วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2567

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

เคยไหม? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนทุบหลัง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่เป็นหรอก เพราะการนอนหลับที่ไม่ถูกวิธีอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราต้องรับบทหนักในการเริ่มต้นวันใหม่แบบปวดๆ!

หลายคนอาจคิดว่า “นอนยังไงก็ได้ ขอแค่หลับก็พอ” แต่จริงๆ แล้ว ท่านอนมีผลต่อสุขภาพหลังของเรามากกว่าที่คิด การนอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนอนคว่ำ นอนบิดตัว หรือนอนแบบไม่มีที่รองรับที่ดี ทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อของเราไม่ได้พักผ่อนจริงๆ แต่กลับต้องทำงานหนักทั้งคืน!

ผลที่ตามมาคืออะไร?

การนอนที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งและทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ผลลัพธ์? ก็ปวดหลังกันตั้งแต่เช้าเลยไงล่ะ!

แล้วเราควรนอนยังไงดี?

1. เลือกหมอนที่ใช่: หมอนที่ดีจะต้องรองรับศีรษะและคอของเราได้ดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป

2. ท่านอนที่ถูกต้อง: ท่าที่ดีที่สุดคือนอนหงาย หรือถ้าจะนอนตะแคงก็ให้ใช้หมอนข้างกอดไว้เพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ถูกต้อง

3. เลือกที่นอนที่ใช่: ที่นอนควรมีความแข็งและยืดหยุ่นพอเหมาะ ที่จะรองรับน้ำหนักและรูปร่างของเราได้ดี

การนอนที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ทำให้ตื่นมาสดชื่น ไม่ปวดหลัง แต่ยังทำให้คุณพร้อมเผชิญกับวันใหม่อย่างเต็มพลัง อย่าปล่อยให้ท่านอนที่ไม่ถูกต้องทำร้ายสุขภาพหลังของคุณ ลองปรับดูแล้วจะรู้ว่า การนอนดีๆ มันดีต่อใจและหลังแค่ไหน

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์


ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

“#นอนดีหลังไม่ปวด #สุขภาพหลังที่ดีเริ่มจากการนอน #ปวดหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

การนอนหลับที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ปวดหลังได้อย่างไร???

เคยไหม? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกเหมือนมีใครเอาค้อนทุบหลัง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่เป็นหรอก เพราะการนอนหลับที่ไม่ถูกวิธีอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เราต้องรับบทหนักในการเริ่มต้นวันใหม่แบบปวดๆ!

หลายคนอาจคิดว่า “นอนยังไงก็ได้ ขอแค่หลับก็พอ” แต่จริงๆ แล้ว ท่านอนมีผลต่อสุขภาพหลังของเรามากกว่าที่คิด การนอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนอนคว่ำ นอนบิดตัว หรือนอนแบบไม่มีที่รองรับที่ดี ทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อของเราไม่ได้พักผ่อนจริงๆ แต่กลับต้องทำงานหนักทั้งคืน!

ผลที่ตามมาคืออะไร?

การนอนที่ไม่ถูกวิธีจะทำให้กระดูกสันหลังไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งและทำงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ผลลัพธ์? ก็ปวดหลังกันตั้งแต่เช้าเลยไงล่ะ!

แล้วเราควรนอนยังไงดี?

1. เลือกหมอนที่ใช่: หมอนที่ดีจะต้องรองรับศีรษะและคอของเราได้ดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป

2. ท่านอนที่ถูกต้อง: ท่าที่ดีที่สุดคือนอนหงาย หรือถ้าจะนอนตะแคงก็ให้ใช้หมอนข้างกอดไว้เพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ถูกต้อง

3. เลือกที่นอนที่ใช่: ที่นอนควรมีความแข็งและยืดหยุ่นพอเหมาะ ที่จะรองรับน้ำหนักและรูปร่างของเราได้ดี

การนอนที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ทำให้ตื่นมาสดชื่น ไม่ปวดหลัง แต่ยังทำให้คุณพร้อมเผชิญกับวันใหม่อย่างเต็มพลัง อย่าปล่อยให้ท่านอนที่ไม่ถูกต้องทำร้ายสุขภาพหลังของคุณ ลองปรับดูแล้วจะรู้ว่า การนอนดีๆ มันดีต่อใจและหลังแค่ไหน


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

ท่านั่งที่ผิดวิธีที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการปวดหลัง!!!

ท่านั่งที่ผิดวิธีที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการปวดหลัง!!!

ปวดหลังเป็นอาการที่หลายคนประสบอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะคนที่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานานๆ โดยที่ไม่รู้ตัว ท่านั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังขึ้น ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการแก้ไข อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพหลังที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ท่านั่งที่ไม่ถูกต้องที่พบบ่อย

1. นั่งหลังค่อม: การนั่งในลักษณะที่หลังค่อมหรือโค้งไปข้างหน้า จะทำให้เกิดแรงกดบนกระดูกสันหลังมากขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต้องทำงานหนัก ซึ่งนำไปสู่อาการปวดหลังได้ง่ายๆ

2. นั่งไขว่ห้างนานๆ: การนั่งไขว่ห้างจะทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะที่ไม่สมดุล และทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องรับภาระมากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังและปวดบริเวณสะโพกได้

3. นั่งไม่มีพนักพิง: การนั่งบนเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิงหรือไม่ได้ใช้พนักพิงให้เต็มที่ ทำให้หลังของคุณไม่ได้รับการรองรับที่เหมาะสม ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักตลอดเวลา

ผลกระทบของท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง

ท่านั่งที่ผิดวิธีทำให้เกิดการกระจายแรงไม่เท่ากันไปทั่วทั้งกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งนอกจากจะทำให้ปวดหลังแล้ว ยังอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ เช่น อาการปวดคอ, ปวดไหล่ หรือแม้กระทั่งปวดศีรษะได้

วิธีแก้ไขและปรับปรุงท่านั่ง

1. นั่งตรง: พยายามนั่งในท่าที่หลังตรง และให้ไหล่อยู่ในระดับเดียวกัน หากจำเป็นควรใช้หมอนหรือเบาะรองหลังเพื่อช่วยรองรับกระดูกสันหลัง

2. ใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิง: ควรเลือกใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงที่สามารถรองรับหลังส่วนล่างได้ดี และควรปรับระดับที่นั่งให้พอดีกับระดับโต๊ะทำงาน

3. พักบ่อยๆ: พยายามลุกขึ้นและเคลื่อนไหวทุกๆ 30 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักและลดการกดทับของกระดูกสันหลัง

การปรับท่านั่งให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและลดอาการปวดหลัง อย่ารอให้เกิดปัญหาสุขภาพก่อนแล้วค่อยแก้ไข ลองสำรวจท่านั่งของคุณในวันนี้ และปรับปรุงให้เหมาะสมกับร่างกาย เพื่อสุขภาพหลังที่ดีในระยะยาว

สุขภาพดี เริ่มต้นที่ท่านั่งที่ถูกต้อง!


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ปวดหลังรักษาได้ไม่ผ่าตัด ด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาทด้วยเครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง

วิธีแก้ปัญหาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาท: ประสิทธิภาพและประโยชน์ที่ควรรู้

 

 

 

อาการปวดหลังเป็นปัญหาทางสุขภาพที่หลายคนต้องเผชิญ และมักจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดเรื้อรังหรือปวดที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท การหาวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยหลายคนต้องการ การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงหรือที่เรียกว่า Ultrasound-Guided Caudal Epidural Injection เป็นหนึ่งในวิธีการที่น่าสนใจและได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับสเตียรอยด์ในขนาดต่ำ (Low Dose Steroid)

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทคืออะไร?

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเป็นกระบวนการที่แพทย์ใช้ยาฉีดเข้าไปในพื้นที่รอบ ๆ เส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดการอักเสบหรือกดทับ ทำให้เกิดอาการปวด ยาที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นยาสเตียรอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ และยาชาที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในทันที วิธีการนี้มีประสิทธิภาพสูง แต่สิ่งที่ทำให้การรักษานี้ดียิ่งขึ้นคือการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อช่วยระบุตำแหน่งในการฉีดยาอย่างแม่นยำ

 

เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงช่วยในการรักษาอย่างไร?

 

เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นเสียงในการสร้างภาพของโครงสร้างภายในร่างกาย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นตำแหน่งของโพรงประสาทและบริเวณที่ต้องการฉีดยาได้อย่างชัดเจน ซึ่งการฉีดยาเข้าโพรงประสาทแบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการฉีดผิดตำแหน่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาให้สูงขึ้น

 

ข้อดีของการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการฉีดยา

 

1.       บรรเทาอาการปวดทันที: หนึ่งในประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนคือการบรรเทาอาการปวดอย่างรวดเร็ว โดยผู้ป่วยหลายรายสามารถรู้สึกดีขึ้นภายในเวลาไม่กี่วันหลังการฉีดยา

2.       ลดการอักเสบ: สเตียรอยด์ที่ถูกฉีดเข้าไปจะช่วยลดการอักเสบในบริเวณโพรงประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวด ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติ

3.       ลดความต้องการใช้ยากิน: การใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบชนิดรับประทานมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงในระยะยาว การฉีดยาเข้าโพรงประสาทสามารถลดความต้องการใช้ยากินเหล่านี้ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากยา

4.       เป็นทางเลือกก่อนการผ่าตัด: สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการหรือไม่พร้อมที่จะรับการผ่าตัด การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเป็นทางเลือกที่ดีในการจัดการกับอาการปวดอย่างมีประสิทธิภาพ

5.       ปลอดภัยและมีความเสี่ยงต่ำ: แม้ว่าการฉีดยาเข้าโพรงประสาทจะมีความเสี่ยงเล็กน้อย เช่น การติดเชื้อหรือเกิดอาการแพ้ แต่โดยทั่วไปถือว่าเป็นกระบวนการที่ปลอดภัย และเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความเสี่ยงเหล่านี้จะถูกลดลงอย่างมาก

6.       ความแม่นยำสูง: การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงช่วยให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งที่แม่นยำในการฉีดยา ซึ่งลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดยาผิดตำแหน่ง เช่น การบาดเจ็บของเส้นประสาทหรือหลอดเลือด

7.       ลดปริมาณยา: เมื่อใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการระบุตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำให้สามารถใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฉีดยาหลายครั้ง

 

ขั้นตอนการรักษา

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงนั้น เริ่มต้นด้วยการเตรียมผู้ป่วยและการตรวจสอบบริเวณที่จะทำการฉีด จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องคลื่นเสียงเพื่อระบุตำแหน่งที่แม่นยำในการฉีดยา เมื่อระบุตำแหน่งได้แล้ว แพทย์จะฉีดยาสเตียรอยด์ขนาดต่ำร่วมกับยาชาเข้าไปในบริเวณโพรงประสาทเพื่อบรรเทาอาการปวด

 

ขั้นตอนการฉีดยาเข้าโพรงประสาท

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยทั่วไป ขั้นตอนการฉีดจะเริ่มจากการตรวจสอบภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น MRI หรือ CT scan เพื่อตรวจสอบบริเวณที่เกิดปัญหา หลังจากนั้นแพทย์จะใช้เข็มที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจง ฉีดยาผ่านเข้าทางกระดูกสันหลังไปยังบริเวณโพรงประสาทที่ได้รับผลกระทบ การทำงานนี้ต้องอาศัยความแม่นยำสูง เพื่อให้ยาส่งผลโดยตรงกับบริเวณที่มีการอักเสบและอาการปวด

 

 

ใครควรพิจารณาใช้วิธีนี้?

 

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังหรือปวดจากเส้นประสาทที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ การฉีดยานี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาจากอาการปวดหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

 สถิติที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลังและวิธีการรักษาด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาท (Ultrasound-Guided Caudal Epidural Injection with Low Dose Steroid) มีดังนี้:

 

           1.        อาการปวดหลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก:

           อาการปวดหลังเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้คนต้องลาหยุดงาน โดยมีรายงานว่าประมาณ 80% ของผู้ใหญ่จะประสบกับอาการปวดหลังอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต

           2.        ความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ:

การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทแบบใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound-Guided) มีอัตราความสำเร็จสูงในการบรรเทาอาการปวด โดยมีงานวิจัยที่แสดงว่า 70-80% ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาจะรู้สึกว่าความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในไม่กี่สัปดาห์หลังการฉีดยา

           3.        การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเพิ่มความแม่นยำในการรักษา:

การใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการระบุตำแหน่งในการฉีดยาทำให้การรักษามีความแม่นยำสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงลดลง และมีอัตราความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดที่สูงขึ้น โดยประมาณ 90% ของการฉีดยาด้วยวิธีนี้สามารถระบุตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างถูกต้อง

           4.        ความปลอดภัยของการใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำ:

การใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำในการฉีดยาช่วยลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูง โดยมีรายงานว่าการใช้สเตียรอยด์ขนาดต่ำช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการใช้สเตียรอยด์ในระยะยาว

           5.        อัตราการลดการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มเติม:

หลังจากการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาท ผู้ป่วยหลายรายสามารถลดการใช้ยาแก้ปวดอื่น ๆ ได้อย่างมาก โดยมีการศึกษาที่แสดงว่าผู้ป่วยถึง 60-70% สามารถลดหรือหยุดการใช้ยาแก้ปวดที่มีผลข้างเคียงสูง เช่น ยากลุ่ม NSAIDs หรือยา opioid ภายในระยะเวลา 3-6 เดือนหลังการรักษา

 

สถิติและข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับสเตียรอยด์ขนาดต่ำเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหลังจากการอักเสบหรือการกดทับเส้นประสาทได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยความแม่นยำในการระบุตำแหน่งและการลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

           1.        สถิติการปวดหลังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขทั่วโลก:

           Vos, T., et al. (2012). “Years lived with disability (YLDs) for 1160 sequelae of 289 diseases and injuries 1990–2010: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2010.” The Lancet, 380(9859), 2163-2196. doi:10.1016/S0140-6736(12)61729-2.

           2.        ความสำเร็จในการบรรเทาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบ:

                            Manchikanti, L., et al. (2015). “Comprehensive review of therapeutic interventions in managing chronic spinal pain.” Pain Physician, 18(6), E1025-E1075. PMID: 26606027.

           3.        ความแม่นยำในการใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูงในการรักษา:

                            Gofeld, M., & Narouze, S. (2011). “Ultrasound-guided caudal epidural steroid injections: The future is now.” Pain Physician, 14(4), 419-421. PMID: 21785484.

           4.        ความปลอดภัยของการใช้สเตียรอยด์ในขนาดต่ำ:

                            Kim, D., & Brown, J. (2016). “Low-dose steroid in epidural injection: A real clinical benefit.” International Journal of Spine Surgery, 10(8), 1-7. doi:10.14444/3078.

           5.        อัตราการลดการใช้ยาแก้ปวดเพิ่มเติม:

                            Cohen, S. P., et al. (2013). “Caudal epidural steroid injections: A randomized, controlled, double-blind, dose-response trial.” Anesthesiology, 119(3), 675-681. doi:10.1097/ALN.0b013e31829ccadb.

 

แหล่งอ้างอิงเหล่านี้สามารถใช้ในการตรวจสอบข้อมูลและสนับสนุนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษาอาการปวดหลังด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องคลื่นเสียงความถี่สูง.

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

4 วิธีป้องกันอาการปวดหลัง ขณะเดินทางบนเครื่องบิน

4 วิธีป้องกันอาการปวดหลัง ขณะเดินทางบนเครื่องบิน

การเดินทางเป็นสิ่งสนุกและท้าทายสำหรับชีวิตเพื่อที่จะท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ หรือเดินทางเพื่อทำธุรกิจ อย่างไรการเดินทางไกลบนเครื่องบินที่จะต้องใช้เวลานานก็อาจจะทำให้ท่านเกิดอาการปวดหลังขึ้นมาได้

สาเหตุที่สำคัญของอาการปวดหลังในขณะที่เดินทางเนื่องมาจาก ลักษณะท่าทางของร่าง
กายที่ไม่ถูกลักษณะ (poor posture) การนั่งเป็นระยะเวลานาน และการที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหว ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในขณะที่เดินทางบนเครื่องบินเป็นระยะเวลานาน

4 วิธีป้องกันอาการปวดหลังในขณะเดินทางบนเครื่องบินที่ต้องใช้ระยะเวลานานได้แก่
  1. การเลือกที่นั่งโดยสาร ควรคำนึงถึงความสูงของท่านเมื่อเลือกที่นั่งโดยสารบนเครื่องบิน ถ้าท่านมีความสูงมากควรเลือกที่นั่งบริเวณริมทางเดิน (Aisle) เพื่อที่จะสามารถขยับเหยียดขาได้มากขึ้น
  2. มีช่องว่างสำหรับวางเท้า  ให้มีพื้นที่ที่เพียงพอสำหรับการวางเท้า หลีกเลี่ยงการเอากระเป๋าสัมภาระมาวางไว้ตรงที่วางเท้าด้านหน้า  นำสัมภาระของท่านเก็บไว้บนช่องเก็บสัมภาระด้านบน
  3. การเคลื่อนไหวขาและเท้า พยายามเหยียดเท้า เข่า ขา ซึ่งจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดที่บริเวณขาและเท้า ลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่ระยางค์ส่วนล่าง
  4. การออกกำลังกาย โดยการขยับร่างกาย
    1. การยกก้น ขณะนั่งบนเครื่องให้ยกก้นข้างใดข้างหนึ่ง แล้วค้างไว้สัก 5 วินาที แล้วทำสลับกัน 2 ด้านสัก 5 ครั้ง
    2. หมุนเท้าประมาณ  20  ครั้งต่อข้าง
    3. การกดหลังกับเบาะที่นั่ง แล้วยกไหล่มาด้านหน้า สลับกับการกดไหล่กับพนักพิงทำสลับกันสัก  5  ครั้ง
    4. การหมุนไหล่ไปด้านหน้า 10 ครั้ง หมุนไปด้านหลัง 10 ครั้ง
    5. การหมุนศรีษะช้าๆ และเบาๆ


ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
line ID search : @doctorkeng  


วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การตรวจด้วย MRI  

MRI  เป็นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีวัตถุประสงค์เพื่อดูรายละเอียดของพยาธิสภาพต่างๆที่เกิดกับร่างกาย สิ่งที่สามารถเห็นได้ชัดเจนจากการทำ MRI  ได้แก่ เนื้อเยื่ออ่อนต่างๆเช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท หมอนรองกระดูก กระดูกอ่อน ดังนั้นจึงมีประโยชน์มากในผู้ป่วยที่มี

อาการปวดไหล่ เพื่อจะวินิจฉัยดูว่ามีการฉีกขาดของเส้นเอ็น หรือพยาธิสภาพของเส้นเอ็นที่บริเวณของหัวไหล่หรือไม่
อาการปวดหลัง สามารถช่วยในการวินิจฉัยว่ามีปัญหาในเรื่องของหมอนรองกระดูกสันหลังมีการเคลื่อนกดทับสารทหรือไม่
อาการปวดเข่า สามารถช่วยวินิจฉัยว่ามีการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือไม่

รวมทั้งช่วยในการวินิจฉัยก้อนเนื้องอก และมะเร็งกระดูก มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อนได้เป็นอย่างดี


ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังมานาน รักษาแล้วไม่ดีขึ้น การตรวจด้วย MRI  ก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการช่วยการวินิจฉัยโรคต่างๆเหล่านี้




ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
line ID search : @doctorkeng    

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ปวดหลังรักษาได้ไม่ผ่าตัด

ปวดหลัง รักษาได้ไม่ผ่าตัด

บรรยายงานเสวนาโรคกระดูกและข้อ ให้ความรู้ประชาชน 21 กันยายน 2558 ณ โรงแรมดิเอ็มเพลส โดย ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ www.taninnit.com

 

รายการคุยกับหมอสวนดอก เรื่อง ปวดหลังรักษาได้ไม่ผ่าตัด 

 

อธิบายเรื่อง อาการปวดหลัง 

 

 ปวดหลัง รักษาได้ไม่ผ่าตัด

 อาการ ปวดหลัง นับว่าเป็นปัญหาสำคัญพบได้บ่อยที่สุดของโรคกระดูกและข้อสามารถเกิดขึ้นกับคน ทุกวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว วัยทำงานจนถึงวัยผู้สูงอายุสาเหตุของอาการปวดหลังในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน ส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาทและพฤติกรรม การจัดท่าในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของไม่ถูกวิธีส่วนในวัยผู้สูงอายุสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรอง กระดูกสันหลังเสื่อมกระดูกข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังมีการอักเสบเกิดกระดูก งอกเนื่องจากการเสื่อมมากดทับเส้นประสาททำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงไปที่ บริเวณสะโพก บริเวณด้านหลังของต้นขาและบางครั้งอาจมีการปวดร้าวลงบริเวณน่อง ร่วมกับมีอาการชาบริเวณหลังเท้าและส้นเท้าร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดมีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเมื่อท่านมีอาการและอาการแสดงเกี่ยวกับอาการปวด หลังมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย หรืออาจจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ มีอาการไข้เมื่อรักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้นผู้ที่มี ประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อนมีอาการปวดหลังร่วมกับมีปัสสาวะเล็ดหรือไม่ สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้มีอาการอ่อนแรงของขา หรือเสียสมดุลของร่างกายมีอาการปวดหลังมากตอนกลางคืนหรือมีอาการปวดมากแม้ ไม่ได้ทำงานหรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น
การรักษาอาการปวดหลัง ทำได้โดย

1. การปฏิบัติตัวต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้มีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ได้แก่การนั่งกับพื้น การก้มยกของหนักเพราะน้ำหนักของร่างการส่วนใหญ่จะลงตรงบริเวณกระดูกสันหลัง ส่วนเอวทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลังทำให้ผู้ป่วย มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นการใช้เก้าอี้นั่งควรใช้ชนิดที่มีพนักพิงหลังเพราะจะ ช่วยลดแรงที่กระทำต่อกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลังส่วนเอวการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นการแก้ที่สาเหตุของอาการปวด เพราะถ้าผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการลดน้ำหนักตัวอาการปวดของผู้ป่วยก็มักจะไม่ทุเลาลงและถึงแม้ว่าจะ รับการรักษาด้วยการผ่าตัดในที่สุดผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการปวดอีกครั้งหนึ่ง

2. การใช้ยาลดอาการปวด และยาต้านการอักเสบ ชนิดรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการปวด

3. การใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ฉีดเข้าไปยังช่องว่างโพรงประสาทบริเวณกระดูกก้นกบ โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการระบุตำแหน่งที่ฉีด ทำให้การฉีดยาเข้าโพรงประสาทมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นและสามารถทำได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จากการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท ของ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ พบว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมีอาการปวดลดลงเป็นอย่างมากภายหลังการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 3 เดือน นอกจากนี้ยังช่วยให้การทำงานกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดทำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดได้สะดวกมากขึ้นสามารถลดอุบัติการณ์การผ่าตัดกระดูกสันหลังให้ผู้ป่วยได้ กลไกในการลดอาการปวดจากการฉีดยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการบวมการอักเสบของเส้น ประสาทที่ถูกกดทับทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่บริเวณเส้น ประสาทบริเวณกระดูกสันหลังดีขึ้น เส้นประสาทยุบบวมจากการอักเสบจึงทำให้อาการปวดหลังของผู้ป่วยดีขึ้น การ ฉีดยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของเส้นประสาทบริเวณกระดูก สันหลังเป็นวิธีการที่ใช้บ่อยในการรักษาอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลง ขา นอกจากนี้การฉีดยายังจะช่วยลดอาการชาและอาการอ่อนแรงอันเนื่องมาจากการ อักเสบของเส้นประสาทได้ ยาที่ฉีดเข้าไปเป็นยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ร่วมกับยาชาซึ่งตัวยาจะไป อยู่รอบๆเส้นประสาทที่อยู่ภายในโพรงกระดูกสันหลัง ยาชาอาจจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกชาในช่วงแรกประมาณ 1 – 6 ชั่วโมง คุณสมบัติที่สำคัญของยาสเตียรอยด์คือเป็นยาที่มีฤทธิ์การลดการอักเสบที่ดี มากเมื่อฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในตำแหน่งของเส้นประสาทที่มีการอักเสบและบวม ยานี้จะช่วยลดการอักเสบเป็นอย่างมากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วย การ ลดการบวมของเส้นประสาทช่วยลดอาการชาและอาการอ่อนแรง
        การฉีดยาสเตียรอยด์นี้จะมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดชั่วคราวขึ้นอยู่กับลักษณะความรุนแรงของโรคในแต่ละบุคคล ซึ่งอาจมีฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 1 – 3 เดือน ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดให้ผู้ป่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกายภาพบำบัดได้ง่าย สะดวกมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ เช่นในกรณีของโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ปวดมากในระยะแรกอันเนื่องมาจากสารเคมีที่อยู่ภายในเนื้อของหมอนรองกระดูกสัน หลังที่ฉีกขาดเป็นตัวการที่สำคัญในการทำให้เกิดกระบวนการอักเสบมักจะใช้ระยะ เวลาหลายสัปดาห์ในการที่หมอนรองกระดูกเกิดการซ่อมแซมตนเองจนกระทั่งไม่มีการ รั่วของสารเคมีออกมาระคายเคืองต่อเส้นประสาทซึ่งยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ จะช่วยลดอาการปวดเมื่อเริ่มต้นและทำให้อาการต่างๆของผู้ป่วยทุเลาลงเป็น อย่างมาก


สำหรับการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทนั้น หลังจากฉีดยาแล้วส่วนใหญ่อาการปวดจะบรรเทาลงในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีดยา หลังจากนั้นอาจจะเริ่มมีอาการปวดขึ้นมาอีกครั้งแต่จะเป็นไม่มากครับ ต่อจากนั้นก็สามารถใช้ยารับประทาน เพื่อควบคุมอาการปวดได้ครับ 
การรักษาส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือน ประมาณ 80% ผู้ป่วยอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดครับ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นอีกครั้ง เพราะเป็นกระบวนการเสื่อมของร่างกาย การฉีดยาสามารถฉีดซำ้ได้ตามอาการ ยาที่ฉีดเป็นยาสเตียรอยด์ เป็นยาปริมาณตำ่ๆ 20 มิลลิกรัม ซึ่งน้อยมาก ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย  เพราะร่างกายของคนเราสามารถรับปริมาณยาสเตียรอยด์ได้ประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อปี ที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อระบบไร้ท่อของร่างกายครับ จำนวนครั้งของการฉีดยาจะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคที่เป็น การกดทับของเส้นประสาทมากหรือน้อยเพียงใด ถ้ากดมากๆๆ การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผลดี ส่วนใหญ่จะแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดก่อน ถ้ารักษาไปแล้วประมาณ 5-6 เดือน อาการไม่ดีขึ้นเลย หรือมีอาการปัสสาวะลำบาก ก็อาจจะพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อเอาส่วนที่มีการกดทับเส้นประสาทออก 
ส่วนใหญ่หลังฉีดอาการมักจะดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นแสดงว่าน่าจะมีหมอนรองกระดูกขนาดใหญ่มากดทับเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทบวมมาก ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆ อาจจะต้องตรวจ MRIเพิ่มเติม เพื่อดูว่าหมอนรองกดมากหรือเปล่า และอาจจะลองฉีดยาซำ้อีก 3-4 ครั้งร่วมกับการปรับยารับประทาน นอกจากนี้ยังมียาลดการอักเสบอื่นที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ก้สามารถฉีดเพื่อลดการอักเสบได้ บรรเทาอาการปวดได้ดี 
การฉีดยาสามารถฉีดซ้ำได้เรื่อยๆครับ ยาที่ฉีดมีทั้งที่เป็นสเตียรอยด์และไม่ใช่สเตียรอยด์ครับ การฉีดนั้นขึ้นกับเทคนิกการฉีด ไม่ได้มีปัญหาหรืออันตรายต่อร่างกายมากครับ ปกติถ้าฉีดยามากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป ผมจะใช้ยาฉีดลดการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบและอาการปวด ลดความกังวลของคนไข้ที่ต้องใช้ยา ซึ่งผลการระงับปวดได้ผลดีไม่ต่างจากสเตียรอยด์ครับ


ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆถึงจะพิจารณารักษาดวยการผ่าตัดครับ

วิธีการนี้เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัดตัวอย่างเช่นในผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องของโรคช่องทางเดินของโพรงประสาทตีบตัน (spinal stenosis) อัน เนื่องมาจากกระบวนการเสื่อมของกระดูกสันหลังซึ่งจะทำให้ช่องทางเดินประสาท ตีบตันมีผลทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทที่อยู่ภายในโพรงของกระดูกสัน หลังทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด ชา ปวดร้าวลงขาการรักษาด้วยวิธีการยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่เข้าไปในโพรง ประสาทจะช่วยลดการอักเสบ และลดการบวมของเส้นประสาทรวมทั้งลดความดันที่เกิดขึ้นต่อเส้นประสาทจะทำให้ บรรเทาอาการปวดและอาการชาแก่ผู้ป่วยลงได้
นอกจาก นี้ยังใช้ได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วยังมี อาการปวดหลังและอาการปวดชาร้าวลงขาซึ่งพยาธิสภาพที่เกิดหลังผ่าตัดคือการมี พังผืดไปกดรัดเส้นประสาทหลังจากการผ่าตัดทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับ อาการปวดร้าวลงขาอยู่การ ฉีดยาสเตียรอด์ชนิดฉีดเฉพาะที่จะเป็นการช่วยแยกสลายพังผืดที่กดรัดรอบๆเส้น ประสาท และลดการอักเสบของเส้นประสาทและเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่รอบๆทำให้ช่วยลดอาการ ปวดให้แก่ผู้ป่วยอีกทางหนึ่งด้วย
4.การทำกายบริหารและการยืดกล้ามเนื้อจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นเพิ่ม มากขึ้นอาการปวดหลังเป็นปัญหาที่สำคัญดังนั้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งในเรื่องของการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของที่ไม่ถูกวิธีการรักษาด้วยการใช้ยารับประทานในผู้สูงอายุควรระวัง การใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวด เพราะจะทำให้มีผลต่อกระเพาะอาหารทำให้ปวดท้องและบางครั้งอาจทำให้เลือดออกใน กระเพาะอาหารได้การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทโดยการใช้คลื่นเสียง ความถี่สูงบอกตำแหน่งนับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น

         แนวทาง ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังอาการปวดหลังร้าวลงขาอาการชาที่ มีประโยชน์อย่างหนึ่งโดยไม่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดคือการฉีดยาสเตียรอด์ชนิด ฉีดเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของเส้นประสาทบริเวณโพรงกระดูกสันหลังการฉีดยา จะมีประโยชน์อย่างมากในการลดการอักเสบและการบวมของเส้นประสาทการรักษาด้วย การฉีดยานี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการควบคุมบรรเทาอาการปวดหลังและปวดขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคองเพื่อลดอุบัติการณ์การผ่าตัด ให้แก่ผู้ป่วย

การพยากรณ์โรคและคำถามสำหรับการฉีดยา

หลังจากฉีดยาแล้วส่วนใหญ่อาการปวดจะบรรเทาลงในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีดยา หลังจากนั้นอาจจะเริ่มมีอาการปวดขึ้นมาอีกครั้งแต่จะเป็นไม่มากเหมือนกับที่ปวดในช่วงแรก  ต่อจากนั้นก็สามารถใช้ยารับประทาน เพื่อควบคุมอาการปวดได้

ความถี่ในการฉีดยาและผลข้างเคียงนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของยาสเตียรอยด์ที่ใช้ รวมถึงความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งโดยปกติแล้วปริมาณยาที่ผมใช้มีปริมาณประมาณ 10 - 20 มิลลิกรัมของยาสเตียรอยด์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะร่างกายของคนเราสามารถรบปริมาณยาสเตียรอยด์ได้ประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อปี ที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อระบบไร้ท่อของร่างกายครับ เทียบกับในอดีตที่มีการฉีดยาในปริมาณที่สูง ซึ่งจากผลของงานวิจัยที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่พบว่าปริมาณยาที่น้อยได้ผลดีเทียบเท่ากับการใช้ยาในปริมาณที่มาก ดังนั้นสำหรับผมเองการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทในปัจจุบันจะใช้ยาปริมาณเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อของร่างกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงสามารถฉีดยาได้บ่อยและถี่ขึ้นตามอาการของผู้ป่วย
  
ส่วนใหญ่หลังฉีดอาการมักจะดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นแสดงว่าน่าจะมีหมอนรองกระดูกขนาดใหญ่มากดทับเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทบวมมาก ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆ อาจจะต้องตรวจ MRIเพิ่มเติม เพื่อดูว่าหมอนรองกดมากหรือเปล่า และอาจจะลองฉีดยาซำ้อีก 5-6 ครั้งร่วมกับการปรับยารับประทาน ถ้าไม่ดีขึ้นจริงๆถึงจะพิจารณารักษาดวยการผ่าตัดครับ

การรักษาปวดหลัง โดยไม่ผ่าตัด ส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือน ประมาณ 80% ผู้ป่วยอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดครับ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นอีกครั้ง เพราะเป็นกระบวนการเสื่อมของร่างกาย การฉีดยาสามารถฉีดซำ้ได้ตามอาการ ยาที่ฉีดเป็นยาสเตียรอยด์ เป็นยาปริมาณตำ่ๆ ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย จำนวนครั้งของการฉีดยาจะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคที่เป็น การกดทับของเส้นประสาทมากหรือน้อยเพียงใด ถ้ากดมากๆๆ การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผลดี ส่วนใหญ่จะแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดก่อน ถ้ารักษาไปแล้วประมาณ 5-6 เดือนถึง 1 ปี อาการไม่ดีขึ้นเลย หรือมีอาการปัสสาวะลำบาก ก็อาจจะพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อเอาส่วนที่มีการกดทับเส้นประสาทออก

การรักษาได้ผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ
1. โรคที่เป็น ว่ามีการกดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด ถ้ากดมาก หรือมีพังผืดไปรัดมากก็ไม่ค่อยได้ผลครับ ถ้าเป็นน้อยก็ได้ผลดี
2. พฤติกรรมการปฏิบัติตัว ปวดหลัง ป้องกันได้โดยปรับพฤติกรรม http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/back-neck-km/113-backpain-change.html
3. นำ้หนักของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยมีนำ้หนักมากก็จะทำให้มีผลต่อการเกิดแรงกดที่กระดูกข้อต่อสันหลังเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรลดนำ้หนัก และปฏิบัติตนให้ถูกต้องเพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูกและข้อ (http://www.taninnit.com/general-knowledge-menu/general-km/176-bone-disease-suggest.html)

หลังจากฉีดยาแล้วส่วนใหญ่อาการปวดจะบรรเทาลงในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีดยา หลังจากนั้นอาจจะเริ่มมีอาการปวดขึ้นมาอีกครั้งแต่จะเป็นไม่มากครับ ต่อจากนั้นก็สามารถใช้ยารับประทาน เพื่อควบคุมอาการปวดได้ครับ 
  


  
รูปภาพแสดงการฉีดยาชาร่วมกับสตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่เข้าไปในบริเวณโพรงประสาท
บริเวณกระเบนเหน็บเพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท ร่วมกับช่วยสลายพังผืดที่โอบรัดเส้นประสาท
 

ภาพแสดงการใช้เครื่องเสียงความถี่สูง Ultrasound มาช่วยในการกำหนดตำแหน่งที่ใช้ในการฉีดยา
ร่วมกับการยืนยันว่าปลายเข็มอยู่ภายในตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดจากการฉีดยา
 




การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเป็นตัวนำเพื่อระบุตำแหน่งของการฉีดยา ให้ผลการรักษาและการได้ยาที่แม่นยำ




จากงานประชุมวิชาการประจำปีของราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ ปี2558 ที่ รร.โรยัลคลิฟฟ์ พัทยา งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทเพื่อรักษาอาการปวดหลังโดยใช้เครื่องเสียงความถี่สูงกำหนดตำแหน่งในการฉีดยา  นำการเสนอผลงานวิจัยโดย นพ.วิทิต โพธิ์ทอง ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ทำการศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับรางวัล best podium research award 

ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของยาสเตียรอยด์ 20 มิลลิกรัมให้ผลในการรักษาอาการปวดหลังเทียบเท่ากับยาขนาด 40 มิลลิกรัม ดังนั้นการฉีดยาเข้าโพรงประสาทเพื่อระงับอาการปวดหลัง หรือปวดร้าวลงขา ทำให้มั่นใจได้ว่ามีประสิทธิภาพการรักษาให้ผลดี และลดการใช้ยาลง ทำให้มีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษาอาการปวดหลังโดยไม่ผ่าตัดด้วยการฉีดยาเข้าโพรงประสาทได้ที่ http://taninnit-backpain.blogspot.com/
_________________________________________________


เชิญเพิ่มเพื่อนทาง line จาก หมอเก่ง กระดูกและข้อ
เพื่อรับข้อมูลข่าวสารสุขภาพกระดูกและข้อครับ
line id search @doctorkeng กรุณากดลิงค์ http://line.me/ti/p/%40vjn2149j 
หรือที่ QR code
แล้วกด add นะครับ

อ่านความรู้โรคกระดูกและข้อเพิ่มเติมได้ที่ 

โทร 081-5303666
หมอเก่ง : ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (Taninnit Leerapun, MD, MS, MBA)
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สันป่าข่อยคลินิก   ติดกับโรงไม้อบทวีพรรณ
271 ถนนเจริญเมือง  ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่
เวลาทำการ
           จันทร์ ถึงศุกร์ 17-19.00 , เสาร์ อาทิตย์ 9-12.00
ที่อยู่ใน www.taninnit.com