วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา... เรื่องปกติที่ใครก็เป็นกัน หรือสัญญาณเตือน ‘ภัยพิบัติ’ ที่อาจทำให้คุณควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ตลอดชีวิต?”

 



ปวดหลังร้าวลงขา... เรื่องปกติที่ใครก็เป็นกัน หรือสัญญาณเตือน ‘ภัยพิบัติ’ ที่อาจทำให้คุณควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ตลอดชีวิต?”

สวัสดีครับ หมอเก่งนะครับ วันนี้หมอมีเรื่องที่สำคัญมากและอยากให้ทุกคนตั้งใจอ่านให้จบครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเจ็บปวดธรรมดา แต่มันคือเส้นแบ่งระหว่าง "การหายเป็นปกติ" กับ "ความพิการถาวร" วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องจุดที่เปราะบางที่สุดของหลังนั่นคือระดับ L5/S1 และภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งคือ กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ ครับ


เมื่อแผ่นหลังที่เคยแข็งแรง... ทรยศในชั่วข้ามคืน: เรื่องราวของคุณลุงบุญ

คุณลุงบุญ (นามสมมติ) อายุ 58 ปี เป็นอดีตข้าราชการที่ชอบทำสวนเป็นชีวิตจิตใจ ลุงบุญมีอาการปวดหลังเรื้อรังมานานหลายปีครับ ลุงบอกหมอว่า "มันก็ปวดๆ หายๆ ตามประสาคนแก่" ลุงไปนวดบ้าง แปะกอเอี๊ยะบ้าง ก็พอประทังไปได้ MRI ของลุงเคยระบุไว้ว่าเป็น โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทระดับ L5/S1

จนกระทั่งวันหนึ่ง ลุงบุญก้มลงยกกระถางต้นไม้ใบใหญ่ ทันใดนั้นลุงรู้สึกเหมือนมี "เสียงดังปึด" ที่หลัง พร้อมกับความเจ็บปวดรุนแรงเหมือนไฟช็อตร้าวลงขาสองข้าง ลุงกลับมานอนพักที่บ้าน แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ลุงเริ่มรู้สึก "ชา" บริเวณเป้ากางเกงและก้นย้อยเหมือนโดนฉีดยาชา และเมื่อลุงพยายามจะไปเข้าห้องน้ำ ลุงพบว่า "ลุงเบ่งปัสสาวะไม่ออก" และไม่รู้สึกเลยว่าปัสสาวะไหลออกมา

ลูกสาวรีบพาลุงมาห้องฉุกเฉินทันทีครับ เมื่อหมอตรวจร่างกาย หมอพบว่าแรงที่เท้าของลุงลดลง และลุงมีสัญญาณของ กลุ่มอาการรากประสาทหางม้าถูกกดทับ ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดด่วนภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อรักษาโอกาสในการกลับมาเดินและขับถ่ายได้ตามปกติครับ


L5/S1 คืออะไร? ทำไมถึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ของความปวด

ลองนึกภาพว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "เสาเข็มของบ้าน" ครับ กระดูกแต่ละข้อจะวางเรียงต่อกัน โดยมีหมอนรองกระดูกเป็นเหมือน "โช้คอัพนิ่มๆ" กั้นกลาง

จุดที่เรียกว่า L5/S1 (ข้อต่อกระดูกบั้นเอวข้อที่ 5 และกระดูกกระเบนเหน็บข้อที่ 1) คือจุดเชื่อมต่อสุดท้ายก่อนจะถึงกระดูกเชิงกรานครับ จุดนี้มีความพิเศษคือ:

  1. รับน้ำหนักมากที่สุด: น้ำหนักตัวเกือบทั้งหมดของท่อนบนจะมากดทับอยู่ที่ข้อนี้

  2. จุดที่เคลื่อนไหวมากที่สุด: เวลาเราก้ม เงย หรือบิดตัว ข้อ L5/S1 จะทำงานหนักกว่าข้ออื่นๆ

  3. ความลาดเอียง: โครงสร้างตรงนี้มีความลาดเอียงตามธรรมชาติ ทำให้หมอนรองกระดูกมีโอกาส "ปลิ้น" ออกมาข้างหลังได้ง่ายกว่าจุดอื่น

เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน "ยางรองฐานตึก" ครับ ถ้าฐานตึกรับน้ำหนักมากเกินไป หรือใช้งานหนักเกินไป ยางรองนี้ก็อาจจะแตกหรือปลิ้นออกมาได้ ซึ่งตำแหน่งที่มันปลิ้นออกมานั้น "ดันมีสายไฟสำคัญพาดผ่านพอดี" ครับ


กลุ่มอาการรากประสาทหางม้า (Cauda Equina Syndrome) คืออะไร?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" แต่อาการ รากประสาทหางม้าถูกกดทับ (Cauda Equina Syndrome) คือเลเวลสูงสุดของโรคนี้ครับ

ปกติแล้ว ไขสันหลังของเราจะสิ้นสุดลงที่ระดับเอวตอนบน หลังจากนั้นเส้นประสาทจะแตกแขนงออกมาเป็นมัดๆ ดูคล้ายกับ "หางม้า" ครับ มัดเส้นประสาทนี้มีหน้าที่สำคัญมากในการควบคุม:

  • การขยับของขาและเท้า

  • ความรู้สึกบริเวณก้นและอวัยวะเพศ

  • การทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ใหญ่ (การอั้นปัสสาวะและอุจจาระ)

เมื่อมีหมอนรองกระดูกชิ้นใหญ่หลุดออกมา หรือมีกระดูกงอกมาทับมัดเส้นประสาทหางม้านี้อย่างรุนแรงและฉับพลัน สัญญาณสั่งการทั้งหมดจะถูกตัดขาด เหมือนมีคนไปเหยียบสายไฟหลักของบ้านจนไฟดับทั้งหลังนั่นเองครับ


สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

หากคุณมีอาการปวดหลังร้าวลงขา และพบอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ห้ามรอจนถึงเช้า ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ:

  1. ปัญหาการขับถ่าย: ปัสสาวะไม่ออก (ต้องเบ่งนาน) หรือกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้เลยโดยไม่รู้ตัว

  2. อาการชาบริเวณอานม้า (Saddle Anesthesia): รู้สึกชาบริเวณเป้ากางเกง อวัยวะเพศ ก้นย้อย หรือรอบๆ รูทวาร

  3. ขาอ่อนแรงอย่างรวดเร็ว: เดินแล้วขาสั่นพับ ควบคุมเท้าไม่ได้ หรือเท้าตก (Foot drop)

  4. ความปวดรุนแรงที่ทวีคูณ: ปวดจนนอนไม่ได้ และเริ่มมีอาการชาที่ขาขยายวงกว้างขึ้น


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ L5/S1 พังจนเกิดภาวะรากประสาทหางม้า

  1. พฤติกรรมการยกของหนัก: โดยเฉพาะการก้มหลังยกของ แทนที่จะใช้การย่อเข่า

  2. อุบัติเหตุรุนแรง: เช่น ตกจากที่สูง หรือรถชนที่กระแทกช่วงหลังส่วนล่างอย่างแรง

  3. ความเสื่อมตามวัยที่สะสม: การปล่อยให้หมอนรองกระดูกเสื่อมโดยไม่รักษาจนมันปริแตกง่าย

  4. โรคอ้วน: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้ข้อ L5/S1 รับภาระหนักตลอด 24 ชั่วโมง

  5. ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ: ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิดหรือเกิดจากกระดูกงอกตามวัย


การตรวจวินิจฉัย: แข่งกับเวลา

เมื่อคนไข้มาถึงมือหมอด้วยสงสัยภาวะรากประสาทหางม้า หมอจะต้องทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดครับ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะเช็กแรงของกล้ามเนื้อขา และที่สำคัญคือการตรวจความรู้สึกรอบรูทวารและการบีบตัวของหูรูด (Digital Rectal Examination) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัย

  • MRI (การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูว่ามีหมอนรองกระดูกหรืออะไรมาทับเส้นประสาทหางม้าและทับมากน้อยแค่ไหน

  • การตรวจปัสสาวะค้าง (Post-void Residual): เพื่อดูว่ากระเพาะปัสสาวะยังทำงานปกติหรือไม่


แนวทางการรักษา: เมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัด?

การรักษาระดับ L5/S1 แบ่งเป็น 2 กรณีชัดเจนครับ:

กรณีที่ 1: ปวดปกติ (ไม่มีอาการรากประสาทหางม้า)

  • ปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการก้มยกของหนักและนั่งนาน

  • กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องดึงหลัง (Traction) และฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องพยุงหลัง

  • การใช้ยา: ยาลดปวด ยาลดอักเสบ และยาบำรุงเส้นประสาท

  • การฉีดยาเฉพาะจุด: หมอใช้เครื่อง Ultrasound หรือเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดสเตียรอยด์ลดอักเสบเข้าไปที่โพรงเส้นประสาท (Epidural Steroid Injection) วิธีนี้ช่วยให้คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัดครับ

กรณีที่ 2: ภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับ (CES)

  • การผ่าตัดด่วน (Emergency Surgery): หากวินิจฉัยว่าเป็น CES การผ่าตัดคือทางเลือกเดียวและต้องทำทันที (มักจะภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ) เพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่กดทับออก เพราะหากปล่อยไว้นาน เส้นประสาทจะตายถาวร และคนไข้จะพิการไปตลอดชีวิตครับ


พยากรณ์โรค: จะกลับมาปกติไหม?

  • หากผ่าตัดทัน: โอกาสที่การควบคุมการขับถ่ายและแรงขาจะกลับมามีสูงมากครับ แต่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายเดือน

  • หากผ่าตัดช้า: อาจมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น ต้องใส่สายสวนปัสสาวะตลอดชีวิต หรือขาอ่อนแรงถาวร

  • สำหรับ L5/S1 ทั่วไป: คนไข้มากกว่า 90% หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดหากดูแลตัวเองดีครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • ความบกพร่องทางเพศ: เส้นประสาทที่คุมเรื่องนี้อาจเสียหายถาวร

  • การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ: จากการที่ขับถ่ายเองไม่ได้จนต้องสวนปัสสาวะบ่อยๆ

  • แผลกดทับ: ในกรณีที่ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้


5 วิธีป้องกัน L5/S1 เสื่อมและป้องกันภาวะรากประสาทหางม้า

  1. ใช้เข่าแทนหลัง: เวลาจะหยิบของจากพื้น ให้ย่อเข่าลงเสมอ ห้ามก้มหลังเด็ดขาด

  2. คุมน้ำหนักตัว: ลดภาระให้ข้อต่อ L5/S1 ซึ่งเป็นฐานรากของร่างกาย

  3. ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง (Plank): กล้ามเนื้อท้องที่แข็งแรงจะช่วยพยุงหลังแทนกระดูกสันหลังได้

  4. เปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ: หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ควรลุกเดินทุก 1 ชั่วโมง

  5. อย่าละเลยอาการปวด: หากปวดหลังร้าวลงขาเรื้อรัง ให้รีบปรึกษาแพทย์ก่อนที่หมอนรองกระดูกจะแตกจนลุกลาม


Q&A Section

Q: ปวดหลัง L5/S1 ต้องผ่าตัดทุกคนไหม? A: ไม่เลยครับ ส่วนใหญ่รักษาด้วยการปรับพฤติกรรมและฉีดยาเฉพาะจุดก็หายได้ มีเพียงส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นภาวะรากประสาทหางม้าเท่านั้นที่ต้องผ่าตัดครับ

Q: ถ้าชารอบก้นแต่ยังฉี่ออกปกติ อันตรายไหม? A: อันตรายมากครับ! อาการชาบริเวณอานม้าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะรากประสาทหางม้า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ MRI ทันทีครับ

Q: ผ่าตัดหลังแล้วจะเดินไม่ได้จริงหรือ? A: ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้ามากครับ การผ่าตัดเพื่อรักษาภาวะรากประสาทหางม้ามีจุดประสงค์เพื่อให้คนไข้ "กลับมาเดินได้" และ "ขับถ่ายได้" ครับ การไม่ผ่าตัดต่างหากที่เสี่ยงเดินไม่ได้ถาวร


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. L5/S1 คือข้อต่อที่รับน้ำหนักมากที่สุด จึงเสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมากที่สุด

  2. ภาวะรากประสาทหางม้าถูกกดทับ (CES) คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมง

  3. สัญญาณเตือนภัยคือ ชาบริเวณเป้ากางเกง ปัสสาวะไม่ออก และขาอ่อนแรง

  4. การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดคือการตรวจร่างกายโดยละเอียดร่วมกับการทำ MRI

  5. การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและใช้งานหลังอย่างถูกวิธี


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #L5S1 #รากประสาทหางม้า #ปวดร้าวลงขา #ปัสสาวะไม่ออก #ขาอ่อนแรง #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #BackPain #CaudaEquinaSyndrome #SpineSurgery #HerniatedDisc #Sciatica


References 


  1. Gardner A, Gardner E, Morley T. Cauda equina syndrome: a review of the current clinical and medico-legal position. Eur Spine J. 2011 May;20(5):690-697. doi:10.1007/s00586-010-1668-3. PMID:21193933.
    บทความนี้อธิบายว่า CES เป็นภาวะพบไม่บ่อยแต่มีผลต่อคดีฟ้องร้องสูงมาก เน้นความจำเป็นของการวินิจฉัยเร็วด้วย MRI และผ่าตัด decompression เพื่อป้องกันการพิการถาวร

  2. Lavy C, James A, Wilson-MacDonald J, Fairbank J. Cauda equina syndrome. BMJ. 2009 Mar 31;338:b936. doi:10.1136/bmj.b936. PMID:19336488.
    รีวิวจาก BMJ ฉบับนี้สรุปอาการเตือนอันตรายของ CES เช่น ปัสสาวะคั่ง กลั้นอุจจาระไม่ได้ ชาบริเวณก้น และแนะนำให้แพทย์ทุกรับรู้และรีบส่งต่อผู้ป่วยอย่างทันท่วงที

  3. Gleave JRW, Macfarlane R. Cauda equina syndrome: what is the relationship between timing of surgery and outcome? Br J Neurosurg. 2002 Aug;16(4):325-328. doi:10.1080/0268869021000038158. PMID:12389883.
    งานนี้ทบทวนข้อมูลเรื่องเวลาในการผ่าตัด CES และพบว่าการผ่าตัดช่วยให้หลายคนดีขึ้น แต่อาจไม่จำเป็นต้องตีความว่า “ทุกชั่วโมงมีค่า” เสมอไป โดยเน้นให้ผ่าตัดในสภาพที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด

  4. Korse NS, Pijpers JA, van Zwet E, Elzevier HW, Vleggeert-Lankamp CLA. Cauda equina syndrome: long-term outcome of urinary and sexual manifestations and symptoms of depression and anxiety. Spine (Phila Pa 1976). 2017 Nov 15;42(22):1706-1715. doi:10.1097/BRS.0000000000002176. PMID:28570494.
    การศึกษานี้ติดตามผู้ป่วย CES ระยะยาว พบว่าหลายคนยังมีปัญหาปัสสาวะ การขับถ่าย และการทำงานทางเพศร่วมกับภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล ทำให้เห็นความสำคัญของการฟื้นฟูและดูแลจิตใจร่วมด้วย

  5. Fraser S, Roberts L, Murphy E. Cauda equina syndrome: a literature review of its management and clinical presentation. Arch Phys Med Rehabil. 2009 Nov;90(11):1964-1968. doi:10.1016/j.apmr.2009.03.021. PMID:19887215.
    บทความนี้รวบรวมข้อมูลอาการที่พบบ่อยใน CES และแนวทางจัดการทั้งก่อนและหลังผ่าตัด โดยเน้นบทบาทของทีมเวชฟื้นฟูในการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดิน ใช้ชีวิต และควบคุมการขับถ่ายได้ดีที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น