วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

ผ่าตัดแล้วจบไหม? หมอนรองกระดูกทับเส้นจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือเปล่า

 



ผ่าตัดแล้วจบไหม? หมอนรองกระดูกทับเส้นจะกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือเปล่า และคู่มือดูแลตัวเองฉบับ “คนรักกระดูก”

"หมอครับ... ผมนึกว่าผ่าตัดแล้วจะหายขาดตลอดชีวิต ทำไมมันเริ่มกลับมาปวดตื้อๆ ที่เดิมอีกแล้วครับ?"

นี่คือคำถามที่หมอได้รับบ่อยครั้งจากคนไข้ที่เคยผ่าตัดหมอนรองกระดูกไปแล้วผ่านไป 1-2 ปี บางคนดูแลตัวเองดีมากแต่ก็ยังกังวล บางคนพอกลับไปใช้ชีวิตปกติ ลืมตัว เผลอยกของหนัก หรือนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ เพราะคิดว่า "ผ่าตัดแล้ว = หายขาดเหมือนได้หลังใหม่"

ความจริงข้อนี้อาจจะฟังดูน่าตกใจนิดหน่อยครับ แต่หมอต้องบอกตามตรงด้วยความจริงใจว่า "การผ่าตัด ไม่ใช่การเปลี่ยนเอากระดูกสันหลังชุดใหม่ใส่เข้าไป" แต่เป็นการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเพื่อให้เรากลับมาใช้งานได้

วันนี้หมอเก่งจะมาไขข้อข้องใจว่า ทำไมโรคนี้ถึงมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ และเราจะทำอย่างไรให้การผ่าตัดครั้งเดียว "คุ้มค่า" และอยู่กับเราไปได้นานที่สุดครับ

เรื่องจริงหลังห้องผ่าตัด: "ซ้ำ" ได้ไหม?

คำตอบสั้นๆ คือ "ได้ครับ"

ในทางการแพทย์ เราเรียกภาวะนี้ว่า Recurrent Disc Herniation หรือการที่หมอนรองกระดูกกลับมาปลิ้นกดทับเส้นประสาทซ้ำ ซึ่งจากสถิติงานวิจัยทั่วโลก พบได้ประมาณ 5–15% ของคนไข้ที่ผ่าตัดไปแล้ว

ลองจินตนาการว่าหมอนรองกระดูกของเราเหมือน "ยางรถยนต์" ครับ เมื่อยางแตกหรือรั่ว การผ่าตัดคือการ "ปะยาง" เอาส่วนที่แตกออกมาทิ้งไป และเย็บซ่อมรูรั่ว แต่เนื้อยางส่วนที่เหลือ ก็ยังคงเป็น "ยางเส้นเดิม" ที่ผ่านการใช้งานมานาน ความยืดหยุ่นย่อมไม่เหมือนยางใหม่แกะกล่อง

ดังนั้น หากเราเอารถที่เพิ่งปะยางไปขับวิบาก บรรทุกของหนัก หรือขับกระชากเหมือนเดิม โอกาสที่แผลเดิมจะปริ หรือมีจุดใหม่แตกออกมา ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ครับ

3 สาเหตุหลัก ที่ทำให้ "เป็นซ้ำ"

ทำไมบางคนผ่าแล้วหายยาว 20 ปี แต่บางคนกลับมาเจ็บใน 2 ปี? สาเหตุหลักมักมาจากปัจจัยเหล่านี้ครับ:

1. พฤติกรรมเดิมที่ยังไม่เปลี่ยน (สำคัญที่สุด): นี่คือปัจจัยอันดับหนึ่งครับ คนไข้หลายคนพอหายเจ็บ ก็กลับไปก้มยกของหนัก นั่งหลังค่อมทำงานวันละ 8-10 ชั่วโมง หรือขับรถทางไกลโดยไม่พัก สิ่งเหล่านี้คือตัวเร่งให้หมอนรองกระดูกส่วนที่เหลือรับภาระหนักเกินไป

2. ธรรมชาติของตัวโรค (Degenerative Process): อย่างที่หมอเปรียบเทียบเรื่องยางรถยนต์ครับ แม้เราจะดูแลดีแค่ไหน แต่ความเสื่อมตามวัยก็ยังดำเนินต่อไป หมอนรองกระดูกระดับเดิมอาจจะทรุดตัวลง หรืออาจจะไปเกิดปัญหาที่ "ข้อข้างเคียง" (Adjacent Segment Disease) แทน เพราะเมื่อข้อหนึ่งถูกล็อคหรือผ่าตัดไป ข้อที่อยู่ติดกันต้องทำงานหนักขึ้น

3. ปัจจัยส่วนบุคคล:

  • น้ำหนักตัว: น้ำหนักที่มากเกินไป คือแรงกดทับตลอด 24 ชั่วโมง
  • การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้แผลหายช้าและหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า

คู่มือดูแลตัวเอง: ทำอย่างไรให้หลังแข็งแรงตลอดไป

ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะครับ แม้จะมีโอกาสเป็นซ้ำ แต่ถ้าเราดูแลถูกวิธี เราสามารถป้องกันได้ถึง 90% ครับ หมอแบ่งช่วงเวลาดูแลเป็นระยะๆ ดังนี้

ระยะที่ 1: ช่วง 2–4 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด (แผลยังไม่หายสนิท)

ช่วงนี้เปราะบางที่สุดครับ เป้าหมายคือ "ให้แผลสมานตัว"

  • การลุกจากเตียง (Log Roll): ห้ามลุกพรวดพราด! ให้ใช้วิธี "กลิ้งตัวเป็นท่อนซุง" ตะแคงตัวก่อน แล้วค่อยหย่อนขาลงข้างเตียง ใช้มือดันตัวลุกนั่ง เพื่อไม่ให้กระดูกสันหลังบิดหมุน
  • ห้าม 3 ท่า (BLT): จำให้แม่นครับ
    • B - Bending: ห้ามก้มหลัง
    • L - Lifting: ห้ามยกของหนักเกิน 2 กิโลกรัม (แก้วน้ำ หนังสือ ได้ครับ)
    • T - Twisting: ห้ามบิดเอว เอี้ยวตัวหยิบของ
  • การใส่เสื้อเกราะอ่อน (Lumbar Support): ใส่เฉพาะเวลาเดินหรือนั่งรถ เพื่อเตือนสติไม่ให้ก้มหรือบิดตัว ไม่จำเป็นต้องใส่ตอนนอน

ระยะที่ 2: ช่วง 1–3 เดือน (เริ่มฟื้นตัว)

ช่วงนี้แผลภายนอกหายแล้ว แต่เนื้อเยื่อข้างในกำลังสร้างความแข็งแรง

  • เริ่มเดินออกกำลังกาย: การเดินคือยาที่ดีที่สุด ช่วยให้กล้ามเนื้อหลังทำงานและเลือดไหลเวียนดี เริ่มจากเดินทางราบ 10-15 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลา
  • ท่านั่ง: หลีกเลี่ยงเก้าอี้ที่นิ่มเกินไปหรือโซฟาที่จมตัว ให้นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลังตรง และอย่านั่งนานเกิน 45 นาที-1 ชั่วโมง ต้องลุกเปลี่ยนอิริยาบถเสมอ

ระยะที่ 3: ช่วง 3 เดือนขึ้นไป (เสริมเกราะป้องกัน)

นี่คือช่วงเวลาทองของการป้องกันระยะยาวครับ

  • สร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Strengthening): เมื่อหมอนรองกระดูกเราไม่เต็มร้อย เราต้องสร้าง "กล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง" ให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เป็น "เสาเข็มธรรมชาติ" ช่วยพยุงกระดูกสันหลังแทนหมอนรองกระดูก (ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดสำหรับท่าที่เหมาะสม)
  • ลดน้ำหนัก: การลดน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม ช่วยลดแรงกดที่กระดูกสันหลังได้ถึง 4 กิโลกรัม!
  • เลิกบุหรี่: เพื่อยืดอายุการใช้งานของกระดูกและหมอนรองกระดูกทุกข้อในร่างกาย

สัญญาณเตือน: แบบไหนต้องรีบกลับมาหาหมอ?

หากมีอาการเหล่านี้ อย่ารอช้าครับ

  1. ปวดร้าวลงขาเหมือนเดิม: อาการปวดแบบไฟช็อต หรือปวดแสบปวดร้อนวิ่งลงขา
  2. ชาหรืออ่อนแรง: รู้สึกขาไม่มีแรง กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น
  3. ปวดรุนแรงจนนอนไม่ได้: กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น

สรุป

การผ่าตัดหมอนรองกระดูก เป็นจุดเริ่มต้นของการ "คืนชีวิตใหม่" ให้กับการเคลื่อนไหวของคุณครับ ไม่ใช่จุดจบของโรคซะทีเดียว

โอกาสกลับมาเป็นซ้ำมีอยู่จริง แต่ "น้อยมาก" หากคุณเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การผ่าตัดเปรียบเสมือนหมอช่วยเปิดประตูคุกแห่งความเจ็บปวดให้คุณออกมาแล้ว หน้าที่ของคุณคือการเดินต่อไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง ไม่เดินกลับไปในเส้นทางเดิมที่ทำให้เราเจ็บ

ดูแล "หลัง" ของคุณให้ดีตั้งแต่วันนี้ เพราะเขาคือเสาหลักที่จะประคองชีวิตเราไปจนแก่เฒ่าครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ผ่าตัดหมอนรองกระดูก #ปวดหลังเรื้อรัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ดูแลตัวเองหลังผ่าตัด #กายภาพบำบัด #กระดูกสันหลัง #ปวดหลังร้าวลงขา #RecurrentDiscHerniation #สุขภาพผู้สูงอายุ

References:

  1. Li Z, Yang H, Liu M, Yang H, Chu L, et al. Clinical Characteristics and Risk Factors of Recurrent Lumbar Disc Herniation: A Retrospective Analysis of Three Hundred Twenty-One Cases. Spine (Phila Pa 1976). 2018;43(23):1663-9.
  2. Shin BJ. Risk factors for recurrent lumbar disc herniations. Asian Spine J. 2014;8(2):211-5.
  3. Yin T, Ji Q, Zhuang S, Zhang L, Li S, et al. Analysis of Risk Factors for the Recurrence of Lumbar Disc Herniation: A Meta-analysis. Comput Math Methods Med. 2022;2022:9682006.
  4. Siccoli A, de Wispelaere MP, van der Kallen BF, et al. Association of modic changes with recurrent lumbar disc herniation. World Neurosurg. 2020;140:e403-e409.
  5. Ozeki N, Acharitya R, Tezuka F, Wana A, Yamashita K, et al. Clinical characteristics and risk factors for recurrent lumbar disc herniation after microendoscopic discectomy. J Orthop Sci. 2020;25(4):557-61.

ปวดหลังธรรมดา VS หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: แยกให้ออกก่อนสาย อาการต่างกันอย่างไร?

 



"ปวดหลังธรรมดา" หรือ "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ? เรื่องใกล้ตัวที่แยกให้ออกก่อนสาย อาการต่างกันอย่างไร?

"หมอครับ ผมนวดมา 3 เดือนแล้ว ไม่หายสักที ยิ่งนวดยิ่งปวดร้าวลงขา จนตอนนี้เดินแทบไม่ไหวแล้วครับ"

ประโยคนี้เป็นคำบ่นที่หมอได้ยินบ่อยมากครับ จากคนไข้ที่เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางเจ็บปวด บางคนเดินตัวเอียง บางคนต้องให้ลูกหลานพยุงเข้ามา ทั้งที่จุดเริ่มต้นอาจจะเป็นเพียงแค่การก้มยกของผิดจังหวะ หรือนั่งทำงานนานเกินไปจนรู้สึกปวดหลัง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ การเหมาเอาว่าอาการปวดหลังทั้งหมดคือ "โรคกล้ามเนื้ออักเสบ" หรือ "เส้นจม" พยายามรักษาด้วยการนวด ยืดเหยียด หรือกินยาแก้ปวดเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอาการลุกลาม

วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจร่างกายตัวเองกันครับ ว่าอาการปวดหลังแบบไหนคือเรื่องปกติที่พักก็หาย และแบบไหนคือสัญญาณเตือนภัยจาก "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ที่ต้องรีบดูแลครับ

ความจริงของ "หลัง" เรา: โครงสร้างที่แข็งแรงแต่เปราะบาง

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "ตึกสูง" ที่ก่อด้วยอิฐบล็อกวางซ้อนกัน อิฐแต่ละก้อนคือกระดูกสันหลัง ระหว่างอิฐแต่ละก้อน จะมี "เบาะรอง" นิ่มๆ คั่นอยู่เพื่อลดแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือวิ่ง เจ้าเบาะนิ่มๆ นี่แหละครับที่เราเรียกว่า "หมอนรองกระดูก"

ด้านหลังของตึกนี้ จะมีท่อสายไฟขนาดใหญ่พาดผ่าน นั่นคือ "ไขสันหลังและเส้นประสาท" ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าจากสมองไปสั่งงานขาและเท้า ให้เราเดิน วิ่ง หรือรับรู้ความรู้สึกได้

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อ "เบาะรอง" หรือหมอนรองกระดูกนี้เริ่มเสื่อมสภาพตามอายุ หรือเกิดการฉีกขาดจากการใช้งานหนัก ทำให้เนื้อเยื่อข้างในที่มีลักษณะคล้ายเจลลี่ ปลิ้นออกมาด้านหลังและไปเบียดทับ "ท่อสายไฟ" หรือเส้นประสาทนั่นเองครับ

ทำไมเราถึงปวดหลัง? รู้ทันสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

โรคปวดหลังไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคชะตา แต่ส่วนใหญ่เกิดจาก "พฤติกรรมสะสม" และ "ความเสื่อมตามวัย" ครับ

1. ความเสื่อมตามธรรมชาติ (Aging Process): เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะเริ่มสูญเสียน้ำ ยืดหยุ่นน้อยลง เปรียบเหมือนยางรถยนต์ที่ใช้มานาน ย่อมมีโอกาสเปราะและแตกง่ายขึ้น พบได้บ่อยในคนที่อายุ 30-50 ปีขึ้นไป

2. พฤติกรรมการใช้งาน (Lifestyle):

  • การยกของหนัก: การก้มหลังยกของโดยไม่ย่อเข่า ทำให้แรงกดลงที่หมอนรองกระดูกมหาศาล เหมือนเราบีบลูกโป่งจนแตก
  • ท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง: การนั่งหลังค่อม นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า ทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับน้ำหนักตลอดเวลา
  • น้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นออกมาจะดึงกระดูกสันหลังให้แอ่นไปข้างหน้า เพิ่มแรงกดทับที่กระดูกเอว

3. อุบัติเหตุ: การล้มก้นกระแทก หรือการบิดเอวอย่างรุนแรงขณะเล่นกีฬา

เช็คลิสต์อาการ: ปวดหลังธรรมดา VS หมอนรองกระดูกทับเส้น

นี่คือส่วนสำคัญที่สุดครับ หมออยากให้ลองสังเกตอาการของตัวเองหรือคนใกล้ชิดดูว่า เข้าข่ายข้อไหน

กลุ่ม A: ปวดหลังธรรมดา (กล้ามเนื้อ/เอ็นอักเสบ)

  • ตำแหน่ง: ปวดบริเวณกลางหลัง หรือเอวส่วนล่าง อาจมีปวดร้าวมาที่สะโพกบ้าง แต่ ไม่ ร้าวลงไปต่ำกว่าเข่า
  • ลักษณะการปวด: ปวดตื้อๆ ปวดเมื่อย เหมือนคนออกกำลังกายหนัก กดเจ็บที่กล้ามเนื้อ
  • การเคลื่อนไหว: จะปวดมากเวลาขยับตัว แต่พอนอนพักนิ่งๆ อาการจะดีขึ้นชัดเจน
  • อาการร่วม: ไม่มีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

กลุ่ม B: หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

  • ตำแหน่ง: ปวดหลังร้าวลงขา (Sciatica Pain) อาการปวดจะวิ่งจี๊ดจากเอว ผ่านก้น ลงไปที่ต้นขา น่อง หรือไปจนถึงปลายเท้า
  • ลักษณะการปวด: ปวดเหมือนไฟช็อต ปวดแสบปวดร้อน หรือปวดลึกๆ ในกระดูก
  • การเคลื่อนไหว: การไอ จาม หรือเบ่งถ่าย จะทำให้ปวดสะเทือนไปถึงขา เพราะแรงดันในช่องไขสันหลังเพิ่มขึ้น
  • อาการร่วม:
    • อาการชา: รู้สึกหนาๆ ชาๆ บริเวณน่องหรือเท้า เหมือนใส่ถุงเท้าตลอดเวลา
    • อ่อนแรง: กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินแล้วขาเปลี้ย หรือรองเท้าหลุดโดยไม่รู้ตัว
    • การขับถ่าย: ในรายที่เป็นรุนแรงมาก อาจกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ (กรณีนี้ต้องรีบผ่าตัดด่วนที่สุดครับ)

ถ้าคุณมีอาการใน กลุ่ม B แม้เพียงข้อเดียว ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจละเอียดครับ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

หมอตรวจวินิจฉัยอย่างไร? (เจ็บตัวน้อย แต่ได้ผลแม่นยำ)

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หมอจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลักครับ

  • การยกขาตรง (Straight Leg Raising Test): หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วยกขาข้างที่ปวดขึ้นตรงๆ หากยกได้นิดเดียวแล้วปวดร้าวลงขา แสดงว่าเส้นประสาทกำลังถูกดึงรั้งหรือกดทับอยู่
  • การตรวจระบบประสาท: เช็คแรงกล้ามเนื้อขา การสะท้อนของเอ็น (Reflex) และการรับความรู้สึก

การตรวจทางภาพถ่าย:

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูก ดูความเสื่อม ดูการเคลื่อนของกระดูก แต่ ไม่เห็น หมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท
  • เอ็มอาร์ไอ (MRI): เป็นการตรวจที่ละเอียดที่สุดและเป็นมาตรฐานสากล สามารถเห็นตัวหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และไขสันหลังได้ชัดเจนเหมือนเราหั่นแตงโมดูข้างใน ทำให้รู้ว่ากดทับมากน้อยแค่ไหน และต้องวางแผนรักษาอย่างไร

เป็นแล้วต้องผ่าตัดทุกคนไหม? แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง

คนไข้ส่วนใหญ่ (กว่า 80-90%) กลัวคำว่า "ผ่าตัด" จนไม่กล้ามาหาหมอ แต่ความจริงคือ คนไข้ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ ร่างกายของเรามีความมหัศจรรย์ในการซ่อมแซมตัวเอง หากเราดูแลถูกวิธี

1. การรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) เป็นวิธีแรกที่หมอจะเลือกใช้เสมอครับ

  • ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก นั่งให้ถูกท่า ลดน้ำหนัก
  • ยา: ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาบำรุงเส้นประสาท เพื่อลดการระคายเคือง
  • กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) เพื่อลดแรงกดในหมอนรองกระดูก การทำอัลตราซาวด์ลดปวด และการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

2. การฉีดยาระงับการอักเสบ (Interventional Spine Pain Management) หากกินยาและกายภาพแล้วอาการยังทรงตัว หมออาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท ภายใต้การนำวิถีด้วยเครื่องเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ เพื่อลดการบวมของเส้นประสาทโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดปวดได้ดีและรวดเร็ว

3. การผ่าตัด (Surgery) หมอจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อ...

  • รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น จนรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก
  • มีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรงชัดเจน (เช่น กระดกเท้าไม่ได้)
  • มีปัญหาการขับถ่าย (ระบบขับถ่ายล้มเหลวจากเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง)

ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้าไปมากครับ มีการผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic) แผลเล็กเพียง 8 มิลลิเมตร เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว นอนโรงพยาบาลแค่ 1-2 คืนก็กลับบ้านได้ ไม่น่ากลัวเหมือนสมัยก่อนแล้วครับ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

สำหรับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นโรคที่ "รักษาหายได้" ครับ อาการปวดสามารถหายไปได้จนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ

แต่... "หาย" ไม่ได้แปลว่า "ได้หลังใหม่" หมอนรองกระดูกที่เสื่อมแล้ว ก็จะเสื่อมเลย ไม่สามารถกลับมาเต่งตึงเหมือนวัยรุ่นได้ สิ่งสำคัญคือการดูแลรักษาแนวกระดูกสันหลังที่เหลืออยู่ไม่ให้เสื่อมเพิ่มขึ้น

หากคนไข้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ยกของหนักเหมือนเดิม ไม่ดูแลท่าทาง ก็มีโอกาสที่หมอนรองกระดูกข้ออื่นจะปลิ้นออกมา หรือข้อเดิมกลับมามีอาการซ้ำได้ ดังนั้นการดูแลตัวเองหลังการรักษาจึงเป็น "พันธะสัญญาตลอดชีวิต" ที่คนไข้ต้องมีให้แก่ร่างกายตัวเองครับ

สรุป

อาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไปครับ สิ่งสำคัญคือ "ความไว" ในการสังเกตตัวเอง แยกให้ออกว่าปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดเส้นประสาท

ถ้าแค่ปวดเมื่อย พักแล้วหาย ก็ถือว่าโชคดีและควรเริ่มปรับพฤติกรรม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีอาการ "ปวดร้าวลงขา ชา อ่อนแรง" ขอให้รีบมาพบแพทย์นะครับ การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณกลับมามีความสุขกับการเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด

กระดูกสันหลังคือเสาหลักของร่างกาย ดูแลเขาให้ดี แล้วเขาจะพาเราเดินไปข้างหน้าได้อีกไกลครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #กระดูกสันหลังเสื่อม #ปวดร้าวลงขา #ปวดเอว #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดส่องกล้อง #รักษาปวดหลัง #หมอเก่งเชียงใหม่

References:

  1. North American Spine Society (NASS). Diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Burr Ridge (IL): North American Spine Society; 2012.
  2. Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, Resnick DK, Baisden JL, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-91.
  3. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-16.
  4. Dydyk AM, Massa RN, Mesfin FB. Disc Herniation. [Updated 2023 Jan 16]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023.
  5. Mayo Clinic. Herniated disk - Symptoms and causes [Internet]. 2023 [cited 2024 Jan 15]. Available from: https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/herniated-disk/symptoms-causes/syc-20354095

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

ปวดหลัง ยาฉีดเข้าโพรงประสาท อยู่ได้นานแค่ไหน?

 



ปวดหลัง ยาฉีดเข้าโพรงประสาท อยู่ได้นานแค่ไหน?

"คุณหมอครับ ผมปวดหลังร้าวลงขามาก แต่ผมไม่อยากเอกซเรย์บ่อยๆ เคยผ่าตัดเนื้องอกมาก่อน เลยกังวลเรื่องรังสีสะสม มีวิธีฉีดยาที่แม่นยำแต่ไม่ต้องโดนรังสีไหมครับ?"

คำถามนี้มาจากคุณ "วิชัย" ข้าราชการวัย 50 ปลายๆ ที่มีความกังวลเรื่องสุขภาพค่อนข้างมาก แกปวดหลังจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมาเป็นเดือน กินยาก็แค่นั้น กายภาพก็ทำไม่ไหวเพราะปวด

ในอดีต ถ้าจะฉีดยาเข้าโพรงประสาทให้แม่นยำ เราต้องพาคนไข้เข้าห้องผ่าตัดเพื่อใช้เครื่องเอกซเรย์ (Fluoroscopy) ส่องหาตำแหน่งกระดูก แต่ปัจจุบันโลกหมุนไปไวมากครับ เรามีเทคโนโลยีที่เรียกว่า "อัลตราซาวนด์นำวิถี" (Ultrasound Guidance) เข้ามาช่วย

วันนี้หมอเก่งจะพามาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีนี้ ว่ามันช่วยให้การฉีดยาแม่นยำขึ้นได้อย่างไร ยาอยู่ได้นานแค่ไหน และใครบ้างที่เหมาะกับวิธีนี้ครับ

ทำความรู้จัก "อัลตราซาวนด์นำวิถี" ในการระงับปวด

หลายคนคุ้นเคยกับอัลตราซาวนด์เวลาดูเด็กในท้องคุณแม่ใช่ไหมครับ หลักการเดียวกันเลยครับ คือการใช้ "คลื่นเสียงความถี่สูง" ส่งผ่านผิวหนังลงไป แล้วสะท้อนกลับมาเป็นภาพ

แต่เครื่องที่หมอกระดูกและข้อใช้ จะมีความละเอียดสูงมาก (High Resolution) เปรียบเสมือน "ตาที่สาม" ของหมอ ที่ทำให้มองทะลุผิวหนังลงไปเห็น:

  • เส้นประสาท: เห็นเป็นเส้นสีขาวหรือวงกลมชัดเจน
  • กล้ามเนื้อและเอ็น: เห็นความฉีกขาดหรือการอักเสบ
  • หลอดเลือด: อันนี้สำคัญที่สุด! อัลตราซาวนด์ช่วยให้หมอเห็นเส้นเลือดแดงและดำ เพื่อจะได้ "หลบ" ไม่ให้เข็มไปทิ่มโดน ซึ่งเครื่องเอกซเรย์มองไม่เห็นเส้นเลือดนะครับ

การทำงาน: เหมือนขับรถโดยมี GPS นำทาง

การฉีดยาแบบเดิม (Blind technique) เหมือนขับรถไปในที่มืดโดยอาศัยความจำเส้นทาง (คลำจุดกระดูก) การฉีดยาแบบใช้เอกซเรย์ เหมือนขับรถตอนกลางวัน เห็นถนน (กระดูก) ชัดเจน แต่ไม่เห็นคนเดินข้างทาง (เส้นเลือด/เส้นประสาท)

แต่การใช้ Ultrasound เหมือนขับรถที่มีระบบเซนเซอร์รอบคัน เห็นทั้งถนน เห็นทั้งรถสวน และเห็นสิ่งกีดขวางแบบ Real-time ครับ

หมอจะใช้หัวตรวจวางที่หลัง แล้วสอดเข็มเข้าไป โดยมองที่หน้าจอตลอดเวลา จะเห็นปลายเข็มค่อยๆ เคลื่อนที่ไปจ่อที่ "เป้าหมาย" (ช่องโพรงประสาท หรือรากประสาท) อย่างแม่นยำ แล้วค่อยเดินยา

คำถามสำคัญ: ฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?

ยาที่เราฉีดเข้าไปคือสูตรผสมระหว่าง "ยาชา" (หายปวดทันที) และ "สเตียรอยด์" (ลดการอักเสบระยะยาว)

ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการดูแลตัวเองครับ แบ่งเป็น 3 ระยะ:

1. ระยะสั้น (1-2 สัปดาห์): ช่วงแรกยาชาจะหมดฤทธิ์ในไม่กี่ชั่วโมง แต่สเตียรอยด์จะเริ่มทำงานเต็มที่ อาการปวดบวมแดงของเส้นประสาทจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คนไข้รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก

2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): นี่คือระยะเวลาเฉลี่ยที่คนไข้ส่วนใหญ่ (60-70%) จะได้รับผลดีครับ อาการปวดจะหายไป หรือลดลงจนใช้ชีวิตได้ปกติ ช่วงเวลานี้สำคัญมาก คือ "ช่วงเวลาทอง" ให้เรากลับไปทำกายภาพบำบัด เสริมกล้ามเนื้อหลัง

3. ระยะยาว (หายขาด หรือเป็นปี): มีประมาณ 20-30% ที่ฉีดครั้งเดียวแล้วหายยาวเลย มักเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มเป็น พังผืดยังไม่เยอะ และเมื่อหายปวดแล้ว กลับไปดูแลตัวเองดีมาก ปรับท่านั่ง ออกกำลังกาย จนร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้สมบูรณ์

ปัจจัยอะไรบ้าง? ที่ทำให้การฉีดยาเข้าโพรงประสาท ประสบความสำเร็จ การที่ยาจะอยู่ได้นานไหม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อยาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ครับ:

1. ลักษณะของอาการ (Diagnosis Matters) การฉีดยาเข้าโพรงประสาท ได้ผลดีที่สุดในคนไข้ที่มีอาการ "ปวดร้าวลงขา" (Radicular Pain) จากการระคายเคืองเส้นประสาทครับ ถ้าท่านมีอาการ "ปวดหลังอย่างเดียว" ตื้อๆ เมื่อยๆ ตรงกลางหลัง โดยไม่มีอาการร้าวลงขา การฉีดยาด้วยวิธีนี้มักจะได้ผลน้อยกว่ามากครับ

2. ระยะเวลาที่เป็น (Timing is Key) "ยิ่งมาเร็วยิ่งดี" ครับ การฉีดยาจะได้ผลดีมากในระยะ "เฉียบพลัน หรือกึ่งเฉียบพลัน"(เพิ่งเป็นมาไม่เกิน 3-6 เดือน) เพราะพังผืดยังไม่เยอะ และเส้นประสาทเพิ่งเริ่มอักเสบ แต่ถ้าปล่อยไว้นานเป็นปีๆ จนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) เส้นประสาทอาจเกิดความเสียหายถาวร หรือมีพังผืดเกาะหนาแน่น ยาอาจจะกระจายตัวเข้าไปไม่ถึงจุดที่มีปัญหา ทำให้ผลการรักษาลดลงครับ

3. เทคนิคและความแม่นยำ (Technique) สมัยก่อนอาจมีการฉีดแบบคลำจุดเอา (Blind technique) ซึ่งความแม่นยำต่ำ แต่ปัจจุบัน มาตรฐานสากลคือ "ต้องใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดพิเศษ" (C-arm Fluoroscopy) หรือใช้อัลตราซาวนด์ช่วยนำทาง เพื่อให้เห็นปลายเข็มชัดเจนว่าเข้าไปจ่ออยู่ที่เส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับจริงๆ ไม่ใช่ฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อเปล่าๆ ความแม่นยำนี้ช่วยเพิ่มโอกาสหายได้มหาศาลครับ

  1. สาเหตุของโรค (Structural Cause)
  • หมอนรองกระดูกทับเส้น: มักตอบสนองต่อยาดีมาก เพราะสาเหตุหลักคือการอักเสบจากสารเคมีในหมอนรองกระดูก
  • โพรงประสาทตีบแคบจากกระดูกเสื่อม (Spinal Stenosis): การตอบสนองอาจจะรองลงมา เพราะช่องมันแคบจากกระดูกที่งอกกดทับ (Bone spur) ซึ่งยาไปละลายกระดูกไม่ได้ แต่ยาไปช่วยลดการบวมของเนื้อเยื่อในช่องแคบๆ นั้น ทำให้มีพื้นที่หายใจมากขึ้น อาการจึงดีขึ้นได้แต่อาจจะไม่หายขาดเท่ากลุ่มหมอนรองกระดูก

5. พยาธิสภาพของโรค (Severity) ถ้าช่องกระดูกตีบแคบมากๆ จนแทบไม่มีรูให้ยาเข้า (Severe Stenosis) ไม่ว่าจะใช้อะไรนำทาง ยาก็ซึมเข้าไปยากครับ ผลการรักษาอาจจะอยู่ได้ไม่นาน

  1. นำ้หนักตัวของผู้ป่วย
  2. พฤติกรรมของผู้ป่วยหลังจากการรักษา ไม่ควนไปก้มยกของหนักอีก

สรุป:

การฉีดยาเข้าโพรงประสาทด้วยอัลตราซาวนด์ เป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญของหมอกระดูกยุคใหม่ครับ ช่วยให้เราดูแลคนไข้ได้แม่นยำขึ้น ปลอดภัยขึ้น

แต่อย่าลืมนะครับ... "เข็มฉีดยา ไม่ใช่ยาวิเศษ" มันคือตัวช่วยเปิดประตูโอกาสให้เราหายเจ็บ เพื่อไปสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายด้วยการกายภาพบำบัด นั่นต่างหากคือหนทางสู่การหายที่ยั่งยืนครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ฉีดยาแก้ปวดหลัง #อัลตราซาวนด์นำวิถี #UltrasoundGuidedInjection #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังร้าวลงขา #ไม่ใช้รังสี #ระงับปวด #หมอเก่งเชียงใหม่ #รักษาปวดหลังไม่ผ่าตัด #กายภาพบำบัด


เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Bhatia A, Peng P, Cohen SP. Ultrasound-guided interventions for pain management in the lumbar spine. Anesthesiology. 2013;119(6):1481-1494.
  2. Wan Q, Ma S, Wang P, et al. Ultrasound-Guided versus Fluoroscopy-Guided Caudal Epidural Injection for the Management of Chronic Low Back Pain: A Systematic Review and Meta-Analysis. Pain Physician. 2021;24(6):E721-E732.
  3. Park Y, Lee JH, Park KD, Ahn JK, Park J, Jee H. Ultrasound-guided vs. fluoroscopy-guided transforaminal epidural steroid injection for lumbar radicular pain: a prospective randomized study. Am J Phys Med Rehabil. 2013;92(7):575-586.
  4. Gofeld M, Hurdle MF, Agur A. Ultrasound-guided lumbar transforaminal therapeutic injections: description of a new technique. Reg Anesth Pain Med. 2018;43(5):536-541.
  5. Narouze S. Ultrasound-guided spinal injections: can we do it all? Reg Anesth Pain Med. 2018;43(5):459-461.

เมื่อเส้นประสาท "หายป่วย" ร่างกายจะฟื้นตัวอย่างไร? เข้าใจไทม์ไลน์การซ่อมแซมตัวเองของเส้นประสาท

เมื่อเส้นประสาท "หายป่วย" ร่างกายจะฟื้นตัวอย่างไร? เข้าใจไทม์ไลน์การซ่อมแซมตัวเองของเส้นประสาท

"คุณหมอครับ ผมผ่าตัดมาแล้ว อาการปวดหายไปเยอะเลย แต่ทำไมขาผมยังชาอยู่ครับ? นิ้วโป้งเท้าที่เคยอ่อนแรง กระดกไม่ขึ้น ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมีแรงเหมือนเดิม ผมจะกลับมาเดินปกติได้ไหมครับ?"

นี่เป็นคำถามที่หมอเจอบ่อยมาก จากคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่ว่าจะรักษาด้วยการทานยา ทำกายภาพ หรือแม้แต่คนที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดผ่านกล้องมาหมาดๆ

ความกังวลนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เพราะเมื่อเราเจ็บป่วย เราย่อมคาดหวังความสมบูรณ์แบบในการหาย แต่ความจริงทางการแพทย์เกี่ยวกับ "เส้นประสาท" นั้น มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่าแค่การเอาหมอนรองกระดูกที่กดทับออกไป

วันนี้หมอจะพามาทำความเข้าใจธรรมชาติการฟื้นตัวของเส้นประสาท ว่าหลังจากที่เราจัดการต้นเหตุได้แล้ว ร่างกายต้องใช้เวลาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอไปนานแค่ไหน และอาการแบบไหนจะหายก่อนหรือหายทีหลังครับ

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทคืออะไร?

จินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือนตึกสูงที่มีหลายชั้น ระหว่างชั้นจะมี "หมอนรองกระดูก" คั่นกลาง ทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพรับแรงกระแทก ตัวหมอนรองกระดูกนี้ ด้านนอกจะเหนียวแข็งเหมือนยางรถยนต์ แต่ด้านในนิ่มหยุ่นเหมือนเยลลี่

เมื่อเราใช้งานหลังหนัก ก้มๆ เงยๆ ผิดท่า หรือนั่งนานๆ ต่อเนื่องหลายปี เปลือกนอกของหมอนรองกระดูกอาจจะฉีกขาด ทำให้เยลลี่ด้านในปลิ้นออกมา

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเจ้าเยลลี่ที่ปลิ้นออกมานี้ ไม่ได้ออกมาเฉยๆ แต่ดันไปเบียดหรือกดทับ "สายไฟ" สำคัญของร่างกาย นั่นคือ "เส้นประสาท" ที่วิ่งผ่านช่องไขสันหลังเพื่อลงไปเลี้ยงขาและเท้า

อาการสัญญาณเตือนภัย

เมื่อเส้นประสาทโดนกดทับ ร่างกายจะส่งสัญญาณฟ้องเรา 3 รูปแบบหลักๆ คือ

  1. อาการปวด: มักจะปวดร้าวลงขา เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งจี๊ดๆ จากสะโพก ลงไปที่น่องหรือเท้า เป็นอาการที่ทรมานที่สุดและทำให้คนไข้มาหาหมอเร็วที่สุด
  2. อาการชา: ความรู้สึกรับสัมผัสเพี้ยนไป อาจจะรู้สึกหนาๆ เหมือนใส่ถุงเท้าตลอดเวลา หรือเหมือนเป็นเหน็บชาแตะแล้วไม่ค่อยรู้สึก
  3. อาการอ่อนแรง: สั่งการกล้ามเนื้อไม่ได้ดั่งใจ เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot drop) นิ้วโป้งเท้าไม่มีแรงกดพื้น หรือเดินแล้วเข่าทรุด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทบาดเจ็บรุนแรง

การตรวจวินิจฉัยเพื่อความแม่นยำ

การตรวจร่างกายเป็นด่านแรก หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วยกขาเหยียดตรง (Straight Leg Raising Test) ถ้ายกได้ไม่สุดแล้วปวดร้าวลงขา ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ที่สำคัญ

แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด หมอจะใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI การทำ MRI จะทำให้เห็นเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นตรงไหน กดทับเส้นประสาทเส้นที่เท่าไหร่ และกดรุนแรงแค่ไหน รวมถึงสภาพของเส้นประสาทว่าบวมช้ำหรือยัง

ข้อมูลจาก MRI ช่วยให้หมอวางแผนการรักษาได้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา หรือการผ่าตัด

แนวทางการรักษา: เริ่มจากเบาไปหาหนัก

ส่วนใหญ่แล้ว โรคนี้ 80-90% อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ

การปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก นั่งถูกท่า และบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง

ยา: ยาลดการอักเสบ และยาบำรุงปลายประสาท ช่วยลดความไวของเส้นประสาทต่อความเจ็บปวด

การฉีดยาระงับการอักเสบ: หมอจะใช้อัลตราซาวนด์ช่วยนำทาง เพื่อฉีดยาลดบวมเข้าไปที่รอบๆ เส้นประสาทจุดที่มีปัญหาโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดปวดได้รวดเร็วและแม่นยำ

การผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic Surgery): จะพิจารณาก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น หรือมี "สัญญาณอันตราย" เช่น ขาอ่อนแรงชัดเจน หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีการส่องกล้องทำให้แผลเล็กมาก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว

ไฮไลท์สำคัญ: ไทม์ไลน์การฟื้นตัวของเส้นประสาท

เมื่อเรารักษาจนหมอนรองกระดูกไม่กดทับเส้นประสาทแล้ว (ไม่ว่าจะด้วยยาดูดซึมกลับไปเอง หรือการผ่าตัดเอาออก) คำถามคือ "เมื่อไหร่จะหายสนิท?"

ต้องเข้าใจก่อนครับว่า เส้นประสาทเปรียบเหมือน "สายไฟ" ที่มีฉนวนหุ้ม เมื่อถูกกดทับนานๆ สายไฟข้างในอาจช้ำ หรือฉนวนหุ้มอาจถลอก การฟื้นตัวจึงต้องใช้เวลา และมีลำดับขั้นดังนี้ครับ

1. อาการปวด (Pain) - หายเร็วที่สุด

ข่าวดีคือ อาการปวดร้าวลงขา มักจะเป็นอาการแรกที่หายไป หรือดีขึ้นอย่างชัดเจนทันทีหลังการรักษาที่ตรงจุด (เช่น หลังผ่าตัดตื่นมาอาการปวดร้าวหายไปเลย) เพราะเมื่อแรงกดทับหายไป เส้นประสาทหยุดการส่งสัญญาณเจ็บปวดรุนแรงทันที อาการปวดที่เหลืออยู่อาจเป็นเพียงปวดแผลผ่าตัด หรือปวดกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวมานาน ซึ่งจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์

2. อาการชา (Numbness) - ใช้เวลาระดับปานกลาง

อาการชา มักจะหายช้ากว่าอาการปวดครับ บางคนปวดหายไปแล้ว แต่ยังรู้สึกเหมือนมีอะไรแปะๆ ที่หน้าแข้งหรือหลังเท้า

สาเหตุเพราะเส้นใยประสาทที่รับความรู้สึก (Sensory nerve) มีความละเอียดอ่อนและฟื้นตัวช้ากว่า การฟื้นตัวของความรู้สึกอาจใช้เวลาตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 6 เดือน ในบางรายที่ถูกกดทับมานานมากๆ อาการชาอาจจะหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย แต่จะไม่รบกวนการใช้ชีวิต

3. อาการอ่อนแรง (Weakness) - ใช้เวลานานที่สุด

นี่คือส่วนที่ต้องใช้ความอดทนมากที่สุดครับ หากคนไข้มีอาการขาอ่อนแรง หรือกระดกข้อเท้าไม่ขึ้นก่อนมารักษา การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อต้องอาศัยการงอกใหม่ของเส้นประสาท (Nerve Regeneration)

ตามหลักสรีรวิทยา เส้นประสาทจะงอกซ่อมแซมตัวเองได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ต่อวัน หรือประมาณ 1 นิ้วต่อเดือน

ลองคำนวณดูนะครับ ถ้าจุดที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอยู่ที่เอว (ระดับ L4-L5) แล้วต้องส่งสัญญาณไปสั่งการที่ปลายเท้า ระยะทางห่างกันประมาณ 50-80 เซนติเมตร

นั่นแปลว่า อาจต้องใช้เวลา 12 ถึง 18 เดือน กว่ากำลังกล้ามเนื้อจะกลับมาเต็มร้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าก่อนหน้านี้เส้นประสาทช้ำมากน้อยแค่ไหน และอายุของคนไข้ด้วย

การดูแลตัวเองเพื่อช่วยเร่งการฟื้นตัว

แม้เส้นประสาทจะซ่อมตัวเองช้า แต่เราช่วยมันได้ครับ

  1. วิตามินบำรุงปลายประสาท: วิตามิน B1, B6, B12 มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างเยื่อหุ้มประสาท แพทย์อาจจะจ่ายให้รับประทานต่อเนื่องในช่วงฟื้นตัว
  2. กายภาพบำบัด (สำคัญมาก): ในช่วงที่เส้นประสาทกำลังงอก เราต้องกระตุ้นกล้ามเนื้อไม่ให้ฝ่อลีบเสียก่อน การฝึกเกร็งกล้ามเนื้อ ฝึกกระดกข้อเท้า หรือใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น จะช่วยรักษาสภาพกล้ามเนื้อรอวันที่เส้นประสาทเดินทางมาถึง
  3. เลี่ยงบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทไม่ดี ทำให้การซ่อมแซมช้าลงอย่างมาก
  4. ควบคุมน้ำตาล: หากเป็นเบาหวาน ต้องคุมระดับน้ำตาลให้ดี เพราะน้ำตาลในเลือดสูงจะทำลายเส้นประสาทซ้ำซ้อน

สรุป: ความหวังและการรอคอย

การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่ได้จบลงในวันที่เราเดินออกจากห้องผ่าตัด หรือวันที่ปวดหายไป แต่มันคือจุดเริ่มต้นของกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย

หากท่านยังมีอาการชา หรืออ่อนแรงอยู่บ้างหลังการรักษา อย่าเพิ่งหมดหวังครับ ร่างกายกำลังทำงานอย่างหนักในการซ่อมแซมตัวเองอยู่ ขอให้หมั่นทำกายภาพบำบัด ดูแลโภชนาการ และให้เวลากับร่างกาย

หากวันไหนรู้สึกท้อ ให้จำไว้ว่า "เส้นประสาทเดินหน้าวันละ 1 มิลลิเมตร" ช้าๆ แต่มั่นคง และปลายทางคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #อาการชา #ขาอ่อนแรง #กายภาพบำบัด #ฟื้นฟูเส้นประสาท #หมอเก่งเชียงใหม่ #ปวดหลัง #กระดูกสันหลังเสื่อม


เอกสารอ้างอิง

  1. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-516.
  2. Dydyk AM, Massa RN, Mesfin FB. Disc Herniation. [Updated 2023 Jan 16]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023 Jan-.
  3. Menorca RM, Fussell TS, Elfar JC. Nerve physiology: mechanisms of injury and recovery. Hand Clin. 2013;29(3):317-330.
  4. Grinsell D, Keating CP. Peripheral nerve reconstruction after injury: a review of clinical and experimental therapies. Biomed Res Int. 2014;2014:698256.
  5. Sowa G. Lumbar Disc Herniation: Diagnosis and Management. PM R. 2019;11 Suppl 1:S16-S22.

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

ผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง ทางเลือกใหม่ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว



ผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง ทางเลือกใหม่ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

"หมอครับ ถ้าผมผ่าหลังแล้ว ผมจะเดินไม่ได้ไหม? ผมจะได้นอนติดเตียงเหมือนที่เขาว่ากันหรือเปล่า?"

นี่คือคำถามที่หมอได้ยินแทบทุกวัน จากคนไข้ที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขาจนเดินแทบไม่ไหว แต่ใจหนึ่งก็ยังกลัวคำว่า "ผ่าตัด" แบบจับจิตจับใจ

หมอจำคนไข้ท่านหนึ่งได้ดีครับ เป็นคุณลุงวัย 60 กว่า ปี แกปวดหลังร้าวลงขามาเป็นปี กินยาแก้ปวดจนกระเพาะแทบพัง ทำกายภาพบำบัดก็แล้ว ฝังเข็มก็แล้ว แต่อาการก็ยังทรง ๆ ทรุด ๆ จะก้าวขาเดินแต่ละทีเหมือนมีไฟฟ้าช็อตวิ่งจี๊ดลงไปที่น่อง

แกบอกหมอว่า "เพื่อนบ้านบอกว่า อย่าไปผ่าเลย ผ่าแล้วเสร็จทุกราย เดี๋ยวก็เป็นอัมพาต" คำพูดนี้แหละครับที่ล็อกขาแกไว้กับความเจ็บปวด ไม่กล้าก้าวออกมารักษา

วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าความจริงให้ฟังกันแบบสบาย ๆ ครับ ว่าเทคโนโลยีการแพทย์ทุกวันนี้ก้าวไปไกลมาก โดยเฉพาะเรื่องการ "ผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง" ที่เปลี่ยนโลกของการรักษาโรคกระดูกสันหลังไปอย่างสิ้นเชิง

มันไม่ได้น่ากลัวเหมือนภาพจำในอดีตอีกต่อไปครับ

การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง คืออะไร?

ลองนึกภาพตามนะครับ สมัยก่อนถ้าเราจะซ่อมท่อน้ำที่อยู่ใต้ดิน เราอาจจะต้องขุดดินเป็นหลุมใหญ่หน้าบ้าน เพื่อลงไปจัดการท่อเส้นเดียว แต่สมัยนี้เรามีเทคโนโลยีที่เจาะรูเล็กนิดเดียว แล้วสอดเครื่องมือพร้อมกล้องลงไปซ่อมได้เลย

การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง (Endoscopic Spine Surgery) ก็หลักการคล้ายกันครับ

คือการที่แพทย์เจาะรูผิวหนังขนาดเล็กมาก ประมาณ 8 มิลลิเมตร ถึง 1 เซนติเมตร (เล็กกว่าเหรียญบาทเสียอีก) เพื่อสอดกล้องขยายที่มีความละเอียดสูง และเครื่องมือขนาดจิ๋วเข้าไปจัดการกับปัญหาที่กระดูกสันหลังโดยตรง

ไม่ว่าจะเป็นการคีบหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา หรือกรอเอากระดูกที่งอกกดทับเส้นประสาทออก โดยที่ไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลังออกกว้าง ๆ เหมือนสมัยก่อน

ผลลัพธ์คือ กล้ามเนื้อช้ำน้อยมาก เลือดออกน้อย และที่สำคัญคือ แผลเล็กจนแทบมองไม่เห็นเมื่อหายดี

ใครบ้างที่อาจต้องใช้วิธีนี้?

ส่วนใหญ่แล้ว โรคที่ตอบสนองดีกับการผ่าตัดส่องกล้อง คือโรคยอดฮิตของคนวัยทำงานและผู้สูงอายุครับ ได้แก่

  • โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: ที่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาท ทำให้ปวดร้าวลงขา
  • โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบตัน: ซึ่งเกิดจากความเสื่อมตามวัย กระดูกและเอ็นหนาตัวขึ้นไปบีบอัดเส้นประสาท ทำให้เดินได้ไม่ไกล ต้องหยุดพักบ่อย ๆ เพราะขาอ่อนแรงหรือชา

อาการสัญญาณเตือน ที่ควรมาตรวจ

ถ้าคุณหรือญาติผู้ใหญ่มีอาการเหล่านี้ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ควรเริ่มสังเกตตัวเองครับ

  • ปวดหลังร่วมกับปวดร้าวลงขา (ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้)
  • มีอาการชา หรือความรู้สึกที่ขาหรือเท้าลดลง
  • ขาอ่อนแรง กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น
  • เดินได้ระยะทางสั้นลงเรื่อย ๆ ต้องหยุดก้มตัวหรือนั่งพักถึงจะเดินต่อได้
  • ในรายที่เป็นมาก อาจมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระลำบาก (อันนี้เป็นภาวะเร่งด่วน)

ขั้นตอนการตรวจหาความจริง

เมื่อมาหาหมอ เราจะไม่ได้ส่งเข้าห้องผ่าตัดทันทีนะครับ เราต้องตรวจให้ชัวร์ก่อน

1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะให้ลองยกขา กระดกเท้า เช็คความตึงตัวของเส้นประสาท และดูจุดกดเจ็บ เพื่อประเมินเบื้องต้น

2. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูก ดูความโค้งงอ หรือดูว่ามีความมั่นคงของข้อต่อกระดูกสันหลังหรือไม่

3. การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): อันนี้สำคัญมาก เปรียบเสมือนการเปิดแผนที่ความละเอียดสูง ทำให้หมอเห็นชัดเจนเลยว่า หมอนรองกระดูกปลิ้นตรงไหน เส้นประสาทถูกบีบมากแค่ไหน และสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

การทำ MRI ไม่เจ็บครับ แค่นอนนิ่ง ๆ ในอุโมงค์สักพัก ก็ได้ภาพที่ชัดเจนเพื่อวางแผนการรักษาได้แม่นยำ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

ทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น? ส่วนหนึ่งมาจากความเสื่อมตามวัยครับ เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่พฤติกรรมของเรานี่แหละตัวเร่งชั้นดี

  • การยกของหนักผิดท่า: ก้ม ๆ เงย ๆ โดยไม่ระวัง ใช้หลังรับน้ำหนักแทนขา
  • นั่งนานเกินไป: มนุษย์ออฟฟิศที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
  • น้ำหนักตัวที่มากเกิน: ทำให้กระดูกสันหลังต้องแบกรับภาระหนักตลอดเวลา
  • การสูบบุหรี่: มีผลทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกแย่ลง เสื่อมไวขึ้น

แนวทางการรักษา ก่อนจะถึงมีดหมอ

หมอยืนยันเสมอว่า "การผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรก" เสมอไปครับ เราจะเริ่มจากเบาไปหาหนัก

1. ปรับพฤติกรรม: เป็นหัวใจสำคัญที่สุด เลิกยกของหนัก นั่งให้ถูกท่า ลดน้ำหนัก

2. ยาแก้ปวดและลดการอักเสบ: เพื่อช่วยบรรเทาอาการในระยะเฉียบพลัน ให้กลับมาใช้ชีวิตได้

3. กายภาพบำบัด: ดึงหลัง ประคบร้อน อัลตราซาวนด์ และการบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

4. การฉีดยาระงับการอักเสบ (Epidural Steroid Injection): หากกินยาแล้วไม่ดีขึ้น หมออาจแนะนำให้ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปที่โพรงประสาทเฉพาะจุด เพื่อลดบวมลดอักเสบ ซึ่งช่วยได้มากในหลายราย

เมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัดส่องกล้อง?

เราจะพิจารณาการผ่าตัดก็ต่อเมื่อ

  • รักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดเต็มที่แล้ว (มักจะประมาณ 6-12 สัปดาห์) แต่อาการปวดไม่ลดลง หรือปวดจนทนไม่ไหว รบกวนชีวิตประจำวันและการนอนหลับ
  • มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาชัดเจน
  • มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย (อันนี้ต้องรีบผ่าครับ)

ข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic)

หมออยากให้เห็นภาพชัด ๆ ว่าทำไมเทคนิคนี้ถึงเป็นที่นิยม

  • มองเห็นชัดกว่าตาเปล่า: กล้องที่สอดเข้าไปมีกำลังขยายสูง ทำให้หมอเห็นเส้นประสาทและรอยโรคชัดเจนมาก แยกแยะเนื้อเยื่อดีกับเนื้อเยื่อที่ต้องเอาออกได้แม่นยำ ลดโอกาสไปโดนเส้นประสาท
  • เจ็บน้อย ฟื้นไว: เพราะแผลเล็กมาก ไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อหลัง คนไข้ส่วนใหญ่ผ่าเสร็จ อาการปวดแผลผ่าตัดน้อยมาก
  • กลับบ้านเร็ว: หลายเคสผ่าตัดเช้า ตอนเย็นเดินได้ หรือนอนโรงพยาบาลแค่ 1 คืนก็กลับบ้านได้แล้ว ไม่ต้องนอนซมเป็นอาทิตย์เหมือนสมัยก่อน
  • เสียเลือดน้อย: ลดความเสี่ยงในการต้องให้เลือด
  • ลดโอกาสติดเชื้อ: พื้นที่สัมผัสอากาศน้อย เชื้อโรคเข้าได้ยากกว่า

หลังผ่าตัดแล้ว หายขาดไหม?

คำถามนี้หมอตอบด้วยความจริงใจครับว่า "อาการปวดร้าวลงขาจากการกดทับ มักจะหายไปทันทีหลังผ่าตัด" คนไข้จะรู้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก

แต่ถามว่าหายขาดตลอดชีวิตไหม? คำตอบอยู่ที่ "ตัวคนไข้" ครับ

การผ่าตัดคือการไปแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ คือเอาสิ่งที่กดทับออก แต่โครงสร้างกระดูกสันหลังส่วนอื่น ๆ ยังเป็นของเดิม และยังเสื่อมต่อไปตามอายุ

ถ้าหลังผ่าตัด คนไข้ยังกลับไปยกของหนัก นั่งหลังค่อม หรือไม่ดูแลตัวเอง ก็มีโอกาสที่หมอนรองกระดูกปล้องอื่นจะเสื่อม หรือปล้องเดิมอาจจะมีปัญหาซ้ำได้ (แม้จะน้อยกว่าเดิมก็ตาม)

สรุป

โรคกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และการผ่าตัดก็ไม่ได้น่าสยองขวัญเหมือนในอดีต เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องช่วยให้เรากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การดูแลรักษาหมอนรองกระดูกของเราให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ด้วยการใช้งานให้ถูกวิธี แต่ถ้ามันเสื่อมหรือพังไปแล้ว ก็ขอให้รู้ว่าทางการแพทย์มีวิธีซ่อมแซมที่มีประสิทธิภาพรออยู่ครับ

อย่าปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นโอกาสที่จะหายปวด ลองเข้ามาปรึกษา ตรวจหาสาเหตุ แล้วเราจะวางแผนการรักษาร่วมกันครับ เพื่อให้คุณลุงคุณป้า กลับมาเดินจ่ายตลาด ได้ไปเที่ยวกับลูกหลานอย่างมีความสุขอีกครั้ง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท #ผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังเรื้อรัง #ผ่าตัดแผลเล็ก #EndoscopicSpineSurgery #คลินิกกระดูกและข้อเชียงใหม่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #รักษากระดูกสันหลังเสื่อม


References:

  1. Hofstetter CP, Ahn Y, Choi G, et al. AOSpine Consensus Paper on Nomenclature for Working-Channel Endoscopic Spinal Procedures. Global Spine J. 2020;10(2 Suppl):111S-121S.
  2. Kim M, Kim HS, Oh SW, et al. Evolution of Spinal Endoscopy: From "Inside-Out" to "Outside-In" Technique. Neurospine. 2020;17(1):56-62.
  3. Lewandrowski KU, Ransom NA, Ramírez León JF, Yeung A. The Concept for A Standalone Lordotic Endoscopic Wedge Lumbar Interbody Fusion: The LEW-LIF. Neurospine. 2019;16(1):82-95.
  4. Gadjradj PS, Harhangi BS, Amelink J, et al. Percutaneous Transforaminal Endoscopic Discectomy Versus Open Microdiscectomy for Lumbar Disc Herniation: A Systematic Review and Meta-analysis. Spine (Phila Pa 1976). 2021;46(6):381-391.
  5. Wu PH, Kim HS, Jang IT. How I do it? Uniportal full endoscopic contralateral approach for lumbar foraminal stenosis with double crush syndrome. Acta Neurochir (Wien). 2020;162(2):305-310.

ทำไม "เดินปร๋อ" แต่พอ "นั่งขับรถ" กลับปวดร้าวลงขาแทบขาดใจ? ความลับที่คนเป็นกระดูกทับเส้นต้องรู้




 ทำไม "เดินปร๋อ" แต่พอ "นั่งขับรถ" กลับปวดร้าวลงขาแทบขาดใจ? ความลับที่คนเป็นกระดูกทับเส้นต้องรู้

"หมอครับ... ผมงงมากเลย ปกติผมไปเดินห้าง เดินออกกำลังกายเป็นชั่วโมง ไม่ยักกะปวด แต่พอขึ้นรถขับไปหาลูกค้าแค่ 30 นาที ขามันเริ่มชา แล้วก็ปวดร้าวลงไปถึงน่อง ต้องจอดรถลงมายืดเส้นถึงจะหาย มันเป็นเพราะอะไรครับหมอ?"

นี่คือคำถามจาก "คุณชัย" (นามสมมติ) เซลส์แมนหนุ่มใหญ่วัย 45 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาหาหมอด้วยความสงสัย แกเล่าว่าเพื่อนๆ แซวว่า "สำออย" หรือเปล่า เพราะเห็นเดินเหินได้ปกติ แต่พอให้ขับรถกลับทำหน้าเหมือนเจ็บปวดทรมาน

หมออยากบอกคุณชัยและทุกท่านตรงนี้เลยครับว่า "ท่านไม่ได้คิดไปเอง" และนี่เป็นอาการสุดคลาสสิกของคนที่เป็น "โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" (Herniated Disc) เลยล่ะครับ

ทำไมการนั่งสบายๆ บนเบาะนุ่มๆ ถึงทำร้ายหลังเราได้มากกว่าการเดิน? วันนี้หมอจะพาไปไข

ความลับทางชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ที่จะทำให้คุณต้องรีบกลับไปปรับเบาะรถทันทีครับ

1. ความลับเรื่อง "แรงดัน" ในหมอนรองกระดูก

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ให้จินตนาการว่า "หมอนรองกระดูก" ของเราเหมือน "โดนัทที่มีไส้ครีมอยู่ตรงกลาง" (หรือลูกโป่งใส่น้ำ) แทรกอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อครับ

ท่านเชื่อไหมครับว่า อิริยาบถต่างกัน แรงดันในโดนัทชิ้นนี้ต่างกันมหาศาล! มีงานวิจัยระดับโลก (Nachemson’s study) ที่วัดแรงดันในหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอว พบความจริงที่น่าตกใจครับ:

  • ท่านอนหงาย: แรงดันต่ำที่สุด (เปรียบเหมือนพักผ่อน)
  • ท่ายืน/เดิน: แรงดันประมาณ 100% (กระดูกสันหลังตั้งตรง รับน้ำหนักตามธรรมชาติ)
  • ท่านั่งเก้าอี้ปกติ: แรงดันพุ่งขึ้นไปถึง 140-150%
  • ท่านั่งขับรถ (เหยียบคลัตช์/เบรก): แรงดันอาจพุ่งสูงถึง 180-200%!!

ทำไม "นั่ง" ถึงแรงดันเยอะกว่า "ยืน"?

เมื่อเรายืน กระดูกสันหลังจะโค้งเป็นรูปตัว S ตามธรรมชาติ (Lordosis) ซึ่งช่วยกระจายน้ำหนักได้ดี แต่พอเรา "นั่ง" โดยเฉพาะเบาะรถที่ก้นจมลงไป หลังช่วงเอวของเราจะถูกดัดให้ตรงหรือโค้งงอไปด้านหลัง (Kyphosis/Flexion)

เปรียบเหมือนเรา "บีบด้านหน้าของโดนัท" อย่างแรง ผลที่ตามมาคือ "ไส้ครีม (เจลในหมอนรองกระดูก)" จะถูกดันปลิ้นออกไปทางด้านหลัง... ซึ่งด้านหลังนั่นแหละครับ คือที่อยู่ของ "เส้นประสาท"!

ดังนั้น ยิ่งนั่งนาน ไส้โดนัทยิ่งถูกดันไปเบียดเส้นประสาทมากขึ้น อาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) จึงถามหาทันที ในขณะที่การเดิน หลังเราแอ่นตามธรรมชาติ ไส้โดนัทจึงไม่ถูกดันออกมามากเท่าครับ

2. ภัยเงียบจาก "แรงสั่นสะเทือน" (Vibration)

รถยนต์ไม่ได้แค่นั่งเฉยๆ แต่มัน "สั่น" ตลอดเวลาครับ

แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์และพื้นถนน (Whole Body Vibration) คือศัตรูตัวฉกาจของหมอนรองกระดูก การสั่นสะเทือนทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเพื่อพยุงกระดูกโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้เกิดความล้า

และที่แย่กว่านั้นคือ แรงสั่นสะเทือนเร่งให้หมอนรองกระดูก "คายน้ำ" และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ทำให้ความสามารถในการรับแรงกระแทกลดลง ยิ่งขับรถทางไกลนานๆ กระดูกยิ่งทรุด ตัวยิ่งเตี้ยลง และเส้นประสาทโดนกดทับง่ายขึ้นครับ

3. กับดักของ "การใช้เท้า"

เวลาเรานั่งเก้าอี้ทำงาน เท้าเราวางราบกับพื้นช่วยรับน้ำหนักได้บ้าง แต่เวลาขับรถ เท้าขวาต้องลอยเพื่อเหยียบเบรกหรือคันเร่ง เท้าซ้ายก็วางไม่เต็มที่

การที่ขาต้องเหยียบเหยียดไปข้างหน้า (Active use of pedals) ทำให้กล้ามเนื้อสะโพก (Ilio-psoas) ดึงรั้งกระดูกสันหลังตลอดเวลา เพิ่มแรงกดที่หมอนรองกระดูก L4-L5 และ L5-S1 ซึ่งเป็นจุดยอดฮิตของโรคกระดูกทับเส้นนั่นเองครับ

How-To: ปรับท่านั่งขับรถอย่างไร ให้รอดจากกระดูกทับเส้น?

ถ้าเลี่ยงขับรถไม่ได้ เราต้อง "อยู่เป็น" ครับ หมอมีเทคนิคปรับเบาะและท่าขับรถ 4 ข้อ เพื่อลดแรงดันในหมอนรองกระดูกครับ

1. อย่าเอนนอนขับ และ อย่าตั้งฉากเกินไป หลายคนชอบปรับเบาะเอนนอนเท่ๆ (เหมือนนอนขับ) หรือบางคนก็ตั้งตรงเป๊ะ 90 องศา ทั้งสองท่านี้ "ผิด" ครับ

  • ท่าที่ถูกต้อง: พนักพิงควรเอนไปด้านหลังเล็กน้อย ประมาณ 100-110 องศา องศานี้จะช่วยลดแรงกดที่หมอนรองกระดูกได้ดีที่สุด

2. ก้นต้องชิด ขาต้องไม่เหยียดสุด ดันก้นให้ชิดพนักพิงด้านในสุด อย่าให้นั่งไหลๆ และปรับระยะห่างของเบาะ ให้เข่า "งอเล็กน้อย" เวลาเหยียบเบรกจนสุด หากขาเหยียดตึงเกินไป เวลาเบรกแรงๆ แรงกระแทกจะส่งตรงเข้าสะโพกและหลังทันที

3. ต้องมี "หมอนหนุนหลัง" (Lumbar Support) นี่คืออุปกรณ์ช่วยชีวิตครับ! เบาะรถส่วนใหญ่ออกแบบมาเป็นหลุม (Bucket Seat) ทำให้หลังเรางอ ให้หาหมอนใบเล็กๆ ม้วนผ้าขนหนู หรือใช้อุปกรณ์ Lumbar Support สอดไว้ที่ "หลังส่วนล่าง" (เหนือเข็มขัดเล็กน้อย) เพื่อดันให้หลังแอ่นรักษาโค้งตัว S ไว้ตลอดเวลา (เหมือนตอนเรายืน) จะช่วยลดแรงดันในหมอนรองกระดูกได้มหาศาล

4. กฎเหล็ก "พักทุกชั่วโมง" ต่อให้ท่านั่งดีแค่ไหน แต่อย่านั่งแช่เกิน 1-2 ชั่วโมงครับ ให้จอดรถ ลงมาเดินวนรอบรถสัก 2 รอบ หรือยืนแอ่นหลัง (Back Extension) สัก 5-10 ครั้ง เพื่อดัน "ไส้โดนัท" ให้กลับเข้าที่ และให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นประสาทครับ

สรุป

อาการปวดร้าวลงขาเวลาขับรถ ไม่ใช่เรื่องปกติ และไม่ใช่ความสำออยครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนทางชีวกลศาสตร์ว่า "หมอนรองกระดูกของคุณกำลังร้องไห้" จากการถูกบีบอัดอย่างรุนแรงในท่านั่ง

สำหรับคนที่เป็นโรคกระดูกทับเส้น การขับรถคือหนึ่งในกิจกรรมที่ท้าทายที่สุด หากท่านปรับเบาะก็แล้ว พักก็แล้ว แต่อาการปวดร้าวลงขายังรุนแรง มีอาการชา หรือขาอ่อนแรง หมอแนะนำให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจ MRI ดูความรุนแรงนะครับ เพราะบางครั้ง "เบรก" ที่ท่านเหยียบ อาจจะไม่ทันการ ถ้าขาเกิดอ่อนแรงกะทันหันครับ

ขับรถปลอดภัย ใส่ใจกระดูกสันหลัง แล้วท่านจะเดินทางถึงจุดหมายได้อย่างมีความสุขครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #ขับรถปวดหลัง #กระดูกทับเส้นประสาท #หมอนรองกระดูกเสื่อม #Sciatica #ท่านั่งขับรถ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดสลักเพชร #LumbarSupport #เชียงใหม่

References:

  1. Nachemson A. The load on lumbar disks in different positions of the body. Clin Orthop Relat Res. 1966;45:107-22.
  2. Wilke HJ, Neef P, Caimi M, Hoogland T, Claes LE. New in vivo measurements of pressures in the intervertebral disc in daily life. Spine (Phila Pa 1976). 1999;24(8):755-62.
  3. Makhsous M, Lin F, Bankard J, et al. Biomechanical effects of sitting with adjustable ischial and lumbar support on occupational low back pain: evaluation of sitting load and back muscle activity. BMC Musculoskelet Disord. 2009;10:17.
  4. Lis AM, Black KM, Korn H, Nordin M. Association between sitting and occupational LBP. Eur Spine J. 2007;16(2):283-98.
  5. Mayo Clinic. Sciatica - Symptoms and causes [Internet]. Rochester (MN): Mayo Foundation for Medical Education and Research; 2023 [cited 2025 Jan 1]. Available from: https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/sciatica/symptoms-causes/syc-20377435

ปวดสะโพกจาก "กระดูกทับเส้น" VS "ข้อสะโพกเสื่อม" ต่างกันอย่างไร? คู่มือแยกโรคฉบับเข้าใจง่าย

 

ปวดสะโพกจาก "กระดูกทับเส้น" VS "ข้อสะโพกเสื่อม" ต่างกันอย่างไร? คู่มือแยกโรคฉบับเข้าใจง่าย

"หมอครับ ผมปวดสลักเพชร ปวดก้นย้อย ร้าวลงขา กินยาแก้ปวดข้อมา 3 เดือนแล้วไม่หายสักที ตกลงผมเป็นอะไรกันแน่ครับ?"

นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอเจอแทบทุกวันครับ คนไข้จำนวนมากเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยอาการ "ปวดสะโพก" และเข้าใจผิดไปเองว่ากระดูกสะโพกกำลังจะพัง จึงพยายามกินยาบำรุงข้อหรือนวดเฉพาะจุด แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น หนำซ้ำบางรายกลับเป็นหนักกว่าเดิม

ความจริงที่น่าตกใจคือ... อาการปวดบริเวณสะโพกนั้น เป็น "นักหลอกลวงตัวยง" ครับ

บางครั้งความเจ็บปวดที่เราคิดว่ามาจาก "ข้อสะโพก" (Hip Joint) แท้จริงแล้วอาจมีต้นตอมาจาก "หลัง" (Lumbar Spine) ที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดลงมา หรือในทางกลับกัน อาการปวดหลังบางประเภท ก็อาจเกิดจากข้อสะโพกเสื่อมได้เช่นกัน

วันนี้หมอจะพาทุกท่านมาไขปริศนานี้ด้วยกันครับ ว่าอาการปวดของคุณ เข้าข่ายโรคไหนกันแน่ เพราะ "การรู้ทิศทางที่ถูกต้อง คือก้าวแรกของการรักษาที่หายขาด" ครับ

ทำไมถึงสับสน? เรื่องของ "สายไฟ" และ "หลอดไฟ"

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด หมออยากให้เปรียบเทียบร่างกายเราเหมือนระบบไฟฟ้าในบ้านครับ

  • หลัง (กระดูกสันหลัง): เปรียบเสมือน "สวิตช์ไฟ" และ "สายไฟหลัก" ที่เดินสายลงไปเลี้ยงขา
  • สะโพกและขา: เปรียบเสมือน "หลอดไฟ"

เวลาหลอดไฟกะพริบหรือดับ (มีอาการปวดที่สะโพก) สาเหตุอาจเกิดได้จาก 2 อย่างครับ

  1. หลอดเสียจริง: คือตัวข้อสะโพกมีปัญหา (ข้อเสื่อม, กระดูกตาย)
  2. สายไฟช็อต: คือข้อสะโพกปกติ แต่เส้นประสาทที่หลังถูกกดทับ แล้วส่งกระแสความเจ็บปวดวิ่งลงมาที่สะโพก

หน้าที่ของหมอคือการเช็คให้ชัวร์ว่า ต้องซ่อมที่ "หลอด" หรือซ่อมที่ "สาย" เพราะถ้ารักษาผิดจุด ต่อให้กินยาดีแค่ไหนก็ไม่หายครับ

ทีมที่ 1: อาการของ "ข้อสะโพกเสื่อม" (Hip Osteoarthritis)

ถ้าคุณอยู่ในทีมนี้ ปัญหาอยู่ที่ตัว "ข้อต่อ" โดยตรงครับ กระดูกอ่อนสึกหรอจนกระดูกแข็งเสียดสีกัน

1. ตำแหน่งปวด: "หน้าบ้าน" (ขาหนีบ) จุดสังเกตที่สำคัญที่สุดคือ คนไข้ข้อสะโพกเสื่อมมักจะปวดที่ "ขาหนีบ" (Groin) ครับ อาการจะปวดลึกๆ ด้านหน้า ตรงรอยพับกางเกงใน บางคนอาจปวดร้าวมาที่หน้าขา (Thigh) หรือลงไปถึงหัวเข่าด้านใน แต่จะ ไม่ค่อยปวดที่ก้นย้อย

2. ท่าทางที่ทำไม่ได้: "ขัดสมาธิ และ ใส่ถุงเท้า" เนื่องจากข้อสะโพกฝืดและติดขัด ท่าที่ทรมานที่สุดคือการ "บิดหมุนขา" หรือ "กางขา"

  • นั่งขัดสมาธิไม่ได้ เพราะขาหนีบตึงและเจ็บมาก
  • ก้มใส่ถุงเท้าหรือตัดเล็บเท้าตัวเองลำบาก เพราะงอสะโพกไม่เข้า
  • เวลาลุกจากเก้าอี้ ก้าวแรกจะเจ็บจี๊ด (Start-up pain) พอเดินไปสักพักจะดีขึ้น

3. ความรู้สึก: "ปวดขัด และ ฝืด" อาการจะเป็นลักษณะปวดตื้อๆ ปวดหนึบๆ เหมือนเครื่องจักรที่ขาดน้ำมันหล่อลื่น ขยับแล้วมีเสียงดังกรอบแกรบ และที่สำคัญคือ "มักจะไม่มีอาการชา" ครับ

ทีมที่ 2: อาการของ "กระดูกหลังทับเส้นประสาท" (Lumbar Radiculopathy)

ถ้าคุณอยู่ในทีมนี้ ปัญหาอยู่ที่ "สายไฟ" ที่หลังถูกกดทับ แล้วส่งสัญญาณลวงมาที่สะโพก

1. ตำแหน่งปวด: "หลังบ้าน" (ก้นย้อย) คนไข้กลุ่มนี้มักจะบอกว่าปวด "สลักเพชร" ปวดแก้มก้น (Buttock) หรือปวดเอว แล้วมีอาการ "ร้าว" (Radiating pain) เป็นเส้นยาวๆ วิ่งลงไปที่ต้นขาด้านหลัง น่อง หรือลงไปถึงปลายเท้าเหมือนไฟช็อต

2. ท่าทางที่ทำไม่ได้: "ก้มตัว และ นั่งนาน" อาการมักจะสัมพันธ์กับท่าทางของกระดูกสันหลัง

  • ก้มตัวหยิบของแล้วไฟช็อตวิ่งลงขา
  • นั่งเก้าอี้นานๆ หรือขับรถนานๆ จะปวดลึกที่ก้นจนทนไม่ไหว (Sitting intolerance)
  • ไอ จาม หรือเบ่งถ่าย แล้วสะเทือนร้าวลงขา
  • ข้อสังเกต: คนกลุ่มนี้มักจะนั่งขัดสมาธิได้ หรือบิดหมุนขาได้ โดยไม่เจ็บขาหนีบครับ

3. ความรู้สึก: "ไฟช็อต และ ชา" นี่คือความต่างที่ชัดเจนครับ อาการปวดจะเป็นแบบแปลบๆ แสบร้อน หรือเป็นตะคริว และมักจะมีอาการ "ชา" (Numbness) หรือ "อ่อนแรง" (Weakness) ร่วมด้วย เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น หรือรู้สึกหนาๆ ที่ฝ่าเท้า เหมือนเดินบนทราย

บททดสอบวัดใจ: เช็คตัวเองง่ายๆ ที่บ้าน

ลองทำ 2 ท่านี้ดูนะครับ เพื่อประเมินเบื้องต้นว่าเราน่าจะเป็นโรคไหน

  • ท่าที่ 1: ท่านั่งไขว่ห้างเป็นเลข 4 (Patrick Test) ให้นอนหงาย แล้วเอาข้อเท้าข้างที่ปวดไปวางบนเข่าอีกข้าง (เป็นรูปเลข 4) แล้วลองกดเข่าลง
    • ถ้า เจ็บจี๊ดที่ขาหนีบด้านหน้า --> สงสัย ข้อสะโพกเสื่อม
    • ถ้า ทำได้สบาย หรือแค่ตึงก้นนิดหน่อย --> สงสัย หลังทับเส้น
  • ท่าที่ 2: ท่านอนยกขา (Straight Leg Raise) ให้นอนหงายเหยียดขาตรง แล้วค่อยๆ ยกขาข้างที่ปวดขึ้นฟ้า (โดยไม่งอเข่า)
    • ถ้า มีอาการไฟช็อตวิ่งจากก้นลงไปที่ขา --> สงสัย หลังทับเส้น
    • ถ้า ยกได้แต่แค่ตึงๆ หลังขาแบบคนเส้นตึงทั่วไป --> อาจไม่ใช่หลังทับเส้น

ภาวะ "Hip-Spine Syndrome" (เมื่อเป็นทั้งคู่)

มีความเป็นไปได้ไหมที่จะเป็นทั้งสองโรคพร้อมกัน? คำตอบคือ "มีครับ" และพบบ่อยในผู้สูงอายุด้วย เราเรียกภาวะนี้ว่า Hip-Spine Syndrome

ในกรณีนี้ หมอจะต้องประเมินอย่างละเอียดด้วยการเอกซเรย์ (X-ray) และ เอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อดูว่า "อะไรคือตัวปัญหาหลัก" ที่ทำให้คนไข้ใช้ชีวิตไม่ได้ แล้วจัดการรักษาจุดนั้นก่อน เช่น ถ้าข้อสะโพกติดแข็งจนเดินไม่ได้ ก็อาจต้องเปลี่ยนข้อสะโพกก่อน แต่ถ้าปวดร้าวลงขาจนนอนไม่ได้ ก็อาจต้องดูแลเรื่องหลังก่อนครับ

สรุป

อาการปวดสะโพก ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคสะโพกเสมอไปครับ

  • ถ้า "ปวดขาหนีบ นั่งขัดสมาธิไม่ได้" --> ให้สงสัย ข้อสะโพกเสื่อม
  • ถ้า "ปวดก้นร้าวลงขา มีอาการชา ไอจามเจ็บ" --> ให้สงสัย กระดูกหลังทับเส้น

การแยกโรคได้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ท่านไม่ต้องเสียเวลาไปกับการรักษาที่ผิดจุด ไม่ต้องกินยาฟรี และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เร็วขึ้นครับ

หากท่านลองเช็คอาการเบื้องต้นแล้วยังไม่แน่ใจ หรือมีอาการคาบเกี่ยวกัน หมอแนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดนะครับ ร่างกายของเรามีค่า อย่าปล่อยให้ความเจ็บปวดมาบั่นทอนความสุขในชีวิตครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดสะโพกร้าวลงขา #กระดูกทับเส้นประสาท #ข้อสะโพกเสื่อม #ปวดสลักเพชร #ปวดขาหนีบ #HipSpineSyndrome #หมอเก่งกระดูกและข้อ #แยกโรคปวดหลัง #กระดูกสันหลังเสื่อม #เชียงใหม่

References:

  1. Devin CJ, et al. Hip-spine syndrome. J Am Acad Orthop Surg. 2012;20(7):434-43.
  2. Buckland AJ, Miyamoto R, Patel RD, Slobodyanyuk K, Bendo JA. Differentiating Hip Pathology From Lumbar Spine Pathology: Key Points of Evaluation and Management. J Am Acad Orthop Surg. 2017;25(2):e23-e34.
  3. Brown MD, Gomez-Marin O, Brookfield KF, Li PS. Differential diagnosis of hip disease versus spine disease. Clin Orthop Relat Res. 2004;(419):280-4.
  4. American Academy of Orthopaedic Surgeons. Hip Osteoarthritis [Internet]. Rosemont (IL): AAOS; 2021 [cited 2025 Jul 18]. Available from: https://orthoinfo.aaos.org/en/diseases--conditions/osteoarthritis-of-the-hip
  5. Ikeuchi M, et al. Clinical characteristics of hip-spine syndrome. J Orthop Sci. 2019;24(1):61-65.