินไป ยางรองนี้ก็อาจจะแตกหรือปลิ้นออกมาได้ ซึ่งตำแหน่งที่มันปลิ้นออกมานั้น "ดันมีสายไฟสำคัญพาดผ่านพอดี" ครับ


กลุ่มอาการรากประสาทหางม้า (Cauda Equina Syndrome) คืออะไร?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" แต่อาการ รากประสาทหางม้าถูกกดทับ (Cauda Equina Syndrome) คือเลเวลสูงสุดของโรคนี้ครับ

ปกติแล้ว ไขสันหลังของเราจะสิ้นสุดลงที่ระดับเอวตอนบน หลังจากนั้นเส้นประสาทจะแตกแขนงออกมาเป็นมัดๆ ดูคล้ายกับ "หางม้า" ครับ มัดเส้นประสาทนี้มีหน้าที่สำคัญมากในการควบคุม:

  • การขยับของขาและเท้า

  • ความรู้สึกบริเวณก้นและอวัยวะเพศ

  • การทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ (การอั้นปัสสาวะและอุจจาระ)

เมื่อมีหมอนรองกระดูกชิ้นใหญ่หลุดออกมา หรือมีกระดูกงอกมาทับมัดเส้นประสาทหางม้านี้อย่างรุนแรงและฉับพลัน สัญญาณสั่งการทั้งหมดจะถูกตัดขาด เหมือนมีคนไปเหยียบสายไฟหลักของบ้านจนไฟดับทั้งหลังนั่นเองครับ


สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

หากคุณมีอาการปวดหลังร้าวลงขา และพบอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ห้ามรอจนถึงเช้า ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ:

  1. ปัญหาการขับถ่าย: ปัสสาวะไม่ออก (ต้องเบ่งนาน) หรือกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้เลยโดยไม่รู้ตัว

  2. อาการชาบริเวณอานม้า (Saddle Anesthesia): รู้สึกชาบริเวณเป้ากางเกง อวัยวะเพศ ก้นย้อย หรือรอบๆ รูทวาร

  3. ขาอ่อนแรงอย่างรวดเร็ว: เดินแล้วขาสั่นพับ ควบคุมเท้าไม่ได้ หรือเท้าตก (Foot drop)

  4. ความปวดรุนแรงที่ทวีคูณ: ปวดจนนอนไม่ได้ และเริ่มมีอาการชาที่ขาขยายวงกว้างขึ้น


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ L5/S1 พังจนเกิดภาวะรากประสาทหางม้า

  1. พฤติกรรมการยกของหนัก: โดยเฉพาะการก้มหลังยกของ แทนที่จะใช้การย่อเข่า

  2. อุบัติเหตุรุนแรง: เช่น ตกจากที่สูง หรือรถชนที่กระแทกช่วงหลังส่วนล่างอย่างแรง

  3. ความเสื่อมตามวัยที่สะสม: การปล่อยให้หมอนรองกระดูกเสื่อมโดยไม่รักษาจนมันปริแตกง่าย

  4. โรคอ้วน: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้ข้อ L5/S1 รับภาระหนักตลอด 24 ชั่วโมง

  5. ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ: ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดจากกระดูกงอกตามวัย


การตรวจวินิจฉัย: แข่งกับเวลา

เมื่อคนไข้มาถึงมือหมอด้วยสงสัยภาวะรากประสาทหางม้า หมอจะต้องทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะเช็กแรงของกล้ามเนื้อขา และที่สำคัญคือการตรวจความรู้สึกรอบรูทวารและการบีบตัวของหูรูด (Digital Rectal Examination) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัย

  • MRI (การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูว่ามีหมอนรองกระดูกหรืออะไรมาทับเส้นประสาทหางม้าและทับมากน้อยแค่ไหน

  • การตรวจปัสสาวะค้าง (Post-void Residual): เพื่อดูว่ากระเพาะปัสสาวะยังทำงานปกติหรือไม่


แนวทางการรักษา: เมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัด?

การรักษาระดับ L5/S1 แบ่งเป็น 2 กรณีชัดเจนครับ:

กรณีที่ 1: ปวดปกติ (ไม่มีอาการรากประสาทหางม้า)

  • ปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการก้มยกของหนักและนั่งนาน

  • กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องดึงหลัง (Traction) และฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องพยุงหลัง

  • การใช้ยา: ยาลดปวด ยาลดอักเสบ และยาบำรุงเส้นประสาท

  • การฉีดยาเฉพาะจุด: หมอใช้เครื่อง Ultrasound หรือเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดสเตียรอยด์ลดอักเสบเข้าไปที่โพรงเส้นประสาท (Epidural Steroid Injection) วิธีนี้ช่วยให้คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ

กรณีที่ 2: ภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับ (CES)

  • การผ่าตัดด่วน (Emergency Surgery): หากวินิจฉัยว่าเป็น CES การผ่าตัดคือทางเลือกเดียวและต้องทำทันที (มักจะภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ) เพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่กดทับออก เพราะหากปล่อยไว้นาน เส้นประสาทจะตายถาวร และคนไข้จะพิการไปตลอดชีวิตครับ


พยากรณ์โรค: จะกลับมาปกติไหม?

  • หากผ่าตัดทัน: โอกาสที่การควบคุมการขับถ่ายและแรงขาจะกลับมามีสูงมากครับ แต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายเดือน

  • หากผ่าตัดช้า: อาจมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น ต้องใส่สายสวนปัสสาวะตลอดชีวิต หรือขาอ่อนแรงถาวร

  • สำหรับ L5/S1 ทั่วไป: คนไข้มากกว่า 90% หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหากดูแลตัวเองดีครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • ความบกพร่องทางเพศ: เส้นประสาทที่คุมเรื่องนี้อาจเสียหายถาวร

  • การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ: จากการที่ขับถ่ายเองไม่ได้จนต้องสวนปัสสาวะบ่อยๆ

  • แผลกดทับ: ในกรณีที่ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้


5 วิธีป้องกัน L5/S1 เสื่อมและป้องกันภาวะรากประสาทหางม้า

  1. ใช้เข่าแทนหลัง: เวลาจะหยิบของจากพื้น ให้ย่อเข่าลงเสมอ ห้ามก้มหลังเด็ดขาด

  2. คุมน้ำหนักตัว: ลดภาระให้ข้อต่อ L5/S1 ซึ่งเป็นฐานรากของร่างกาย

  3. ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง (Plank): กล้ามเนื้อท้องที่แข็งแรงจะช่วยพยุงหลังแทนกระดูกสันหลังได้

  4. เปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ: หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ควรลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง

  5. อย่าละเลยอาการปวด: หากปวดหลังร้าวลงขาเรื้อรัง ให้รีบปรึกษาแพทย์ก่อนที่หมอนรองกระดูกจะแตกจนลุกลาม


Q&A Section

Q: ปวดหลัง L5/S1 ต้องผ่าตัดทุกคนไหม? A: ไม่เลยครับ ส่วนใหญ่รักษาด้วยการปรับพฤติกรรมและฉีดยาเฉพาะจุดก็หายได้ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นภาวะรากประสาทหางม้าเท่านั้นที่ต้องผ่าตัดครับ

Q: ถ้าชารอบก้นแต่ยังฉี่ออกปกติ อันตรายไหม? A: อันตรายมากครับ! อาการชาบริเวณอานม้าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะรากประสาทหางม้า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ MRI ทันทีครับ

Q: ผ่าตัดหลังแล้วจะเดินไม่ได้จริงหรือ? A: ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้ามากครับ การผ่าตัดเพื่อรักษาภาวะรากประสาทหางม้ามีจุดประสงค์เพื่อให้คนไข้ "กลับมาเดินได้" และ "ขับถ่ายได้" ครับ การไม่ผ่าตัดต่างหากที่เสี่ยงเดินไม่ได้ถาวร


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. L5/S1 คือข้อต่อที่รับน้ำหนักมากที่สุด จึงเสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมากที่สุด

  2. ภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับ (CES) คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมง

  3. สัญญาณเตือนภัยคือ ชาบริเวณเป้ากางเกง ปัสสาวะไม่ออก และขาอ่อนแรง

  4. การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดคือการตรวจร่างกายโดยละเอียดร่วมกับการทำ MRI

  5. การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและใช้งานหลังอย่างถูกวิธี


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #L5S1 #รากประสาทหางม้า #ปวดร้าวลงขา #ปัสสาวะไม่ออก #ขาอ่อนแรง #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #BackPain #CaudaEquinaSyndrome #SpineSurgery #HerniatedDisc #Sciatica


References 


  1. Gardner A, Gardner E, Morley T. Cauda equina syndrome: a review of the current clinical and medico-legal position. Eur Spine J. 2011 May;20(5):690-697. doi:10.1007/s00586-010-1668-3. PMID:21193933.
    บทความนี้อธิบายว่า CES เป็นภาวะพบไม่บ่อยแต่มีผลต่อคดีฟ้องร้องสูงมาก เน้นความจำเป็นของการวินิจฉัยเร็วด้วย MRI และผ่าตัด decompression เพื่อป้องกันการพิการถาวร

  2. Lavy C, James A, Wilson-MacDonald J, Fairbank J. Cauda equina syndrome. BMJ. 2009 Mar 31;338:b936. doi:10.1136/bmj.b936. PMID:19336488.
    รีวิวจาก BMJ ฉบับนี้สรุปอาการเตือนอันตรายของ CES เช่น ปัสสาวะคั่ง กลั้นอุจจาระไม่ได้ ชาบริเวณก้น และแนะนำให้แพทย์ทุกรับรู้และรีบส่งต่อผู้ป่วยอย่างทันท่วงที

  3. Gleave JRW, Macfarlane R. Cauda equina syndrome: what is the relationship between timing of surgery and outcome? Br J Neurosurg. 2002 Aug;16(4):325-328. doi:10.1080/0268869021000038158. PMID:12389883.
    งานนี้ทบทวนข้อมูลเรื่องเวลาในการผ่าตัด CES และพบว่าการผ่าตัดช่วยให้หลายคนดีขึ้น แต่อาจไม่จำเป็นต้องตีความว่า “ทุกชั่วโมงมีค่า” เสมอไป โดยเน้นให้ผ่าตัดในสภาพที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด

  4. Korse NS, Pijpers JA, van Zwet E, Elzevier HW, Vleggeert-Lankamp CLA. Cauda equina syndrome: long-term outcome of urinary and sexual manifestations and symptoms of depression and anxiety. Spine (Phila Pa 1976). 2017 Nov 15;42(22):1706-1715. doi:10.1097/BRS.0000000000002176. PMID:28570494.
    การศึกษานี้ติดตามผู้ป่วย CES ระยะยาว พบว่าหลายคนยังมีปัญหาปัสสาวะ การขับถ่าย และการทำงานทางเพศร่วมกับภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล ทำให้เห็นความสำคัญของการฟื้นฟูและดูแลจิตใจร่วมด้วย

  5. Fraser S, Roberts L, Murphy E. Cauda equina syndrome: a literature review of its management and clinical presentation. Arch Phys Med Rehabil. 2009 Nov;90(11):1964-1968. doi:10.1016/j.apmr.2009.03.021. PMID:19887215.
    บทความนี้รวบรวมข้อมูลอาการที่พบบ่อยใน CES และแนวทางจัดการทั้งก่อนและหลังผ่าตัด โดยเน้นบทบาทของทีมเวชฟื้นฟูในการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดิน ใช้ชีวิต และควบคุมการขับถ่ายได้ดีที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา... สัญญาณเตือนภัยที่วัยเก๋าไม่ควรปล่อยไว้จนเดินไม่ไหว

 



ปวดหลังร้าวลงขา... สัญญาณเตือนภัยที่วัยเก๋าไม่ควรปล่อยไว้จนเดินไม่ไหว

“ปวดหลังร้าวลงขา... แค่ปวดเมื่อยตามวัย หรือเส้นประสาทกำลังถูกเบียดจนเดินไม่ได้?”

หลายคนพออายุเข้าเลข 6 มักจะคิดว่าอาการปวดหลังเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าอาการปวดนั้นเริ่มลามลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือน่อง พร้อมกับรู้สึกชาหนึบ ๆ จนทำให้การเดินไปจ่ายตลาดหรือเดินเล่นหน้าบ้านกลายเป็นเรื่องทรมาน นี่อาจไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าจากการทำงานหนักในอดีต แต่มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า “โพรงกระดูกสันหลัง” ของคุณกำลังมีปัญหาครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อ "น้าหมาย" เกือบเสียโอกาสใช้ชีวิตวัยเกษียณ

น้าหมาย ชายไทยอายุ 60 ปี เพิ่งเกษียณจากการทำงานรัฐวิสาหกิจมาได้ไม่นาน น้าหมายตั้งใจว่าชีวิตหลังเกษียณจะใช้เวลาดูแลสวนผลไม้เล็ก ๆ หลังบ้านและไปทำบุญที่วัดกับภรรยา แต่เมื่อ 3 เดือนก่อน น้าหมายเริ่มมีอาการปวดตื้อ ๆ ที่หลังส่วนล่าง

ทีแรกน้าหมายก็คิดว่าคงเป็นเพราะไปขุดดินทำสวนมากไป เลยไปซื้อแผ่นแปะแก้ปวดมาแปะและกินยาคลายเส้น แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น หนำซ้ำความปวดเริ่ม "ร้าว" ลงไปที่แก้มก้นและยาวไปถึงน่อง น้าหมายเล่าให้ผมฟังว่า "หมอครับ ตอนนี้ผมเดินได้ไม่ถึง 50 เมตร ก็ต้องหาเก้าอี้นั่งพักแล้ว มันปวดตึงขาไปหมด พอได้นั่งพักสักครู่ถึงจะเดินต่อได้"

ความกังวลของน้าหมายไม่ใช่แค่ความปวด แต่น้าหมายกลัวว่าตัวเองจะเดินไม่ได้ กลัวจะเป็นอัมพฤกษ์ และกลัวว่าจะเป็นภาระให้ลูกหลานในวันที่ควรจะมีความสุขที่สุดครับ


อธิบายโรคให้เข้าใจง่าย: เมื่อท่อสายไฟถูกบีบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้ลองจินตนาการว่า กระดูกสันหลัง ของเราเหมือนกับ ปลอกหุ้มสายไฟ ครับ ภายในปลอกนี้จะมีสายไฟเส้นใหญ่ที่เรียกว่า "เส้นประสาท" วิ่งผ่านเพื่อส่งสัญญาณไปควบคุมการทำงานของขา

เมื่อเราอายุมากขึ้น ปลอกหุ้มสายไฟนี้อาจจะมีการเสื่อมถอย มีหินปูนมาเกาะ หรือหมอนรองกระดูกซึ่งเปรียบเสมือน ไส้ขนมปัง เกิดการปลิ้นออกมา สิ่งเหล่านี้จะทำให้ช่องว่างภายในปลอกหุ้มแคบลง จนไปเบียดทับเส้นประสาท เหมือนเราเอาคีมไปบีบสายไฟไว้นั่นเองครับ เมื่อสายไฟถูกบีบ สัญญาณไฟฟ้าก็ส่งไปที่ขาได้ไม่สะดวก ทำให้เกิดอาการปวด ชา และขาอ่อนแรงในที่สุด


ทำความรู้จักกับ "โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ" (Spinal Stenosis)

โรคที่น้าหมายเป็นคือ โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) ครับ เป็นโรคที่พบบ่อยมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป

สาเหตุหลัก: เกิดจากความเสื่อมตามวัย (Degeneration) เมื่อเราใช้งานร่างกายมานาน หมอนรองกระดูกจะเริ่มทรุดตัว ร่างกายจึงพยายามสร้างกระดูกงอกหรือหินปูนขึ้นมาเพื่อเพิ่มความมั่นคง แต่นั่นกลับทำให้ช่องว่างในโพรงกระดูกสันหลังลดน้อยลง

อาการเด่นที่สังเกตได้:

  1. ปวดหลังส่วนล่างร้าวลงไปที่สะโพกหรือขา

  2. อาการจะชัดเจนมากเวลา "เดิน" หรือ "ยืนตัวตรง"

  3. มีอาการที่หมอเรียกว่า "การเดินสลับพัก" คือเดินไปได้ระยะหนึ่งจะปวดน่องหรือขาจนต้องก้มตัวหรือนั่งพักถึงจะไปต่อได้

  4. รู้สึกขาหนัก ๆ เหมือนไม่มีแรง


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคลามเร็วขึ้น

  1. อายุ: ยิ่งอายุมากขึ้น ความเสื่อมของโครงสร้างกระดูกก็เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ

  2. พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การก้มเงยบ่อย ๆ หรือยกของหนักต่อเนื่องมานานหลายปี

  3. น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่มากเกินไปทำให้กระดูกสันหลังส่วนล่างต้องแบกรับภาระหนักตลอดเวลา

  4. พันธุกรรม: บางคนมีโพรงกระดูกสันหลังที่แคบกว่าปกติมาแต่กำเนิด

  5. โรคประจำตัว: เช่น โรคเบาหวาน ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของเส้นประสาท


การตรวจวินิจฉัย: หมอจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้?

เมื่อคุณมาหาหมอกระดูก หมอจะเริ่มจากการ ซักประวัติ อย่างละเอียดเหมือนที่ผมคุยกับน้าหมาย และทำการ ตรวจร่างกายเพื่อดูการตอบสนองของเส้นประสาท กำลังกล้ามเนื้อขา และจุดที่ปวด

หลังจากนั้นอาจมีการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ดังนี้:

  • เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูกสันหลัง ดูว่ามีกระดูกงอกหรือกระดูกเคลื่อนไหม

  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด เพราะเห็นภาพเนื้อเยื่ออ่อน หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทได้ชัดเจนมาก ช่วยให้หมอเห็นจุดที่ถูกกดทับได้อย่างแม่นยำ

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG): ในบางกรณีหมออาจสั่งตรวจเพื่อดูความเสียหายของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขา


แนวทางการรักษา: ไม่ต้องกลัวการผ่าตัดเสมอไป

หลายคนกังวลว่ามาหาหมอกระดูกแล้วต้อง "ผ่าตัด" เท่านั้น ผมขอยืนยันตรงนี้เลยครับว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายหรืออาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากมาพบหมอตั้งแต่เริ่มมีอาการ โดยเราจะเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดไปหาหนักครับ

1. ปรับพฤติกรรมและการทำงาน: ลดการยกของหนัก เลี่ยงการก้มเงย และเลือกใช้รองเท้าที่ซัพพอร์ตเท้าได้ดีขณะเดิน

2. กายภาพบำบัด: การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) จะช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรงขึ้นและช่วยพยุงกระดูกสันหลังได้ดีขึ้นมากครับ

3. การใช้ยา: หมอจะสั่งยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และยาบำรุงเส้นประสาท เพื่อลดอาการบวมและอักเสบภายใน

4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound-guided injection): นี่เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันครับ โดยหมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยส่องดูตำแหน่งที่เส้นประสาทถูกกดทับอย่างแม่นยำ แล้วฉีดยาลดอักเสบเข้าไปที่จุดนั้นโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดความปวดได้รวดเร็วและมีความปลอดภัยสูง เพราะหมอเห็นปลายเข็มตลอดเวลาครับ

5. การผ่าตัด (Surgery): เราจะพิจารณาในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นไม่เป็นผล หรือผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือขาอ่อนแรงมากจนเดินไม่ได้เลย ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้ามาก มีการผ่าตัดแบบแผลเล็กที่ช่วยให้ฟื้นตัวไวครับ


พยากรณ์โรค: โรคนี้หายไหม?

หลายคนถามผมว่า "หมอครับ ผมจะกลับไปเดินคล่องเหมือนเดิมไหม?" คำตอบคือ "มีโอกาสสูงมากครับ" โดยเฉพาะหากรีบรักษาตั้งแต่ระยะแรก

แม้ความเสื่อมของกระดูกจะย้อนกลับไปเหมือนอายุ 20 ไม่ได้ แต่เราสามารถหยุดยั้งอาการและทำให้อาการปวดหายไป จนผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ทำบุญ เดินเล่น หรือดูแลสวนได้ตามปกติครับ อย่างไรก็ตาม โรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากเรากลับไปทำพฤติกรรมเดิม ๆ ดังนั้นการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องจึงสำคัญที่สุดครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจเสียหายถาวร นำไปสู่:

  • แขนขาอ่อนแรงจนลีบเล็กลง

  • อาการชาที่กลายเป็นความรู้สึกหนา ๆ เหมือนใส่ถุงเท้าตลอดเวลา

  • ปัญหาเรื่องการขับถ่าย ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที


5 วิธีป้องกัน เพื่อกระดูกสันหลังที่แข็งแรง

  1. ควบคุมน้ำหนักตัว: ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดแรงกดทับต่อกระดูกสันหลัง

  2. จัดท่าทางให้ถูก: ไม่นั่งหลังค่อม ไม่ก้มหน้าเล่นมือถือนาน ๆ และใช้ท่าลุกนั่งที่ถูกต้อง

  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เน้นการเดินในน้ำ หรือปั่นจักรยานเพื่อลดแรงกระแทก

  4. งดสูบบุหรี่: บุหรี่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกลดลง ส่งผลให้เสื่อมเร็วขึ้น

  5. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี: เพื่อบำรุงความแข็งแรงของกระดูก


Q&A: คำถามที่พบบ่อย

Q: ปวดหลังร้าวลงขา อันตรายไหม? A: อันตรายหากเริ่มมีอาการขาอ่อนแรง หรือชาหนึบจนเดินลำบากครับ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยแยกโรคจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือโพรงกระดูกตีบ

Q: ต้องตรวจ MRI ทุกรายหรือไม่? A: ไม่จำเป็นครับ หากอาการไม่รุนแรง หมออาจเริ่มจากการกินยาและกายภาพก่อน แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ การทำ MRI จะช่วยวางแผนการรักษาได้ตรงจุดครับ

Q: ปวดนานแค่ไหนควรมาหาหมอ? A: หากปวดต่อเนื่องเกิน 2-4 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดร้าวลงขาชัดเจนแม้จะพักแล้ว แนะนำให้มาตรวจครับ


สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  1. ปวดหลังร้าวลงขาในผู้สูงอายุ มักเกิดจากโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบทับเส้นประสาท

  2. อาการเด่นคือ ปวดเวลาเดิน ยืนนาน ๆ แต่จะดีขึ้นเมื่อได้นั่งพักหรือก้มตัว

  3. การตรวจ MRI เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการดูการกดทับของเส้นประสาท

  4. การรักษาไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป การใช้ยา กายภาพ และการฉีดยาเฉพาะจุดช่วยได้มาก

  5. การป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมน้ำหนักและการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ #กระดูกเสื่อม #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังในผู้สูงอายุ #ชามือขา #รักษาโดยไม่ผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดน่อง #เดินลำบาก #BackPain #SpinalStenosis #Sciatica #Orthopedics #HealthTips

Reference List

  1. Genevay S, Atlas SJ. Lumbar spinal stenosis. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2010 Apr;24(2):253-65. doi:10.1016/j.berh.2009.11.001.
    บทความนี้อธิบายพื้นฐานของโรคโพรงกระดูกสันหลังเอวตีบจากการเสื่อมของกระดูกและหมอนรองกระดูก ตั้งแต่กลไกที่โพรงตีบ การแสดงอาการแบบปวดหลังร้าวลงขา การวินิจฉัยทางคลินิกและภาพถ่าย จนถึงแนวทางรักษาอนุรักษ์และการผ่าตัดเบื้องต้น.

  2. Lurie J, Tomkins-Lane C. Management of lumbar spinal stenosis. BMJ. 2016 Jan 4;352:h6234. doi:10.1136/bmj.h6234.
    บทความนี้ให้ภาพรวมการดูแลผู้ป่วยโพรงกระดูกสันหลังตีบในเวชปฏิบัติทั่วไป ตั้งแต่การจำแนกอาการ neurogenic claudication การใช้ยา กายภาพ การฉีดยาเข้าช่องไขสันหลัง การปรับพฤติกรรม ไปจนถึงข้อบ่งชี้ในการส่งผ่าตัด พร้อมเน้นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย.

  3. Zaina F, Tomkins-Lane C, Carragee E, Negrini S. Surgical versus non-surgical treatment for lumbar spinal stenosis. Cochrane Database Syst Rev. 2016 Jan 29;2016(1):CD010264. doi:10.1002/14651858.CD010264.pub2.
    การทบทวน Cochrane นี้เปรียบเทียบผลของการผ่าตัดกับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดในผู้ป่วยโพรงกระดูกสันหลังตีบ พบว่าหลักฐานมีคุณภาพต่ำถึงปานกลางและผลลัพธ์ไม่ชัดเจนในหลายระยะเวลา จึงยังสรุปไม่ได้แน่ชัดว่าการผ่าตัดดีกว่าการรักษาอนุรักษ์อย่างไร แต่ชี้ให้เห็นว่าการผ่าตัดมีภาวะแทรกซ้อนพอสมควรและต้องอธิบายให้ผู้ป่วยทราบก่อนตัดสินใจ.

  4. Manchikanti L, Kaye AD, Falco FJE, Hirsch JA. Efficacy of epidural injections in managing chronic spinal pain: a systematic review. Pain Physician. 2015 Nov;18(6):E939-1004.
    บทความ systematic review นี้รวบรวม RCTs เกี่ยวกับการฉีดยาเอพิดูรัลในผู้ป่วยปวดกระดูกสันหลังเรื้อรังหลายสาเหตุ พบหลักฐานระดับปานกลางว่าสามารถลดปวดและเพิ่มการทำงานได้ในบางกลุ่ม เช่น หมอนรองกระดูกปลิ้นร้าวลงขา หรือ post‑lumbar surgery syndrome แต่อย่างไรก็ดีคุณภาพงานวิจัยยังหลากหลายและไม่สามารถรวมผลแบบ meta‑analysis ได้ทั้งหมด.

  5. Katz JN, Harris MB. Clinical practice. Lumbar spinal stenosis. N Engl J Med. 2008 Feb 21;358(8):818-25. doi:10.1056/NEJMcp0708097.
    บทความ clinical practice นี้อธิบายอาการปวดหลังและปวดร้าวลงขาจากโพรงกระดูกสันหลังตีบได้อย่างละเอียด ครอบคลุมการตรวจร่างกายที่ช่วยแยกจากโรคอื่น การตีความภาพถ่าย การเลือกใช้การรักษาไม่ผ่าตัด และเกณฑ์พิจารณาการผ่าตัด รวมถึงการพยากรณ์โรคในระยะยาว.


วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดสะโพกซ้ายร้าวลงขาในวัย 35... กล้ามเนื้อตึง หรือ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท?

 



ปวดสะโพกซ้ายร้าวลงขาในวัย 35... กล้ามเนื้อตึง หรือ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท?

“คุณหมอครับ ผมอายุแค่ 35 เอง ทำไมช่วงนี้ปวดสะโพกซ้ายจัง แถมบางทีมันร้าวลงไปถึงขาด้วย แบบนี้อันตรายไหม ต้องรักษาความเสี่ยงอัมพฤกษ์หรือเปล่า?”

นี่คือคำถามยอดฮิตจากชายหนุ่มวัยทำงานครับ วัย 35 ปีเป็นวัยที่ร่างกายยังดูแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วเป็นช่วงที่ความเสื่อมเริ่มมาเยือนแบบเงียบๆ โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานนานๆ หรือยกของหนัก วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจว่าอาการปวดสะโพกร้าวลงขานี้ เกิดจากอะไรได้บ้าง และต้องจัดการอย่างไรครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: เคสของคุณเก่ง

คุณเก่ง (นามสมมติ) อายุ 35 ปี ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง เริ่มมีอาการปวดหนึบๆ ที่สะโพกซ้ายมาประมาณ 2 สัปดาห์ ต่อมาเริ่มรู้สึกเหมือนมี "ไฟช็อต" ร้าวจากสะโพกผ่านหลังขาลงไปถึงน่อง

ตอนแรกคุณเก่งคิดว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบเลยไปนวด แต่อาการกลับแย่ลงจนเริ่มรู้สึกชาที่ปลายเท้า หมอจึงได้ตรวจเช็กอย่างละเอียดจนพบว่าสาเหตุไม่ได้มาจากสะโพกโดยตรง แต่มาจาก หมอนรองกระดูกหลังทับเส้นประสาท ครับ


ปวดสะโพกร้าวลงขา... สัญญาณเตือนจากเส้นประสาท

อาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) ไม่ใช่โรคครับ แต่เป็น "อาการ" ที่บอกว่า เส้นประสาทไซอาติก (Sciatic Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทเส้นใหญ่ที่สุดในร่างกายกำลังถูกรบกวน

ลองนึกภาพ "สายไฟ" ยาวๆ ที่ลากจากหลังส่วนล่าง ผ่านสะโพก ลงไปจนถึงปลายเท้าครับ ถ้ามีอะไรไปกดทับสายไฟเส้นนี้ที่ต้นทาง (ที่หลัง) หรือกลางทาง (ที่สะโพก) คุณจะรู้สึกปวดแปล๊บหรือชาไปตลอดสายไฟเส้นนั้นทันทีครับ


สาเหตุที่พบบ่อยในชายวัย 35 ปี

  1. หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (Herniated Disc): พบได้บ่อยที่สุดในวัยทำงาน หมอนรองกระดูกที่เหมือน "ไส้ขนมปัง" ปลิ้นออกมาเบียดเส้นประสาทที่หลัง แต่เราจะไปปวดที่สะโพกและขาแทน

  2. กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis Syndrome): เกิดจากกล้ามเนื้อลึกๆ ในก้นตึงตัวจัดจนไปกดทับเส้นประสาท มักเกิดกับคนที่นั่งนานๆ หรือกระเป๋าสตางค์ใบหนาเสียบไว้ที่กระเป๋าหลังกางเกงแล้วนั่งทับ

  3. ข้อต่อสะโพกอักเสบ: อาจเกิดจากท่าทางหรือการเล่นกีฬาที่รุนแรง

  4. กระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัย: จากพฤติกรรมการใช้งานหลังที่ไม่เหมาะสม


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ชายวัยทำงานควรระวัง

  • นั่งทำงานท่านานเกินไป: โดยไม่ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ

  • ยกของหนักผิดท่า: ใช้หลังก้มยกแทนการใช้กำลังขา

  • น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์: ทำให้กระดูกสันหลังและสะโพกรับภาระหนัก

  • การสูบบุหรี่: ทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกลดลง ส่งผลให้เสื่อมไว

  • ขาดการออกกำลังกาย: กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรงพอจะประคองหลัง


การตรวจวินิจฉัย (ทำอย่างไรถึงจะรู้สาเหตุจริง?)

เมื่อมาหาหมอ หมอจะดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: ทดสอบการยกขาตรง (Straight Leg Raise test) เพื่อดูว่ามีการตึงของเส้นประสาทหรือไม่ และเช็กกำลังกล้ามเนื้อ

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกสันหลังและข้อสะโพกเบื้องต้น

  • MRI: หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการชา/อ่อนแรง หมอจะใช้การสแกนแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อดู "หมอนรองกระดูก" และ "เส้นประสาท" ให้ชัดเจนครับ


แนวทางการรักษา (ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด!)

คนไข้กว่า 90% หายได้ด้วยวิธีไม่ต้องผ่าตัดครับ

  1. ปรับพฤติกรรม: งดยกของหนัก เปลี่ยนเก้าอี้ทำงาน ลุกยืดเหยียดทุก 1 ชั่วโมง

  2. กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องมือลดปวด เช่น เลเซอร์ หรืออัลตราซาวด์ และฝึกท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อสะโพกและเพิ่มความแข็งแรงของหลัง

  3. การใช้ยา: ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาบำรุงเส้นประสาท

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด: หากปวดมาก หมออาจใช้เครื่อง Ultrasound นำวิถีเพื่อฉีดยาลดอักเสบไปที่รอบเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อที่กดทับได้อย่างแม่นยำ

  5. การผ่าตัด: จะทำเฉพาะเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นไม่พ้นผล หรือเริ่มมีอาการอ่อนแรง ปัสสาวะอุจจาระลำบากเท่านั้นครับ


พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

  • หายไหม? ส่วนใหญ่หายขาดได้ครับภายใน 4-8 สัปดาห์ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำเคร่งครัด

  • รักษานานไหม? ช่วงแรกอาจต้องกายภาพบำบัดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

  • มีโอกาสกลับมาเป็นอีกไหม? มีสูงครับ ถ้าเรายังกลับไปนั่งท่าเดิมๆ หรือยกของผิดท่าแบบเดิมอีก


ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยทิ้งไว้

  • กล้ามเนื้อขาฝ่อลีบ

  • ชาถาวรบริเวณปลายเท้าหรือขาหนีบ

  • สูญเสียการควบคุมการขับถ่าย (กรณีรุนแรงมาก)


5 วิธีป้องกันอาการปวดสะโพกร้าวลงขา

  1. จัดท่านั่งให้ถูกต้อง: หลังพิงพนัก เท้าวางราบพื้น จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา

  2. หมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อก้น (Gluteal stretch): ลดการกดทับเส้นประสาท

  3. ลดน้ำหนัก: ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

  4. ออกกำลังกายแบบ Low impact: เช่น เดินเร็ว หรือว่ายน้ำ

  5. นอนที่นอนที่รับสรีระ: ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป


Q&A Section

Q: ปวดสะโพกร้าวลงขา จำเป็นต้องทำ MRI ทุกรายไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ถ้าปวดครั้งแรกและไม่มีอาการอ่อนแรง หมอจะลองรักษาด้วยยาและกายภาพดูก่อน 2-4 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยพิจารณา MRI ครับ

Q: นวดแผนไทยช่วยได้ไหม? A: นวดผ่อนคลายได้ครับ แต่ต้องระวัง "การดัด ดึง หรือเหยียบ" เพราะถ้าสาเหตุมาจากหมอนรองกระดูกทับเส้น การดัดที่รุนแรงอาจทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นเพิ่มขึ้นจนเป็นอันตรายได้ครับ

Q: นานแค่ไหนถึงควรมาพบแพทย์? A: ถ้าปวดต่อเนื่องเกิน 1 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการชา ร้าวลงไปใต้เข่า หรือขาเริ่มอ่อนแรง ควรมาพบหมอทันทีครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • ปวดสะโพกร้าวลงขาในคนวัย 35 มักเกี่ยวข้องกับหมอนรองกระดูกหลัง หรือกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท

  • อาการปวดร้าวเหมือนไฟช็อตคือสัญญาณเตือนว่า "เส้นประสาท" กำลังมีปัญหา

  • การตรวจร่างกายอย่างละเอียดช่วยแยกโรคได้ว่าสาเหตุอยู่ที่ "หลัง" หรือ "สะโพก"

  • การรักษาเน้นการปรับพฤติกรรม ยา และกายภาพบำบัด ซึ่งได้ผลดีในคนส่วนใหญ่

  • การป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่นั่งแช่ท่านานๆ และเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดสะโพก #ปวดร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ชามือชเท้า #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดหลัง #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กล้ามเนื้อสะโพกอักเสบ #สุขภาพผู้ชาย #Sciatica #HerniatedDisc #PiriformisSyndrome #OfficeSyndrome #DoctorKeng


Reference List

  1. Jensen RK, Ongchi P, Kongsted A, et al. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019;367:l6273. doi:10.1136/bmj.l6273. PMID:31744830.
    บทความนี้อธิบายวิธีวินิจฉัยอาการปวดร้าวลงขาแบบเป็นขั้นตอน เช่น ดูอาการเตือนอันตราย ประเมินระบบประสาท และเน้นว่าคนส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบประคับประคองก่อน

  2. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-191. doi:10.1016/j.spinee.2013.08.003. PMID:24239490.
    แนวทางนี้สรุปหลักฐานเรื่องการวินิจฉัยหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท และบอกเมื่อไรควรใช้ยา กายภาพ ฉีดยา หรือผ่าตัด ให้หมอใช้ตัดสินใจรักษาได้อย่างเป็นระบบ

  3. Cass SP. Piriformis syndrome: a cause of nondiscogenic sciatica. Curr Sports Med Rep. 2015;14(1):41-44. doi:10.1249/JSR.0000000000000110. PMID:25574881.
    บทความนี้อธิบายว่าอาการปวดร้าวลงขาบางรายไม่ได้มาจากหมอนรองกระดูก แต่เกิดจากกล้ามเนื้อไพริฟอร์มิสกดเส้นประสาทไซอาติก พร้อมเล่าอาการตรวจร่างกายและการรักษา

  4. Ropper AH, Zafonte RD. Sciatica. N Engl J Med. 2015;372(13):1240-1248. doi:10.1056/NEJMra1410151. PMID:25806916.
    รีวิวจาก NEJM ฉบับนี้อธิบายสาเหตุหลักของ sciatica เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้น การตีบของช่องกระดูกสันหลัง แนวโน้มการหายเอง และการเลือกใช้ยา กายภาพ หรือผ่าตัดในแต่ละกรณี

  5. Foster NE, Anema JR, Cherkin D, et al. Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. Lancet. 2018;391(10137):2368-2383. doi:10.1016/S0140-6736(18)30489-6. PMID:29573872.
    บทความนี้สรุปว่าปวดหลังส่วนล่างเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก และแนะนำให้ใช้แนวคิดดูแลแบบองค์รวม เน้นการให้ข้อมูล ฝึกออกกำลังกาย ปรับการทำงาน และใช้ยา/ผ่าตัดเท่าที่จำเป็นเพื่อลดโอกาสปวดเรื้อรัง