วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568

อายุ 57 ปวดหลังร้าวลงขา... ผล MRI บอก "กระดูกเสื่อมหลายระดับ" ต้องกังวลแค่ไหน?

 


อายุ 57 ปวดหลังร้าวลงขา... ผล MRI บอก "กระดูกเสื่อมหลายระดับ" ต้องกังวลแค่ไหน?

"หมอครับ ผล MRI ออกมาแล้วครับ... เขาเขียนว่ากระดูกสันหลังเสื่อมหลายข้อเลย แถมมีกดทับเส้นประสาททั้งซ้ายทั้งขวา ฟังดูน่ากลัวมาก ผมจะเป็นอัมพาตไหมครับ? ต้องผ่าตัดด่วนเลยหรือเปล่า?"

นี่คือความกังวลของคนไข้ชายวัย 57 ปี ท่านหนึ่งที่เพิ่งเดินถือผลตรวจเข้ามาปรึกษาหมอด้วยสีหน้าไม่สู้ดีครับ อาการหลักๆ คือ "ปวดหลัง แล้วมีอาการชาร้าวลงไปที่ขาขวา" เดินไกลไม่ได้ ต้องหยุดพัก

พอเปิดดูผล MRI ก็พบร

  • กระดูกสันหลังเสื่อมหลายระดับ (Multilevel degeneration)
  • หมอนรองกระดูกเสื่อม (Disc degeneration)
  • โพรงกระดูกตีบแคบ (Spinal stenosis) ที่ระดับ L4/5 และ L5/S1

ฟังดูเหมือนหลังพังทั้งแถบใช่ไหมครับ? แต่หมออยากบอกข่าวดีว่า... "อย่าเพิ่งตกใจกับภาษาแพทย์ครับ" เพราะเคสนี้ จริงๆ แล้วคือ "ความเสื่อมตามธรรมชาติ" ที่เราจัดการกับมันได้ครับ

อาการ "ปวดร้าวลงขาขวา"

ในเคสของคุณพี่ท่านนี้ แม้ผลจะบอกว่าเสื่อมหลายที่ แต่ "จำเลยตัวจริง" ที่ทำให้ปวดขาขวาจนเดินลำบาก คือที่ระดับ L4/5 ครับ

  • เกิดอะไรขึ้น? ตรงข้อต่อกระดูกสันหลังระดับเอวข้อที่ 4 และ 5 (L4/5) มีความเสื่อมเกิดขึ้น ทำให้ช่องทางเดินเส้นประสาทมันแคบลง (Stenosis)
  • ผลกระทบ: มันไปเบียดบัง "เส้นประสาทขาข้างขวา" (Right L4 nerve) ครับ
  • อาการ: เมื่อเส้นประสาท L4 โดนกด อาการปวดหรือชาจะวิ่งจากหลังล่าง อ้อมมาทางสะโพก ลงมาที่หน้าขา หรือหน้าแข้งด้านใน ทำให้เรารู้สึกเหมือนไฟช็อตหรือเป็นตะคริวเวลาเดิน

แล้วระดับ L5/S1 ที่เสื่อมด้วยล่ะ?

ในผล MRI ของคุณพี่ ยังเจอว่าที่ระดับล่างลงไปอีกข้อ (L5/S1) ก็มีการกดทับเส้นประสาทเหมือนกัน แต่เป็น "ด้านซ้าย"

  • ทำไมตอนนี้ยังไม่ปวดซ้าย? อาจเป็นเพราะการกดทับยังไม่รุนแรงมาก หรือร่างกายยังพอทนไหวครับ
  • ต้องทำยังไง? ถือเป็น "สัญญาณเตือน" ครับ ว่าในอนาคตถ้าเรายังใช้งานหนัก ขาซ้ายอาจจะเริ่มประท้วงได้เหมือนกัน ดังนั้นการดูแลรักษาตอนนี้ จะช่วยป้องกันข้างซ้ายไปในตัวครับ

"เสื่อม" ไม่ได้แปลว่า "ร้าย"

สิ่งที่หมออยากเน้นย้ำให้สบายใจที่สุดในเคสนี้คือลักษณะของโรคโดยรวมครับ:

  1. เป็นความเสื่อมตามวัย (Age-related change): เหมือนผิวที่มีริ้วรอย ผมที่เริ่มหงอก กระดูกสันหลังคนวัย 57 ก็ย่อมมีความสึกหรอเป็นธรรมดาครับ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
  2. ไม่ใช่โรคร้ายแรง (No Red Flags): ในฟิล์ม ไม่พบ กระดูกหัก (Fracture) และ ไม่พบ ก้อนเนื้อหรือมะเร็ง (Tumor) ใดๆ
  3. โครงสร้างผิดรูปเล็กน้อย: อาจจะมีกระดูกคดหรือเอียงนิดหน่อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เจอได้ และไม่ได้น่ากลัวครับ

แนวทางการรักษา: จำเป็นต้องผ่าตัดไหม?

เมื่อรู้ว่าไม่ใช่โรคร้าย และเป็นแค่ความเสื่อม... การผ่าตัดจึง "ไม่ใช่ทางเลือกแรก" เสมอไปครับ

Step 1: รักษาแบบประคับประคอง (90% ของคนไข้ดีขึ้นได้)

  • ยา: กินยาลดการอักเสบของเส้นประสาท และยาแก้ปวด
  • กายภาพบำบัด (สำคัญมาก):
    • บริหารกล้ามเนื้อ: เสริมสร้างกล้ามเนื้อหลัง (Core muscle) ให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลังที่เสื่อม
  • ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การก้มเงยบ่อยๆ หรือนั่งนานเกินไป

Step 2: การฉีดยา (ถ้ากินยาแล้วไม่หาย)

  • ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) เพื่อลดบวมที่เส้นประสาทโดยตรง (เหมือนเอาน้ำดับไฟที่ต้นตอ) ช่วยให้หายปวดและกลับไปทำกายภาพได้ดีขึ้น

Step 3: ผ่าตัด (ทางเลือกสุดท้าย)

  • จะพิจารณาก็ต่อเมื่อ: รักษาเต็มที่แล้ว 3-6 เดือนไม่ดีขึ้น, กล้ามเนื้อขาเริ่มอ่อนแรง, หรือมีปัญหาการขับถ่าย

บทส่สรุป

ผล MRI ที่ยาวเหยียด อาจดูน่าตกใจ แต่ถ้าเราอ่านให้ลึกถึงรายละเอียด เราจะพบว่ามันคือ "บันทึกการใช้งานร่างกาย" ของเราครับ

สำหรับเคสนี้ ให้การรักษาที่ถูกต้อง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาการปวดร้าวลงขาจะดีขึ้นได้ และคุณพี่จะสามารถใช้ชีวิตในวัย 57 ได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเนื้อร้ายครับ

ดูแลหลังให้ดีตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มันอยู่ประคองเราไปอีกนานๆ ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#กระดูกสันหลังเสื่อม #ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #MRIกระดูกสันหลัง #โพรงประสาทตีบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #DoctorKeng

ปวดหลัง "ฉีดยาบล็อกหลัง" ทางออกของคนกลัวผ่าตัด... เจ็บไหม? ช่วยได้จริงหรือ?

 



ปวดหลัง "ฉีดยาบล็อกหลัง" ทางออกของคนกลัวผ่าตัด... เจ็บไหม? ช่วยได้จริงหรือ?

"หมอครับ... เพื่อนผมบอกว่าไปฉีดยาเข้ากระดูกสันหลังมาแล้วหายปวดเป็นปลิดทิ้ง ไม่ต้องผ่าตัดเลย มันจริงไหมครับ? แล้วมันน่ากลัวไหมครับหมอ?"

คำถามนี้หมอได้ยินบ่อยพอๆ กับคำถามเรื่องผ่าตัดเลยครับ

สำหรับคนที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขา หรือเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่กินยาแก้ปวดจนแสบท้อง กายภาพจนท้อแล้วอาการยังทรงๆ ทรุดๆ ครั้นจะให้ผ่าตัดก็กลัวเข็ม กลัวมีด กลัวเดินไม่ได้

"การฉีดยาเข้าโพรงประสาท" หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "การบล็อกหลัง" (Epidural Steroid Injection) จึงกลายเป็นความหวังใหม่ของใครหลายคนครับ

วันนี้หมอเก่งจะมาไขข้อข้องใจให้หมดเปลือก ว่าวิธีนี้มันคืออะไร เจ็บเหมือนที่เขาขู่ไหม และมันช่วยรักษาโรคได้จริงหรือเปล่า?

เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณครูวิภา กับความกลัวเข็ม

คุณครูวิภา (นามสมมติ) อายุ 52 ปี เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ปวดหลังร้าวลงขาซ้ายจนเดินสอนหนังสือแทบไม่ไหว คุณครูรักษากินยามา 2 เดือน อาการดีขึ้นบ้างแต่ไม่หายขาด พอหมอพูดเรื่อง "ฉีดยาเข้าโพรงประสาท" หน้าคุณครูซีดเผือดเลยครับ

"ฉีดเข้าไขสันหลังเลยเหรอคะหมอ! จะเป็นอัมพาตไหม? เจ็บมากไหมคะ?"

นี่คือความเข้าใจผิดที่น่ากลัวที่สุดครับ คนส่วนใหญ่คิดว่าเราจะเอาเข็มแทงเข้าไปใน "ไขสันหลัง" (Spinal Cord) ซึ่งอันตรายมาก แต่ความจริงแล้ว... เราไม่ได้ทำแบบนั้นครับ

หลังจากหมออธิบายและทำหัตถการไป (ใช้เวลาแค่ 15 นาที) คุณครูเดินออกมาจากห้องด้วยรอยยิ้ม แล้วบอกว่า "รู้งี้ฉีดตั้งนานแล้วค่ะหมอ เจ็บน้อยกว่าถอนฟันอีก"

การ "บล็อกหลัง" คืออะไรกันแน่? (ไม่ใช่การบล็อกหลังผ่าตัดคลอดนะครับ)

ต้องแยกให้ออกก่อนนะครับ การบล็อกหลังแก้ปวด (ESI) ไม่ใช่ การบล็อกหลังเพื่อผ่าตัดคลอดลูก หรือผ่าตัดขาที่ทำให้ชาไปครึ่งตัวนะครับ คนละเรื่องกันเลย

หลักการง่ายๆ คือ: เวลาที่หมอนรองกระดูกมันปลิ้น หรือกระดูกมันเสื่อมไปทับเส้นประสาท เส้นประสาทตรงนั้นจะเกิดการ "อักเสบ บวม แดง" เหมือนไฟที่กำลังไหม้ ทำให้เราปวดร้าวลงขา

การกินยา อาจจะเหมือนการเอาน้ำสาดจากระยะไกล กว่าจะถึงจุดไฟไหม้ น้ำก็ระเหยไปเยอะ

แต่ การฉีดยาเข้าโพรงประสาท เปรียบเสมือน "การเอาสายยางไปฉีดน้ำดับไฟที่ต้นตอ" ครับ หมอจะฉีดยาลดการอักเสบ (สเตียรอยด์) + ยาชา เข้าไปที่บริเวณรอบๆ เส้นประสาทที่ถูกกดทับโดยตรง เพื่อให้ยุบบวมเร็วที่สุด

เจ็บไหม? น่ากลัวหรือเปล่า?

หมอขอตอบตามตรงแบบลูกผู้ชายเลยว่า "เจ็บนิดเดียวครับ" (ประมาณมดกัดตอนฉีดยาชา)

ขั้นตอนการทำ ไม่ได้ทำในห้องตรวจธรรมดา แต่ทำในห้องสะอาดปลอดเชื้อ และที่สำคัญคือ "ต้องใช้ ultrasound  ช่วยนำทาง" เสมอครับ

  1. นอนคว่ำ: คนไข้นอนคว่ำบนเตียง สบายๆ
  2. ฉีดยาชา: หมอจะฉีดยาชาที่ผิวหนังบริเวณหลัง (เจ็บจี๊ดเดียวตรงนี้แหละครับ)
  3. นำทางด้วย ultrasound : หมอจะค่อยๆ สอดเข็มเล็กๆ เข้าไป เพื่อให้ปลายเข็มไปหยุดอยู่ที่ "ช่องว่างเหนือเส้นประสาท" (Epidural Space) อย่างแม่นยำ โดยไม่โดนตัวเส้นประสาท
  4. เดินยา: เมื่อมั่นใจตำแหน่งแล้ว หมอจะเดินยาเข้าไป คนไข้อาจจะรู้สึกตึงๆ หรือวูบๆ ลงขาบ้างเล็กน้อย แปลว่ายาเดินทางไปถูกที่แล้วครับ

ช่วยได้จริงไหม? หายขาดหรือเปล่า?

นี่คือคำถามสำคัญครับ หมอขอแบ่งเป็น 3 กลุ่มผลลัพธ์:

  1. กลุ่มหายขาด (Curative): มักพบในกลุ่มที่เป็น "หมอนรองกระดูกทับเส้นแบบเฉียบพลัน" (เพิ่งเป็นไม่นาน) เมื่อเราฉีดยาเข้าไปลดบวม เส้นประสาทหายอักเสบ ร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมหมอนรองกระดูกส่วนที่ปลิ้นออกมาได้เองตามธรรมชาติ กลุ่มนี้ฉีดเข็มเดียวจบ กลับไปใช้ชีวิตปกติได้เลย
  2. กลุ่มบรรเทาอาการ (Palliative): ในกลุ่มที่เป็น "กระดูกสันหลังเสื่อมเรื้อรัง" (เป็นมานาน กระดูกงอกเยอะ) การฉีดยาไม่สามารถเอากระดูกงอกออกไปได้ครับ แต่ช่วยลดการอักเสบ ทำให้หายปวดได้นาน 3-6 เดือน หรือเป็นปี เพื่อให้กลับไปทำกายภาพบำบัดได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องกินยาแก้ปวดทุกวัน
  3. กลุ่มที่ไม่ได้ผล: มีส่วนน้อยครับที่ฉีดแล้วไม่ดีขึ้น ซึ่งอาจแปลว่าการกดทับนั้นรุนแรงมากจริงๆ จนต้องพิจารณาการผ่าตัด

ข้อดี vs ข้อเสีย

ข้อดี:

  • ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล (ทำเสร็จนั่งพัก 1 ชั่วโมง กลับบ้านได้)
  • ตรงจุดแม่นยำกว่าการกินยา
  • ช่วยยืนยันการวินิจฉัย (ถ้าฉีดแล้วหายปวด แสดงว่าเป็นที่เส้นประสาทเส้นนี้แน่นอน)
  • ช่วย "ซื้อเวลา" สำหรับคนที่ยังไม่พร้อมผ่าตัด

ข้อควรระวัง:

  • ห้ามทำในคนที่มีการติดเชื้อ

บทสรุปจากหมอเก่ง

การฉีดยาเข้าโพรงประสาท เป็น "ทางเลือกสายกลาง" ที่ดีมากครับ สำหรับคนที่การกินยาเอาไม่อยู่ แต่ยังไม่อยากผ่าตัด

มันไม่ใช่ยาวิเศษที่เสกโรคให้หายวับไปกับตาในทุกคน แต่มันคือเครื่องมือที่ช่วย "ดับไฟ" ในหลังของคุณ ให้คุณได้กลับมาตั้งหลัก เริ่มต้นทำกายภาพ และดูแลตัวเองได้โดยไม่มีความปวดมาทรมาน

ถ้าคุณกำลังลังเล หรือกลัว... ลองเข้ามาปรึกษาหมอดูก่อนครับ บางที "เข็มเล็กๆ" เข็มนี้ อาจจะช่วยให้คุณกลับมาเดินตัวปลิวได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องเจอ "มีด" ก็ได้ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#ฉีดยาบล็อกหลัง #ฉีดยาเข้าโพรงประสาท #ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ไม่ต้องผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #DoctorKeng

ตื่นมาแล้วปวดหลัง... เป็นเพราะ "ที่นอน" ไม่ดี หรือ "กระดูก" เราพังกันแน่?

 



ตื่นมาแล้วปวดหลัง... เป็นเพราะ "ที่นอน" ไม่ดี หรือ "กระดูก" เราพังกันแน่?

เคยเป็นไหมครับ? เสียงนาฬิกาปลุกดังตอนเช้า ใจอยากจะลุกไปทำงานให้สดชื่น แต่ร่างกายกลับประท้วง!

ความรู้สึกแรกที่ลืมตาตื่น คือความปวดตึงที่แผ่นหลัง เหมือนมีหินก้อนใหญ่มาทับ หรือเหมือนร่างกายยังไม่ได้พักผ่อน ทั้งที่นอนมาเต็มอิ่ม 7-8 ชั่วโมง บางคนต้องค่อยๆ บิดขี้เกียจอยู่นานกว่าจะขยับตัวลุกจากเตียงได้

หลายคนรีบโทษ "ที่นอน" ทันที... "สงสัยที่นอนยุบแล้ว" "สงสัยที่นอนแข็งไป" ว่าแล้วก็เตรียมกำเงินก้อนโตไปถอยที่นอนใหม่ราคาหลักหมื่น

ช้าก่อนครับ! ก่อนจะเสียเงินฟรี หมออยากให้ลองอ่านเรื่องนี้ดู เพราะบางที... จำเลยอาจไม่ใช่ที่นอนก็ได้ครับ

เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: เตียงดูดวิญญาณของคุณวิชัย

เมื่อเดือนก่อน คุณวิชัย (นามสมมติ) หนุ่มออฟฟิศวัย 45 ปี เดินกุมเอวเข้ามาปรึกษาหมอ ด้วยสีหน้าหงุดหงิด

"หมอครับ ผมเพิ่งกัดฟันซื้อที่นอนยางพาราอย่างดีเกือบ 5 หมื่นบาท นึกว่าจะหลับสบาย ที่ไหนได้... ตื่นมาปวดหลังหนักกว่าเดิมอีกครับ ผมโดนหลอกขายของหรือเปล่าเนี่ย?"

พอหมอซักประวัติและตรวจร่างกายละเอียด ถึงบางอ้อเลยครับ ปัญหาของคุณวิชัยไม่ใช่ที่นอนคุณภาพแย่ แต่เป็นเพราะ "กล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรัง" จากการนั่งทำงานผิดท่าสะสมมานาน พอไปนอนที่นอนยางพาราที่ค่อนข้างแน่น กล้ามเนื้อที่ตึงอยู่แล้วเลยเกิดแรงกดทับ ไม่ได้ผ่อนคลาย ตื่นมาเลยระบม

เคสนี้แก้ที่ "คน" ครับ พอรักษาอาการอักเสบหาย กลับไปนอนที่นอนเดิม ก็หลับสบายฝันดีเหมือนเดิม

ความจริงที่หมออยากบอก

อาการ "ตื่นนอนแล้วปวดหลัง" (Morning Stiffness/Pain) มักเกิดจาก 2 ปัจจัยหลักที่ทำงานร่วมกันครับ คือ "สภาพร่างกาย" และ "อุปกรณ์การนอน"

ถ้าเราโทษแต่ที่นอน เราอาจจะแก้ปัญหาไม่จบครับ หมอเก่งขอแยกแยะให้ดูง่ายๆ ว่าแบบไหนคือสัญญาณบอกเหตุจากอะไร

เช็คลิสต์: อาการแบบนี้... สาเหตุมาจากไหน?

1. สัญญาณเตือนจาก "ที่นอน" (หรือท่านอน)

  • ปวดเฉพาะตอนตื่น: ตื่นมาปวดมาก แต่พอลุกเดินไปอาบน้ำ แต่งตัว ขยับร่างกายสักพัก อาการปวดหายไปเป็นปลิดทิ้ง
  • นอนที่อื่นแล้วไม่ปวด: พอไปนอนโรงแรม หรือไปนอนบ้านเพื่อน กลับหลับสบายไม่ปวดหลังเลย
  • ที่นอนเป็นแอ่ง: สังเกตดูว่าตรงกลางที่นอนยุบเป็นหลุมกระทะ หรือนอนแล้วตัวจมลงไปจนพลิกตัวยากไหม (อันนี้ที่นอนนุ่ม/ยุบเกินไป)
  • ตื่นมาแล้วชา: รู้สึกชาตามแขนหรือขา เพราะที่นอนแข็งเกินไปจนกดทับจุดไหลเวียนเลือด

2. สัญญาณเตือนจาก "ร่างกาย" (กระดูก/กล้ามเนื้อ)

  • ปวดตลอดวัน: ตื่นมาก็ปวด ระหว่างวันก็นั่งนานๆ ก็ปวด ก้มยกของก็จี๊ด
  • ปวดร้าว: มีอาการปวดร้าวลงสะโพก หรือลงขา ร่วมด้วย
  • ขยับแล้วเจ็บ: พลิกตัวบนเตียงก็เจ็บ สะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะความปวด
  • ฝืดตึงนาน: ตื่นมาแล้วตัวแข็งทื่อ ต้องใช้เวลานานกว่า 30 นาทีถึงจะเริ่มขยับได้คล่อง (สัญญาณของข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบ)

เจาะลึกโรคที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม

ถ้าเช็คแล้วว่า "ที่นอนไม่ผิด" เราต้องกลับมาดูที่ร่างกายเราครับ ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ไหม

  1. กล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรัง (Myofascial Pain): เจอบ่อยที่สุดครับ เกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อมาทั้งวัน พอตอนนอนถ้าท่านอนไม่ดี กล้ามเนื้อไม่ได้พัก ก็จะตื่นมาพร้อมความเมื่อยล้า
  2. กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis): มักเจอในผู้สูงอายุ ข้อต่อกระดูกที่เสื่อมจะยึดติดกันขณะที่เราอยู่นิ่งๆ นานๆ (ตอนหลับ) ทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกหลังแข็ง ขยับยาก
  3. หมอนรองกระดูกทับเส้น: กลุ่มนี้มักจะปวดรุนแรงเวลานอน หรือพลิกตัวลำบาก บางคนนอนหงายไม่ได้เลย เพราะหมอนรองกระดูกมันปลิ้นไปกดทับเส้นประสาท

วิธีแก้ไขเบื้องต้น (ก่อนไปเสียเงินซื้อที่นอนใหม่)

หมออยากให้ลองปรับตามสูตรนี้ดูสัก 1-2 สัปดาห์ครับ

1. ปรับท่านอน (Sleep Posture)

  • คนชอบนอนหงาย: ให้หาหมอนข้างใบย่อมๆ หรือผ้าห่มม้วน มารองใต้เข่าครับ วิธีนี้จะช่วยลดความแอ่นของหลังล่าง ทำให้หลังแนบกับที่นอนได้ดีขึ้น ลดอาการปวดหลังได้ชะงัดนัก
  • คนชอบนอนตะแคง: ต้องมี "หมอนข้าง" ครับ! ให้กอดหมอนข้างและเอาขามาก่ายไว้ (ให้หมอนอยู่ระหว่างขา 2 ข้าง) เพื่อให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรง ไม่บิดเกลียว
  • คนชอบนอนคว่ำ: "เลิกเถอะครับ" ท่านอนคว่ำทำให้คอต้องบิดไปข้างหนึ่ง และหลังแอ่นมากที่สุด เป็นท่าที่ทำร้ายกระดูกสันหลังที่สุดครับ

2. ปรับที่นอนเดิม

  • ถ้าที่นอนนุ่ม/ยุบเกินไป: ลองหาไม้อัดมารองใต้ฟูก หรือถ้าเป็นฟูกสปริงเก่าๆ อาจจะต้องเปลี่ยนครับ เพราะมันไม่รองรับสรีระแล้ว
  • ถ้าที่นอนแข็งเกินไป: ซื้อ Topper (แผ่นรองนอน) ยางพาราหนาๆ สัก 2-3 นิ้ว มาวางทับ ก็ช่วยกระจายแรงกดทับได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องซื้อเตียงใหม่ทั้งหลัง

3. บริหารก่อนและหลังนอน

  • ยืดเหยียด: ก่อนนอน ยืดกล้ามเนื้อหลังเบาๆ (เช่น ท่านอนกอดเข่าชิดอก) จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งมาทั้งวัน ให้หลับสบายขึ้น

เมื่อไหร่ต้องมาหาหมอ?

ถ้าปรับท่านอนก็แล้ว เปลี่ยนหมอนก็แล้ว อาการปวดหลังตอนตื่นนอนยังตามรังควานไม่เลิก หรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย:

  • ปวดร้าวลงขา ชาขา หรือขาอ่อนแรง
  • มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • ปวดมากตอนกลางคืนจนตื่น (Night Pain)

รีบมาตรวจเถอะครับ หมออาจต้องเอกซเรย์ดูโครงสร้างกระดูก เพื่อดูว่ามีความเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกมีปัญหาหรือไม่ การรักษาที่ตรงจุด จะช่วยให้คุณกลับมา "ตื่นแล้วสดชื่น" ได้อีกครั้ง

บทส่งท้ายจากใจหมอ

การนอนหลับ คือการชาร์จแบตเตอรี่ที่ดีที่สุดของมนุษย์ครับ อย่าปล่อยให้ความปวดหลังมาขโมยความสุขยามค่ำคืนของคุณไป

ลองสังเกตตัวเองคืนนี้เลยนะครับ ว่าเราปวดแบบไหน แล้วลองปรับท่านอนดู ไม่แน่ว่า... แค่หมอนข้างใบเดียว อาจจะช่วยให้คุณหายปวดหลัง โดยไม่ต้องพึ่งยาหมอเลยก็ได้ครับ

ขอให้ทุกท่านตื่นมาพร้อมรอยยิ้ม และหลังที่แข็งแรงในเช้าวันพรุ่งนี้ครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#ปวดหลัง #ตื่นนอนปวดหลัง #ที่นอนดูดวิญญาณ #หมอนรองกระดูก #ท่านอนแก้ปวดหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #DoctorKeng

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ปวดหลัง–ชามือชาเท้ามานานหลายปีหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง… ทำไมยังไม่หาย? และจะดีขึ้นได้อย่างไร


ปวดหลัง–ชามือชาเท้ามานานหลายปีหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง… ทำไมยังไม่หาย? และจะดีขึ้นได้อย่างไร

กรณีตัวอย่างนี้เป็นของ ผู้หญิงอายุ 67 ปี ที่ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกสันหลังมา 3 ปี แต่ยังมีอาการ

  • ปวดหลังเรื้อรัง
  • ชามือและเท้าตลอดเวลา
  • ใช้ชีวิตลำบาก ทำงานบ้านไม่สะดวก

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ผ่าตัดมาแล้ว ทำไมยังปวด–ชาต่อเนื่อง? ผ่าตัดไม่สำเร็จหรือไม่?”

ความจริงคือ… ไม่ใช่การผ่าตัดล้มเหลวเสมอไป แต่เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง และยังมีวิธีทำให้ดีขึ้นได้อย่างมีหลักฐานทางการแพทย์

บทความนี้หมอจะอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่าย ๆ ว่าอาการนี้เกิดจากอะไร ตรวจอย่างไร และมีทางรักษาแบบใดบ้างให้ดีขึ้นได้จริง

🔍 ทำไมหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแล้ว ยังมีอาการปวด–ชา?

โรคนี้เรียกรวม ๆ ว่า Failed Back Surgery Syndrome (FBSS) หรือ “ปวดหลังเรื้อรังหลังผ่าตัด” ซึ่งไม่ได้แปลว่าผ่าตัดผิดพลาด แต่เกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่:

✔ 1) เส้นประสาทถูกกดทับมานานก่อนผ่าตัด

เส้นประสาทที่ถูกกดเป็นเวลานานอาจเกิดการอักเสบหรือเสื่อม ทำให้แม้ผ่าตัดแล้ว อาการชาอาจยังไม่หาย 100% แต่ดีขึ้นได้ด้วยการฟื้นฟู

✔ 2) พังผืดรัดรอบเส้นประสาท (Epidural fibrosis)

เกิดขึ้นได้ 6–12 เดือนหลังผ่าตัด ทำให้เจ็บ–ชาตามเส้นประสาทลุกลามลงขา หรือชามือเท้า

✔ 3) ข้อกระดูกข้างเคียงเสื่อมเร็วกว่าปกติ

เมื่อมีเหล็กดาม จุดเหนือ–ใต้ตำแหน่งดามจะรับแรงมากขึ้น → ทำให้เสื่อมเร็ว → ปวดหลังเรื้อรัง

✔ 4) กล้ามเนื้อหลัง–สะโพกอ่อนแรงหลังผ่าตัด

พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ถ้าไม่ได้ทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง

✔ 5) ปลายประสาทเสื่อมจากอายุ (Peripheral Neuropathy)

เป็นสาเหตุสำคัญของ “ชามือ–เท้าตลอดเวลา” โดยเฉพาะในวัย 60+ และผู้ที่มีเบาหวาน ไทรอยด์ หรือขาดวิตามิน B12

✔ 6) เหล็กดามอาจหลมหรือเกิดการอักเสบเฉพาะจุด

ไม่พบมาก แต่ต้องตรวจ

อาการทั้งหมดนี้ “รักษาได้” ถ้าตรวจให้พบสาเหตุที่แท้จริง

🧠 อาการแบบไหนเข้าข่ายต้องตรวจเพิ่มเติม?

  • ปวดหลังตลอดเวลา หรือมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ชามือ–เท้า 2 ข้างร่วมด้วย
  • เจ็บเหมือนไฟช็อต ร้าวลงขา
  • เดินไกลไม่ได้ ต้องหยุดพักบ่อย
  • อ่อนแรง ยกเท้าไม่ขึ้น สะดุดง่าย
  • ปวดหรือชาเกิน 3 เดือนหลังผ่าตัด

หากมีอาการเหล่านี้ แปลว่า “เส้นประสาทยังมีปัญหา” จำเป็นต้องตรวจให้ละเอียดครับ

🧪 การตรวจที่จำเป็นเพื่อหาสาเหตุ

การตรวจที่แม่นยำทำให้รักษาได้ตรงจุด

✔ 1) MRI กระดูกสันหลังซ้ำ (จำเป็นมาก)

เพื่อดู

  • พังผืดกดเส้นประสาท
  • หมอนรองปลิ้นใหม่
  • กระดูกเสื่อมที่ข้อข้างเคียง
  • เหล็กดามหลุดหรือเลื่อน

✔ 2) ตรวจไฟฟ้าเส้นประสาท (EMG/NCS)

วินิจฉัยได้ว่า “ชามือ–เท้า” เกิดจาก

  • เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม
  • เส้นประสาทจากคอกด
  • เส้นประสาทจากหลังถูกกดทับ

✔ 3) X-ray หลังยืน – ก้ม–เงย

เพื่อดูความมั่นคงของเหล็กดามและกระดูก

✔ 4) ตรวจเลือด

  • เบาหวาน (น้ำตาลสะสม HbA1c)
  • วิตามิน B12
  • ไทรอยด์
  • ไต–เลือด–เกลือแร่

🩺 แนวทางรักษาที่ได้ผลและปลอดภัย

แม้จะผ่าตัดมาแล้วหลายปี แต่ผู้ป่วยยัง “ดีขึ้นได้” หากรักษาตรงจุด

✔ 1) กายภาพบำบัดเฉพาะทางหลังผ่าตัด

ต้องเน้น

  • กล้ามเนื้อหลัง–สะโพก–หน้าท้อง (Core)
  • การเดิน–นั่ง–ยืนให้ถูกท่า
  • เทคนิคยืดเส้นประสาท (Nerve gliding) ช่วยให้ปวดลดลงและฟื้นตัวเร็วมาก

✔ 2) ฉีดยาลดอักเสบเฉพาะเส้นประสาท (Epidural / Nerve root block)

เหมาะกับผู้ที่ยังปวดร้าวลงขา หรือชาจากเส้นประสาทถูกพังผืดรัด

ผลการฉีด

  • ลดอักเสบเฉพาะจุด
  • เดินได้ดีขึ้น
  • ชาลดลงหลายสัปดาห์–หลายเดือน

✔ 3) ฉีดบริเวณข้อต่อที่เสื่อม และข้อต่อ SI joint

ถ้าปวดหลังช่วงล่างมาก

✔ 4) รักษาอาการปลายประสาทเสื่อมร่วม

  • วิตามิน B-complex
  • ยาระงับปวดเส้นประสาท (ให้แพทย์ประเมิน)
  • ควบคุมเบาหวาน/ไทรอยด์

✔ 5) ทบทวนยาแก้ปวดให้เหมาะสม

เช่น ยากลุ่มที่ช่วยลดอาการชา–แสบร้อน (pregabalin / duloxetine)

✔ 6) พิจารณาผ่าตัดแก้ไข (Revision surgery) – เฉพาะรายจำเป็น

ใช้ในกรณี

  • เหล็กหลุด
  • กระดูกไม่ติด
  • ข้อข้างเคียงเสื่อมรุนแรง
  • เส้นประสาทถูกกดอย่างมากจากหมอนรองใหม่

ไม่ใช่วิธีแรก แต่เป็นทางเลือกเมื่อรักษาแบบอนุรักษ์ไม่ดีขึ้น

✨ พยากรณ์โรค

แม้อาการจะเรื้อรังมาหลายปี แต่ผู้ป่วยจำนวนมากดีขึ้นอย่างชัดเจนหลัง

  • กายภาพเฉพาะทาง 4–8 สัปดาห์
  • ฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุด
  • รักษาปลายประสาทเสื่อมร่วม

อาการปวด–ชามักดีขึ้น 40–80% ในหลายเคส เมื่อรักษาตรงจุด

💡 บทสรุปสำหรับประชาชนทั่วไป

อาการ ปวดหลัง–ชามือเท้าตลอดเวลาแม้ผ่าตัดใส่เหล็กมาแล้วหลายปี ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนอยู่ตลอดไป

และไม่ได้แปลว่าผ่าตัดล้มเหลวเสมอไป แต่เกิดจากหลายปัจจัย เช่น พังผืดรัดเส้นประสาท เส้นประสาทเสื่อม ข้อข้างเคียงเสื่อม หรือกล้ามเนื้อหลังอ่อนแรง

การตรวจอย่างเป็นระบบ (MRI, EMG/NCS, ตรวจเลือด) จะช่วยหาต้นเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่การรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

หากทำถูกวิธี ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลับมายืน เดิน ทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และคุณภาพชีวิตดีขึ้นมากครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังเรื้อรัง #หลังผ่าตัดยังปวด #ชามือเท้า #พังผืดหลังผ่าตัด #หมอเก่ง #สุขภาพกระดูก

ปวดก้นกบมา 2 สัปดาห์ เกิดจากอะไร? อันตรายไหม?


ปวดก้นกบมา 2 สัปดาห์ เกิดจากอะไร? อันตรายไหม?

อาการปวดก้นกบเป็นอาการที่หลายคนเป็นได้ โดยเฉพาะวัยทำงาน วัยนั่งทำงาน หรือผู้ที่เคยล้ม–กระแทกก้นมาก่อน วันนี้หมอขอใช้กรณีของ คุณพงศ์ อายุ 27 ปี ที่มีอาการปวดก้นกบมา 2 สัปดาห์ เพื่ออธิบายให้เข้าใจง่ายว่าอาการนี้เกิดจากอะไรได้บ้าง อันตรายหรือไม่ และควรดูแลอย่างไรให้ดีขึ้นเร็วที่สุด

อาการปวดก้นกบคืออะไร?

“ก้นกบ” หรือ coccyx เป็นกระดูกชิ้นท้ายสุดของกระดูกสันหลัง อยู่ตำแหน่งตรงกลางก้นด้านบนใกล้ ๆ รอยแยกก้น เป็นจุดที่มีเส้นเอ็น–พังผืด–กล้ามเนื้อเกาะเยอะ ทำให้ ปวดได้ง่ายแม้ไม่ได้ล้มแรง

อาการของคุณพงศ์ที่ปวดมา 2 สัปดาห์ เข้ากับภาวะที่เรียกว่า Coccydynia (ปวดก้นกบ) ซึ่งสาเหตุมีหลายแบบดังนี้

สาเหตุที่พบบ่อยในวัย 20–40 ปี

✔ 1) นั่งนาน นั่งผิดท่า หรือนั่งบนเก้าอี้แข็ง

เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการปวดก้นกบในวัยทำงาน โดยเฉพาะคนที่นั่งต่อเนื่องเป็นชั่วโมง

✔ 2) กล้ามเนื้อ–พังผืดบริเวณก้นกบตึง

โดยเฉพาะกล้ามเนื้อสะโพกด้านล่างและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้เจ็บเมื่อก้ม นั่ง หรือเปลี่ยนท่า

✔ 3) กระดูกก้นกบเคลื่อนจากแรงกระแทก

เคยล้มก้นกระแทกพื้น แม้ไม่จำวันเวลาได้ชัด ก็อาจมีการเคลื่อนเล็ก ๆ ที่ทำให้ปวดเวลานั่งนาน

✔ 4) เอ็นรอบก้นกบอักเสบเรื้อรัง

ทำให้เจ็บจุดเดียวชัด เจ็บเวลาลุก–นั่ง หรือเวลานั่งเอนตัวไปด้านหลัง

✔ 5) อาการจากกล้ามเนื้อสะโพกลึก (Piriformis tightness)

ทำให้ปวดก้นล่างลึก ๆ บางครั้งร้าวลงขาเล็กน้อย

✔ 6) ถุงน้ำอักเสบพื้นที่ก้นกบ (Pilonidal cyst)

หากมีตุ่มนูน เจ็บมาก แดงร้อน หรือมีหนอง ต้องตรวจทันที

สาเหตุที่ “อันตรายจริง” พบได้น้อยมาก เช่น การติดเชื้อในกระดูกหรือเนื้องอกบริเวณก้นกบ แต่จะมีอาการหนัก เช่นปวดรุนแรง มีไข้ น้ำหนักลด ซึ่งคุณพงศ์ ไม่ได้มีอาการแบบนั้น จึงโอกาสน้อยมาก

อาการที่มักพบร่วมกัน

  • ปวดเวลา “นั่งนาน ๆ” หรือเวลาลุกจากเก้าอี้
  • ปวดแบบจี้ด ๆ หรือหน่วง ๆ ตรงกลางก้น
  • กดจุดแล้วเจ็บ
  • นอนราบหรือเดินแล้วดีขึ้น
  • บางครั้งเจ็บเวลาถ่ายอุจจาระ (พบได้น้อย)

ถ้าปวดมากขึ้นตอนนั่งเอนไปด้านหลัง เช่น นั่งในรถ – นั่งพื้นแข็ง → ยิ่งเข้ากับอาการปวดก้นกบ

อาการแบบไหนต้องตรวจเพิ่มเติม?

ให้สังเกต 6 อาการนี้:

  1. ปวดมากจนยืน–เดินไม่ได้
  2. มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับปวดก้นกบรุนแรง
  3. มีรอยบวมแดงหรือคลำได้ก้อน (เสี่ยงติดเชื้อ)
  4. ปวดร้าวลงขามากผิดปกติ
  5. ปวดนานเกิน 4–6 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น
  6. น้ำหนักลด อ่อนเพลียผิดปกติ

ถ้าไม่มีอาการเหล่านี้ → มักเป็นอาการที่รักษาแบบอนุรักษ์ได้ดี

การรักษาเบื้องต้น (ทำได้ทันที)

✔ 1) ปรับท่านั่ง

  • ใช้เบาะรองก้นแบบ ตัว U หรือโดนัท เพื่อไม่ให้กดตรงตำแหน่งก้นกบ
  • หลีกเลี่ยงเก้าอี้แข็ง
  • ลุกเดินยืดตัวทุก 30–45 นาที

✔ 2) ประคบอุ่นวันละ 1–2 ครั้ง

ช่วยคลายกล้ามเนื้อและพังผืดรอบก้นกบ

✔ 3) บริหาร–ยืดเหยียดกล้ามเนื้อสะโพก

  • ท่า Piriformis stretch
  • ท่า Child’s pose
  • ท่า Cat–Cow เพื่อลดความตึงหลังล่าง

✔ 4) ยาแก้ปวด–ลดอักเสบแบบปลอดภัย

เช่น พาราเซตามอล หรือ NSAIDs แบบสั้น ๆ (ถ้าไม่มีโรคกระเพาะ ไต)

✔ 5) เลี่ยงการปั่นจักรยานหรือท่านั่งที่ลงน้ำหนักตรงก้นกบมาก

การรักษาขั้นคลินิก (ถ้าอาการไม่ดีขึ้น)

หากผ่านไป 2–4 สัปดาห์แล้วยังปวดอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อ:

✔ ตรวจร่างกายเฉพาะจุด + อัลตราซาวนด์

ดูว่าก้นกบเคลื่อนหรือมีการอักเสบของเอ็น–พังผืด

✔ ฉีดยาลดอักเสบเฉพาะที่ (Ultrasound-guided)

ใช้ในกรณีปวดเรื้อรัง จุดกดเจ็บชัด ให้ผลดีในหลายราย

✔ กายภาพบำบัดเฉพาะทาง

ปลดล็อกข้อต่อก้นกบ–สะโพก คลายพังผืด เพิ่มความยืดหยุ่น

พยากรณ์โรค

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ดีขึ้นใน 2–6 สัปดาห์ เมื่อดูแลถูกต้อง

เคสที่มีก้นกบเคลื่อนหรือมีพังผืดเรื้อรัง อาจใช้เวลา 6–12 สัปดาห์ แต่โดยรวมตอบสนองดีมาก ไม่ใช่โรคอันตราย

สรุปสำหรับคุณพงศ์ อายุ 27 ปี

อาการปวดก้นกบ 2 สัปดาห์ในคนหนุ่มสุขภาพดี มักเกิดจาก การนั่งนาน–พังผืดตึง–หรือมีการเคลื่อนของก้นกบจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

การพัก–ปรับท่านั่ง–ประคบอุ่น–ยืดสะโพกจะช่วยได้มากภายในไม่กี่วัน

หากผ่านไป 2–3 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น หรือเริ่มปวดมากขึ้นตอนนอนหงาย–ลุกนั่ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมนะครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดก้นกบ #Coccydynia #ปวดนั่งนาน #ปวดสะโพก #หมอเก่ง #เชียงใหม่

ปวดสะโพก–ชาลงขาเรื้อรัง รักษาแบบเดิมไม่ดีขึ้น ควรตรวจ MRI เพราะอาจมี “ก้อนกดเส้นประสาท” ซ่อนอยู่



ปวดสะโพก–ชาลงขาเรื้อรัง รักษาแบบเดิมไม่ดีขึ้น ควรตรวจ MRI เพราะอาจมี “ก้อนกดเส้นประสาท” ซ่อนอยู่

ปวดหลังร้าวลงขา ตรวจ MRI พบ ก้อนภายในเยื่อหุ้มไขสันหลัง  “Intradural Mass”

คืออะไร? อันตรายไหม? ต้องรักษาอย่างไร?

อาการ ปวดหลังร้าวลงขา ปวดสะโพก ชา หรืออ่อนแรง เป็นอาการที่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือโพรงประสาทตีบ แต่ในบางคน เมื่อทำ MRI แล้วกลับพบสิ่งที่ต้องระวังมากกว่า นั่นคือ “Intradural Mass” ซึ่งเป็นความผิดปกติที่อยู่ “ภายในเยื่อหุ้มไขสันหลัง” ไม่ใช่หมอนรองกระดูกทั่วไป

บทความนี้หมอเขียนขึ้นเพื่อให้เข้าใจง่าย ว่า intradural mass คืออะไร มีสาเหตุจากอะไร อาการเป็นแบบไหน และทางเลือกการรักษามีอะไรบ้าง

🔍 Intradural Mass คืออะไร?

“Intradural” หมายถึง อยู่ภายในเยื่อหุ้มไขสันหลัง (dura mater) และคำว่า “mass” หมายถึงก้อนเนื้อ หรือการเจริญผิดปกติที่กดเบียดเส้นประสาทหรือไขสันหลัง

ตำแหน่ง intradural มี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ:

  1. Intradural–extramedullary: อยู่ในถุงประสาท แต่ อยู่นอกไขสันหลัง
  2. Intramedullary: อยู่ ภายในไขสันหลัง เอง

กรณี “ปวดหลังร้าวลงขา ปวดสะโพก” มักพบในกลุ่ม intradural–extramedullary มากกว่า เพราะก้อนจะไปกดรากเส้นประสาทโดยตรง

📌 ชนิดของ Intradural Mass ที่พบบ่อย

มักเป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้าย (benign) มากกว่าร้ายแรง ได้แก่

✔ 1) Schwannoma (ชวานโนมา)

เนื้องอกของปลอกเส้นประสาท พบได้บ่อยที่สุด มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งน้อยมาก

✔ 2) Meningioma

เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง/ไขสันหลัง โตช้า รักษาได้ดี

✔ 3) Neurofibroma

เนื้องอกจากปลอกประสาท พบบางส่วนในโรคทางพันธุกรรม (เช่น NF1)

✔ 4) Ependymoma / Myxopapillary ependymoma

พบในบริเวณ “ปลายท่อไขสันหลัง” (filum terminale) ทำให้มีอาการปวดหลัง–ปวดสะโพก–ร้าวลงขาได้

✔ 5) Arachnoid cyst / intradural cyst

เป็นถุงน้ำกดเส้นประสาท

❗ ชนิดที่ต้องระวัง (พบน้อยกว่า)

  • Metastasis (มะเร็งกระจายเข้าไขสันหลัง)
  • Lymphoma
  • Infection / TB spine ที่ลุกลามเข้า dura

การแยกโรค ต้องอาศัย MRI แบบมีฉีดสี (MRI with contrast) เพราะลักษณะการติดสีของแต่ละชนิดต่างกัน

🔥 อาการที่มักเกิดเมื่อมี Intradural Mass

ก้อนภายในเยื่อหุ้มไขสันหลังจะกดเส้นประสาท → ทำให้เกิดอาการสำคัญดังนี้

✔ ปวดหลังร้าวลงขา (lumbar radiculopathy)

เหมือนหมอนรองกระดูกทับเส้น แต่รักษาแบบเดิมอาจไม่ดีขึ้น

✔ ปวดสะโพก / ก้น

โดยเฉพาะบริเวณ sacrum หรือก้นด้านหนึ่ง

✔ ชาเท้า–ชาขา หรือแสบร้อน

ตามแนวเส้นประสาท sciatic

✔ อ่อนแรง ยกเท้าไม่ขึ้น เดินสะดุด

อันนี้เป็นสัญญาณเตือนมาก

✔ ปัสสาวะ–อุจจาระผิดปกติ (พบได้น้อย แต่ต้องรีบตรวจ)

เป็นสัญญาณการกดเบียดปลายเส้นประสาทรุนแรง

✔ อาการไม่ดีขึ้นแม้กายภาพ/ฉีดยา/กินยานานหลายเดือน

เพราะต้นเหตุคือ “ก้อน” ไม่ใช่หมอนรองกระดูก

🧪 การตรวจที่จำเป็น

**✔ 1)MRI Spine with contrast (สำคัญที่สุด)**เพื่อดู

  • รูปร่างก้อน
  • ขอบเขตการกดเส้นประสาท
  • ชนิดก้อนที่เป็นไปได้

✔ 2) ตรวจระบบประสาท

ทดสอบรีเฟล็กซ์, แรงขา, การรับความรู้สึก

✔ 3) ตรวจคัดกรองมะเร็ง (ตามแพทย์พิจารณา)

ถ้าสงสัย metastatic เช่น ตรวจปอด เต้านม ต่อมไทรอยด์

✔ 4) ตรวจเลือดบางชนิด

ถ้าสงสัย lymphoma / infectious mass

🩺 วิธีการรักษา

ขึ้นกับชนิดก้อน ขนาด และอาการของผู้ป่วย

✔ 1) การผ่าตัด (Surgery) เป็นวิธีหลักสำหรับก้อนที่

  • ทำให้ปวดร้าวมาก
  • มีอาการชาหรืออ่อนแรง
  • ก้อนใหญ่กดเบียดไขสันหลัง
  • สงสัยเนื้องอกร้าย

การผ่าตัดส่วนใหญ่สามารถผ่าตัดแบบแผลเล็ก + ใช้กล้องผ่าตัดร่วม ทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

✔ 2) เฝ้าระวัง (Observation) ใช้ในกรณี

  • ก้อนเล็กมาก
  • ไม่มีอาการกดเส้นประสาท
  • ก้อนสงสัยเป็น cyst หรือก้อน benign โตช้ามาก

แต่ต้องติดตาม MRI ทุก 6–12 เดือน

✔ 3) รังสีรักษา (Radiotherapy)

ใช้ในก้อนบางชนิด เช่น meningioma โตซ้ำ หรือ metastatic tumor

✔ 4) เคมีบำบัด

เฉพาะโรคกลุ่ม lymphoma / metastatic ที่ตอบสนองต่อยา

⭐ พยากรณ์โรคดีหรือไม่?

ขึ้นกับชนิดของก้อนและการรักษาที่เหมาะสม

  • ก้อน benign เช่น schwannoma / meningioma → ผ่าตัดแล้วหายขาดได้สูง
  • ก้อน intradural cyst → ผ่าตัดแก้ไขอาการชัดเจน
  • ก้อนร้ายหรือก้อนกระจาย → ต้องรักษาร่วมหลายแผนก แต่ถ้าตรวจเร็ว อาการปวดลดได้มาก

อาการปวดหลัง–ร้าวขา ส่วนใหญ่ดีขึ้นทันทีหลังผ่าตัด เพราะแรงกดเส้นประสาทถูกปลดออก

🔶 หมอสรุปให้เข้าใจง่าย

  • Intradural mass คือ “ก้อนภายในเยื่อหุ้มไขสันหลัง” ไม่ใช่หมอนรองกระดูกทั่วไป
  • ทำให้ปวดหลังร้าวลงขา ชา อ่อนแรง
  • MRI with contrast เป็นการตรวจที่ช่วยยืนยันชนิดก้อนได้ดี
  • การรักษาส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัด โดยเฉพาะกรณีมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วม
  • ก้อนส่วนมากเป็น benign และผ่าตัดได้ผลดีมาก

หากมีผล MRI อยู่แล้ว สามารถส่งให้หมออ่านเพิ่มเติมได้ หมอจะช่วยประเมินว่าลักษณะก้อนเข้ากับชนิดไหน และควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านใดครับ 🙏


วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568

ปวดหลังทำไมต้องสนใจ? อาการที่ดูธรรมดาแต่แฝงอันตราย!

ปวดหลังทำไมต้องสนใจ? อาการที่ดูธรรมดาแต่แฝงอันตราย!

คุณเคยมีอาการปวดหลังแล้วคิดว่า “พักเดี๋ยวก็คงหาย”?

ถ้าใช่ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว! อาการปวดหลังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มคนทำงานทุกเพศทุกวัย

แต่รู้หรือไม่ว่าการละเลยหรือไม่ดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ อาจทำให้อาการนี้ลุกลามจนเกิดปัญหารุนแรง เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือกระดูกเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

ปวดหลังเกิดจากอะไรได้บ้าง?

1. พฤติกรรมการใช้ชีวิต: นั่งผิดท่า ยกของผิดวิธี หรือนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป

2. กล้ามเนื้ออักเสบ: จากการทำงานหนักหรือการออกกำลังกายผิดท่า

3. หมอนรองกระดูกเคลื่อน: เส้นประสาทถูกกดทับจนทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาหรือสะโพก

4. โรคประจำตัว: เช่น โรคกระดูกพรุน หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์

แล้วเราจะจัดการกับอาการปวดหลังได้อย่างไร?

1. เริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน:

• ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง: หลังตรง วางเท้าราบบนพื้น

• หลีกเลี่ยงการยกของหนักแบบก้มหลัง ให้ใช้วิธีย่อเข่า

• เลือกที่นอนที่รองรับสรีระอย่างเหมาะสม

2. ออกกำลังกายที่เหมาะสม:

• ท่ายืดกล้ามเนื้อ เช่น ท่าแมว-วัว (Cat-Cow Pose) ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อหลัง

• การว่ายน้ำ: ช่วยลดแรงกดบนกระดูกสันหลัง

3. การรักษาทางการแพทย์:

หากอาการปวดไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

• กายภาพบำบัด: เพื่อฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

• การฉีดยาระงับปวด: ในกรณีที่มีอาการเส้นประสาทถูกกดทับ

• การผ่าตัด: เมื่อการรักษาแบบอื่นไม่ได้ผล โดยเฉพาะกรณีหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทอย่างรุนแรง

อย่าปล่อยให้ “ปวดหลัง” กลายเป็นเรื่องเรื้อรัง!

การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพหลังที่ดีในระยะยาว ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ เพราะการดูแลที่เหมาะสมในเวลาที่ถูกต้องอาจช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ในอนาคต

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกเคลื่อน #กายภาพบำบัด #ดูแลตัวเอง #สุขภาพดีเริ่มที่ตัวเรา #หมอเก่งกระดูกและข้อ

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ปรึกษาปัญหากระดูกและข้อได้ที่ line ID @doctorkeng ไม่เสียค่าใช้จ่าย

https://page.line.me/vjn2149j?openQrModal=tru