วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2567

กระดูกพรุน… ภัยเงียบที่อาจทำให้กระดูกสันหลังยุบและปวดหลังอย่างรุนแรง

“กระดูกพรุน… ภัยเงียบที่อาจทำให้กระดูกสันหลังยุบและปวดหลังอย่างรุนแรง”

“รู้หรือไม่? กระดูกพรุนสามารถทำให้กระดูกสันหลังยุบและเกิดอาการปวดหลังได้ มาเรียนรู้และป้องกันก่อนจะสายเกินไป!”

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่กระดูกของเราบางลงและอ่อนแอลง เมื่อเวลาผ่านไป กระดูกของเราจะมีความหนาแน่นลดลง ซึ่งทำให้มันเปราะบางและหักได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนเร็วหรือมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่พบโรคนี้ได้มากที่สุด

กระดูกสันหลังและโรคกระดูกพรุน

เมื่อเราเป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกสันหลังของเราก็จะอ่อนแอลงด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดกระดูกสันหลังยุบตัวได้ โดยปกติแล้ว ถ้าโรคกระดูกพรุนไม่ได้ทำให้กระดูกยุบ เราจะไม่รู้สึกปวดหลังเลย แต่ถ้ากระดูกสันหลังเริ่มยุบตัวลง จะทำให้เกิดอาการปวดหลังอย่างรุนแรงทันที ซึ่งเป็นสัญญาณที่เราไม่ควรมองข้าม

การที่กระดูกสันหลังยุบไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความเจ็บปวดเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้รูปร่างของเราผิดปกติได้ เช่น หลังค่อม หรือการสูญเสียความสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจและการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนและกระดูกยุบ?

ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนเร็ว หรือมีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนมากที่สุด นอกจากนี้ คนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือลดน้ำหนักมากเกินไป ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ได้เช่นกัน

วิธีป้องกันกระดูกพรุนและกระดูกสันหลังยุบ

แม้ว่าโรคกระดูกพรุนจะน่ากลัว แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลตัวเอง ดังนี้:

• รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง เช่น นม, ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก, และผักใบเขียว

• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเดิน การยกน้ำหนักเบา และการทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก

• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ซึ่งจะทำให้กระดูกของเราอ่อนแอลง

• ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ตัวเร็วถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคนี้

สรุป

โรคกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบที่เราไม่ควรละเลย ถ้าเรารู้ตัวและดูแลตัวเองดีๆ เราก็จะสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสันหลังยุบและอาการปวดหลังได้ อย่ารอให้สายเกินไป รีบเริ่มต้นดูแลกระดูกของคุณวันนี้เพื่ออนาคตที่แข็งแรงและมีความสุข!

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2567

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

เคยไหม? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนทุบหลัง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่เป็นหรอก เพราะการนอนหลับที่ไม่ถูกวิธีอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราต้องรับบทหนักในการเริ่มต้นวันใหม่แบบปวดๆ!

หลายคนอาจคิดว่า “นอนยังไงก็ได้ ขอแค่หลับก็พอ” แต่จริงๆ แล้ว ท่านอนมีผลต่อสุขภาพหลังของเรามากกว่าที่คิด การนอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนอนคว่ำ นอนบิดตัว หรือนอนแบบไม่มีที่รองรับที่ดี ทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อของเราไม่ได้พักผ่อนจริงๆ แต่กลับต้องทำงานหนักทั้งคืน!

ผลที่ตามมาคืออะไร?

การนอนที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งและทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ผลลัพธ์? ก็ปวดหลังกันตั้งแต่เช้าเลยไงล่ะ!

แล้วเราควรนอนยังไงดี?

1. เลือกหมอนที่ใช่: หมอนที่ดีจะต้องรองรับศีรษะและคอของเราได้ดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป

2. ท่านอนที่ถูกต้อง: ท่าที่ดีที่สุดคือนอนหงาย หรือถ้าจะนอนตะแคงก็ให้ใช้หมอนข้างกอดไว้เพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ถูกต้อง

3. เลือกที่นอนที่ใช่: ที่นอนควรมีความแข็งและยืดหยุ่นพอเหมาะ ที่จะรองรับน้ำหนักและรูปร่างของเราได้ดี

การนอนที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ทำให้ตื่นมาสดชื่น ไม่ปวดหลัง แต่ยังทำให้คุณพร้อมเผชิญกับวันใหม่อย่างเต็มพลัง อย่าปล่อยให้ท่านอนที่ไม่ถูกต้องทำร้ายสุขภาพหลังของคุณ ลองปรับดูแล้วจะรู้ว่า การนอนดีๆ มันดีต่อใจและหลังแค่ไหน

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์


ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

“#นอนดีหลังไม่ปวด #สุขภาพหลังที่ดีเริ่มจากการนอน #ปวดหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

เคยไหม? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนทุบหลัง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่เป็นหรอก เพราะการนอนหลับที่ไม่ถูกวิธีอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราต้องรับบทหนักในการเริ่มต้นวันใหม่แบบปวดๆ!

หลายคนอาจคิดว่า “นอนยังไงก็ได้ ขอแค่หลับก็พอ” แต่จริงๆ แล้ว ท่านอนมีผลต่อสุขภาพหลังของเรามากกว่าที่คิด การนอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนอนคว่ำ นอนบิดตัว หรือนอนแบบไม่มีที่รองรับที่ดี ทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อของเราไม่ได้พักผ่อนจริงๆ แต่กลับต้องทำงานหนักทั้งคืน!

ผลที่ตามมาคืออะไร?

การนอนที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งและทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ผลลัพธ์? ก็ปวดหลังกันตั้งแต่เช้าเลยไงล่ะ!

แล้วเราควรนอนยังไงดี?

1. เลือกหมอนที่ใช่: หมอนที่ดีจะต้องรองรับศีรษะและคอของเราได้ดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป

2. ท่านอนที่ถูกต้อง: ท่าที่ดีที่สุดคือนอนหงาย หรือถ้าจะนอนตะแคงก็ให้ใช้หมอนข้างกอดไว้เพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ถูกต้อง

3. เลือกที่นอนที่ใช่: ที่นอนควรมีความแข็งและยืดหยุ่นพอเหมาะ ที่จะรองรับน้ำหนักและรูปร่างของเราได้ดี

การนอนที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ทำให้ตื่นมาสดชื่น ไม่ปวดหลัง แต่ยังทำให้คุณพร้อมเผชิญกับวันใหม่อย่างเต็มพลัง อย่าปล่อยให้ท่านอนที่ไม่ถูกต้องทำร้ายสุขภาพหลังของคุณ ลองปรับดูแล้วจะรู้ว่า การนอนดีๆ มันดีต่อใจและหลังแค่ไหน


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

ท่านั่งที่ผิดวิธีที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการปวดหลัง!!!

ท่านั่งที่ผิดวิธีที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการปวดหลัง!!!

ปวดหลังเป็นอาการที่หลายคนประสบอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะคนที่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานานๆ โดยที่ไม่รู้ตัว ท่านั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังขึ้น ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพหลังที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ท่านั่งที่ไม่ถูกต้องที่พบบ่อย

1. นั่งหลังค่อม: การนั่งในลักษณะที่หลังค่อมหรือโค้งไปข้างหน้า จะทำให้เกิดแรงกดบนกระดูกสันหลังมากขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต้องทำงานหนัก ซึ่งนำไปสู่อาการปวดหลังได้ง่ายๆ

2. นั่งไขว่ห้างนานๆ: การนั่งไขว่ห้างจะทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะที่ไม่สมดุล และทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องรับภาระมากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังและปวดบริเวณสะโพกได้

3. นั่งไม่มีพนักพิง: การนั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิงหรือไม่ได้ใช้พนักพิงให้เต็มที่ ทำให้หลังของคุณไม่ได้รับการรองรับที่เหมาะสม ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักตลอดเวลา

ผลกระทบของท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง

ท่านั่งที่ผิดวิธีทำให้เกิดการกระจายแรงไม่เท่ากันไปทั่วทั้งกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งนอกจากจะทำให้ปวดหลังแล้ว ยังอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ เช่น อาการปวดคอ, ปวดไหล่ หรือแม้กระทั่งปวดศีรษะได้

วิธีแก้ไขและปรับปรุงท่านั่ง

1. นั่งตรง: พยายามนั่งในท่าที่หลังตรง และให้ไหล่อยู่ในระดับเดียวกัน หากจำเป็นควรใช้หมอนหรือเบาะรองหลังเพื่อช่วยรองรับกระดูกสันหลัง

2. ใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิง: ควรเลือกใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงที่สามารถรองรับหลังส่วนล่างได้ดี และควรปรับระดับที่นั่งให้พอดีกับระดับโต๊ะทำงาน

3. พักบ่อยๆ: พยายามลุกขึ้นและเคลื่อนไหวทุกๆ 30 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักและลดการกดทับของกระดูกสันหลัง

การปรับท่านั่งให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและลดอาการปวดหลัง อย่ารอให้เกิดปัญหาสุขภาพก่อนแล้วค่อยแก้ไข ลองสำรวจท่านั่งของคุณในวันนี้ และปรับปรุงให้เหมาะสมกับร่างกาย เพื่อสุขภาพหลังที่ดีในระยะยาว

สุขภาพดี เริ่มต้นที่ท่านั่งที่ถูกต้อง!


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ปวดหลังรักษาได้ไม่ผ่าตัด ด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาทด้วยเครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง

วิธีแก้ปัญหาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาท: ประสิทธิภาพและประโยชน์ที่ควรรู้

 

 

 

อาการปวดหลังเป็นปัญหาทางสุขภาพที่หลายคนต้องเผชิญ และมักจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดเรื้อรังหรือปวดที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท การหาวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยหลายคนต้องการ การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงหรือที่เรียกว่า Ultrasound-Guided Caudal Epidural Injection เป็นหนึ่งในวิธีการที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับสเตียรอยด์ในขนาดต่ำ (Low Dose Steroid)

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทคืออะไร?

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเป็นกระบวนการที่แพทย์ใช้ยาฉีดเข้าไปในพื้นที่รอบ ๆ เส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดการอักเสบหรือกดทับ ทำให้เกิดอาการปวด ยาที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นยาสเตียรอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ และยาชาที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในทันที วิธีการนี้มีประสิทธิภาพสูง แต่สิ่งที่ทำให้การรักษานี้ดียิ่งขึ้นคือการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อช่วยระบุตำแหน่งในการฉีดยาอย่างแม่นยำ

 

เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงช่วยในการรักษาอย่างไร?

 

เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นเสียงในการสร้างภาพของโครงสร้างภายในร่างกาย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นตำแหน่งของโพรงประสาทและบริเวณที่ต้องการฉีดยาได้อย่างชัดเจน ซึ่งการฉีดยาเข้าโพรงประสาทแบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการฉีดผิดตำแหน่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาให้สูงขึ้น

 

ข้อดีของการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการฉีดยา

 

1.       บรรเทาอาการปวดทันที: หนึ่งในประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนคือการบรรเทาอาการปวดอย่างรวดเร็ว โดยผู้ป่วยหลายรายสามารถรู้สึกดีขึ้นภายในเวลาไม่กี่วันหลังการฉีดยา

2.       ลดการอักเสบ: สเตียรอยด์ที่ถูกฉีดเข้าไปจะช่วยลดการอักเสบในบริเวณโพรงประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวด ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติ

3.       ลดความต้องการใช้ยากิน: การใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบชนิดรับประทานมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงในระยะยาว การฉีดยาเข้าโพรงประสาทสามารถลดความต้องการใช้ยากินเหล่านี้ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากยา

4.       เป็นทางเลือกก่อนการผ่าตัด: สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการหรือไม่พร้อมที่จะรับการผ่าตัด การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเป็นทางเลือกที่ดีในการจัดการกับอาการปวดอย่างมีประสิทธิภาพ

5.       ปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่ำ: แม้ว่าการฉีดยาเข้าโพรงประสาทจะมีความเสี่ยงเล็กน้อย เช่น การติดเชื้อหรือเกิดอาการแพ้ แต่โดยทั่วไปถือว่าเป็นกระบวนการที่ปลอดภัย และเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความเสี่ยงเหล่านี้จะถูกลดลงอย่างมาก

6.       ความแม่นยำสูง: การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงช่วยให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งที่แม่นยำในการฉีดยา ซึ่งลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดยาผิดตำแหน่ง เช่น การบาดเจ็บของเส้นประสาทหรือหลอดเลือด

7.       ลดปริมาณยา: เมื่อใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการระบุตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำให้สามารถใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฉีดยาหลายครั้ง

 

ขั้นตอนการรักษา

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงนั้น เริ่มต้นด้วยการเตรียมผู้ป่วยและการตรวจสอบบริเวณที่จะทำการฉีด จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องคลื่นเสียงเพื่อระบุตำแหน่งที่แม่นยำในการฉีดยา เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้ว แพทย์จะฉีดยาสเตียรอยด์ขนาดต่ำร่วมกับยาชาเข้าไปในบริเวณโพรงประสาทเพื่อบรรเทาอาการปวด

 

ขั้นตอนการฉีดยาเข้าโพรงประสาท

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยทั่วไป ขั้นตอนการฉีดจะเริ่มจากการตรวจสอบภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น MRI หรือ CT scan เพื่อตรวจสอบบริเวณที่เกิดปัญหา หลังจากนั้นแพทย์จะใช้เข็มที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจง ฉีดยาผ่านเข้าทางกระดูกสันหลังไปยังบริเวณโพรงประสาทที่ได้รับผลกระทบ การทำงานนี้ต้องอาศัยความแม่นยำสูง เพื่อให้ยาส่งผลโดยตรงกับบริเวณที่มีการอักเสบและอาการปวด

 

 

ใครควรพิจารณาใช้วิธีนี้?

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังหรือปวดจากเส้นประสาทที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ การฉีดยานี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาจากอาการปวดหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

 สถิติที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังและวิธีการรักษาด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาท (Ultrasound-Guided Caudal Epidural Injection with Low Dose Steroid) มีดังนี้:

 

           1.        อาการปวดหลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก:

           อาการปวดหลังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้คนต้องลาหยุดงาน โดยมีรายงานว่าประมาณ 80% ของผู้ใหญ่จะประสบกับอาการปวดหลังอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต

           2.        ความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ:

การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทแบบใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound-Guided) มีอัตราความสำเร็จสูงในการบรรเทาอาการปวด โดยมีงานวิจัยที่แสดงว่า 70-80% ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาจะรู้สึกว่าความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในไม่กี่สัปดาห์หลังการฉีดยา

           3.        การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเพิ่มความแม่นยำในการรักษา:

การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการระบุตำแหน่งในการฉีดยาทำให้การรักษามีความแม่นยำสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงลดลง และมีอัตราความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดที่สูงขึ้น โดยประมาณ 90% ของการฉีดยาด้วยวิธีนี้สามารถระบุตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง

           4.        ความปลอดภัยของการใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำ:

การใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำในการฉีดยาช่วยลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูง โดยมีรายงานว่าการใช้สเตียรอยด์ขนาดต่ำช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการใช้สเตียรอยด์ในระยะยาว

           5.        อัตราการลดการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มเติม:

หลังจากการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาท ผู้ป่วยหลายรายสามารถลดการใช้ยาแก้ปวดอื่น ๆ ได้อย่างมาก โดยมีการศึกษาที่แสดงว่าผู้ป่วยถึง 60-70% สามารถลดหรือหยุดการใช้ยาแก้ปวดที่มีผลข้างเคียงสูง เช่น ยากลุ่ม NSAIDs หรือยา opioid ภายในระยะเวลา 3-6 เดือนหลังการรักษา

 

สถิติและข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับสเตียรอยด์ขนาดต่ำเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหลังจากการอักเสบหรือการกดทับเส้นประสาทได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความแม่นยำในการระบุตำแหน่งและการลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

           1.        สถิติการปวดหลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก:

           Vos, T., et al. (2012). “Years lived with disability (YLDs) for 1160 sequelae of 289 diseases and injuries 1990–2010: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2010.” The Lancet, 380(9859), 2163-2196. doi:10.1016/S0140-6736(12)61729-2.

           2.        ความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ:

                            Manchikanti, L., et al. (2015). “Comprehensive review of therapeutic interventions in managing chronic spinal pain.” Pain Physician, 18(6), E1025-E1075. PMID: 26606027.

           3.        ความแม่นยำในการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการรักษา:

                            Gofeld, M., & Narouze, S. (2011). “Ultrasound-guided caudal epidural steroid injections: The future is now.” Pain Physician, 14(4), 419-421. PMID: 21785484.

           4.        ความปลอดภัยของการใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำ:

                            Kim, D., & Brown, J. (2016). “Low-dose steroid in epidural injection: A real clinical benefit.” International Journal of Spine Surgery, 10(8), 1-7. doi:10.14444/3078.

           5.        อัตราการลดการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มเติม:

                            Cohen, S. P., et al. (2013). “Caudal epidural steroid injections: A randomized, controlled, double-blind, dose-response trial.” Anesthesiology, 119(3), 675-681. doi:10.1097/ALN.0b013e31829ccadb.

 

แหล่งอ้างอิงเหล่านี้สามารถใช้ในการตรวจสอบข้อมูลและสนับสนุนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง.

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

4 วิธีป้องกันอาการปวดหลัง ขณะเดินทางบนเครื่องบิน

4 วิธีป้องกันอาการปวดหลัง ขณะเดินทางบนเครื่องบิน

การเดินทางเป็นสิ่งสนุกและท้าทายสำหรับชีวิตเพื่อที่จะท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ หรือเดินทางเพื่อทำธุรกิจ อย่างไรการเดินทางไกลบนเครื่องบินที่จะต้องใช้เวลานานก็อาจจะทำให้ท่านเกิดอาการปวดหลังขึ้นมาได้

สาเหตุที่สำคัญของอาการปวดหลังในขณะที่เดินทางเนื่องมาจาก ลักษณะท่าทางของร่าง
กายที่ไม่ถูกลักษณะ (poor posture) การนั่งเป็นระยะเวลานาน และการที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในขณะที่เดินทางบนเครื่องบินเป็นระยะเวลานาน

4 วิธีป้องกันอาการปวดหลังในขณะเดินทางบนเครื่องบินที่ต้องใช้ระยะเวลานานได้แก่
  1. การเลือกที่นั่งโดยสาร ควรคำนึงถึงความสูงของท่านเมื่อเลือกที่นั่งโดยสารบนเครื่องบิน ถ้าท่านมีความสูงมากควรเลือกที่นั่งบริเวณริมทางเดิน (Aisle) เพื่อที่จะสามารถขยับเหยียดขาได้มากขึ้น
  2. มีช่องว่างสำหรับวางเท้า  ให้มีพื้นที่ที่เพียงพอสำหรับการวางเท้า หลีกเลี่ยงการเอากระเป๋าสัมภาระมาวางไว้ตรงที่วางเท้าด้านหน้า  นำสัมภาระของท่านเก็บไว้บนช่องเก็บสัมภาระด้านบน
  3. การเคลื่อนไหวขาและเท้า พยายามเหยียดเท้า เข่า ขา ซึ่งจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดที่บริเวณขาและเท้า ลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่ระยางค์ส่วนล่าง
  4. การออกกำลังกาย โดยการขยับร่างกาย
    1. การยกก้น ขณะนั่งบนเครื่องให้ยกก้นข้างใดข้างหนึ่ง แล้วค้างไว้สัก 5 วินาที แล้วทำสลับกัน 2 ด้านสัก 5 ครั้ง
    2. หมุนเท้าประมาณ  20  ครั้งต่อข้าง
    3. การกดหลังกับเบาะที่นั่ง แล้วยกไหล่มาด้านหน้า สลับกับการกดไหล่กับพนักพิงทำสลับกันสัก  5  ครั้ง
    4. การหมุนไหล่ไปด้านหน้า 10 ครั้ง หมุนไปด้านหลัง 10 ครั้ง
    5. การหมุนศรีษะช้าๆ และเบาๆ


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
line ID search : @doctorkeng  


วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การตรวจด้วย MRI  

MRI  เป็นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีวัตถุประสงค์เพื่อดูรายละเอียดของพยาธิสภาพต่างๆที่เกิดกับร่างกาย สิ่งที่สามารถเห็นได้ชัดเจนจากการทำ MRI  ได้แก่ เนื้อเยื่ออ่อนต่างๆเช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท หมอนรองกระดูก กระดูกอ่อน ดังนั้นจึงมีประโยชน์มากในผู้ป่วยที่มี

อาการปวดไหล่ เพื่อจะวินิจฉัยดูว่ามีการฉีกขาดของเส้นเอ็น หรือพยาธิสภาพของเส้นเอ็นที่บริเวณของหัวไหล่หรือไม่
อาการปวดหลัง สามารถช่วยในการวินิจฉัยว่ามีปัญหาในเรื่องของหมอนรองกระดูกสันหลังมีการเคลื่อนกดทับสารทหรือไม่
อาการปวดเข่า สามารถช่วยวินิจฉัยว่ามีการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือไม่

รวมทั้งช่วยในการวินิจฉัยก้อนเนื้องอก และมะเร็งกระดูก มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อนได้เป็นอย่างดี


ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังมานาน รักษาแล้วไม่ดีขึ้น การตรวจด้วย MRI  ก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการช่วยการวินิจฉัยโรคต่างๆเหล่านี้




ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
line ID search : @doctorkeng