ปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงสะโพก ก้น ขา น่อง
นี่อาจไม่ใช่แค่ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" อย่างที่หลายคนเข้าใจ
มีโรคหนึ่งที่หมอเจอบ่อยในวัยรุ่นนักกีฬา และในคนวัยทำงานที่ยกของหนัก แอ่นหลังบ่อย ชื่อโรคนี้คือ "กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก" หรือ Spondylolysis
ที่ตรวจ X-ray ธรรมดามักไม่เจอ ที่ทำ MRI ทั่วไปก็มักพลาด ถึงครึ่งหนึ่งของเคส [5]
แต่ถ้าวินิจฉัยถูกตั้งแต่ต้น ส่วนใหญ่ "ไม่ต้องผ่าตัด" หายได้ด้วยการใส่เสื้อพยุงหลัง พักกีฬา และทำกายภาพบำบัด
แล้วถ้าปล่อยไว้นาน จะเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงพลาดวินิจฉัยโรคนี้? และสัญญาณอะไรที่บอกว่าคุณอาจเป็นโรคนี้?
อ่านต่อในบทความ ผมจะอธิบายให้ฟังครบทั้งสาเหตุ การวินิจฉัย และวิธีรักษาที่ได้ผลจริง
―――――――――――――――――――――――
ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ใช่แค่หมอนรองกระดูกทับเส้น รู้จัก "Spondylolysis" กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก
―――――――――――――――――――――――
หมอเก่งเจอเคสนี้บ่อยมากในคลินิก คุณสมชาย อายุ 32 ปี อาชีพช่างก่อสร้าง มาด้วยอาการปวดหลังเรื้อรังนานกว่า 6 เดือน เริ่มจากปวดเฉพาะหลังช่วงเอว ต่อมาเริ่มปวดร้าวลงก้น ลงต้นขา ลงน่อง บางครั้งมีอาการชาที่ปลายเท้าด้วย
คุณสมชายเคยไปหาหมอมาแล้ว 3 ที่ ตรวจ X-ray ปกติ ทำ MRI ก็บอกว่า "หมอนรองกระดูกเสื่อมเล็กน้อย" ได้ยาแก้ปวด ทำกายภาพบำบัด แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น
จนกระทั่งมาพบหมอเก่ง ส่งตรวจ CT scan เฉพาะจุด จึงพบสาเหตุที่แท้จริง คือ "กระดูกสันหลังส่วน Pars interarticularis หักทั้งสองข้างที่ระดับ L5" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Spondylolysis ครับ
Spondylolysis คืออะไร
Spondylolysis (สะ-ปอน-ดิ-โล-ลัย-ซิส) หรือภาษาไทยเรียกว่า "กระดูกสันหลังส่วน Pars หัก" คือภาวะที่กระดูกส่วนเล็กๆ ของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า "Pars interarticularis" เกิดรอยร้าวหรือหักจากการรับแรงซ้ำๆ เป็นเวลานาน
ขอเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายครับ กระดูกสันหลังของเราเหมือนตัวต่อเลโก้ที่เรียงต่อกันเป็นแนว ตรงด้านหลังของกระดูกแต่ละชิ้นจะมี "สะพานเชื่อม" เล็กๆ ระหว่างข้อต่อด้านบนกับด้านล่าง สะพานนี้แหละครับคือ Pars interarticularis ถ้าเราแอ่นหลัง บิดตัว หรือยกของหนักซ้ำๆ บ่อยๆ สะพานเล็กๆ นี้จะรับแรงไม่ไหว เกิดเป็นรอยร้าวคล้ายกระดูกหักจากความล้า (stress fracture) [1]
โรคนี้พบบ่อยมากครับ ในประชากรทั่วไปพบประมาณ "6 ถึง 11.5 เปอร์เซ็นต์" ของประชากรโลก และพบในนักกีฬาวัยรุ่นมากถึง "7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์" [2] โดยตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือกระดูกสันหลังระดับ L5 รองลงมาคือ L4 [1]
ทำไมถึงปวดร้าวลงขา ทั้งที่หักอยู่ที่หลัง
นี่เป็นคำถามที่คนไข้ถามหมอเก่งบ่อยมากครับ เพราะดูเหมือนว่ากระดูกหักอยู่ตรงหลัง แต่ทำไมถึงปวดลงสะโพก ก้น ขา น่อง
คำตอบคือ เมื่อกระดูก Pars หัก บริเวณรอบๆ จะเกิดการอักเสบ บวม และมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จะไปกดทับ "เส้นประสาท" ที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะเส้นประสาทที่วิ่งจากกระดูกสันหลังลงไปยังขา [1]
นอกจากนี้ ถ้ากระดูก Pars หักทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังชิ้นนั้นอาจ "เลื่อน" ไปข้างหน้า กลายเป็นภาวะที่เรียกว่า Spondylolisthesis (กระดูกสันหลังเคลื่อน) ซึ่งจะยิ่งกดทับเส้นประสาทมากขึ้น ทำให้ปวดร้าวลงขามากขึ้น มีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามมา [3]
สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต
อาการที่บ่งบอกว่าอาจเป็น Spondylolysis ครับ
[1] ปวดหลังช่วงเอวเรื้อรัง โดยเฉพาะปวดมากขึ้นเมื่อแอ่นหลัง บิดตัว หรือยืนนานๆ
[2] ปวดร้าวลงสะโพก ลงก้น ลงต้นขาด้านหลัง หรือลงน่อง บางคนปวดลงถึงเท้า
[3] อาการชาหรือเหน็บที่ขาหรือเท้า เมื่อเดินไกลๆ หรือยืนนาน
[4] กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) ตึงผิดปกติ เหยียดขาไม่ตรง
[5] อาการดีขึ้นเมื่อก้มตัวไปข้างหน้า หรือนั่งพัก แต่กลับมาแย่เมื่อยืนหรือแอ่นหลัง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนี้
[1] นักกีฬาที่ต้องแอ่นหลังบ่อย เช่น ยิมนาสติก ฟุตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส กอล์ฟ ยกน้ำหนัก [2]
[2] อาชีพที่ยกของหนัก แอ่นหลัง บิดตัวซ้ำๆ เช่น ช่างก่อสร้าง พนักงานคลังสินค้า เกษตรกร
[3] ผู้ที่มีกระดูกสันหลังโค้งงอผิดปกติแต่กำเนิด
[4] ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่หลังรุนแรง
[5] พันธุกรรม มีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้
การวินิจฉัย เรื่องที่หมอหลายคนพลาด
จุดสำคัญที่หมอเก่งอยากเน้นเป็นพิเศษคือ "การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้ยากกว่าที่คิด" ครับ
จากการศึกษาในผู้ป่วยที่ปวดหลังเรื้อรังกว่า 2,000 คน พบว่า MRI แบบมาตรฐานทั่วไป "พลาดการวินิจฉัย Spondylolysis" ในเกือบครึ่งหนึ่งของเคส โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่ยังไม่มีการเสื่อมของกระดูกสันหลัง MRI พลาดถึงร้อยละ 51 [5]
นี่คือเหตุผลที่คนไข้หลายคนตรวจ MRI มาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องสักที
เครื่องมือวินิจฉัยที่ใช้ในปัจจุบัน
"X-ray กระดูกสันหลังธรรมดา" เป็นการตรวจเบื้องต้น แต่ไวไม่พอที่จะเห็นรอยหักเล็กๆ บางครั้งต้อง X-ray ในท่าเฉียง (oblique view) เพื่อมองหา "Scottie dog sign" ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ Spondylolysis [2]
"MRI" ใช้ดูการอักเสบของกระดูกและการกดทับเส้นประสาท แต่ "ความไวเพียงร้อยละ 59" สำหรับการเห็นรอยหัก จึงอาจพลาดได้ [5]
"CT scan" ถือเป็น Gold Standard ในการวินิจฉัย Spondylolysis เพราะเห็นรอยหักของกระดูกชัดเจน ความไวสูงถึงร้อยละ 77 [5]
"SPECT bone scan" ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีกระดูกหักแบบใหม่ จะเห็น "จุดสว่าง" (hot spot) ที่ตำแหน่ง Pars ที่กำลังหัก
แนวทางการรักษา เริ่มจากไม่ต้องผ่าตัดเสมอ
หมอเก่งย้ำเสมอครับว่า "ส่วนใหญ่ของเคส Spondylolysis ไม่ต้องผ่าตัด" หายได้ด้วยการรักษาแบบ Conservative
[1] ปรับพฤติกรรมและพักกีฬา
หยุดกิจกรรมที่ทำให้แอ่นหลัง บิดตัว หรือกระแทกแรงๆ เป็นเวลา 3 ถึง 6 เดือน หลีกเลี่ยงการยกของหนัก งานวิจัยพบว่าการพักกีฬาร่วมกับการรักษาที่ถูกต้อง สามารถทำให้นักกีฬากลับมาเล่นกีฬาได้เฉลี่ยภายใน 4.6 ถึง 6.8 เดือน โดยกลับมาได้ร้อยละ 92 ของเคส [2]
[2] ใส่เสื้อพยุงหลัง (Thoracolumbosacral Orthosis)
ช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง ลดแรงกดที่ Pars เพื่อให้กระดูกที่ร้าวมีโอกาสเชื่อมติด ใส่ประมาณ 3 เดือนแล้วประเมินด้วย CT scan ซ้ำ [2]
[3] กายภาพบำบัด
เน้นเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core muscles) ยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง และฝึกท่าทางที่ถูกต้องในการยืน นั่ง ยกของ [1]
[4] ยา
ใช้ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบเมื่อจำเป็น แต่ไม่ใช่การรักษาหลักครับ
[5] Ultrasound-guided injection
สำหรับเคสที่ยังปวดมาก หลังจากรักษาแบบ Conservative แล้ว 3 เดือน อาจพิจารณาฉีดยาแก้อักเสบที่ตำแหน่ง Pars defect โดยใช้ Ultrasound ช่วยนำทาง เพื่อความแม่นยำ ลดอาการปวด และช่วยให้กลับมาทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น
[6] ผ่าตัด (เฉพาะกรณีจำเป็น)
จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อรักษาแบบ Conservative ครบ 6 ถึง 12 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น ปวดมากจนกระทบชีวิตประจำวัน หรือมีกระดูกเคลื่อนรุนแรง เทคนิคการผ่าตัดที่ใช้บ่อย ได้แก่ Buck's repair, Pedicle screw repair และ Minimally Invasive Surgery (MIS) ซึ่งมีอัตราการเชื่อมติดของกระดูกสูงและภาวะแทรกซ้อนต่ำ [3][4]
พยากรณ์โรค หายได้ไหม
ข่าวดีคือ "หายได้ครับ" หากวินิจฉัยถูกต้องและรักษาเร็ว
ในนักกีฬาวัยรุ่นที่ได้รับการรักษาแบบ Conservative อย่างเหมาะสม กลับไปเล่นกีฬาได้ถึง "ร้อยละ 92" ภายในเฉลี่ย 4.6 เดือน [2] ส่วนผู้ที่ต้องผ่าตัด อัตราการเชื่อมติดของกระดูกหลังผ่าตัดด้วยเทคนิค Pedicle screw repair สูงกว่าร้อยละ 80 และมีภาวะแทรกซ้อนต่ำ [4]
แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา รอยหักอาจไม่เชื่อมติด กลายเป็น "Pseudoarthrosis" (ข้อเทียม) ทำให้ปวดเรื้อรัง บางคนเกิดกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) ตามมา ซึ่งจะกดทับเส้นประสาทรุนแรงขึ้น และอาจต้องผ่าตัดใหญ่ในภายหลัง
วิธีป้องกัน
[1] หลีกเลี่ยงการแอ่นหลังหรือบิดตัวซ้ำๆ ในนักกีฬาวัยรุ่น ควรพักจากกิจกรรมที่หนักเกินตัว
[2] เสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core strengthening) สม่ำเสมอ
[3] ยกของหนักให้ถูกท่า งอเข่า ไม่งอหลัง
[4] ถ้าปวดหลังเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เฉพาะทาง ไม่ปล่อยไว้
[5] ในเด็กและวัยรุ่นที่ปวดหลังนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรตรวจหา Spondylolysis โดยเฉพาะถ้าเล่นกีฬาที่ต้องแอ่นหลัง
คำถามที่พบบ่อย
ถาม Spondylolysis เป็นโรคของเด็กหรือผู้ใหญ่ ตอบ พบได้ทั้งสองวัยครับ แต่มักเริ่มเกิดในวัยเด็กถึงวัยรุ่นจากการเล่นกีฬา และมาแสดงอาการในวัยทำงาน
ถาม MRI ปกติ แปลว่าไม่เป็น Spondylolysis ใช่ไหม ตอบ ไม่ใช่ครับ MRI แบบมาตรฐานอาจพลาดได้ถึงร้อยละ 51 ในคนอายุน้อย หากมีอาการชัดเจน ควรทำ CT scan ยืนยัน [5]
ถาม ต้องผ่าตัดเสมอไหม ตอบ ไม่ครับ มากกว่าร้อยละ 90 ของเคส สามารถรักษาหายโดยไม่ต้องผ่าตัด [2]
ถาม ออกกำลังกายได้ไหม ตอบ ในช่วงรักษาควรหยุดกีฬาที่ทำให้แอ่นหลัง แต่สามารถทำกายภาพบำบัดและเสริมกล้ามเนื้อ Core ได้
ถาม กลับไปเล่นกีฬาได้เมื่อไหร่ ตอบ เฉลี่ย 4 ถึง 6 เดือนหลังการรักษาที่ถูกต้องครับ [2]
สรุปสิ่งสำคัญ
[1] ปวดหลังร้าวลงขา ไม่ได้แปลว่า "หมอนรองกระดูกทับเส้น" เสมอไป
[2] Spondylolysis เป็นสาเหตุที่ถูกมองข้ามบ่อย โดยเฉพาะในวัยรุ่นนักกีฬาและคนวัยทำงานที่แอ่นหลังบ่อย
[3] MRI ปกติไม่ได้แปลว่าไม่เป็น Spondylolysis ต้องใช้ CT scan ยืนยัน
[4] รักษาเร็ว หายเร็ว ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด
[5] ถ้าปวดเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยที่ถูกต้อง
―――――――――――――――――――――――
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สอบถามปัญหากระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ Line OA: @doctorkeng | โทร 081-530-3666
"เราเชื่อว่า ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
―――――――――――――――――――――――
#ปวดหลัง #ปวดร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #กระดูกสันหลังหัก #Spondylolysis #ParsFracture #ปวดเอวเรื้อรัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #รักษาปวดไม่ผ่าตัด #BackPain #LumbarSpondylolysis #ParsInterarticularis #LowBackPain #SpineHealth
―――――――――――――――――――――――
เอกสารอ้างอิง
[1] Debnath UK. Lumbar spondylolysis - current concepts review. J Clin Orthop Trauma. 2021;21:101535. doi:10.1016/j.jcot.2021.101535
[2] Minor A, Klein BR, Sowah MN, Etienne K, Levi AD. Pars interarticularis fractures treated with minimally invasive surgery: a literature review. J Clin Med. 2024;13(2):581. doi:10.3390/jcm13020581
[3] Mohammed N, Patra DP, Narayan V, Savardekar AR, Dossani RH, Bollam P, et al. A comparison of the techniques of direct pars interarticularis repairs for spondylolysis and low-grade spondylolisthesis: a meta-analysis. Neurosurg Focus. 2018;44(1):E10. doi:10.3171/2017.11.FOCUS17581
[4] Tsai SHL, Chang CW, Chen WC, Lin TY, Wang YC, Wong CB, et al. Does direct surgical repair benefit pars interarticularis fracture? A systematic review and meta-analysis. Pain Physician. 2022;25(3):265-82.
[5] West AM, d'Hemecourt PA, Bono OJ, Micheli LJ, Sugimoto D. Diagnostic accuracy of magnetic resonance imaging and computed tomography scan in young athletes with spondylolysis. Clin Pediatr (Phila). 2019;58(6):671-6. doi:10.1177/0009922819832643
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น