"ปวดหลังธรรมดา" หรือ "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ? เรื่องใกล้ตัวที่แยกให้ออกก่อนสาย อาการต่างกันอย่างไร?
"หมอครับ ผมนวดมา 3 เดือนแล้ว ไม่หายสักที ยิ่งนวดยิ่งปวดร้าวลงขา จนตอนนี้เดินแทบไม่ไหวแล้วครับ"
ประโยคนี้เป็นคำบ่นที่หมอได้ยินบ่อยมากครับ จากคนไข้ที่เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางเจ็บปวด บางคนเดินตัวเอียง บางคนต้องให้ลูกหลานพยุงเข้ามา ทั้งที่จุดเริ่มต้นอาจจะเป็นเพียงแค่การก้มยกของผิดจังหวะ หรือนั่งทำงานนานเกินไปจนรู้สึกปวดหลัง
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ การเหมาเอาว่าอาการปวดหลังทั้งหมดคือ "โรคกล้ามเนื้ออักเสบ" หรือ "เส้นจม" พยายามรักษาด้วยการนวด ยืดเหยียด หรือกินยาแก้ปวดเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอาการลุกลาม
วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจร่างกายตัวเองกันครับ ว่าอาการปวดหลังแบบไหนคือเรื่องปกติที่พักก็หาย และแบบไหนคือสัญญาณเตือนภัยจาก "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ที่ต้องรีบดูแลครับ
ความจริงของ "หลัง" เรา: โครงสร้างที่แข็งแรงแต่เปราะบาง
เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "ตึกสูง" ที่ก่อด้วยอิฐบล็อกวางซ้อนกัน อิฐแต่ละก้อนคือกระดูกสันหลัง ระหว่างอิฐแต่ละก้อน จะมี "เบาะรอง" นิ่มๆ คั่นอยู่เพื่อลดแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือวิ่ง เจ้าเบาะนิ่มๆ นี่แหละครับที่เราเรียกว่า "หมอนรองกระดูก"
ด้านหลังของตึกนี้ จะมีท่อสายไฟขนาดใหญ่พาดผ่าน นั่นคือ "ไขสันหลังและเส้นประสาท" ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าจากสมองไปสั่งงานขาและเท้า ให้เราเดิน วิ่ง หรือรับรู้ความรู้สึกได้
ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อ "เบาะรอง" หรือหมอนรองกระดูกนี้เริ่มเสื่อมสภาพตามอายุ หรือเกิดการฉีกขาดจากการใช้งานหนัก ทำให้เนื้อเยื่อข้างในที่มีลักษณะคล้ายเจลลี่ ปลิ้นออกมาด้านหลังและไปเบียดทับ "ท่อสายไฟ" หรือเส้นประสาทนั่นเองครับ
ทำไมเราถึงปวดหลัง? รู้ทันสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
โรคปวดหลังไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคชะตา แต่ส่วนใหญ่เกิดจาก "พฤติกรรมสะสม" และ "ความเสื่อมตามวัย" ครับ
1. ความเสื่อมตามธรรมชาติ (Aging Process): เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะเริ่มสูญเสียน้ำ ยืดหยุ่นน้อยลง เปรียบเหมือนยางรถยนต์ที่ใช้มานาน ย่อมมีโอกาสเปราะและแตกง่ายขึ้น พบได้บ่อยในคนที่อายุ 30-50 ปีขึ้นไป
2. พฤติกรรมการใช้งาน (Lifestyle):
- การยกของหนัก: การก้มหลังยกของโดยไม่ย่อเข่า ทำให้แรงกดลงที่หมอนรองกระดูกมหาศาล เหมือนเราบีบลูกโป่งจนแตก
- ท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง: การนั่งหลังค่อม นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า ทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับน้ำหนักตลอดเวลา
- น้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นออกมาจะดึงกระดูกสันหลังให้แอ่นไปข้างหน้า เพิ่มแรงกดทับที่กระดูกเอว
3. อุบัติเหตุ: การล้มก้นกระแทก หรือการบิดเอวอย่างรุนแรงขณะเล่นกีฬา
เช็คลิสต์อาการ: ปวดหลังธรรมดา VS หมอนรองกระดูกทับเส้น
นี่คือส่วนสำคัญที่สุดครับ หมออยากให้ลองสังเกตอาการของตัวเองหรือคนใกล้ชิดดูว่า เข้าข่ายข้อไหน
กลุ่ม A: ปวดหลังธรรมดา (กล้ามเนื้อ/เอ็นอักเสบ)
- ตำแหน่ง: ปวดบริเวณกลางหลัง หรือเอวส่วนล่าง อาจมีปวดร้าวมาที่สะโพกบ้าง แต่ ไม่ ร้าวลงไปต่ำกว่าเข่า
- ลักษณะการปวด: ปวดตื้อๆ ปวดเมื่อย เหมือนคนออกกำลังกายหนัก กดเจ็บที่กล้ามเนื้อ
- การเคลื่อนไหว: จะปวดมากเวลาขยับตัว แต่พอนอนพักนิ่งๆ อาการจะดีขึ้นชัดเจน
- อาการร่วม: ไม่มีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
กลุ่ม B: หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- ตำแหน่ง: ปวดหลังร้าวลงขา (Sciatica Pain) อาการปวดจะวิ่งจี๊ดจากเอว ผ่านก้น ลงไปที่ต้นขา น่อง หรือไปจนถึงปลายเท้า
- ลักษณะการปวด: ปวดเหมือนไฟช็อต ปวดแสบปวดร้อน หรือปวดลึกๆ ในกระดูก
- การเคลื่อนไหว: การไอ จาม หรือเบ่งถ่าย จะทำให้ปวดสะเทือนไปถึงขา เพราะแรงดันในช่องไขสันหลังเพิ่มขึ้น
- อาการร่วม:
- อาการชา: รู้สึกหนาๆ ชาๆ บริเวณน่องหรือเท้า เหมือนใส่ถุงเท้าตลอดเวลา
- อ่อนแรง: กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินแล้วขาเปลี้ย หรือรองเท้าหลุดโดยไม่รู้ตัว
- การขับถ่าย: ในรายที่เป็นรุนแรงมาก อาจกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ (กรณีนี้ต้องรีบผ่าตัดด่วนที่สุดครับ)
ถ้าคุณมีอาการใน กลุ่ม B แม้เพียงข้อเดียว ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจละเอียดครับ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
หมอตรวจวินิจฉัยอย่างไร? (เจ็บตัวน้อย แต่ได้ผลแม่นยำ)
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หมอจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลักครับ
- การยกขาตรง (Straight Leg Raising Test): หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วยกขาข้างที่ปวดขึ้นตรงๆ หากยกได้นิดเดียวแล้วปวดร้าวลงขา แสดงว่าเส้นประสาทกำลังถูกดึงรั้งหรือกดทับอยู่
- การตรวจระบบประสาท: เช็คแรงกล้ามเนื้อขา การสะท้อนของเอ็น (Reflex) และการรับความรู้สึก
การตรวจทางภาพถ่าย:
- เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูก ดูความเสื่อม ดูการเคลื่อนของกระดูก แต่ ไม่เห็น หมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท
- เอ็มอาร์ไอ (MRI): เป็นการตรวจที่ละเอียดที่สุดและเป็นมาตรฐานสากล สามารถเห็นตัวหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และไขสันหลังได้ชัดเจนเหมือนเราหั่นแตงโมดูข้างใน ทำให้รู้ว่ากดทับมากน้อยแค่ไหน และต้องวางแผนรักษาอย่างไร
เป็นแล้วต้องผ่าตัดทุกคนไหม? แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง
คนไข้ส่วนใหญ่ (กว่า 80-90%) กลัวคำว่า "ผ่าตัด" จนไม่กล้ามาหาหมอ แต่ความจริงคือ คนไข้ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ ร่างกายของเรามีความมหัศจรรย์ในการซ่อมแซมตัวเอง หากเราดูแลถูกวิธี
1. การรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) เป็นวิธีแรกที่หมอจะเลือกใช้เสมอครับ
- ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนัก นั่งให้ถูกท่า ลดน้ำหนัก
- ยา: ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาบำรุงเส้นประสาท เพื่อลดการระคายเคือง
- กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) เพื่อลดแรงกดในหมอนรองกระดูก การทำอัลตราซาวด์ลดปวด และการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง
2. การฉีดยาระงับการอักเสบ (Interventional Spine Pain Management) หากกินยาและกายภาพแล้วอาการยังทรงตัว หมออาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท ภายใต้การนำวิถีด้วยเครื่องเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ เพื่อลดการบวมของเส้นประสาทโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดปวดได้ดีและรวดเร็ว
3. การผ่าตัด (Surgery) หมอจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อ...
- รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น จนรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก
- มีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรงชัดเจน (เช่น กระดกเท้าไม่ได้)
- มีปัญหาการขับถ่าย (ระบบขับถ่ายล้มเหลวจากเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง)
ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้าไปมากครับ มีการผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic) แผลเล็กเพียง 8 มิลลิเมตร เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว นอนโรงพยาบาลแค่ 1-2 คืนก็กลับบ้านได้ ไม่น่ากลัวเหมือนสมัยก่อนแล้วครับ
พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?
สำหรับโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นโรคที่ "รักษาหายได้" ครับ อาการปวดสามารถหายไปได้จนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ
แต่... "หาย" ไม่ได้แปลว่า "ได้หลังใหม่" หมอนรองกระดูกที่เสื่อมแล้ว ก็จะเสื่อมเลย ไม่สามารถกลับมาเต่งตึงเหมือนวัยรุ่นได้ สิ่งสำคัญคือการดูแลรักษาแนวกระดูกสันหลังที่เหลืออยู่ไม่ให้เสื่อมเพิ่มขึ้น
หากคนไข้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ยกของหนักเหมือนเดิม ไม่ดูแลท่าทาง ก็มีโอกาสที่หมอนรองกระดูกข้ออื่นจะปลิ้นออกมา หรือข้อเดิมกลับมามีอาการซ้ำได้ ดังนั้นการดูแลตัวเองหลังการรักษาจึงเป็น "พันธะสัญญาตลอดชีวิต" ที่คนไข้ต้องมีให้แก่ร่างกายตัวเองครับ
สรุป
อาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไปครับ สิ่งสำคัญคือ "ความไว" ในการสังเกตตัวเอง แยกให้ออกว่าปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดเส้นประสาท
ถ้าแค่ปวดเมื่อย พักแล้วหาย ก็ถือว่าโชคดีและควรเริ่มปรับพฤติกรรม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีอาการ "ปวดร้าวลงขา ชา อ่อนแรง" ขอให้รีบมาพบแพทย์นะครับ การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณกลับมามีความสุขกับการเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด
กระดูกสันหลังคือเสาหลักของร่างกาย ดูแลเขาให้ดี แล้วเขาจะพาเราเดินไปข้างหน้าได้อีกไกลครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #กระดูกสันหลังเสื่อม #ปวดร้าวลงขา #ปวดเอว #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดส่องกล้อง #รักษาปวดหลัง #หมอเก่งเชียงใหม่
References:
- North American Spine Society (NASS). Diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Burr Ridge (IL): North American Spine Society; 2012.
- Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, Resnick DK, Baisden JL, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-91.
- Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-16.
- Dydyk AM, Massa RN, Mesfin FB. Disc Herniation. [Updated 2023 Jan 16]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023.
- Mayo Clinic. Herniated disk - Symptoms and causes [Internet]. 2023 [cited 2024 Jan 15]. Available from: https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/herniated-disk/symptoms-causes/syc-20354095
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น