วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ปวดหลัง–ชามือชาเท้ามานานหลายปีหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง… ทำไมยังไม่หาย? และจะดีขึ้นได้อย่างไร


ปวดหลัง–ชามือชาเท้ามานานหลายปีหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง… ทำไมยังไม่หาย? และจะดีขึ้นได้อย่างไร

กรณีตัวอย่างนี้เป็นของ ผู้หญิงอายุ 67 ปี ที่ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกสันหลังมา 3 ปี แต่ยังมีอาการ

  • ปวดหลังเรื้อรัง
  • ชามือและเท้าตลอดเวลา
  • ใช้ชีวิตลำบาก ทำงานบ้านไม่สะดวก

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ผ่าตัดมาแล้ว ทำไมยังปวด–ชาต่อเนื่อง? ผ่าตัดไม่สำเร็จหรือไม่?”

ความจริงคือ… ไม่ใช่การผ่าตัดล้มเหลวเสมอไป แต่เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง และยังมีวิธีทำให้ดีขึ้นได้อย่างมีหลักฐานทางการแพทย์

บทความนี้หมอจะอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่าย ๆ ว่าอาการนี้เกิดจากอะไร ตรวจอย่างไร และมีทางรักษาแบบใดบ้างให้ดีขึ้นได้จริง

🔍 ทำไมหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแล้ว ยังมีอาการปวด–ชา?

โรคนี้เรียกรวม ๆ ว่า Failed Back Surgery Syndrome (FBSS) หรือ “ปวดหลังเรื้อรังหลังผ่าตัด” ซึ่งไม่ได้แปลว่าผ่าตัดผิดพลาด แต่เกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่:

✔ 1) เส้นประสาทถูกกดทับมานานก่อนผ่าตัด

เส้นประสาทที่ถูกกดเป็นเวลานานอาจเกิดการอักเสบหรือเสื่อม ทำให้แม้ผ่าตัดแล้ว อาการชาอาจยังไม่หาย 100% แต่ดีขึ้นได้ด้วยการฟื้นฟู

✔ 2) พังผืดรัดรอบเส้นประสาท (Epidural fibrosis)

เกิดขึ้นได้ 6–12 เดือนหลังผ่าตัด ทำให้เจ็บ–ชาตามเส้นประสาทลุกลามลงขา หรือชามือเท้า

✔ 3) ข้อกระดูกข้างเคียงเสื่อมเร็วกว่าปกติ

เมื่อมีเหล็กดาม จุดเหนือ–ใต้ตำแหน่งดามจะรับแรงมากขึ้น → ทำให้เสื่อมเร็ว → ปวดหลังเรื้อรัง

✔ 4) กล้ามเนื้อหลัง–สะโพกอ่อนแรงหลังผ่าตัด

พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ถ้าไม่ได้ทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง

✔ 5) ปลายประสาทเสื่อมจากอายุ (Peripheral Neuropathy)

เป็นสาเหตุสำคัญของ “ชามือ–เท้าตลอดเวลา” โดยเฉพาะในวัย 60+ และผู้ที่มีเบาหวาน ไทรอยด์ หรือขาดวิตามิน B12

✔ 6) เหล็กดามอาจหลมหรือเกิดการอักเสบเฉพาะจุด

ไม่พบมาก แต่ต้องตรวจ

อาการทั้งหมดนี้ “รักษาได้” ถ้าตรวจให้พบสาเหตุที่แท้จริง

🧠 อาการแบบไหนเข้าข่ายต้องตรวจเพิ่มเติม?

  • ปวดหลังตลอดเวลา หรือมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ชามือ–เท้า 2 ข้างร่วมด้วย
  • เจ็บเหมือนไฟช็อต ร้าวลงขา
  • เดินไกลไม่ได้ ต้องหยุดพักบ่อย
  • อ่อนแรง ยกเท้าไม่ขึ้น สะดุดง่าย
  • ปวดหรือชาเกิน 3 เดือนหลังผ่าตัด

หากมีอาการเหล่านี้ แปลว่า “เส้นประสาทยังมีปัญหา” จำเป็นต้องตรวจให้ละเอียดครับ

🧪 การตรวจที่จำเป็นเพื่อหาสาเหตุ

การตรวจที่แม่นยำทำให้รักษาได้ตรงจุด

✔ 1) MRI กระดูกสันหลังซ้ำ (จำเป็นมาก)

เพื่อดู

  • พังผืดกดเส้นประสาท
  • หมอนรองปลิ้นใหม่
  • กระดูกเสื่อมที่ข้อข้างเคียง
  • เหล็กดามหลุดหรือเลื่อน

✔ 2) ตรวจไฟฟ้าเส้นประสาท (EMG/NCS)

วินิจฉัยได้ว่า “ชามือ–เท้า” เกิดจาก

  • เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม
  • เส้นประสาทจากคอกด
  • เส้นประสาทจากหลังถูกกดทับ

✔ 3) X-ray หลังยืน – ก้ม–เงย

เพื่อดูความมั่นคงของเหล็กดามและกระดูก

✔ 4) ตรวจเลือด

  • เบาหวาน (น้ำตาลสะสม HbA1c)
  • วิตามิน B12
  • ไทรอยด์
  • ไต–เลือด–เกลือแร่

🩺 แนวทางรักษาที่ได้ผลและปลอดภัย

แม้จะผ่าตัดมาแล้วหลายปี แต่ผู้ป่วยยัง “ดีขึ้นได้” หากรักษาตรงจุด

✔ 1) กายภาพบำบัดเฉพาะทางหลังผ่าตัด

ต้องเน้น

  • กล้ามเนื้อหลัง–สะโพก–หน้าท้อง (Core)
  • การเดิน–นั่ง–ยืนให้ถูกท่า
  • เทคนิคยืดเส้นประสาท (Nerve gliding) ช่วยให้ปวดลดลงและฟื้นตัวเร็วมาก

✔ 2) ฉีดยาลดอักเสบเฉพาะเส้นประสาท (Epidural / Nerve root block)

เหมาะกับผู้ที่ยังปวดร้าวลงขา หรือชาจากเส้นประสาทถูกพังผืดรัด

ผลการฉีด

  • ลดอักเสบเฉพาะจุด
  • เดินได้ดีขึ้น
  • ชาลดลงหลายสัปดาห์–หลายเดือน

✔ 3) ฉีดบริเวณข้อต่อที่เสื่อม และข้อต่อ SI joint

ถ้าปวดหลังช่วงล่างมาก

✔ 4) รักษาอาการปลายประสาทเสื่อมร่วม

  • วิตามิน B-complex
  • ยาระงับปวดเส้นประสาท (ให้แพทย์ประเมิน)
  • ควบคุมเบาหวาน/ไทรอยด์

✔ 5) ทบทวนยาแก้ปวดให้เหมาะสม

เช่น ยากลุ่มที่ช่วยลดอาการชา–แสบร้อน (pregabalin / duloxetine)

✔ 6) พิจารณาผ่าตัดแก้ไข (Revision surgery) – เฉพาะรายจำเป็น

ใช้ในกรณี

  • เหล็กหลุด
  • กระดูกไม่ติด
  • ข้อข้างเคียงเสื่อมรุนแรง
  • เส้นประสาทถูกกดอย่างมากจากหมอนรองใหม่

ไม่ใช่วิธีแรก แต่เป็นทางเลือกเมื่อรักษาแบบอนุรักษ์ไม่ดีขึ้น

✨ พยากรณ์โรค

แม้อาการจะเรื้อรังมาหลายปี แต่ผู้ป่วยจำนวนมากดีขึ้นอย่างชัดเจนหลัง

  • กายภาพเฉพาะทาง 4–8 สัปดาห์
  • ฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุด
  • รักษาปลายประสาทเสื่อมร่วม

อาการปวด–ชามักดีขึ้น 40–80% ในหลายเคส เมื่อรักษาตรงจุด

💡 บทสรุปสำหรับประชาชนทั่วไป

อาการ ปวดหลัง–ชามือเท้าตลอดเวลาแม้ผ่าตัดใส่เหล็กมาแล้วหลายปี ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนอยู่ตลอดไป

และไม่ได้แปลว่าผ่าตัดล้มเหลวเสมอไป แต่เกิดจากหลายปัจจัย เช่น พังผืดรัดเส้นประสาท เส้นประสาทเสื่อม ข้อข้างเคียงเสื่อม หรือกล้ามเนื้อหลังอ่อนแรง

การตรวจอย่างเป็นระบบ (MRI, EMG/NCS, ตรวจเลือด) จะช่วยหาต้นเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

หากทำถูกวิธี ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับมายืน เดิน ทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และคุณภาพชีวิตดีขึ้นมากครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังเรื้อรัง #หลังผ่าตัดยังปวด #ชามือเท้า #พังผืดหลังผ่าตัด #หมอเก่ง #สุขภาพกระดูก

ปวดก้นกบมา 2 สัปดาห์ เกิดจากอะไร? อันตรายไหม?


ปวดก้นกบมา 2 สัปดาห์ เกิดจากอะไร? อันตรายไหม?

อาการปวดก้นกบเป็นอาการที่หลายคนเป็นได้ โดยเฉพาะวัยทำงาน วัยนั่งทำงาน หรือผู้ที่เคยล้ม–กระแทกก้นมาก่อน วันนี้หมอขอใช้กรณีของ คุณพงศ์ อายุ 27 ปี ที่มีอาการปวดก้นกบมา 2 สัปดาห์ เพื่ออธิบายให้เข้าใจง่ายว่าอาการนี้เกิดจากอะไรได้บ้าง อันตรายหรือไม่ และควรดูแลอย่างไรให้ดีขึ้นเร็วที่สุด

อาการปวดก้นกบคืออะไร?

“ก้นกบ” หรือ coccyx เป็นกระดูกชิ้นท้ายสุดของกระดูกสันหลัง อยู่ตำแหน่งตรงกลางก้นด้านบนใกล้ ๆ รอยแยกก้น เป็นจุดที่มีเส้นเอ็น–พังผืด–กล้ามเนื้อเกาะเยอะ ทำให้ ปวดได้ง่ายแม้ไม่ได้ล้มแรง

อาการของคุณพงศ์ที่ปวดมา 2 สัปดาห์ เข้ากับภาวะที่เรียกว่า Coccydynia (ปวดก้นกบ) ซึ่งสาเหตุมีหลายแบบดังนี้

สาเหตุที่พบบ่อยในวัย 20–40 ปี

✔ 1) นั่งนาน นั่งผิดท่า หรือนั่งบนเก้าอี้แข็ง

เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการปวดก้นกบในวัยทำงาน โดยเฉพาะคนที่นั่งต่อเนื่องเป็นชั่วโมง

✔ 2) กล้ามเนื้อ–พังผืดบริเวณก้นกบตึง

โดยเฉพาะกล้ามเนื้อสะโพกด้านล่างและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้เจ็บเมื่อก้ม นั่ง หรือเปลี่ยนท่า

✔ 3) กระดูกก้นกบเคลื่อนจากแรงกระแทก

เคยล้มก้นกระแทกพื้น แม้ไม่จำวันเวลาได้ชัด ก็อาจมีการเคลื่อนเล็ก ๆ ที่ทำให้ปวดเวลานั่งนาน

✔ 4) เอ็นรอบก้นกบอักเสบเรื้อรัง

ทำให้เจ็บจุดเดียวชัด เจ็บเวลาลุก–นั่ง หรือเวลานั่งเอนตัวไปด้านหลัง

✔ 5) อาการจากกล้ามเนื้อสะโพกลึก (Piriformis tightness)

ทำให้ปวดก้นล่างลึก ๆ บางครั้งร้าวลงขาเล็กน้อย

✔ 6) ถุงน้ำอักเสบพื้นที่ก้นกบ (Pilonidal cyst)

หากมีตุ่มนูน เจ็บมาก แดงร้อน หรือมีหนอง ต้องตรวจทันที

สาเหตุที่ “อันตรายจริง” พบได้น้อยมาก เช่น การติดเชื้อในกระดูกหรือเนื้องอกบริเวณก้นกบ แต่จะมีอาการหนัก เช่นปวดรุนแรง มีไข้ น้ำหนักลด ซึ่งคุณพงศ์ ไม่ได้มีอาการแบบนั้น จึงโอกาสน้อยมาก

อาการที่มักพบร่วมกัน

  • ปวดเวลา “นั่งนาน ๆ” หรือเวลาลุกจากเก้าอี้
  • ปวดแบบจี้ด ๆ หรือหน่วง ๆ ตรงกลางก้น
  • กดจุดแล้วเจ็บ
  • นอนราบหรือเดินแล้วดีขึ้น
  • บางครั้งเจ็บเวลาถ่ายอุจจาระ (พบได้น้อย)

ถ้าปวดมากขึ้นตอนนั่งเอนไปด้านหลัง เช่น นั่งในรถ – นั่งพื้นแข็ง → ยิ่งเข้ากับอาการปวดก้นกบ

อาการแบบไหนต้องตรวจเพิ่มเติม?

ให้สังเกต 6 อาการนี้:

  1. ปวดมากจนยืน–เดินไม่ได้
  2. มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับปวดก้นกบรุนแรง
  3. มีรอยบวมแดงหรือคลำได้ก้อน (เสี่ยงติดเชื้อ)
  4. ปวดร้าวลงขามากผิดปกติ
  5. ปวดนานเกิน 4–6 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น
  6. น้ำหนักลด อ่อนเพลียผิดปกติ

ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ → มักเป็นอาการที่รักษาแบบอนุรักษ์ได้ดี

การรักษาเบื้องต้น (ทำได้ทันที)

✔ 1) ปรับท่านั่ง

  • ใช้เบาะรองก้นแบบ ตัว U หรือโดนัท เพื่อไม่ให้กดตรงตำแหน่งก้นกบ
  • หลีกเลี่ยงเก้าอี้แข็ง
  • ลุกเดินยืดตัวทุก 30–45 นาที

✔ 2) ประคบอุ่นวันละ 1–2 ครั้ง

ช่วยคลายกล้ามเนื้อและพังผืดรอบก้นกบ

✔ 3) บริหาร–ยืดเหยียดกล้ามเนื้อสะโพก

  • ท่า Piriformis stretch
  • ท่า Child’s pose
  • ท่า Cat–Cow เพื่อลดความตึงหลังล่าง

✔ 4) ยาแก้ปวด–ลดอักเสบแบบปลอดภัย

เช่น พาราเซตามอล หรือ NSAIDs แบบสั้น ๆ (ถ้าไม่มีโรคกระเพาะ ไต)

✔ 5) เลี่ยงการปั่นจักรยานหรือท่านั่งที่ลงน้ำหนักตรงก้นกบมาก

การรักษาขั้นคลินิก (ถ้าอาการไม่ดีขึ้น)

หากผ่านไป 2–4 สัปดาห์แล้วยังปวดอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อ:

✔ ตรวจร่างกายเฉพาะจุด + อัลตราซาวนด์

ดูว่าก้นกบเคลื่อนหรือมีการอักเสบของเอ็น–พังผืด

✔ ฉีดยาลดอักเสบเฉพาะที่ (Ultrasound-guided)

ใช้ในกรณีปวดเรื้อรัง จุดกดเจ็บชัด ให้ผลดีในหลายราย

✔ กายภาพบำบัดเฉพาะทาง

ปลดล็อกข้อต่อก้นกบ–สะโพก คลายพังผืด เพิ่มความยืดหยุ่น

พยากรณ์โรค

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ดีขึ้นใน 2–6 สัปดาห์ เมื่อดูแลถูกต้อง

เคสที่มีก้นกบเคลื่อนหรือมีพังผืดเรื้อรัง อาจใช้เวลา 6–12 สัปดาห์ แต่โดยรวมตอบสนองดีมาก ไม่ใช่โรคอันตราย

สรุปสำหรับคุณพงศ์ อายุ 27 ปี

อาการปวดก้นกบ 2 สัปดาห์ในคนหนุ่มสุขภาพดี มักเกิดจาก การนั่งนาน–พังผืดตึง–หรือมีการเคลื่อนของก้นกบจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

การพัก–ปรับท่านั่ง–ประคบอุ่น–ยืดสะโพกจะช่วยได้มากภายในไม่กี่วัน

หากผ่านไป 2–3 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น หรือเริ่มปวดมากขึ้นตอนนอนหงาย–ลุกนั่ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมนะครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดก้นกบ #Coccydynia #ปวดนั่งนาน #ปวดสะโพก #หมอเก่ง #เชียงใหม่

ปวดสะโพก–ชาลงขาเรื้อรัง รักษาแบบเดิมไม่ดีขึ้น ควรตรวจ MRI เพราะอาจมี “ก้อนกดเส้นประสาท” ซ่อนอยู่



ปวดสะโพก–ชาลงขาเรื้อรัง รักษาแบบเดิมไม่ดีขึ้น ควรตรวจ MRI เพราะอาจมี “ก้อนกดเส้นประสาท” ซ่อนอยู่

ปวดหลังร้าวลงขา ตรวจ MRI พบ ก้อนภายในเยื่อหุ้มไขสันหลัง  “Intradural Mass”

คืออะไร? อันตรายไหม? ต้องรักษาอย่างไร?

อาการ ปวดหลังร้าวลงขา ปวดสะโพก ชา หรืออ่อนแรง เป็นอาการที่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือโพรงประสาทตีบ แต่ในบางคน เมื่อทำ MRI แล้วกลับพบสิ่งที่ต้องระวังมากกว่า นั่นคือ “Intradural Mass” ซึ่งเป็นความผิดปกติที่อยู่ “ภายในเยื่อหุ้มไขสันหลัง” ไม่ใช่หมอนรองกระดูกทั่วไป

บทความนี้หมอเขียนขึ้นเพื่อให้เข้าใจง่าย ว่า intradural mass คืออะไร มีสาเหตุจากอะไร อาการเป็นแบบไหน และทางเลือกการรักษามีอะไรบ้าง

🔍 Intradural Mass คืออะไร?

“Intradural” หมายถึง อยู่ภายในเยื่อหุ้มไขสันหลัง (dura mater) และคำว่า “mass” หมายถึงก้อนเนื้อ หรือการเจริญผิดปกติที่กดเบียดเส้นประสาทหรือไขสันหลัง

ตำแหน่ง intradural มี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ:

  1. Intradural–extramedullary: อยู่ในถุงประสาท แต่ อยู่นอกไขสันหลัง
  2. Intramedullary: อยู่ ภายในไขสันหลัง เอง

กรณี “ปวดหลังร้าวลงขา ปวดสะโพก” มักพบในกลุ่ม intradural–extramedullary มากกว่า เพราะก้อนจะไปกดรากเส้นประสาทโดยตรง

📌 ชนิดของ Intradural Mass ที่พบบ่อย

มักเป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้าย (benign) มากกว่าร้ายแรง ได้แก่

✔ 1) Schwannoma (ชวานโนมา)

เนื้องอกของปลอกเส้นประสาท พบได้บ่อยที่สุด มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งน้อยมาก

✔ 2) Meningioma

เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง/ไขสันหลัง โตช้า รักษาได้ดี

✔ 3) Neurofibroma

เนื้องอกจากปลอกประสาท พบบางส่วนในโรคทางพันธุกรรม (เช่น NF1)

✔ 4) Ependymoma / Myxopapillary ependymoma

พบในบริเวณ “ปลายท่อไขสันหลัง” (filum terminale) ทำให้มีอาการปวดหลัง–ปวดสะโพก–ร้าวลงขาได้

✔ 5) Arachnoid cyst / intradural cyst

เป็นถุงน้ำกดเส้นประสาท

❗ ชนิดที่ต้องระวัง (พบน้อยกว่า)

  • Metastasis (มะเร็งกระจายเข้าไขสันหลัง)
  • Lymphoma
  • Infection / TB spine ที่ลุกลามเข้า dura

การแยกโรค ต้องอาศัย MRI แบบมีฉีดสี (MRI with contrast) เพราะลักษณะการติดสีของแต่ละชนิดต่างกัน

🔥 อาการที่มักเกิดเมื่อมี Intradural Mass

ก้อนภายในเยื่อหุ้มไขสันหลังจะกดเส้นประสาท → ทำให้เกิดอาการสำคัญดังนี้

✔ ปวดหลังร้าวลงขา (lumbar radiculopathy)

เหมือนหมอนรองกระดูกทับเส้น แต่รักษาแบบเดิมอาจไม่ดีขึ้น

✔ ปวดสะโพก / ก้น

โดยเฉพาะบริเวณ sacrum หรือก้นด้านหนึ่ง

✔ ชาเท้า–ชาขา หรือแสบร้อน

ตามแนวเส้นประสาท sciatic

✔ อ่อนแรง ยกเท้าไม่ขึ้น เดินสะดุด

อันนี้เป็นสัญญาณเตือนมาก

✔ ปัสสาวะ–อุจจาระผิดปกติ (พบได้น้อย แต่ต้องรีบตรวจ)

เป็นสัญญาณการกดเบียดปลายเส้นประสาทรุนแรง

✔ อาการไม่ดีขึ้นแม้กายภาพ/ฉีดยา/กินยานานหลายเดือน

เพราะต้นเหตุคือ “ก้อน” ไม่ใช่หมอนรองกระดูก

🧪 การตรวจที่จำเป็น

**✔ 1)MRI Spine with contrast (สำคัญที่สุด)**เพื่อดู

  • รูปร่างก้อน
  • ขอบเขตการกดเส้นประสาท
  • ชนิดก้อนที่เป็นไปได้

✔ 2) ตรวจระบบประสาท

ทดสอบรีเฟล็กซ์, แรงขา, การรับความรู้สึก

✔ 3) ตรวจคัดกรองมะเร็ง (ตามแพทย์พิจารณา)

ถ้าสงสัย metastatic เช่น ตรวจปอด เต้านม ต่อมไทรอยด์

✔ 4) ตรวจเลือดบางชนิด

ถ้าสงสัย lymphoma / infectious mass

🩺 วิธีการรักษา

ขึ้นกับชนิดก้อน ขนาด และอาการของผู้ป่วย

✔ 1) การผ่าตัด (Surgery) เป็นวิธีหลักสำหรับก้อนที่

  • ทำให้ปวดร้าวมาก
  • มีอาการชาหรืออ่อนแรง
  • ก้อนใหญ่กดเบียดไขสันหลัง
  • สงสัยเนื้องอกร้าย

การผ่าตัดส่วนใหญ่สามารถผ่าตัดแบบแผลเล็ก + ใช้กล้องผ่าตัดร่วม ทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

✔ 2) เฝ้าระวัง (Observation) ใช้ในกรณี

  • ก้อนเล็กมาก
  • ไม่มีอาการกดเส้นประสาท
  • ก้อนสงสัยเป็น cyst หรือก้อน benign โตช้ามาก

แต่ต้องติดตาม MRI ทุก 6–12 เดือน

✔ 3) รังสีรักษา (Radiotherapy)

ใช้ในก้อนบางชนิด เช่น meningioma โตซ้ำ หรือ metastatic tumor

✔ 4) เคมีบำบัด

เฉพาะโรคกลุ่ม lymphoma / metastatic ที่ตอบสนองต่อยา

⭐ พยากรณ์โรคดีหรือไม่?

ขึ้นกับชนิดของก้อนและการรักษาที่เหมาะสม

  • ก้อน benign เช่น schwannoma / meningioma → ผ่าตัดแล้วหายขาดได้สูง
  • ก้อน intradural cyst → ผ่าตัดแก้ไขอาการชัดเจน
  • ก้อนร้ายหรือก้อนกระจาย → ต้องรักษาร่วมหลายแผนก แต่ถ้าตรวจเร็ว อาการปวดลดได้มาก

อาการปวดหลัง–ร้าวขา ส่วนใหญ่ดีขึ้นทันทีหลังผ่าตัด เพราะแรงกดเส้นประสาทถูกปลดออก

🔶 หมอสรุปให้เข้าใจง่าย

  • Intradural mass คือ “ก้อนภายในเยื่อหุ้มไขสันหลัง” ไม่ใช่หมอนรองกระดูกทั่วไป
  • ทำให้ปวดหลังร้าวลงขา ชา อ่อนแรง
  • MRI with contrast เป็นการตรวจที่ช่วยยืนยันชนิดก้อนได้ดี
  • การรักษาส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัด โดยเฉพาะกรณีมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วม
  • ก้อนส่วนมากเป็น benign และผ่าตัดได้ผลดีมาก

หากมีผล MRI อยู่แล้ว สามารถส่งให้หมออ่านเพิ่มเติมได้ หมอจะช่วยประเมินว่าลักษณะก้อนเข้ากับชนิดไหน และควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านใดครับ 🙏