ปวดหลังร้าวลงขาทั้งสองข้าง
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ขาเริ่มชา ต้องหยุดพัก
นั่งลงสักครู่ค่อยดีขึ้น แล้วก็เป็นอีก วนแบบนี้ทั้งวัน
คุณ___ วัย 62 ปี ทนปวดหลังแบบนี้มาเป็นปี
ตอนแรกคิดว่าแค่ปวดเมื่อยธรรมดา จนเดินไปตลาดเองไม่ไหว
ลูกพาไปเอกซเรย์ ถึงรู้ว่ากระดูกสันหลังเคลื่อน และมีรอยแตกเล็กๆ ที่กระดูก
คำถามแรกที่ถามหมอคือ "แบบนี้ต้องผ่าตัดไหม"
บทความนี้จะเล่าว่ากระดูกสันหลังเคลื่อนแบบไหน ที่ยังดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และแบบไหนที่ถึงเวลาต้องคุยเรื่องผ่าตัดจริงๆ ครับ
―――――――――――――――――――――――
กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป
―――――――――――――――――――――――
หลายคนพอได้ยินคำว่า "กระดูกสันหลังเคลื่อน" หรือเห็นในใบเอกซเรย์ว่ามี "รอยแตกของกระดูก" ก็ตกใจ คิดว่าต้องขึ้นเตียงผ่าตัดแน่ๆ
แต่ความจริงคือ คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นภาวะนี้ ไม่ได้จำเป็นต้องผ่าตัด การดูแลแบบไม่ผ่าตัดช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ดีในคนจำนวนมาก
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "การวินิจฉัยให้ถูก" ว่าเป็นชนิดไหน รุนแรงแค่ไหน และมีสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบจัดการหรือยัง
―――――――――――――――――――――――
เรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้
หลายคนที่มาหาหมอ เพิ่งรู้ว่ากระดูกสันหลังของเราไม่ได้เป็นแท่งเดียว แต่เป็นปล้องเล็กๆ วางซ้อนกันเป็นชั้น เหมือนตึกหลายชั้น
แต่ละชั้นมีตัวล็อกเล็กๆ ด้านหลังคอยยึดไม่ให้ปล้องเลื่อนไปไหน ตัวล็อกนี้มีชื่อว่า "พาร์ส (Pars Interarticularis)"
"ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis)" เกิดทีละขั้นแบบนี้ครับ
ขั้นแรก ตัวล็อกเล็กๆ ด้านหลังเกิดรอยแตกจากการใช้งานซ้ำๆ สะสมมาหลายสิบปี เหมือนสลักเหล็กที่ล้าจนร้าว
ขั้นต่อมา เมื่อตัวล็อกไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ปล้องกระดูกชั้นบนก็ค่อยๆ เลื่อนไปข้างหน้า
ขั้นสุดท้าย ปล้องที่เลื่อนไปทำให้ช่องทางที่เส้นประสาทลอดออกมาแคบลง จนไปเบียดหรือกดทับเส้นประสาท
ที่ปวดร้าวลงขา "ทั้งสองข้าง" เพราะเส้นประสาทถูกเบียดทั้งซ้ายและขวา เหมือนสายไฟที่ถูกหนีบทั้งสองเส้น
และที่หลายคนสังเกตว่า ยืนนานหรือเดินไกลแล้วขาชาขาล้า ต้องหยุดพัก พอนั่งลงหรือก้มตัวค่อยดีขึ้น เป็นเพราะท่าก้มจะเปิดช่องให้เส้นประสาทกว้างขึ้นชั่วคราว อาการเลยบรรเทาลงนั่นเองครับ
―――――――――――――――――――――――
ความรู้พื้นฐานที่ควรเข้าใจ
ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนแบ่งคร่าวๆ ได้สองแบบที่พบบ่อย
แบบแรก เกิดจาก "รอยแตกของตัวล็อกกระดูก" ที่สะสมมาตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วค่อยๆ แสดงอาการเมื่ออายุมากขึ้น แบบนี้มักพบที่กระดูกสันหลังส่วนล่างสุด ตรงรอยต่อกับกระดูกก้นกบ
แบบที่สอง เกิดจากความเสื่อมของข้อต่อและหมอนรองกระดูกตามวัย ทำให้ข้อหลวมและปล้องเลื่อน
อาการที่พบได้บ่อย คือ ปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงสะโพกหรือขา ขาชา ขาอ่อนแรง และเดินได้ไม่ไกลเท่าเดิม
―――――――――――――――――――――――
ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงมากขึ้น
• อายุที่มากขึ้น ทำให้ข้อต่อและหมอนรองกระดูกเสื่อมตามธรรมชาติ
• งานหรือกิจกรรมที่ต้องแอ่นหลัง ยกของหนัก หรือบิดหลังซ้ำๆ เป็นเวลานาน
• น้ำหนักตัวที่มากเกินไป เพิ่มแรงกดต่อกระดูกสันหลังส่วนล่าง
• กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังที่อ่อนแรง ทำให้กระดูกสันหลังขาดตัวช่วยพยุง
• เคยมีรอยแตกของตัวล็อกกระดูกมาตั้งแต่วัยรุ่นโดยไม่รู้ตัว
―――――――――――――――――――――――
การวินิจฉัยทำอย่างไร
การตรวจให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง ไม่ได้ดูแค่ใบเอกซเรย์ใบเดียว แต่ทำเป็นลำดับขั้น
[1] ซักประวัติอาการอย่างละเอียด ปวดตรงไหน ร้าวไปที่ใด อะไรทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง เดินได้ไกลแค่ไหน
[2] ตรวจร่างกาย ดูกำลังกล้ามเนื้อขา การรับความรู้สึก และปฏิกิริยาตอบสนองของเส้นประสาท
[3] เอกซเรย์ เพื่อดูว่าปล้องกระดูกเลื่อนไปมากแค่ไหน และมีรอยแตกของตัวล็อกกระดูกหรือไม่ บางครั้งถ่ายท่าก้มและแอ่น เพื่อดูว่ากระดูกเลื่อนเพิ่มขึ้นเวลาขยับหรือเปล่า
[4] เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เมื่อมีอาการของเส้นประสาท เพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยเพียงใด และตำแหน่งใด
―――――――――――――――――――――――
แนวทางการรักษา จากเบาไปหาหนัก
หัวใจสำคัญคือ คนไข้ส่วนใหญ่เริ่มจากการดูแลแบบไม่ผ่าตัดก่อน เพื่อให้กลับไปทำสิ่งที่รักได้ เดินเที่ยวกับลูกหลานได้ ดูแลตัวเองได้ตามปกติ
[1] ปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงท่าแอ่นหลังมากๆ การยกของหนัก และลดน้ำหนักหากเกินเกณฑ์
[2] ยาบรรเทาอาการปวดและอักเสบ ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อให้พอขยับและทำกายภาพได้
[3] กายภาพบำบัด เน้นบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังให้แข็งแรง เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยพยุงกระดูกสันหลังแทนตัวล็อกที่อ่อนแอลง ส่วนนี้สำคัญมากและให้ผลดีในระยะยาว
[4] การฉีดยาเพื่อลดการอักเสบรอบเส้นประสาทภายใต้เครื่องนำทาง ในรายที่ปวดร้าวลงขาเด่นชัด ช่วยบรรเทาอาการให้ทำกายภาพได้ดีขึ้น
[5] การผ่าตัด พิจารณาเมื่อการดูแลข้างต้นเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายของเส้นประสาท
―――――――――――――――――――――――
อาการจะดีขึ้นไหม ใช้เวลานานแค่ไหน
ข่าวดีคือ คนไข้จำนวนมากที่เป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนระดับไม่รุนแรง อาการดีขึ้นได้ด้วยการดูแลแบบไม่ผ่าตัด
โดยทั่วไปแพทย์จะให้เวลาดูแลแบบไม่ผ่าตัดอย่างเต็มที่ประมาณสามถึงหกเดือน ควบคู่กับการทำกายภาพอย่างสม่ำเสมอ
หลายคนอาการค่อยๆ ทุเลาและกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม แม้รอยแตกของกระดูกในผู้ใหญ่จะไม่ได้เชื่อมกลับ แต่ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงพอที่จะพยุง อาการก็ควบคุมได้
―――――――――――――――――――――――
ถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแลจะเป็นอย่างไร
การเข้าใจสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้กลัว แต่เพื่อให้ตัดสินใจดูแลตัวเองได้ทันเวลา
หากเส้นประสาทถูกกดทับต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางรายอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ฟื้นตัวได้ช้าลง
ในกรณีที่พบได้น้อยแต่สำคัญ หากมีอาการขาอ่อนแรงชัดเจนและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือชารอบก้นและอวัยวะเพศ เหล่านี้เป็นสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอ
―――――――――――――――――――――――
วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้แย่ลง
• บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและหลังอย่างสม่ำเสมอ ตามที่นักกายภาพแนะนำ
• ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
• หลีกเลี่ยงการยกของหนักผิดท่า และท่าแอ่นหลังมากๆ
• ปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน ยืนและนั่งให้หลังตรง ไม่อยู่ท่าเดิมนานเกินไป
• ออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
―――――――――――――――――――――――
คำถามที่พบบ่อย
[1] เป็นกระดูกสันหลังเคลื่อนแล้วต้องผ่าตัดทุกคนไหม ไม่ใช่ครับ คนไข้ส่วนใหญ่ดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การผ่าตัดจะพิจารณาเฉพาะรายที่ดูแลเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายของเส้นประสาท
[2] มีรอยแตกของกระดูกแล้ว มันจะเชื่อมกลับเองได้ไหม ในผู้ใหญ่ รอยแตกที่เป็นมานานมักไม่เชื่อมกลับ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัด เพราะเป้าหมายของการรักษาคือควบคุมอาการและทำให้ใช้ชีวิตได้ ไม่ใช่การทำให้กระดูกเชื่อมเสมอไป
[3] ปวดร้าวลงขาทั้งสองข้าง อันตรายกว่าข้างเดียวไหม แสดงว่าเส้นประสาทถูกเบียดทั้งสองข้าง ควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด แต่ก็ยังเริ่มจากการดูแลแบบไม่ผ่าตัดได้ ตราบใดที่ยังไม่มีสัญญาณอันตราย
[4] ออกกำลังกายได้ไหม กลัวยิ่งเป็นมากขึ้น ออกกำลังกายได้และควรทำครับ โดยเฉพาะการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงคือตัวช่วยพยุงกระดูกสันหลังที่ดีที่สุด เพียงเลือกชนิดที่เหมาะสมและทำให้ถูกท่า
―――――――――――――――――――――――
สรุปสิ่งที่อยากให้จำ
[1] กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ไม่ได้แปลว่าต้องผ่าตัดเสมอไป คนไข้ส่วนใหญ่ดูแลได้โดยไม่ผ่าตัด
[2] สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยให้ถูกว่าเป็นชนิดไหน รุนแรงแค่ไหน
[3] การทำกายภาพและบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว คือหัวใจของการดูแลระยะยาว
[4] สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ คือ ขาอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
[5] คุณไม่ได้อยู่คนเดียวกับอาการนี้ การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อให้เดินเที่ยว เล่นกับลูกหลาน และใช้ชีวิตที่รักได้นานที่สุด
―――――――――――――――――――――――
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
"เราเชื่อว่า 'ความเจ็บปวดไม่ควรจำกัดชีวิตคุณ' หลายกรณีสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนอย่างแท้จริง"
―――――――――――――――――――――――
#กระดูกสันหลังเคลื่อน #ปวดหลังร้าวลงขา #ปวดหลังเรื้อรัง #กระดูกทับเส้น #ปวดหลังผู้สูงอายุ #รักษาปวดหลังไม่ผ่าตัด #กายภาพบำบัด #หมอกระดูกเชียงใหม่ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ธนินนิตย์คลินิก #spondylolisthesis #lowbackpain #spinehealth #nonsurgicaltreatment #orthopedics
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น