วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

หมอนรองกระดูกเสื่อม... ไม่ต้องรอให้แก่ก็เป็นได้? เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้

 

หมอนรองกระดูกเสื่อม... ไม่ต้องรอให้แก่ก็เป็นได้? เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้

เชื่อไหมครับว่า "ความเสื่อม" บางอย่างไม่ได้เริ่มต้นตอนที่เราอายุ 60 ปีเสมอไป หลายครั้งที่หมอเจอคนไข้วัยทำงานเดินเข้ามาด้วยอาการปวดหลังเรื้อรัง พอตรวจอย่างละเอียดกลับพบว่า หมอนรองกระดูก เริ่มเสื่อมสภาพไปไกลกว่าอายุจริงเสียอีก

วันนี้หมอจะพาไปทำความรู้จักกับเจ้า "โช้คอัพ" ประจำร่างกายเราให้ดีขึ้นครับ ว่ามันเริ่มพังตอนไหน และเราจะรักษามันให้อยู่กับเราไปนานๆ ได้อย่างไร


"หมอคะ แค่อายุ 30 เอง ทำไมหมอนรองกระดูกถึงเสื่อมแล้ว?"

นี่คือคำถามจากคุณ "บี" (นามสมมติ) กราฟิกดีไซน์เนอร์สาววัย 30 ต้นๆ ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดหลังลามไปถึงก้นก้อย เธอตกใจมากเมื่อหมอบอกว่าหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อม เพราะเธอคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนวัยเกษียณ

หมออธิบายให้คุณบีฟังว่า ตามธรรมชาติแล้ว หมอนรองกระดูกสันหลังของคนเราจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหรือ "เริ่มเสื่อม" ได้ตั้งแต่อายุ 20-25 ปีครับ! เพียงแต่ในช่วงแรกมันเป็นการเสื่อมระดับเซลล์ที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจน แต่พอเข้าสู่วัย 30-40 ปี หากเราใช้งานร่างกายหนัก ไม่ดูแลท่าทางให้ดี อาการปวดถึงจะเริ่มเด่นชัดขึ้นมาครับ


หมอนรองกระดูกคืออะไร? (ภาษาชาวบ้าน)

ให้คุณจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "ปล้องไม้ไผ่" ที่วางซ้อนกัน ระหว่างข้อกระดูกแต่ละข้อจะมี "หมอนรองกระดูก" คั่นอยู่ครับ เจ้าหมอนนี้ทำหน้าที่เหมือน โช้คอัพรถยนต์ หรือ ยางกันกระแทก ข้างในหมอนรองกระดูกจะมีลักษณะเหมือน "เจลลี่" นุ่มๆ (Nucleus) และมีเปลือกเหนียวๆ (Annulus) หุ้มอยู่รอบนอก เมื่อเวลาผ่านไป หรือโดนแรงกระแทกบ่อยๆ เจลลี่ข้างในจะเริ่มแห้งลง เปลือกที่หุ้มจะเริ่มเปราะแตก ทำให้ประสิทธิภาพในการรับแรงกระแทกน้อยลง นี่แหละครับที่เรียกว่า "ความเสื่อม"


3 ตำแหน่งยอดฮิตที่พบบ่อยที่สุด

ร่างกายเรามีหมอนรองกระดูกหลายข้อ แต่จุดที่รับภาระหนักที่สุดและเสื่อมบ่อยที่สุดคือ:

  1. ระดับเอวข้อที่ 4-5 (L4-L5): เป็นจุดที่รับน้ำหนักตัวมากที่สุดและมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดเวลาเราก้มๆ เงยๆ
  2. ระดับเอวข้อที่ 5 - กระเบนเหน็บ (L5-S1): จุดเชื่อมต่อสุดท้ายของกระดูกสันหลังที่รับแรงกดมหาศาล
  3. ระดับคอข้อที่ 5-6 (C5-C6): พบบ่อยมากในยุคปัจจุบัน เพราะเราก้มหน้าเล่นมือถือและจ้องคอมพิวเตอร์นานเกินไป

สัญญาณเตือน... แบบไหนที่ต้องระวัง?

อาการจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่เสื่อมครับ:

  • ถ้าเสื่อมที่เอว: จะเริ่มจากปวดตื้อๆ ที่ส่วนล่างของหลัง ถ้าเสื่อมจนปลิ้นไปทับเส้นประสาท จะมีอาการ "ปวดร้าวลงขา" เหมือนไฟช็อต อาจมีอาการชาที่เท้า หรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง
  • ถ้าเสื่อมที่คอ: จะปวดตื้อที่ท้ายทอย ลามไปที่สะบัก และร้าวลงไปที่แขนหรือนิ้วมือ บางคนมีอาการมือชา หยิบจับของเล็กๆ ลำบาก

ปัจจัยเร่ง... ที่ทำให้หมอนรองกระดูกพังไวขึ้น

นอกจากเรื่อง "อายุ" ที่เราห้ามไม่ได้แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่เรา (เผลอ) ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกวันครับ:

  • น้ำหนักตัวเกิน: เหมือนรถเก๋งที่บรรทุกของหนักเท่ารถสิบล้อ โช้คอัพย่อมพังไว
  • พฤติกรรม "เนือยนิ่ง": การนั่งท่าเดิมนานๆ เกิน 2 ชั่วโมง ทำให้แรงดันในหมอนรองกระดูกสูงขึ้นกว่าการยืนหรือนอนหลายเท่า
  • การยกของผิดท่า: การก้มหลังลงไปหยิบของหนักโดยไม่ย่อเข่า เป็นการสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อหมอนรองกระดูก
  • บุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้เสื่อมและแห้งไวกว่าคนปกติ

การตรวจวินิจฉัย (เข้าใจง่าย)

เมื่อมาพบหมอ หมอจะประเมินอาการเบื้องต้นก่อนครับ:

  • การตรวจร่างกาย: ทดสอบการยกขา (Straight Leg Raise) เพื่อเช็คการตึงของเส้นประสาท
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกว่ามีช่องว่างแคบลงไหม
  • MRI: เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด เพราะเห็น "ไส้เจลลี่" และ "เส้นประสาท" ชัดเจน ทำให้รู้ว่าเสื่อมระดับไหนและทับเส้นประสาทหรือไม่

วิธีป้องกันและดูแลตัวเอง (ก่อนจะถึงมือหมอ)

  1. กฎ 30/30: นั่งทำงาน 30 นาที ให้ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย 30 วินาที เพื่อเปลี่ยนจุดรับแรงกด
  2. คุมน้ำหนัก: ลดภาระให้กระดูกสันหลังโดยตรง
  3. ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscle): สร้าง "เกราะป้องกัน" ให้หลังด้วยการทำท่า Plank หรือโยคะเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อท้องและหลังช่วยพยุงน้ำหนักแทนกระดูก
  4. ปรับท่านั่ง: หลังพิงพนัก เท้าวางราบพื้น จอคอมพิวเตอร์อยู่ระดับสายตา ไม่ก้มคอ

พยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

หมอนรองกระดูกที่เสื่อมแล้วอาจจะไม่กลับมา "เต่งตึง" เหมือนเด็กอายุ 15 ครับ แต่ข่าวดีคือ "เราสามารถอยู่กับความเสื่อมได้โดยไม่มีอาการปวด" ครับ หากเราปรับพฤติกรรมและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง อาการอักเสบจะหายไป และร่างกายจะเข้าสู่สภาวะสมดุลจนคุณกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ


สรุป

ความเสื่อมเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เรา "ชะลอ" มันได้ครับ อย่ารอให้มีอาการชาหรือเดินไม่ได้แล้วค่อยมาหาหมอ การใส่ใจท่าทางการนั่งและการใช้ชีวิตในวันนี้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับกระดูกสันหลังของคุณในวันข้างหน้าครับ

สำหรับท่านที่มีความกังวลหรืออยากแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติม หมอยินดีรับฟังด้วยความยินดีครับ เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ

"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกเสื่อม #ปวดหลัง #ปวดร้าวลงขา #กระดูกสันหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #สุขภาพหลัง #หมอเก่ง #ดูแลกระดูก #ป้องกันก่อนป่วย #รักษาโดยไม่ผ่าตัด


References

  1. Fardon DF, et al. Lumbar disc nomenclature: version 2.0: Recommendations of the combined task forces of the North American Spine Society. Spine J. 2014;14(11):2525-45. (สรุป: การจำแนกประเภทและความหมายของความเสื่อมหมอนรองกระดูกที่ได้มาตรฐานสากล)
  2. Teraguchi M, et al. Prevalence of whole spine disc degeneration in a population-based study of elderly people. Osteoarthritis Cartilage. 2014;22(10):1565-71. (สรุป: ข้อมูลความชุกของการเสื่อมของหมอนรองกระดูกในแต่ละช่วงวัย)
  3. Battie MC, et al. Lumbar disc degeneration: epidemiology and genetics. J Bone Joint Surg Am. 2006;88 Suppl 2:3-9. (สรุป: ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อความเร็วในการเสื่อมของหมอนรองกระดูก)
  4. Urban JP, Roberts S. Degeneration of the intervertebral disc. Arthritis Res Ther. 2003;5(3):120-30. (สรุป: อธิบายกลไกทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารที่เข้าไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกเมื่ออายุมากขึ้น)
  5. Brinjikji W, et al. Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR Am J Neuroradiol. 2015;36(4):811-6. (สรุป: งานวิจัยที่พบว่าความเสื่อมในผล MRI สามารถพบได้ในคนที่ไม่มีอาการปวดเลย ดังนั้นการปรับพฤติกรรมจึงสำคัญมาก)

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

แค่ก้มเก็บของแต่เหมือนไฟช็อตลงขา! "กระดูกสันหลังเคลื่อน" เรื่องใหญ่ที่คนปวดหลังต้องรู้

 

แค่ก้มเก็บของแต่เหมือนไฟช็อตลงขา! "กระดูกสันหลังเคลื่อน" เรื่องใหญ่ที่คนปวดหลังต้องรู้

หลายคนคงเคยมีอาการปวดหลังเป็น ๆ หาย ๆ ใช่ไหมครับ? แต่ถ้าวันหนึ่งอาการปวดนั้นเปลี่ยนไป จากที่แค่ปวดเมื่อยธรรมดา กลายเป็นอาการปวดเสียวแปล๊บเหมือนมีไฟช็อตจากเอวร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือลามไปถึงปลายเท้า แถมบางครั้งเดินไปได้นิดเดียวก็ต้องหยุดพักเพราะขาไม่มีแรง อาการแบบนี้ไม่ใช่แค่ปวดกล้ามเนื้อธรรมดาแล้วครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนของโรค "กระดูกสันหลังเคลื่อน" หรือที่ภาษาหมอเรียกกันว่า Spondylolisthesis ครับ


"หมอครับ ผมแค่ก้มยกกระถางต้นไม้เอง ทำไมคราวนี้มันปวดจนเดินไม่ได้เลย?"

ผมมีคนไข้เคสหนึ่ง ชื่อคุณลุงสมชาย (นามสมมติ) อายุประมาณ 60 ปี แกเดินกระเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลมาก แกเล่าให้ฟังว่า "หมอครับ ปกติผมก็ปวดหลังบ่อยนะ แต่วันก่อนแค่ก้มลงเก็บถุงกับข้าวที่พื้น พอลุกขึ้นมามันเหมือนมีสายฟ้าฟาดร้าวลงไปที่ขาซ้ายเลย ตอนนี้แค่ยืนล้างจานนาน ๆ ก็ปวดจนขาชาไปหมด ต้องนั่งพักถึงจะดีขึ้น"

สิ่งที่คุณลุงสมชายเป็น คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากของโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนครับ โรคนี้ไม่ใช่แค่กระดูกเสื่อมตามวัยธรรมดา แต่มันมีการ "ขยับ" ของข้อต่อที่ไม่ควรจะขยับครับ


กระดูกสันหลังเคลื่อนคืออะไร? (อธิบายแบบเห็นภาพง่าย ๆ)

ให้นึกภาพว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "ก้อนอิฐ" ที่วางซ้อนกันเป็นคอนโดมิเนียมสูง ๆ โดยมี "หมอนรองกระดูก" เป็นแผ่นยางนุ่ม ๆ กั้นระหว่างชั้น และมี "ข้อต่อ" เล็ก ๆ ด้านหลังช่วยล็อกให้อิฐทุกก้อนวางตรงแนวกันเป๊ะ ๆ

กระดูกสันหลังเคลื่อน เกิดจากการที่ "ตัวล็อก" หรือข้อต่อเหล่านั้นมันหลวม เสื่อมสภาพ หรือบางคนมีรอยร้าวมาตั้งแต่เด็ก ทำให้กระดูกก้อนบนมัน "ไถล" หรือ "ลื่น" ออกมาด้านหน้า ไม่วางซ้อนกันตามแนวปกติ พออัฐมันเคลื่อนปุ๊บ มันก็จะไปเบียดหรือ "กดทับเส้นประสาท" ที่วิ่งอยู่ข้างหลังกระดูกนั่นเองครับ

ทำไมเราถึงเป็นโรคนี้? (สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง)

  1. ความเสื่อมตามวัย (พบบ่อยที่สุด): เมื่อเราอายุมากขึ้น ข้อต่อและเอ็นยึดกระดูกจะหย่อนยานและบางลง ทำให้กระดูกขาดความมั่นคงจนเคลื่อนที่ได้
  2. รอยร้าวแต่กำเนิดหรือจากอุบัติเหตุ: บางคนมีรอยแยกตรงข้อต่อกระดูกสันหลังมาตั้งแต่ตอนวัยรุ่น (ส่วนใหญ่เกิดจากการเล่นกีฬาที่ต้องแอ่นหลังบ่อย ๆ) พออายุมากขึ้นรอยร้าวนี้ก็ทำให้กระดูกไถลออกง่ายขึ้น
  3. พฤติกรรมการใช้งาน: การยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องบ่อย ๆ หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังส่วนล่างต้องแบกรับภาระหนักจนทนไม่ไหว

เช็กอาการ... แบบไหนคือ "กระดูกเคลื่อน" ไม่ใช่แค่ "ปวดหลังทั่วไป"

  • ปวดหลังส่วนล่าง: ปวดตื้อ ๆ บริเวณเอว มักปวดมากขึ้นเวลาเดินหรือยืนนาน ๆ
  • ปวดร้าวลงขา: อาการปวดจะวิ่งจากเอวลงไปที่สะโพก ขา หรือน่อง เหมือนไฟช็อต
  • อาการชาและอ่อนแรง: รู้สึกขาชาเหมือนเป็นเหน็บ หรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินแล้วเหมือนจะทรุด
  • อาการเดินได้ไม่ไกล (Neurogenic Claudication): นี่คืออาการเฉพาะตัวเลยครับ คือเดินไปสักพักจะปวดน่องหรือชาจนเดินต่อไม่ได้ ต้องก้มตัวลงหรือนั่งพักสักแป๊บถึงจะเดินต่อได้

ไปหาหมอ... ต้องตรวจอะไรบ้าง?

เวลามาหาหมอ ไม่ต้องกลัวครับ การตรวจไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะให้ลองเดินเขย่งเท้า เดินด้วยส้นเท้า และทดสอบการยกขาตึงเพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยแค่ไหน
  • การเอกซเรย์ (X-ray): อันนี้สำคัญมากครับ และต้องทำในท่า "แอ่นตัวและก้มตัว" (Flexion-Extension) เพื่อดูว่ากระดูกมันขยับหรือแกว่งตัวได้หรือไม่ ซึ่งการเอกซเรย์ธรรมดาท่าเดียวอาจจะมองไม่เห็น
  • MRI: หมอจะส่งตรวจในกรณีที่คนไข้มีอาการชารุนแรงหรืออ่อนแรง เพื่อดูให้ชัดเจนว่าเส้นประสาทถูกกดทับตรงไหน และหมอนรองกระดูกปลิ้นร่วมด้วยหรือไม่

การรักษา: ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

คำตอบคือ "ไม่จำเป็นครับ" ส่วนใหญ่กว่า 80-90% สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ดังนี้ครับ:

  1. การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด): งดยกของหนัก งดการก้ม ๆ เงย ๆ และการบิดตัวแรง ๆ
  2. การทำกายภาพบำบัด: เน้นการฝึก "กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว" (Core Muscle) ให้แข็งแรง เพื่อให้กล้ามเนื้อมาทำหน้าที่เป็น "เฝือกธรรมชาติ" ช่วยพยุงกระดูกที่หลวมอยู่ให้มั่นคงขึ้น
  3. การใช้ยา: ยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs) หรือยาบำรุงเส้นประสาท เพื่อลดความทรมานในระยะแรก
  4. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection): กรณีปวดมากจนเดินไม่ได้ หมออาจใช้เครื่อง Ultrasound หรือเครื่องเอกซเรย์นำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบไปที่เส้นประสาทโดยตรง วิธีนี้แม่นยำและปลอดภัยครับ

แล้วเมื่อไหร่ถึงต้องผ่าตัด? เราจะคุยเรื่องผ่าตัดกันก็ต่อเมื่อ:

  • รักษาด้วยวิธีอื่นมา 3-6 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น
  • มีอาการอ่อนแรงชัดเจน เช่น กระดกข้อเท้าไม่ได้ หรือเดินได้ระยะทางสั้นลงเรื่อย ๆ
  • มีปัญหาเรื่องการควบคุมการขับถ่าย (อันนี้คือภาวะเร่งด่วน)
  • กระดูกเคลื่อนรุนแรงจนโครงสร้างหลังผิดรูป

การผ่าตัดสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวครับ มีการใช้กล้องและเครื่องมือขนาดเล็ก (Minimally Invasive) ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไวขึ้นมาก


การพยากรณ์โรค: จะกลับมาเดินได้ปกติไหม?

โรคกระดูกสันหลังเคลื่อนส่วนใหญ่ถ้าดูแลตัวเองดี ๆ และขยันทำกายภาพบำบัด อาการจะคงที่และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติครับ ถึงแม้กระดูกที่เคลื่อนไปแล้วจะไม่กลับเข้าที่เดิม 100% (ถ้าไม่ผ่าตัด) แต่ถ้ากล้ามเนื้อหลังเราแข็งแรงเพียงพอ มันก็จะไม่เคลื่อนเพิ่ม และไม่ไปกดทับเส้นประสาทให้ปวดครับ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง: หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา เส้นประสาทที่ถูกทับนาน ๆ อาจเกิดความเสียหายถาวร ทำให้กล้ามเนื้อขาฝีบหรือชาถาวรได้ครับ


สรุป

ปวดหลังร้าวลงขาจากกระดูกสันหลังเคลื่อน "รักษาได้และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด" หัวใจสำคัญคือการพบหมอตั้งแต่เนิ่น ๆ ตรวจให้ชัดเจนว่าเคลื่อนระดับไหน แล้วเริ่มบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้เราต้องทนปวดจนเสียคุณภาพชีวิตนะครับ


"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #กระดูกสันหลังเคลื่อน #Spondylolisthesis #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #ปวดหลัง #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม


References (แบบ Vancouver)

  1. Tenny S, Gillis CC. Spondylolisthesis. [Updated 2023 May 22]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan-. (สรุป: ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสาเหตุ การวินิจฉัย และแนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนที่ทันสมัย)
  2. Gagnet P, Kern K, Andrews K, Elgafy H, Ebraheim N. Spondylolysis and spondylolisthesis: A review of the literature. J Orthop. 2018 Jun;15(2):404-407. (สรุป: บทความทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการเกิดรอยร้าวที่ข้อต่อกระดูกจนนำไปสู่ภาวะกระดูกเคลื่อน)
  3. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2014;14(7):1444-1454. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติที่ใช้หลักฐานอ้างอิงในการวินิจฉัยและรักษาภาวะกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนจากการเสื่อม)
  4. Matz PG, Meagher RJ, Lamer T, et al. Guideline summary review: An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2016;16(3):439-448. (สรุป: การทบทวนแนวทางการรักษาทั้งแบบไม่ผ่าตัดและการผ่าตัดที่ให้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน)
  5. Wang YX, Káplár Z, Deng M, Leung JC. Lumbar spine spondylolisthesis: recent advances in epidemiology, etiology, diagnosis, and treatment. J Orthop Translat. 2016;7:28-52. (สรุป: ความก้าวหน้าล่าสุดทางระบาดวิทยาและการวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนทั่วโลก)