วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงก้นกบ... แค่กระดูกเสื่อมตามวัย หรือ "กระดูกสันหลังเคลื่อน" จนทับเส้นประสาท?

 



ปวดหลังร้าวลงก้นกบ... แค่กระดูกเสื่อมตามวัย หรือ "กระดูกสันหลังเคลื่อน" จนทับเส้นประสาท?

อาการปวดหลังเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับผู้สูงอายุจนหลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติครับ แต่ถ้าวันหนึ่งอาการปวดนั้นเริ่มเปลี่ยนไป จากที่แค่ปวดเมื่อยเอว กลายเป็นความรู้สึกปวดเสียวร้าวลงไปถึงก้นกบ หรือบางครั้งลามไปถึงขาจนทำให้เดินลำบาก อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโครงสร้างกระดูกสันหลังที่เริ่มขยับเขยื้อนผิดที่ครับ

ลองมาดูเคสของคุณป้าสมศรี (นามสมมติ) อายุ 65 ปีกันครับ คุณป้าเป็นคนขยัน ชอบทำความสะอาดบ้านและดูแลหลานๆ มาตลอด ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คุณป้าเริ่มบ่นว่าปวดเอวมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องยืนทำกับข้าวนานๆ หรือเดินไปตลาด อาการปวดจะร้าวลงไปที่ก้นกบและสะโพก บางวันรู้สึกเหมือนขามันหนักๆ ชาๆ จนต้องขอเหยียดหลังหรือนั่งพักถึงจะดีขึ้น ลูกหลานพาไปนวดก็หายแค่ชั่วคราว จนสุดท้ายต้องมาพบหมอเพื่อตรวจให้ชัดเจนครับ

อาการที่คุณป้าสมศรีเป็น คือลักษณะเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่า "กระดูกสันหลังเคลื่อน" ครับ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับ "อิฐที่ก่อเป็นกำแพง" ครับ ปกติกระดูกสันหลังเราจะเรียงต่อกันเป็นระเบียบ แต่พอเราอายุมากขึ้น ข้อต่อและหมอนรองกระดูกเริ่มสึกหรอ ทำให้อิฐก้อนหนึ่ง (ในเคสนี้คือข้อที่ L4) มันไถลลื่นออกไปข้างหน้ามากกว่าก้อนล่าง (ข้อที่ L5) พอมันเคลื่อนปุ๊บ มันก็ไปเบียดทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างหลัง เหมือนสายไฟที่ถูกขอบอิฐทับไว้นั่นเองครับ


ทำความรู้จักกับโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis)

กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) คือภาวะที่กระดูกสันหลังข้อหนึ่งเลื่อนไถลออกไปด้านหน้าเหนือกระดูกอีกข้อหนึ่ง ซึ่งพบบ่อยที่สุดในระดับเอวข้อที่ 4 และ 5 (L4-5) เนื่องจากเป็นจุดที่ต้องรับน้ำหนักตัวและมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด

สาเหตุหลัก: ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัยครับ เมื่อข้อต่อขนาดเล็กที่คอยยึดกระดูกสันหลังไว้เริ่มหลวม หรือหมอนรองกระดูกเริ่มบางลง กระดูกจึงเสียความมั่นคงและเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น

อาการที่พบบ่อย:

  • ปวดเอวส่วนล่างเรื้อรัง

  • ปวดร้าวลงก้นกบ สะโพก หรือต้นขา

  • มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาเวลาเดินนานๆ

  • อาการจะดีขึ้นเมื่อนั่งพัก หรือโน้มตัวไปข้างหน้า (เพราะช่องเส้นประสาทจะกว้างขึ้น)


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกเคลื่อน

  • อายุที่เพิ่มขึ้น: ความเสื่อมตามธรรมชาติของข้อต่อและเอ็นยึดกระดูก

  • เพศหญิง: พบได้บ่อยกว่าเพศชาย โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ

  • น้ำหนักตัวเกิน: ทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับแรงกดมหาศาล

  • พันธุกรรม: บางคนมีโครงสร้างข้อต่อกระดูกสันหลังที่บางกว่าปกติมาตั้งแต่กำเนิด

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การก้มเงยยกของหนัก หรือการบิดเอวบ่อยๆ ในอดีต


การตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันโรค

เมื่อคุณป้ามาพบหมอ หมอจะทำการตรวจดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: ดูลักษณะการเดิน จุดที่กดเจ็บ และทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา

  • เอกซเรย์ (X-ray): หมอจะให้ยืนถ่ายภาพท่านิ่ง และท่าก้ม-เงย (Flexion-Extension) เพื่อดูว่ากระดูกมัน "ไหล" หรือขยับตัวได้มากน้อยแค่ไหน

  • MRI: เพื่อดูการกดทับของเส้นประสาทและสภาพของหมอนรองกระดูกอย่างละเอียด

  • การตรวจเส้นประสาท (EMG): ในกรณีที่คนไข้มีอาการชาหรืออ่อนแรงมาก เพื่อประเมินความเสียหายของเส้นประสาท


แนวทางการรักษา (80-90% ไม่ต้องผ่าตัดครับ)

  1. การปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการก้มเงยยกของหนัก การนั่งพื้นราบหรือเก้าอี้เตี้ยๆ และที่สำคัญคือ "การลดน้ำหนัก" เพื่อลดแรงกดที่ข้อ L4-5 ครับ

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลัง (Core Muscle) เพื่อให้กล้ามเนื้อมาช่วยพยุงแทนกระดูกที่หลวมไป

  3. การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาลดปวดเส้นประสาท และยาคลายกล้ามเนื้อตามความเหมาะสม

  4. การฉีดยาเฉพาะจุด (Ultrasound Guided Injection): หากปวดมาก หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งเพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าที่ข้อต่อหรือรอบเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดปวดได้เร็วและปลอดภัย

  5. การผ่าตัด: จะพิจารณาเฉพาะในเคสที่ปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตไม่ได้ ขาเริ่มอ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ โดยปัจจุบันมีการผ่าตัดแผลเล็กเพื่อยึดสกรูและใส่หมอนรองกระดูกเทียมเพื่อช่วยให้กระดูกมั่นคงขึ้น


โรคนี้หายไหมและมีโอกาสกลับมาไหม?

เราไม่สามารถทำให้กระดูกที่เสื่อมกลับมาใหม่เอี่ยมเหมือนวัยรุ่นได้ครับ แต่เราสามารถ "ทำให้อาการหายไปและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้" หัวใจสำคัญคือการบริหารกล้ามเนื้อท้องให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อให้ช่วยพยุงกระดูกไว้ ถ้าเรากลับไปยกของหนักหรือปล่อยให้น้ำหนักตัวเกิน อาการก็มีโอกาสกลับมาได้อีกครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยให้กระดูกเคลื่อนรุนแรงโดยไม่ดูแล เส้นประสาทอาจถูกกดทับถาวร ส่งผลให้ขาฝีบลีบ เดินทรงตัวลำบาก หรือมีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาครับ


5 วิธีป้องกันและถนอมกระดูกสันหลัง

  1. ควบคุมน้ำหนักตัว: อย่าให้อ้วนลงพุง เพราะพุงที่ยื่นจะดึงกระดูกเอวให้แอ่นและเคลื่อนได้ง่ายขึ้น

  2. ออกกำลังกายเบาๆ: เช่น การว่ายน้ำ หรือการเดินในน้ำ ซึ่งช่วยบริหารกล้ามเนื้อหลังโดยไม่มีแรงกระแทก

  3. ปรับท่านั่งและท่ายืน: นั่งหลังตรง มีหมอนหนุนเอว และหลีกเลี่ยงการยืนท่าเดิมนานๆ

  4. งดการก้มยกของ: ให้ใช้การย่อเข่าลงไปเก็บของแทนการก้มหลัง

  5. นอนที่นอนที่แน่น: ไม่นุ่มบุ๋มจนเกินไป เพื่อให้กระดูกสันหลังเรียงตัวได้ตามธรรมชาติ


Q&A Section

Q: ปวดร้าวลงก้นกบ ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ เริ่มต้นจากการเอกซเรย์ท่ายืนก้มเงยก่อนก็เห็นการเคลื่อนของกระดูกได้ชัดเจนแล้ว หมอจะสั่ง MRI ก็ต่อเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณของการกดทับเส้นประสาทรุนแรงครับ

Q: กระดูกเคลื่อนแล้ว ถ้าไม่ผ่าตัดจะพิการไหม? A: ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นพิการครับ ถ้าเรารู้จักดูแลตัวเองและบริหารกล้ามเนื้อพยุงหลัง แต่อาจจะทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เดินได้ไม่ไกลเหมือนเดิม

Q: ใส่เข็มขัดพยุงหลัง (L-S support) ช่วยได้ไหม? A: ช่วยได้ในช่วงที่มีอาการปวดเฉียบพลันครับ แต่ไม่ควรใส่ตลอดเวลาเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแอลง ควรเน้นการฝึกกล้ามเนื้อตัวเองดีที่สุดครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. ปวดหลังร้าวลงก้นกบในผู้สูงอายุ มักเกิดจากกระดูกสันหลังเสื่อมและเคลื่อน (L4-5)

  2. อาการจะเด่นชัดเมื่อยืนนานหรือเดินไกล และดีขึ้นเมื่อนั่งพักหรือก้มตัว

  3. การเอกซเรย์ท่ายืนก้ม-เงย เป็นวิธีที่ง่ายและแม่นยำที่สุดในการวินิจฉัยเบื้องต้น

  4. การสร้าง "เกราะกล้ามเนื้อท้อง" คือหัวใจสำคัญของการรักษาโดยไม่ผ่าตัด

  5. การลดน้ำหนักและการปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน ช่วยป้องกันอาการกลับมาเป็นซ้ำได้

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #ปวดก้นกบ #กระดูกสันหลังเคลื่อน #spondylolisthesis #ปวดเอว #กระดูกทับเส้น #ปวดสะโพก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ผู้สูงอายุ #กายภาพบำบัด


References

  1. Watters WC 3rd, Bono CM, Gilbert TJ, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2009;9(7):609-614. (แนวทางเวชปฏิบัติอ้างอิงหลักฐานสำหรับการวินิจฉัยและรักษากระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนจากความเสื่อม)

  2. Kalichman L, Hunter DJ. Diagnosis and conservative management of degenerative lumbar spondylolisthesis. Eur Spine J. 2008;17(3):327-335. (การศึกษาเรื่องการวินิจฉัยและการรักษาโดยไม่ผ่าตัดในผู้ป่วยกระดูกสันหลังเคลื่อนจากความเสื่อม)

  3. Matz PG, Meagher RJ, Lamer T, et al. Guideline summary review: An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2016;16(3):439-448. (บทสรุปแนวทางการรักษากระดูกสันหลังเคลื่อนที่เน้นความสำคัญของการทำกายภาพบำบัดและการคุมน้ำหนัก)

  4. Jacobsen S, Sonne-Holm S, Rovsing H, et al. Degenerative lumbar spondylolisthesis: an epidemiological perspective. Eur Spine J. 2007;16(1):117-125. (การศึกษาเชิงระบาดวิทยาที่แสดงให้เห็นว่าเพศหญิงและอายุที่มากขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคนี้)

  5. Ghogawala Z, Resnick DK, Glassman SD, et al. Randomized Trial of Facet-Sparing Laminectomy for Degenerative Spondylolisthesis. N Engl J Med. 2021;384:1-10. (งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างการผ่าตัดและวิธีประคับประคองในโรคกระดูกเคลื่อน)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น