วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทำไมปวดหลังร้าวลงขาและชาเท้า ถึงไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด


 


นั่งนานๆ แล้วลุกขึ้นยืน ขาชาจนต้องยืนนิ่งสักครู่ถึงจะก้าวเดินได้ เดินยังไม่ถึงร้อยเมตร น่องตึงปวดจนต้องหาที่นั่งพัก ก้มยกของจากพื้น เสียวแปลบลงไปถึงปลายเท้า

คุณป้าวัย 60 ปลายๆ ทนปวดหลังร้าวลงขามา 2 ปี นึกว่าแค่ปวดเมื่อยธรรมดา ซื้อยานวดมาทาเอง จนเริ่มชาฝ่าเท้า เดินไกลไม่ได้เหมือนเดิม ลังเลว่าจะไปหาหมอดีไหม เพราะกลัวคำว่า "ต้องผ่าตัดหลัง"

บทความนี้จะอธิบายว่าอาการแบบนี้เกิดจากอะไรได้บ้าง และทำไมหลายคนรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ครับ

――――――――――――――――――――――――

ทำไมปวดหลังร้าวลงขาและชาเท้า ถึงไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด

――――――――――――――――――――――――

หลายคนพอได้ยินว่าอาการปวดหลังร้าวลงขาเกี่ยวกับ "เส้นประสาท" ก็ใจหายวาบ คิดไปถึงการผ่าตัดหลังทันที กลัวว่าจะเป็นอัมพาต กลัวว่าจะต้องนอนโรงพยาบาลนานๆ

ความจริงคือ อาการปวดหลังร้าวลงขาพร้อมกับชาเท้านั้น เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยมากในคนวัย 50 ปีขึ้นไป และคนส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบผ่าตัด แต่คือการหาให้เจอว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่แท้จริง

คุณป้าคนหนึ่ง อายุ 60 ปลายๆ เคยเป็นคนเดินตลาดเก่ง ตื่นเช้าไปจ่ายกับข้าวเองทุกวัน

วันหนึ่งเริ่มมีอาการปวดเอวลึกๆ ตอนแรกก็แค่ปวดเมื่อย พอพักก็หาย เลยไม่ได้สนใจ

แต่ผ่านไปเป็นปีๆ อาการเปลี่ยนไป ปวดเริ่มร้าวจากสะโพกลงไปต้นขา บางวันชาลงไปถึงฝ่าเท้า เดินไปได้แป๊บเดียวต้องนั่งพัก ก้มหยิบของก็เสียวแปลบ

สิ่งที่เคยทำได้ง่ายๆ อย่างเดินจ่ายตลาด หรือยกหม้อข้าว กลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนัก เธอเริ่มให้ลูกหลานไปซื้อของแทน และเก็บตัวอยู่บ้านมากขึ้น

ที่ลังเลไม่ยอมไปหาหมอ ก็เพราะกลัวว่าหมอจะบอกให้ผ่าตัด

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

หลายคนไม่รู้ว่า เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาทั้งสองข้างของเรานั้น ไม่ได้เริ่มต้นที่ขา แต่เริ่มจากไขสันหลังในบริเวณ "หลังส่วนล่าง" แล้ววิ่งยาวลงไปถึงปลายเท้า

ลองนึกภาพว่าหลังส่วนล่างของเราเหมือน "ท่อร้อยสายไฟ" ข้างในมีสายไฟ คือเส้นประสาท วิ่งผ่านลงไปเลี้ยงขา

เมื่อเราอายุมากขึ้น โครงสร้างรอบๆ ท่อนี้จะค่อยๆ เสื่อมไปตามวัย หมอนรองกระดูกที่เคยเป็นเหมือนฟองน้ำนุ่มๆ คอยรับแรงกระแทก ก็แฟบลงและแข็งขึ้น ข้อต่อกระดูกสันหลังก็เริ่มมีหินปูนงอก เอ็นรอบๆ ก็หนาตัวขึ้น

ผลคือ "ท่อร้อยสายไฟ" ที่เคยกว้าง ค่อยๆ แคบลง หรือมีบางส่วนยื่นเข้าไปเบียด "สายไฟ" ข้างใน

เมื่อเส้นประสาทถูกกดเบียด ร่างกายจึงส่งสัญญาณผิดเพี้ยนออกมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาการถึงเป็นแบบนี้ ปวดที่หลังแต่กลับร้าวลงไปถึงขา เพราะเป็นเส้นประสาทเส้นเดียวกันที่วิ่งยาวลงไป ส่วนอาการชาที่ฝ่าเท้า ก็เพราะสัญญาณความรู้สึกจากเท้าวิ่งสวนกลับขึ้นมาตามเส้นประสาทเส้นนั้นไม่สะดวก เหมือนสายไฟที่ถูกหนีบจนสัญญาณติดๆ ขัดๆ

บางคนจะสังเกตว่ายิ่งยกของหนักหรือก้มตัว อาการยิ่งเป็นมากขึ้น เพราะท่าทางเหล่านั้นเพิ่มแรงกดในบริเวณที่เส้นประสาทถูกเบียดอยู่แล้ว

อาการปวดหลังร้าวลงขาพร้อมชาเท้า ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดได้จากหลายภาวะที่ทำให้เส้นประสาทถูกกดเบียด เช่น

• "โพรงประสาทสันหลังตีบแคบ (Lumbar Spinal Stenosis)" คือภาวะที่ช่องทางเดินของเส้นประสาทแคบลงตามวัย พบบ่อยในคนสูงอายุ มักมีอาการเด่นคือเดินได้ระยะหนึ่งแล้วปวดหรือชาขาจนต้องหยุดพัก และจะดีขึ้นเมื่อนั่งหรือก้มตัว

• "หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation)" คือภาวะที่หมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาเบียดเส้นประสาท มักมีอาการปวดร้าวลงขาตามแนวเส้นประสาทชัดเจน บางครั้งร้าวลงไปถึงน่องหรือเท้า

• "กระดูกสันหลังเคลื่อน (Degenerative Spondylolisthesis)" คือภาวะที่ข้อกระดูกสันหลังเลื่อนออกจากแนวเดิมเล็กน้อยจากความเสื่อม ทำให้ช่องทางเดินเส้นประสาทแคบลงร่วมด้วย

อาการที่พบร่วมกันได้คือ ปวดเอวหรือหลังส่วนล่าง ปวดร้าวลงสะโพกและขา ชาหรือเหน็บที่ขาหรือเท้า บางคนมีอาการขาอ่อนแรงร่วมด้วย

มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะเหล่านี้มากขึ้น

[1] อายุที่มากขึ้น เพราะโครงสร้างกระดูกสันหลังเสื่อมตามวัยเป็นธรรมชาติ

[2] การยกของหนักหรือก้มผิดท่าซ้ำๆ เป็นเวลานาน

[3] น้ำหนักตัวที่มาก เพิ่มภาระให้กระดูกสันหลังส่วนล่าง

[4] กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังที่ไม่แข็งแรง

[5] การนั่งหรือยืนในท่าเดิมนานๆ โดยไม่ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ

การวินิจฉัยที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญที่สุด เพราะอาการคล้ายกันแต่ต้นเหตุอาจต่างกัน และการรักษาก็ต่างกันด้วย แพทย์จะวินิจฉัยเป็นขั้นตอน

[1] ซักประวัติอย่างละเอียด ว่าปวดตรงไหน ร้าวไปทางใด ชาแบบไหน เป็นมานานเท่าไร อาการดีขึ้นหรือแย่ลงในท่าใด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยบอกตำแหน่งของปัญหาได้มาก

[2] ตรวจร่างกายทางระบบประสาท เช่น ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา การรับความรู้สึก และการตอบสนองของเส้นประสาท

[3] เอกซเรย์ (X-ray) เพื่อดูแนวกระดูกสันหลัง ช่องว่างระหว่างข้อ และดูว่ามีกระดูกเคลื่อนหรือไม่

[4] ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เมื่อมีข้อบ่งชี้ เพราะเป็นการตรวจที่เห็นเส้นประสาท หมอนรองกระดูก และช่องทางเดินประสาทได้ชัดเจนที่สุด ช่วยยืนยันว่าตำแหน่งที่กดเบียดตรงกับอาการจริงหรือไม่

สิ่งสำคัญคือ ภาพที่เห็นในผลตรวจต้องสอดคล้องกับอาการของคนไข้ ไม่ใช่เห็นความเสื่อมในภาพแล้วสรุปว่าเป็นต้นเหตุทันที เพราะคนสูงอายุหลายคนมีความเสื่อมในภาพโดยไม่มีอาการก็ได้

แนวทางการรักษาส่วนใหญ่เริ่มจากวิธีที่เบาที่สุดก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มตามการตอบสนอง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตและทำสิ่งที่รักได้ตามปกติ

[1] ปรับพฤติกรรมและกิจวัตร หลีกเลี่ยงท่าที่กระตุ้นอาการ เช่น การยกของหนักผิดท่า แต่ไม่ใช่การนอนพักนิ่งๆ เพราะการขยับตัวอย่างเหมาะสมช่วยให้ฟื้นตัวดีกว่า

[2] การทำกายภาพบำบัด เป็นแกนหลักของการรักษา เน้นบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังให้แข็งแรง เพิ่มความยืดหยุ่น ซึ่งมีหลักฐานทางการแพทย์รองรับว่าช่วยได้จริง

[3] การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ตามที่แพทย์พิจารณาให้เหมาะกับแต่ละคน โดยระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้สูงอายุ

[4] การฉีดยาเพื่อลดการอักเสบรอบเส้นประสาทภายใต้เครื่องนำทาง (Epidural Steroid Injection) ในกรณีที่ปวดร้าวลงขามากและการรักษาเบื้องต้นยังไม่พอ ช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง

[5] การผ่าตัด จะพิจารณาเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่อาการเกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน มักดีขึ้นได้เองเมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสม เพราะหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาสามารถยุบลงได้ตามเวลา

เรื่องของพยากรณ์โรค คนไข้ส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยถูกต้องและรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสม มีอาการดีขึ้นตามลำดับ บางคนใช้เวลาเป็นสัปดาห์ บางคนเป็นเดือน ขึ้นกับต้นเหตุและความรุนแรง

อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะถ้ากลับไปใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือกล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรงพอ การดูแลต่อเนื่องและบริหารกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก

ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล ในบางกรณีอาการอาจค่อยๆ มากขึ้น เส้นประสาทที่ถูกกดเบียดเป็นเวลานานอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่า และอาจมีอาการขาอ่อนแรงหรือชามากขึ้น

มีอาการบางอย่างที่ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ ขาอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ชาบริเวณรอบก้นหรืออวัยวะเพศ หรือมีอาการปวดรุนแรงร่วมกับน้ำหนักลดและมีไข้ อาการเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจทันที

การป้องกันทำได้ และช่วยลดโอกาสเกิดหรือกลับมาเป็นซ้ำได้จริง

[1] บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ

[2] ยกของให้ถูกวิธี ย่อเข่าแทนการก้มหลัง และไม่ยกของหนักเกินกำลัง

[3] ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ลดภาระต่อกระดูกสันหลัง

[4] ปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ไม่นั่งหรือยืนท่าเดิมนานเกินไป

[5] ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสภาพร่างกาย เช่น เดิน ว่ายน้ำ

คำถามที่คนไข้ถามบ่อย

[1] ปวดหลังร้าวลงขา ต้องผ่าตัดทุกคนไหม ไม่ใช่ทุกคนครับ คนไข้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น

[2] ชาเท้าแล้วจะเป็นอัมพาตไหม ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นนั้นครับ แต่อาการชาเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทถูกกดเบียด ควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและดูแลแต่เนิ่นๆ

[3] ต้องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ทุกคนไหม ไม่จำเป็นทุกคนครับ แพทย์จะพิจารณาตามอาการและผลตรวจร่างกาย จะตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น มีสัญญาณเตือน หรือกำลังวางแผนการรักษาขั้นต่อไป

[4] เป็นมา 2 ปีแล้ว รักษายังทันไหม ส่วนใหญ่ยังดูแลได้ครับ แต่ยิ่งปล่อยไว้นาน เส้นประสาทที่ถูกกดเบียดอาจฟื้นตัวช้าลง การมาตรวจเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนจึงควรทำตั้งแต่เนิ่นๆ

[5] ฉีดยาแล้วหายขาดเลยไหม การฉีดยาช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการได้ในระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้แก้ที่โครงสร้างโดยตรง จึงต้องทำควบคู่กับการบริหารกล้ามเนื้อและปรับพฤติกรรม

สรุปสิ่งที่อยากให้จำ

[1] ปวดหลังร้าวลงขาพร้อมชาเท้า เกิดได้จากหลายสาเหตุ การหาต้นเหตุที่ถูกต้องสำคัญกว่าการรีบผ่าตัด

[2] คนไข้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด โดยมีกายภาพบำบัดเป็นแกนหลัก

[3] การผ่าตัดมีที่ของมัน แต่พิจารณาเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจน

[4] สัญญาณเตือน เช่น ขาอ่อนแรงมากขึ้น หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ต้องรีบพบแพทย์ทันที

[5] คุณไม่ได้เผชิญกับอาการนี้อยู่คนเดียว และการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้กลับไปเดิน ไปทำสิ่งที่รักได้อีกครั้ง คือสิ่งที่ทำได้จริง

――――――――――――――――――――――――

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาเฉพาะราย หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับตัวคุณ

ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปรึกษาหมอเก่ง กระดูกและข้อ ธนินนิตย์คลินิก Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

――――――――――――――――――――――――

#ปวดหลังร้าวลงขา #ชาเท้า #ปวดหลัง #โพรงประสาทตีบแคบ #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #กระดูกสันหลังเคลื่อน #ปวดหลังไม่ต้องผ่าตัด #รักษาปวดหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #กระดูกและข้อเชียงใหม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น