วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังหลังคลอด... ของขวัญที่มาพร้อมความเจ็บปวด หรือสัญญาณอันตรายที่แม่ต้องรู้?

 



ปวดหลังหลังคลอด... ของขวัญที่มาพร้อมความเจ็บปวด หรือสัญญาณอันตรายที่แม่ต้องรู้?

“ทำไมแค่ก้มลงไปอุ้มลูก... หลังมันเหมือนจะหักแบบนี้?”

คุณแม่หลายคนอาจคิดว่า อาการปวดหลังหลังคลอด เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่ใครๆ ก็เป็นกัน แต่คุณรู้ไหมครับว่า อาการที่ดูเหมือนจะหายไปเองนี้ บางครั้งกลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเรื้อรังที่ทำให้คุณแม่หลายคนไม่สามารถอุ้มลูกได้นานๆ หรือแม้แต่เดินไปซื้อของหน้าปากซอยก็ยังลำบาก

วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกว่า อาการปวดนี้เป็นแค่เรื่อง “เมื่อย” หรือ “โครงสร้างร่างกาย” ของคุณแม่กำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกันแน่? และที่สำคัญ... มีความลับบางอย่างที่หมออยากบอก ว่าทำไมการนอนพักเฉยๆ อาจทำให้คุณยิ่งปวดกว่าเดิม!


เรื่องเล่าจากคนไข้: เคสคุณแม่พิมพ์ กับความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่

คุณพิมพ์ อายุ 32 ปี เป็นคุณแม่มือใหม่ที่เพิ่งคลอดน้องได้ 3 เดือน เธอมาหาผมด้วยใบหน้าที่อ่อนเพลียและท่าเดินที่ดูขัดๆ

“คุณหมอคะ พิมพ์ปวดหลังจนแทบจะอุ้มลูกไม่ไหวแล้วค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะอุ้มลูกเยอะ แต่ตอนนี้แม้แต่นอนเฉยๆ ก็ยังร้าวไปถึงก้น ก้มลงเปลี่ยนผ้าอ้อมทีไร น้ำตาแทบไหลทุกที”

คุณพิมพ์พยายามนวดก็แล้ว แปะพลาสเตอร์ก็แล้ว แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น เธอเริ่มกังวลว่าตัวเองจะเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือจะมีปัญหาถาวรจนกลับมาใช้ชีวิตปกติไม่ได้ ความกังวลนี้ส่งผลไปถึงความเครียดในการเลี้ยงลูก เพราะเธอรู้สึกว่าตัวเอง “ทำหน้าที่แม่ได้ไม่เต็มที่” เพียงเพราะความเจ็บปวดที่หลัง


ไขความลับร่างกาย: เมื่อ “ยางยืด” ของแม่ยังไม่หดกลับ

ลองนึกภาพตามหมอนะครับ ร่างกายของคุณแม่ตอนตั้งครรภ์เหมือนกับ “หนังสติ๊กที่ถูกดึงจนตึงสุด” มาตลอด 9 เดือนครับ

ในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า รีแลกซิน (Relaxin) ออกมา เจ้าฮอร์โมนตัวนี้เปรียบเหมือนน้ำยาที่ทำให้ “เส้นเอ็น” ที่เคยเหนียวแน่นเหมือนเชือก กลายเป็นเหมือน “เส้นบะหมี่ลวกซ้ำ” เพื่อให้กระดูกเชิงกรานขยายออกให้ลูกน้อยคลอดออกมาได้

แต่ปัญหาคือ... เมื่อคลอดน้องออกมาแล้ว เจ้าเส้นเอ็นเหล่านี้ไม่ได้หดกลับทันทีเหมือนดีดนิ้วครับ มันยังคง “ย้วย” และ “หลวม” อยู่ ทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องแบกรับภาระหนักแทนกระดูกและเส้นเอ็นตลอดเวลา เปรียบเหมือนเราเอาเสาเข็มที่หลวมไปตั้งบ้านหนักๆ บ้านก็เลยเอียงและปวดร้าวไปทั้งหลังนั่นเองครับ


รู้จักกับโรค: อาการปวดหลังและอุ้งเชิงกรานหลังคลอด (Postpartum Back and Pelvic Girdle Pain)

อาการนี้ในทางการแพทย์เรามักจะพบได้บ่อยมาก โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ อาการปวดหลังส่วนล่าง และ อาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านหลัง (Postpartum Pelvic Girdle Pain)

  • สาเหตุ: เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสมดุลร่างกายที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลังคลอด, กล้ามเนื้อหน้าท้องที่แยกออกจากกันทำให้หลังขาดที่ยึดเกาะ และการที่เส้นเอ็นยังมีความหลวมจากฮอร์โมนที่หลงเหลืออยู่

  • การเกิดโรค: เมื่อโครงสร้างไม่มั่นคง กล้ามเนื้อหลังจึงต้องทำงานหนักเกินกำลังจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง

  • อาการ: มักปวดตื้อๆ บริเวณเอว หรือปวดเสียวร้าวลงไปที่ตะโพก บางคนปวดมากเมื่อต้องเดินนานๆ หรือเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นยืน


5 ปัจจัยเสี่ยงที่แม่ๆ ต้องระวัง

  1. น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป: ทั้งในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ทำให้หลังต้องแบกรับภาระหนัก

  2. ท่าทางในการให้นมลูก: การก้มตัวลงหาลูกแทนการนำลูกมาหาตัว ทำให้กระดูกสันหลังเสียรูป

  3. ประวัติการปวดหลังก่อนตั้งครรภ์: หากเคยปวดมาก่อน โอกาสจะปวดหลังคลอดจะสูงขึ้นมาก

  4. ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ส่งผลต่อการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อโดยตรง

  5. การอุ้มลูกผิดวิธี: การอุ้มลูกเข้าเอวข้างใดข้างหนึ่งนานๆ ทำให้กระดูกสันหลังคดเอียง


การตรวจวินิจฉัย: หมอตรวจอะไรบ้าง?

เมื่อคุณแม่มาพบหมอ เราจะเริ่มจากขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง และตรวจดูว่ามีการกดเจ็บที่จุดไหนเป็นพิเศษ

  • การตรวจการทำงานของข้อต่อ: ดูว่าข้อต่ออุ้งเชิงกรานมีการขยับที่ผิดปกติหรือไม่

  • เอกซเรย์ (X-ray): มักใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีกระดูกเคลื่อนหรือผิดรูปชัดเจน

  • MRI: จะทำก็ต่อเมื่อคุณแม่มีอาการ “ธงแดง” เช่น ชาลงขาชัดเจน ขาอ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ เพื่อดูหมอนรองกระดูกและเส้นประสาท

  • การตรวจเลือด: เพื่อแยกแยะอาการปวดจากการติดเชื้อหรือโรคข้ออักเสบอื่นๆ (ถ้าจำเป็น)


แนวทางการรักษา: กลับมาสตรองได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

ข่าวดีคือ คุณแม่มากกว่า 90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ โดยเราจะเน้นตามลำดับดังนี้:

  1. การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ หมอจะสอนท่าอุ้มลูกที่ถูกต้อง การใช้หมอนรองขณะให้นม และการปรับท่าทางการเดิน

  2. กายภาพบำบัด: เน้นการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ให้กลับมาแข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น “เฝือกธรรมชาติ” ให้หลัง

  3. การใช้ยา: หมอจะเลือกยาที่ปลอดภัยและไม่มีผลต่อการให้นมบุตร เพื่อลดการอักเสบในระยะเฉียบพลัน

  4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้เครื่อง Ultrasound: ในกรณีที่ปวดมาก หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งที่แม่นยำเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่ข้อต่ออุ้งเชิงกรานโดยตรง ซึ่งวิธีนี้ปลอดภัยและเห็นผลเร็ว

  5. การผ่าตัด: จะพิจารณาเฉพาะรายที่มีหมอนรองกระดูกแตกทับเส้นประสาทรุนแรงจริงๆ ซึ่งพบน้อยมากในคุณแม่หลังคลอดครับ


พยากรณ์โรค: จะหายเมื่อไหร่?

หลายคนถามหมอว่า “หมอคะ พิมพ์จะต้องปวดแบบนี้ไปตลอดชีวิตไหม?”

คำตอบคือ “ไม่ครับ” โดยปกติอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 3-6 เดือนหลังคลอด หากมีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง แต่ถ้าปล่อยไว้โดยไม่รักษาหรือฝึกกล้ามเนื้อ อาการอาจกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังได้ครับ และมีโอกาสกลับมาเป็นอีกในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปหากพื้นฐานร่างกายไม่แข็งแรงพอ


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากปล่อยทิ้งไว้ อาการปวดหลังอาจลามกลายเป็น:

  • เส้นประสาทถูกกดทับ: จากการที่กล้ามเนื้อหลังทำงานผิดปกติจนหมอนรองกระดูกมีปัญหา

  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด: ความเจ็บปวดทางกายส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้คุณแม่ดูแลลูกได้ไม่เต็มที่

  • ปัญหาการทรงตัว: เดินลำบาก หรือปวดเข่าและข้อเท้าตามมาจากการชดเชยท่าทาง


วิธีป้องกัน

  1. ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง: เริ่มออกกำลังกายเบาๆ ตามคำแนะนำของหมอหลังคลอด (เช่น ท่าแขม่วพุงเบาๆ)

  2. ใช้อุปกรณ์ช่วย: เช่น หมอนรองให้นม หรือเป้อุ้มลูกที่ช่วยกระจายน้ำหนักได้ดี

  3. งดใส่รองเท้าส้นสูง: ในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อให้กระดูกสันหลังปรับสมดุลได้ง่ายขึ้น

  4. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: นอกเหนือจากการอุ้มลูก

  5. จัดท่าทางตอนนอน: ใช้หมอนข้างรองระหว่างขาเพื่อลดแรงกดที่อุ้งเชิงกราน


Q&A Section

Q: ปวดหลังร้าวลงขาหลังคลอด อันตรายไหม? A: หากมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย ถือว่าอันตรายครับ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของเส้นประสาทถูกกดทับ

Q: ต้องตรวจ MRI ทุกคนไหม? A: ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่การตรวจร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยแล้ว MRI จะใช้ในรายที่รักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงครับ

Q: ปวดคอนานแค่ไหนควรพบแพทย์? A: แม้บทความนี้เน้นเรื่องหลัง แต่หลักการเดียวกันครับ หากปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือปวดจนรบกวนการนอนและการเลี้ยงลูก ควรมาพบหมอครับ


สรุปประเด็นสำคัญ

  • อาการปวดหลังหลังคลอดส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมนที่ทำให้เส้นเอ็นหลวมและกล้ามเนื้อทำงานหนักเกินไป

  • การปรับท่าทางในการเลี้ยงลูกและให้นม คือกุญแจสำคัญในการรักษา

  • การออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเป็น "เฝือกธรรมชาติ" ที่ดีที่สุด

  • ส่วนใหญ่รักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการปรับพฤติกรรม ยา และการฉีดยาเฉพาะจุด

  • อย่าปล่อยให้ความปวดทำลายช่วงเวลาที่มีความสุขกับลูก การรักษาที่ถูกจุดช่วยให้คุณแม่กลับมาสดใสได้เร็วขึ้น

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

“เราเชื่อว่า ‘ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ’

หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง”

#ปวดหลังหลังคลอด #ปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #คุณแม่มือใหม่ #ปวดสะโพก #แม่และเด็ก #สุขภาพผู้หญิง #กายภาพบำบัด #รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #PostpartumBackPain #NewMomLife #WomenHealth #OrthoTips #HealthySpine


  1. Vleeming A, Albert HB, Ostgaard HC, Sturesson B, Stuge B. European guidelines for the diagnosis and treatment of pelvic girdle pain. Eur Spine J. 2008;17(6):794–819.
    แนวทางจากยุโรปฉบับนี้อธิบายวิธีตรวจแยกอาการปวดอุ้งเชิงกราน (pelvic girdle pain) จากปวดหลังทั่วไป และเสนอแนวทางรักษาที่เน้นการออกกำลังกายเฉพาะส่วน การให้ความรู้ และการจัดท่าทาง ช่วยให้คุณแม่ตั้งครรภ์และหลังคลอดหลายคนดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด.

  2. Wu WH, Meijer OG, Uegaki K, Mens JM, van Dieën JH, Wuisman PI, Ostgaard HC. Pregnancy-related low back pain and pelvic girdle pain: terminology, prevalence, and risk factors. Eur Spine J. 2004;13(7):575–579.
    งานนี้อธิบายคำศัพท์ที่ใช้เรียกอาการปวดหลังและปวดเชิงกรานในหญิงตั้งครรภ์ พร้อมบอกว่าพบได้บ่อยมากในคุณแม่ช่วงท้องและหลังคลอด และมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยมีอาการมาก่อน น้ำหนักขึ้นมาก และงานที่ต้องยืนนานหรือยกของหนัก.

  3. Stuge B, Laerum E, Kirkesola G, Vøllestad N. The efficacy of a treatment program focusing on specific stabilizing exercises for pelvic girdle pain after pregnancy: a randomized controlled trial. Spine (Phila Pa 1976). 2004;29(4):351–359.
    การทดลองสุ่มนี้แสดงว่าการออกกำลังกายเฉพาะกล้ามเนื้อแกนกลางและเชิงกรานอย่างถูกวิธีในคุณแม่หลังคลอดที่มีอาการปวดเชิงกราน สามารถช่วยลดปวดและเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้ดีกว่าการดูแลทั่วไป แสดงให้เห็นว่ากายภาพบำบัดแบบ “ฝึกกล้ามเนื้อพยุง” มีบทบาทสำคัญ.

  4. Katonis P, Kampouroglou A, Aggelopoulos A, Kakavelakis K, Lykoudis S, Makrigiannakis A, Alpantaki K. Pregnancy-related low back pain. Hippokratia. 2011;15(3):205–210.
    บทความนี้สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในครรภ์ น้ำหนักท้องที่เพิ่มขึ้น และท่าทางที่แอ่นหลังมากขึ้น ล้วนทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังและเชิงกรานรับแรงมากขึ้น คนท้องจึงปวดหลังได้ง่าย ไม่ได้แปลว่ามีกระดูกเสียหายเสมอไป แต่ควรดูแลเรื่องท่าทางและออกกำลังกายให้เหมาะสม.

  5. Bergström C, Persson M, Mogren I. Pregnancy-related low back pain and pelvic girdle pain approximately 12 years after delivery – prevalence and impact on daily life. BMC Pregnancy Childbirth. 2016;16:188.
    งานติดตามนี้พบว่าบางคนที่เคยปวดหลังหรือปวดเชิงกรานตอนท้องยังมีอาการหลงเหลืออยู่แม้ผ่านไปกว่า 10 ปี และอาจกระทบการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาและฟื้นฟูให้ครบตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ไม่ปล่อยให้ปวดเรื้อรังยืดเยื้อ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น