วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กระดูกสันหลังเคลื่อน ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป


 


เดินไปตลาดได้ไม่ถึงร้อยเมตร ขาเริ่มชา เริ่มล้า ต้องหาที่นั่งพัก

ยืนรอลูกหลานนานหน่อย หลังเริ่มปวดร้าวลงขา

พอนั่งลง หรือก้มตัวไปข้างหน้า อาการกลับดีขึ้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คุณป้าท่านหนึ่ง อายุ 70 ปี ทนแบบนี้มานาน

วันที่มาตรวจ ภาพเอกซเรย์พบว่ากระดูกสันหลังข้อหนึ่งเลื่อนไปด้านหน้า

พอได้ยินคำว่า "กระดูกเลื่อน" สิ่งแรกที่ถามคือ "ต้องผ่าตัดไหมหมอ"

บทความนี้จะอธิบายว่ากระดูกสันหลังเคลื่อนแบบไหน ที่ยังดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และแบบไหนที่ควรผ่าตัด ครับ

――――――――――――――――――――――――

กระดูกสันหลังเคลื่อน ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอได้ยินว่า "กระดูกสันหลังเคลื่อน" ก็ตกใจ คิดว่าต้องผ่าตัดอย่างเดียว บางคนกลัวจนไม่กล้ามาตรวจ ปล่อยให้ทนปวดอยู่หลายปี ทั้งที่ความจริงแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ดูแลให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แล้วโรคนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

"ทำไมถึงเกิด"

ลองนึกถึงกระดูกสันหลังของเราเหมือนตึกที่วางกระดูกซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ระหว่างแต่ละชั้นมีหมอนรองกระดูกคอยรับแรงกระแทก และมีข้อต่อเล็ก ๆ ด้านหลังคอยล็อกไม่ให้กระดูกเลื่อนไปมา

พออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกค่อย ๆ แบนลงเหมือนฟองน้ำที่เก่าและแห้ง ส่วนข้อต่อด้านหลังก็สึกและหลวมลง เหมือนบานพับประตูที่ใช้มานานจนคลอน

"เกิดทีละขั้นอย่างไร"

เมื่อข้อต่อด้านหลังที่เคยล็อกไว้เริ่มหลวม กระดูกชั้นบนจึงค่อย ๆ ไถลมาด้านหน้าทีละนิด เหมือนหนังสือที่วางซ้อนกันแล้วเล่มบนเลื่อนหลุดออกมาเล็กน้อย ในผู้หญิงพบบ่อยกว่าผู้ชายหลายเท่า โดยเฉพาะหลังอายุ 50 ปี และมักเกิดที่กระดูกบั้นเอวข้อที่สี่

"ทำไมอาการจึงเป็นแบบนี้"

พอกระดูกเลื่อนมาด้านหน้า ช่องทางที่เส้นประสาทเดินออกจากไขสันหลังก็แคบลง เส้นประสาทเลยถูกบีบ ทำให้ปวดร้าวลงขา ชา หรือขาล้า

ที่น่าสนใจคือ อาการมักเป็นมากตอนยืนหรือเดินนาน เพราะตอนนั้นช่องทางเดินของเส้นประสาทยิ่งแคบ แต่พอนั่งลงหรือก้มตัวไปข้างหน้า ช่องทางจะเปิดกว้างขึ้น อาการเลยดีขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนบอกว่า "เดินไม่ค่อยไหว แต่ปั่นจักรยานหรือเข็นรถเข็นได้สบาย"

――――――――――――――――――――――――

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคนี้

โรคกระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อม (Degenerative Spondylolisthesis) คือภาวะที่กระดูกสันหลังข้อหนึ่งเลื่อนไปด้านหน้าเมื่อเทียบกับข้อที่อยู่ถัดลงไป สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมของหมอนรองกระดูกและข้อต่อด้านหลังตามอายุ

อาการที่พบบ่อย

• ปวดหลังส่วนล่าง โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดินนาน

• ปวดร้าวลงสะโพกหรือขา ชา หรือขาล้า

• เดินได้ระยะสั้นลงเรื่อย ๆ ต้องหยุดพักบ่อย

• อาการดีขึ้นเมื่อนั่งพักหรือก้มตัวไปข้างหน้า

――――――――――――――――――――――――

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค

[1] อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะหลัง 50 ปี

[2] เพศหญิง ซึ่งพบโรคนี้บ่อยกว่าผู้ชายหลายเท่า อาจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

[3] น้ำหนักตัวที่มาก ทำให้กระดูกสันหลังรับภาระมากขึ้น

[4] การใช้งานหลังหนักสะสมเป็นเวลานาน

[5] ความเสื่อมของหมอนรองกระดูกและข้อต่อตามธรรมชาติ

――――――――――――――――――――――――

แพทย์วินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติอาการและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด แพทย์จะคลำแนวกระดูกสันหลังเพื่อดูว่ามีรอยสะดุดหรือขั้นบันไดที่บอกถึงการเลื่อนหรือไม่ และตรวจกำลังกล้ามเนื้อขากับการรับความรู้สึก

จากนั้นจึงส่งตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

• เอกซเรย์ในท่ายืน เพื่อดูการเลื่อนของกระดูกขณะลงน้ำหนักจริง

• เอกซเรย์ท่าก้มและแอ่นหลัง เพื่อดูว่ากระดูกเลื่อนเพิ่มขึ้นเวลาขยับหรือไม่ ซึ่งสำคัญต่อการวางแผนรักษา

• เอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดเบียดมากน้อยแค่ไหน และตรงระดับไหน

แพทย์ยังต้องแยกโรคอื่นที่ทำให้ปวดขาเวลาเดินคล้ายกัน เช่น โรคของหลอดเลือดที่ขา หรือปลายประสาทเสื่อม เพราะการรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง

――――――――――――――――――――――――

แนวทางการรักษา จากเบาไปหาหนัก

หัวใจสำคัญคือ คนไข้ส่วนใหญ่ดูแลให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เป้าหมายแรกคือให้กลับไปใช้ชีวิต เดินเที่ยว ดูแลลูกหลาน และทำสิ่งที่รักได้ตามปกติ การรักษาจึงเริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน

[1] ปรับพฤติกรรมและให้ความรู้ เข้าใจว่าอาการสัมพันธ์กับท่าทาง พยายามเคลื่อนไหวเท่าที่ไหว พักเฉพาะช่วงที่ปวดมาก

[2] ยาบรรเทาอาการ ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ต้องระวังผลข้างเคียงต่อกระเพาะและไต

[3] กายภาพบำบัด ฝึกท่าบริหารที่เน้นการก้มและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว พร้อมโปรแกรมการเดิน

[4] การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) ช่วยลดการอักเสบรอบเส้นประสาท บรรเทาปวดและช่วยให้ใช้งานหลังได้ดีขึ้นในคนไข้ราวครึ่งหนึ่ง แม้ผลจะอยู่ได้ไม่เท่ากันในแต่ละคน

[5] การผ่าตัด เก็บไว้เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

――――――――――――――――――――――――

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด มีเมื่อไหร่

แม้แนวทางหลักคือไม่ผ่าตัด แต่มีบางสถานการณ์ที่การผ่าตัดเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

• มีอาการอ่อนแรงของขาที่ชัดเจนและแย่ลงเรื่อย ๆ

• ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องพบแพทย์ทันที

• ปวดมากจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ และดูแลด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่แล้วนานพอสมควร แต่ยังไม่ดีขึ้น

การผ่าตัดมักเป็นการขยายช่องทางเดินของเส้นประสาทให้กว้างขึ้น และในบางรายอาจเชื่อมข้อกระดูกร่วมด้วยหากกระดูกเลื่อนไม่มั่นคง ทั้งนี้ขึ้นกับการพิจารณาร่วมกันระหว่างแพทย์และคนไข้เป็นรายบุคคล

――――――――――――――――――――――――

พยากรณ์โรค หายไหม ต้องดูแลนานแค่ไหน

ข่าวดีคือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่ไม่มีอาการอ่อนแรงรุนแรง สามารถควบคุมอาการให้ดีขึ้นได้ด้วยการดูแลแบบไม่ผ่าตัด และกระดูกที่เลื่อนในกลุ่มความเสื่อมนี้มักไม่เลื่อนเพิ่มจนรุนแรง

อาการอาจมีขึ้นลงเป็นช่วง ๆ ตามการใช้งาน จึงต้องดูแลต่อเนื่อง ทั้งการบริหาร ควบคุมน้ำหนัก และปรับท่าทาง ส่วนคนที่จำเป็นต้องผ่าตัดและได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม ก็มักได้ผลดีในเรื่องการลดปวดและกลับมาเดินได้

――――――――――――――――――――――――

ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแล จะเป็นอย่างไร

หากปล่อยให้เส้นประสาทถูกกดเบียดต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางคนอาจเดินได้ระยะสั้นลงเรื่อย ๆ คุณภาพชีวิตลดลง และในรายที่มีการกดเบียดมาก เส้นประสาทที่ถูกกดนานอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่า

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก แต่เป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจให้รู้แน่ชัดตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยให้วางแผนดูแลได้เหมาะสมกว่า

――――――――――――――――――――――――

วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้อาการแย่ลง

[1] ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ลดภาระที่กระดูกสันหลัง

[2] บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังอย่างสม่ำเสมอ

[3] หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือแอ่นหลังมากเกินไป

[4] เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ ไม่นั่งหรือยืนท่าเดิมนานเกินไป

[5] พบแพทย์เมื่อมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่เปลี่ยนไป ไม่ปล่อยทิ้งไว้

――――――――――――――――――――――――

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

ถาม กระดูกเลื่อนแล้วต้องผ่าตัดทุกคนไหม

ตอบ ไม่ใช่ครับ คนไข้ส่วนใหญ่ดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดเก็บไว้เฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน

ถาม กระดูกเลื่อนแล้วจะเลื่อนเพิ่มจนเป็นอัมพาตไหม

ตอบ ในกลุ่มความเสื่อมนี้ การเลื่อนมักไม่รุนแรงและไม่เลื่อนเพิ่มเร็ว แต่หากมีอาการอ่อนแรงหรือคุมการขับถ่ายไม่ได้ ต้องรีบพบแพทย์

ถาม ออกกำลังกายได้ไหม หรือต้องนอนพักอย่างเดียว

ตอบ การเคลื่อนไหวและบริหารที่เหมาะสมเป็นผลดี ไม่ควรนอนนิ่งนาน ๆ ควรขยับเท่าที่ไหว และพักเฉพาะช่วงปวดมาก

ถาม ทำไมเดินไม่ไหว แต่ปั่นจักรยานได้

ตอบ เพราะตอนปั่นจักรยานเราก้มตัวไปข้างหน้า ช่องทางเดินของเส้นประสาทจะเปิดกว้างขึ้น อาการจึงดีกว่าตอนยืนตัวตรง

――――――――――――――――――――――――

สรุปสิ่งที่ควรจำ

[1] กระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อมพบบ่อยในผู้หญิงสูงอายุ และมักเกิดที่กระดูกบั้นเอว

[2] อาการปวดร้าวลงขาหรือชา มักเป็นมากเวลายืนเดิน และดีขึ้นเวลานั่งหรือก้มตัว

[3] ความรุนแรงของอาการไม่ได้ขึ้นกับว่ากระดูกเลื่อนมากแค่ไหนเสมอไป

[4] คนไข้ส่วนใหญ่ดูแลให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ผ่าตัดเก็บไว้เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน

[5] สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน คุณไม่ได้เผชิญกับอาการนี้อยู่คนเดียว และการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้คือการลงทุนเพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตกับคนที่รักได้นาน ๆ

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยรายบุคคลได้ หากมีอาการ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างเหมาะสม

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาเพิ่มเติม Line ID @doctorkeng หรือโทร 081-5303666

――――――――――――――――――――――――

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #กระดูกสันหลังเคลื่อน #ปวดหลังร้าวลงขา #ปวดหลังผู้สูงอายุ #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #ธนินนิตย์คลินิก #เชียงใหม่ #กระดูกและข้อ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น