วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

หมอบอกว่ากระดูกพรุน แต่ทำไมปวดหลังไม่หาย? อ่านเลย สิ่งที่คนเข้าใจผิด

 



"หมอคะ ปวดหลังมากเลยสงสัยกระดูกพรุนที่หมอบอกมันกำเริบแน่ๆ เลย"

ประโยคนี้คือประโยคคลาสสิกที่หมอได้ยินในห้องตรวจแทบทุกวันครับ คนไข้หลายท่านพอทราบว่าตัวเองมีภาวะ "กระดูกพรุน" ก็มักจะจับแพะชนแกะ เหมาเอาว่าอาการปวดหลังเรื้อรังที่ เป็นๆ หายๆ อยู่นั้น มีสาเหตุมาจากเจ้ากระดูกพรุนนี่แหละ

หมอเข้าใจเลยครับว่าทำไมหลายคนถึงคิดแบบนั้น เพราะโรคกระดูกพรุนมักพบในผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุก็มักจะมีอาการปวดหลัง มันเลยดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน

แต่วันนี้หมออยากจะขอมาปรับความเข้าใจใหม่ให้ตรงกันครับ เพราะการเข้าใจผิดนี้ อาจทำให้เราหลงทางในการรักษา และมองข้ามสาเหตุที่แท้จริงของความปวดไป

ความจริงทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดที่หมออยากให้ทุกคนจำให้ขึ้นใจคือ... "โดยทั่วไปแล้ว โรคกระดูกพรุน ไม่ทำให้มีอาการปวดครับ"

อ่านไม่ผิดครับ ไม่ปวดจริงๆ

แล้วที่ปวดหลังกันโอยๆ ทุกวันนี่มันคืออะไร? แล้วเมื่อไหร่ที่กระดูกพรุนจะทำให้ปวด? วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจนี้ให้กระจ่าง แบบภาษาบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ ครับ

โรคกระดูกพรุน: ภัยเงียบที่ไร้เสียงเตือน

ให้ลองจินตนาการถึงเสาบ้านที่ทำจากไม้นะครับ วันดีคืนดีมีปลวกแอบเข้าไปกินเนื้อไม้ข้างใน เสาต้นนั้นภายนอกดูปกติทุกอย่าง ไม่มีการร้องเตือน ไม่มีการโยกคลอน เราใช้ชีวิตในบ้านได้ปกติ

โรคกระดูกพรุนก็เหมือน "ปลวกกินเสาบ้าน" นี่แหละครับ มันคือภาวะที่เนื้อกระดูกของเราค่อยๆ บางลง พรุนลง โครงสร้างภายในไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ซึ่งกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบมากๆ

ร่างกายเราไม่มีสัญญาณประสาทที่จะส่งมาบอกว่า "เฮ้ย! ตอนนี้กระดูกตรงเอวบางลง 5% แล้วนะ" ดังนั้น ตราบใดที่เสาบ้านยังตั้งตรงอยู่ ตราบใดที่กระดูกยังคงรูปอยู่ มันจะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เลยครับ

นี่คือความน่ากลัวของมัน เพราะหลายคนมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ "เสาหัก" ไปแล้ว

แล้วไอ้ที่ปวดหลังอยู่ทุกวัน มันคืออะไรกันแน่?

ถ้ากระดูกพรุนไม่ทำให้ปวด แล้วอาการปวดหลังตึงๆ ปวดร้าวลงขา ปวดเวลาขยับตัว ที่เป็นกันอยู่นี่เกิดจากอะไร?

คำตอบส่วนใหญ่คือ "ความเสื่อมตามวัย" ของโครงสร้างอื่นๆ ในหลังเราต่างหากครับ ซึ่งมักจะเป็นเพื่อนสนิทที่มาพร้อมๆ กับวัยที่กระดูกเริ่มพรุนนั่นเอง ตัวการหลักๆ มีดังนี้ครับ

1. ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม (Facet Joint Arthritis) กระดูกสันหลังเราไม่ได้เชื่อมติดกันเป็นแท่งเดียว แต่มีข้อต่อเล็กๆ เชื่อมกันเพื่อให้เราก้มเงยบิดตัวได้ พออายุมากขึ้น ข้อต่อพวกนี้ก็เหมือนบานพับประตูที่สนิมขึ้น ผิวข้อขรุขระ น้ำหล่อลื่นแห้ง เวลาขยับมันก็เสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดตึงๆ ขัดๆ บริเวณหลังเอว โดยเฉพาะตอนตื่นนอน หรือนั่งนานๆ

2. หมอนรองกระดูกเสื่อมและทรุด (Degenerative Disc) ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ จะมีหมอนรองกระดูกคั่นกลางทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพรถยนต์ เมื่อใช้ไปนานๆ "โช้ค" มันก็เสื่อม น้ำข้างในแห้งลง ทำให้มันฟีบแบนและทรุดตัวลง ส่งผลให้ข้อกระดูกสันหลังไม่มั่นคง และอาจไปรบกวนเส้นประสาทรอบๆ ได้

3. กระดูกงอกทับเส้นประสาท (Spinal Stenosis) อันนี้แหละตัวดีครับ เมื่อข้อต่อและหมอนรองกระดูกเสื่อม ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างกระดูกงอกขึ้นมาโปะตามขอบๆ เหมือนหินปูนเกาะท่อน้ำ

ปัญหามันเกิดเมื่อหินปูนพวกนี้ มันดันงอกยื่นเข้าไปใน "โพรงเส้นประสาท" ทำให้ช่องทางเดินของเส้นประสาทตีบแคบลง ไปบีบอัดเส้นประสาท

อาการที่เด่นชัดคือ ปวดหลังร้าวลงสะโพกหรือขา ชาขา ขาอ่อนแรง เวลาเดินไกลๆ จะปวดจนต้องหยุดพัก พอได้ก้มตัวหรือนั่งพักแล้วจะดีขึ้น

สรุปง่ายๆ คือ อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดเมื่อย ปวดร้าวลงขา ส่วนใหญ่เกิดจาก "โครงสร้างบ้านที่ทรุดโทรมและสนิมกิน" ไม่ใช่เกิดจาก "ปลวกที่กำลังกินเนื้อไม้เงียบๆ" ครับ

แล้วเมื่อไหร่ที่ "กระดูกพรุน" จะแสดงอิทธิฤทธิ์ทำให้ปวด?

อย่างที่หมอบอกไปว่ากระดูกพรุนคือปลวกกินเสา ตราบใดที่เสายังตั้งตรง มันจะไม่ปวด แต่ถ้าวันไหน... "เสามันหักหรือยุบตัวลง" วันนั้นแหละครับที่ความเจ็บปวดที่แท้จริงของกระดูกพรุนจะปรากฏ

เราเรียกภาวะนี้ว่า "กระดูกสันหลังยุบจากภาวะกระดูกพรุน" (Osteoporotic Vertebral Compression Fracture)

นี่คือภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุด และเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้โรคกระดูกพรุนมีอาการปวดครับ

ลักษณะอาการปวดจากการที่กระดูกสันหลังยุบ จะแตกต่างจากปวดหลังเสื่อมทั่วไป ดังนี้ครับ:

  • ปวดเฉียบพลันและรุนแรง: อยู่ๆ ก็ปวดจี๊ดขึ้นมาทันที ไม่ใช่ค่อยๆ ปวดเมื่อยมาเป็นเดือน
  • มีจุดกำเนิด: มักเกิดหลังจากการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่คนกระดูกปกติไม่เป็นอะไร เช่น ไอจามแรงๆ, ก้มเก็บของ, เอี้ยวตัวผิดจังหวะ, หรือก้นกระแทกเบาๆ
  • ปวดเฉพาะจุด: จะเจ็บมากตรงกระดูกสันหลังข้อที่ยุบ เวลาหมอเคาะหรือกดตรงนั้นจะสะดุ้งโหยงเลยครับ
  • ขยับไม่ได้: การเปลี่ยนท่าทาง เช่น จากนอนเป็นลุกนั่ง หรือพลิกตัวบนเตียง จะเจ็บปวดทรมานมาก จนบางคนไม่กล้าขยับตัว

ถ้าคุณมีอาการปวดลักษณะนี้ โดยเฉพาะถ้ารู้ตัวว่ามีกระดูกพรุนอยู่เดิม หรือเป็นผู้สูงอายุ ต้องรีบมาพบแพทย์ทันทีครับ อย่าเข้าใจผิดว่าเดี๋ยวก็หาย เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ กระดูกที่ยุบอาจเชื่อมติดในท่าที่ผิดรูป ทำให้หลังค่อม หรือไปกดทับไขสันหลังจนเป็นอัมพาตได้

หมอแยกแยะได้อย่างไร ว่าปวดจากอะไร?

เมื่อคนไข้เดินเข้ามาหาหมอ หมอไม่ได้ดูแค่หน้าตาแล้วตอบนะครับ เรามีเครื่องมือในการสืบหาความจริง

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แค่ฟังลักษณะอาการปวดที่หมอเล่าไปข้างต้น หมอก็พอจะแยกได้ครึ่งทางแล้วครับ ว่าน่าจะเป็นจากความเสื่อม หรือมีกระดูกหักยุบใหม่ๆ
  • การตรวจความหนาแน่นกระดูก (Bone Mineral Density - DEXA Scan): อันนี้คือการ "ตรวจหาปลวก" ครับ เครื่องนี้จะบอกเราว่ากระดูกคุณบางไปแค่ไหนแล้ว มีความเสี่ยงที่จะหักมากน้อยเพียงใด แต่เครื่องนี้ไม่ได้บอกว่าที่คุณปวดหลังอยู่ตอนนี้เพราะอะไร
  • เอกซเรย์ (X-ray) หรือ เอ็มอาร์ไอ (MRI): อันนี้คือการ "ดูสภาพโครงสร้างบ้าน" ครับ ภาพเอกซเรย์จะชี้ชัดเลยว่า มีกระดูกข้อไหนยุบตัวลงไปหรือไม่ (ซึ่งเป็นสาเหตุของความปวดจากกระดูกพรุน) หรือเห็นภาพกระดูกเสื่อม มีหินปูนเกาะ มีหมอนรองกระดูกทรุด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดเรื้อรัง

ทำไมต้องแยกให้ชัด? รักษาเหมือนกันไม่ได้เหรอ?

ไม่ได้เด็ดขาดครับ! เพราะการรักษาคนละทิศคนละทางเลย

ถ้ารักษาโรคกระดูกพรุน (กำจัดปลวก): เป้าหมายคือ "ป้องกันไม่ให้กระดูกหักในอนาคต" หมอจะให้ยาเสริมสร้างกระดูก แคลเซียม วิตามินดี ซึ่งยาพวกนี้... กินแล้วไม่ได้ทำให้หายปวดหลังในวันนี้ครับ มันเหมือนการอัดน้ำยาเคมีไปฆ่าปลวกและเสริมความแข็งแกร่งให้เสา แต่ไม่ได้ไปซ่อมแซมบานพับที่ฝืด หรือไปเอากระดูกงอกที่ทับเส้นประสาทออก

หลายคนกินยาแคลเซียมแล้วบ่นว่าทำไมยังปวดหลังอยู่ ก็เพราะเหตุนี้แหละครับ มันคนละเรื่องกัน

ถ้ารักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม/ทับเส้น (ซ่อมบ้านทรุดโทรม): เป้าหมายคือ "ลดปวดและทำให้กลับมาใช้งานได้ดีขึ้น" การรักษาก็จะเป็นการกินยาแก้ปวดแก้อักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัด การปรับพฤติกรรม หรือถ้าเป็นมากอาจต้องฉีดยาหรือผ่าตัด

บทสรุป

หมออยากให้ทุกท่านเข้าใจให้ถูกต้องว่า "โรคกระดูกพรุน" กับ "โรคปวดหลัง" มักจะเป็นเพื่อนบ้านที่มาเยี่ยมเยียนเราพร้อมๆ กันในวัยสูงอายุ แต่มันคือคนละโรคกันครับ

  • กระดูกพรุน: คือ "ภัยเงียบ" ที่ทำให้กระดูกเปราะบาง ไม่ปวดจนกว่าจะหัก
  • ปวดหลังเรื้อรัง: คือ "สัญญาณเตือน" ของความเสื่อมสภาพ ของข้อต่อ หมอนรองกระดูก และเส้นประสาท

การที่คุณรู้ว่าตัวเองมีกระดูกพรุน เป็นเรื่องดีครับ เพราะเราจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักในอนาคต แต่ถ้ารู้สึกปวดหลัง อย่าเพิ่งโทษแต่กระดูกพรุนครับ ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของความปวด

เพราะการรักษาที่ตรงจุด จะช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งกระดูกที่แข็งแรงขึ้น และหลังที่ปราศจากความปวดครับ

ด้วยความปรารถนาดี

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกพรุน #ปวดหลัง #กระดูกสันหลังเสื่อม #กระดูกทับเส้น #กระดูกสันหลังยุบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #แคลเซียม #โรคผู้สูงอายุ #ปวดเอว #กระดูกบาง

References:

  1. NIH Osteoporosis and Related Bone Diseases National Resource Center. Osteoporosis Overview [Internet]. Bethesda (MD): National Institutes of Health (US); 2023 [cited 2024 May 20]. Available from: https://www.bones.nih.gov/health-info/bone/osteoporosis/overview
  2. Alexandru D, So W. Evaluation and management of vertebral compression fractures. Perm J. 2012;16(4):46-51.
  3. Katz JN, Zimmerman ZE, Mass H, Makhni MC. Diagnosis and Management of Lumbar Spinal Stenosis: A Review. JAMA. 2022;327(17):1688-99.
  4. Ensrud KE, Crandall CJ. Osteoporosis. Ann Intern Med. 2017;167(3):ITC17-ITC32.
  5. Genevaux I, Finckh A, Rutschmann OT, et al. The management of acute osteoporotic vertebral compression fractures: A non-interventional health economic study in Switzerland. PLoS One. 2023;18(5):e0285897.

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568

"รักษามาทุกทาง กายภาพก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว แต่ยังปวดจนเดินไม่ได้" ถึงเวลาต้อง "ผ่าตัด" หรือยัง?

 

"รักษามาทุกทาง กายภาพก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว แต่ยังปวดจนเดินไม่ได้" ถึงเวลาต้อง "ผ่าตัด" หรือยัง?

"หมอครับ ผมทำมาหมดแล้วจริงๆ กินยาจนกัดกระเพาะ กายภาพบำบัดมาครึ่งปี ฝังเข็ม นวดตอกเส้น แม้แต่ฉีดยาเข้าโพรงสันหลังก็ทำแล้ว แต่มันดีขึ้นแค่วันสองวัน แล้วก็กลับมาปวดร้าวลงขาเหมือนเดิม ตอนนี้ผมท้อมาก เดินได้ไม่ถึง 100 เมตรก็ต้องนั่งพัก กลัวว่าถ้าผ่าตัดแล้วจะเดินไม่ได้เหมือนที่เขาขู่กัน"

นี่คือความในใจของคุณอำนาจ (นามสมมติ) ชายวัย 55 ปี ที่นั่งอยู่ต่อหน้าหมอด้วยแววตาที่หมดหวัง คุณอำนาจเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทที่เป็นมานาน และพยายามหลีกเลี่ยงการผ่าตัดมาตลอดเพราะความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า "ผ่าหลังแล้วเสี่ยงเป็นอัมพาต"

ความเจ็บปวดของคุณอำนาจ คือสิ่งที่คนไข้หลายคนกำลังเผชิญครับ คือความรู้สึก "ทางตัน" เมื่อการรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) ไม่ได้ผล

วันนี้หมอจะมาเปิดใจคุยเรื่องที่หลายคนกลัวที่สุด นั่นคือ "การผ่าตัดกระดูกสันหลัง" ว่าในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีมันไปไกลแค่ไหน เมื่อไหร่ที่ควรผ่า และเราผ่าไปเพื่ออะไร ให้เข้าใจกันแบบชัดเจนครับ

ความจริง: การผ่าตัดยุคใหม่ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด

หมอขอเริ่มด้วยการล้างความเชื่อผิดๆ ก่อนครับ สมัยก่อนการผ่าตัดหลังอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ แผลยาว พักฟื้นเป็นเดือน แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยี "จุลศัลยกรรม" (Microsurgery) และ "การผ่าตัดส่องกล้อง" (Endoscopic) ทำให้แผลเล็กมาก เสียเลือดน้อย และความแม่นยำสูงมากครับ

โอกาสที่จะเกิดอัมพาตจากการผ่าตัดในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้น "ต่ำมาก" ต่ำกว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เรานั่งอยู่ทุกวันเสียอีกครับ การผ่าตัดจึงไม่ใช่การ "เสี่ยงดวง" แต่เป็นการ "คืนชีวิตใหม่" ให้กับคนไข้ที่ทนทรมานมานาน

ทำไมรักษาแบบไม่ผ่าตัด ถึงไม่หาย?

เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ลองจินตนาการว่า เส้นประสาทของเราเหมือน "สายยางรดน้ำต้นไม้" และหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาเหมือน "ก้อนหิน" ก้อนใหญ่ที่ทับสายยางอยู่

  • กินยา/ฉีดยา: เหมือนเราพยายามเปิดน้ำให้แรงขึ้น หรือเอาน้ำยามาทาสายยางให้นิ่มลง พอช่วยได้บ้างถ้ารอยทับไม่เยอะ
  • กายภาพ: เหมือนพยายามขยับสายยางหนีหิน
  • แต่ถ้า... หินก้อนนั้นมันใหญ่มากและกดทับแน่นสนิท: ไม่ว่าจะกินยาหรือทำกายภาพยังไง น้ำ (กระแสประสาท) ก็ไหลไม่สะดวกอยู่ดีครับ

เมื่อถึงจุดนี้ ที่เรียกว่า "ภาวะล้มเหลวจากการรักษาแบบประคับประคอง" การเอาก้อนหินออก (การผ่าตัด) จึงเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ครับ

สัญญาณเตือน: 3 ข้อบ่งชี้ ที่บอกว่า "ต้องผ่าตัดแล้วนะ"

หมอไม่ได้จับคนไข้ทุกคนไปผ่าตัดนะครับ เราจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อมีเหตุผลทางการแพทย์ที่สำคัญ 3 ข้อหลักๆ ดังนี้ครับ

1. สัญญาณอันตรายต่อระบบประสาท (Red Flags) - ต้องผ่าด่วน!

  • ภาวะหูรูดล้มเหลว: ถ้าเริ่มกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือปัสสาวะไม่ออกโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับอาการชาบริเวณรอบก้น นี่คือภาวะฉุกเฉินครับ ต้องรีบผ่าตัดด่วนที่สุดเพื่อกู้เส้นประสาทคืน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot drop) เดินแล้วขาอ่อนแรงทรุดพับ ถ้าปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้อจะฝ่อลีบและอาจกู้คืนไม่ได้ครับ

2. ความเจ็บปวดที่รบกวนชีวิตรุนแรง (Intractable Pain)

  • ปวดมากจนนอนไม่ได้ เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุด
  • ใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้เลย คุณภาพชีวิตเสียไปหมด
  • ต้องกินยาแก้ปวดปริมาณมากจนเริ่มมีผลข้างเคียงต่อตับและไต

3. รักษาเต็มที่แล้ว 6-8 สัปดาห์ ไม่ดีขึ้น

  • ถ้าลองทำกายภาพ กินยา ปรับพฤติกรรม หรือฉีดยาบล็อกเส้นประสาทมาอย่างเต็มที่แล้ว แต่อาการยังทรงตัวหรือแย่ลง การผ่าตัดคือคำตอบต่อไปครับ

เป้าหมายของการผ่าตัด: เราทำไปเพื่ออะไร?

วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดมีหลักๆ คือ

  1. Decompression (การคลายการกดทับ): นี่คือหัวใจสำคัญครับ คือการเข้าไปหยิบเอาเศษหมอนรองกระดูก หรือตัดแต่งกระดูกที่งอกออก เพื่อให้เส้นประสาทเป็นอิสระ หายใจได้โล่ง เลือดไปเลี้ยงได้สะดวก อาการปวดร้าวและชาจะหายไปทันทีหลังทำ
  2. Stabilization (การสร้างความมั่นคง): ในบางรายที่กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนตัวหรือไม่มั่นคงร่วมด้วย แพทย์อาจจำเป็นต้องใส่น็อตยึดตรึง (Fusion) เพื่อไม่ให้กระดูกขยับผิดจังหวะ แต่ในกรณีหมอนรองกระดูกทับเส้นทั่วไป มักทำแค่ข้อ 1 ก็เพียงพอครับ

วิธีผ่าตัดยุคใหม่: แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

ลืมภาพการผ่าตัดเปิดแผลยาวกลางหลังไปได้เลยครับ เดี๋ยวนี้เรามีทางเลือกที่ดีกว่านั้น

1. การผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic Discectomy)

นี่คือวิธีมาตรฐานสากล (Gold Standard) หมอจะเปิดแผลเล็กๆ ประมาณ 2-3 ซม. แล้วใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงส่องลงไป ทำให้เห็นเส้นประสาทชัดแจ๋ว แยกแยะเส้นประสาทออกจากเนื้อเยื่ออื่นได้ชัดเจน ปลอดภัยสูงมากครับ

2. การผ่าตัดผ่านกล้องส่องเจาะ (Endoscopic Discectomy)

นี่คือเทรนด์ล่าสุดที่กำลังนิยมมากครับ เป็นการเจาะรูเล็กๆ เพียง 8 มิลลิเมตร (เท่าปากกา) แล้วสอดกล้องขนาดจิ๋วเข้าไป ปลายกล้องมีเลนส์และเครื่องมือผ่าตัดในตัว

  • ข้อดี: แผลเล็กมาจนแทบมองไม่เห็น ไม่ตัดขาดกล้ามเนื้อหลัง เจ็บแผลน้อยมาก
  • ผลลัพธ์: คนไข้ส่วนใหญ่ลุกเดินได้ทันทีหลังผ่าตัด หรือวันรุ่งขึ้นก็กลับบ้านได้เลยครับ

พยากรณ์โรคหลังผ่าตัด: ชีวิตจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?

สำหรับคุณอำนาจ หลังจากตัดสินใจผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง (Endoscopic) ผลปรากฏว่า...

"ตื่นมาผมงงเลยครับหมอ ขาที่เคยปวดตุบๆ เหมือนไฟช็อต มันหายไปเลย เดินไปเข้าห้องน้ำเองได้ตั้งแต่วันแรก รู้อย่างนี้ผมยอมผ่าไปนานแล้ว ไม่น่าทนเจ็บมาเป็นปี"

โดยทั่วไป 90-95% ของคนไข้ ที่ได้รับการวินิจฉัยและผ่าตัดถูกต้อง อาการปวดร้าวลงขาจะหายไปทันทีครับ ส่วนอาการชาหรืออ่อนแรง อาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูเส้นประสาทอีกสักพัก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมานานแค่ไหน

หลังผ่าตัด ไม่ใช่ว่าจะเป็นง่อยทำงานหนักไม่ได้นะครับ หลังจากพักฟื้น 4-6 สัปดาห์ แผลสมานดีแล้ว คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ออกกำลังกายได้ ว่ายน้ำได้ เพียงแต่ต้องระวังท่าทางก้มเงยยกของหนัก เพื่อถนอมกระดูกสันหลังข้อที่เหลือให้ดีครับ

สรุป

หากคุณรักษามาทุกวิธีแล้วไม่ดีขึ้น อย่าเพิ่งหมดหวังและทนเจ็บต่อไปครับ การผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงมาก เป็นทางออกที่จะช่วยปลดล็อกความเจ็บปวด และคืนคุณภาพชีวิตให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

อย่าปล่อยให้ความกลัวมาพรากความสุขในชีวิตไปครับ ปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางออกร่วมกัน ดีกว่าทนเจ็บจนเส้นประสาทเสียหายถาวรครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ผ่าตัดส่องกล้อง #EndoscopicSpineSurgery #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กระดูกสันหลังเสื่อม #ผ่าตัดแผลเล็ก #Microscope #กลัวผ่าตัด #เดินไม่ได้

References

  1. Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-91.
  2. Gadjradj PS, Harhangi BS, Amelink J, et al. Percutaneous Transforaminal Endoscopic Discectomy Versus Open Microdiscectomy for Lumbar Disc Herniation: A Systematic Review and Meta-analysis. Spine (Phila Pa 1976). 2021;46(8):538-549.
  3. Teli M, Lenthodes C, de Lime JJ, et al. Microendoscopic discectomy: a minimal access technique for the treatment of lumbar disc herniation. J Bone Joint Surg Br. 2006;88(9):1196-1199.
  4. Lurie JD, Tosteson TD, Tosteson AN, et al. Surgical versus nonoperative treatment for lumbar disc herniation: eight-year results for the Spine Patient Outcomes Research Trial. Spine (Phila Pa 1976). 2014;39(1):3-16.
  5. Atlas SJ, Keller RB, Wu YA, et al. Long-term outcomes of surgical and nonsurgical management of sciatica secondary to a lumbar disc herniation: 10 year results from the maine lumbar spine study. Spine (Phila Pa 1976). 2005;30(8):927-35.

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปวดหลังร้าวลงขา เหมือนไฟช็อต! สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่ไม่ต้องจบด้วยการผ่าตัดเสมอไป

 



ปวดหลังร้าวลงขา เหมือนไฟช็อต! สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่ไม่ต้องจบด้วยการผ่าตัดเสมอไป

“หมอครับ ผมแค่ก้มลงไปยกกระถางต้นไม้ ได้ยินเสียงดังกร๊อบที่หลัง แล้วจู่ๆ ก็เหมือนมีไฟฟ้าวิ่งจี๊ดจากก้นลงไปที่ขาเลยครับ ตอนนี้ขยับตัวแทบไม่ได้ แค่ไอหรือจามก็ปวดร้าวไปหมด”

นี่คือคำบอกเล่าของ “คุณสมชาย” (นามสมมติ) ชายวัย 45 ปี ที่เดินตัวงอเข้ามาในคลินิกของหมอด้วยความเจ็บปวด เดิมทีคุณสมชายคิดว่าเป็นแค่ “กล้ามเนื้ออักเสบ” ธรรมดา ก็เลยไปนวดตอกเส้น ปรากฏว่ากลับมาปวดหนักกว่าเดิมจนขาเริ่มชา

ใครที่มีอาการคล้ายๆ แบบนี้ อย่าเพิ่งตกใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับนะครับ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือก เกี่ยวกับอาการ “ปวดหลังร้าวลงขา” ว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร อันตรายแค่ไหน และเราจะรักษามันอย่างไรให้หายขาด โดยที่การผ่าตัดอาจจะไม่ใช่คำตอบแรกเสมอไป

ความจริงของอาการ “ปวดหลังร้าวลงขา”

หลายคนเข้าใจผิดว่าอาการปวดหลังต้องเกิดจากกระดูกเสื่อมตามวัยเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว อาการปวดที่ “ร้าวลงขา” มักมีตัวการสำคัญคือ “เส้นประสาท” ครับ

ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือนตึกสูงที่มีหลายชั้น ระหว่างชั้นจะมี “หมอนรองกระดูก” กั้นอยู่ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพรถยนต์ คอยรับแรงกระแทก ลักษณะของมันเหมือนขนมโดนัทที่มีไส้เยลลี่อยู่ตรงกลาง

เมื่อเราก้มยกของผิดท่า หรือนั่งทำงานนานๆ จนหลังค่อม แรงดันในหมอนรองกระดูกจะสูงมาก จนทำให้เปลือกโดนัทปริแตก แล้วไส้เยลลี่ข้างในทะลักออกมา

ไอ้เจ้าเยลลี่ที่ทะลักออกมานี่แหละครับ ที่เป็นปัญหา เพราะมันดันไปกดทับ “สายไฟ” หรือเส้นประสาทไขสันหลังที่พาดผ่านอยู่ด้านหลังพอดี ทำให้เกิดการลัดวงจร ส่งสัญญาณความปวดวิ่งจี๊ดลงไปตามขา เหมือนที่เราเรียกว่า “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” นั่นเอง

อาการแบบไหน? ที่บอกว่าโดนเส้นประสาทเข้าแล้ว

อาการปวดหลังร้าวลงขา มีความจำเพาะเจาะจงที่ต่างจากการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไปครับ ลองเช็คตัวเองดูนะครับ

1. ปวดร้าวลงขา (Sciatica) อาการปวดจะเริ่มจากเอวหรือแก้มก้น แล้ววิ่งจี๊ดลงไปที่ต้นขาด้านหลัง น่อง หรือยาวไปจนถึงปลายเท้า ลักษณะปวดจะเหมือนโดนไฟช็อต หรือเหมือนมีเส้นเอ็นตึงๆ ดึงรั้งไว้ตลอดเวลา

2. อาการชาและอ่อนแรง เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับนานๆ การนำสัญญาณประสาทจะเสียไป ทำให้รู้สึกชาหนาๆ เหมือนเป็นเหน็บชาที่น่องหรือเท้า บางคนอาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot drop) หรือเดินแล้วขาอ่อนพับไปเอง

3. ปวดมากขึ้นเมื่อเพิ่มแรงดัน เวลาไอ จาม เบ่งถ่าย หรือหัวเราะแรงๆ จะรู้สึกปวดร้าวสะเทือนไปถึงหลังและขา เพราะการกระทำเหล่านี้ไปเพิ่มแรงดันในช่องไขสันหลัง ทำให้หมอนรองกระดูกโป่งออกมาดันเส้นประสาทมากขึ้น

4. สัญญาณอันตราย (Red Flags) ถ้าใครมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันทีครับ ห้ามรอ!

  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
  • ชาบริเวณรอบทวารหนักหรืออวัยวะเพศ
  • ขาอ่อนแรงจนขยับไม่ได้เลย

อาการกลุ่มนี้บ่งบอกว่าเส้นประสาทฝอยจำนวนมาก (Cauda Equina) ถูกกดทับอย่างรุนแรง ถ้าผ่าตัดช้า อาจพิการถาวรได้ครับ

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย: หาต้นตอให้เจอ

การวินิจฉัยที่แม่นยำ คือกระดุมเม็ดแรกของการรักษาที่ถูกต้องครับ หมอมีแนวทางดังนี้

การตรวจร่างกาย หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วลองยกขาขึ้นเหยียดตรง (Straight Leg Raising Test) ถ้าคนไข้เป็นโรคนี้จริง พอยกขาขึ้นได้นิดเดียว จะรู้สึกปวดร้าวเหมือนไฟช็อตแล่นลงขาจนทนไม่ไหว เพราะเส้นประสาทถูกดึงรั้ง

เอกซเรย์ (X-ray) การเอกซเรย์ช่วยให้หมอเห็นโครงสร้างกระดูก ว่ามีความเสื่อม กระดูกงอก หรือกระดูกเคลื่อนหรือไม่ แต่ข้อจำกัดคือ เอกซเรย์ “ไม่เห็น” หมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทครับ

การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI) นี่คือมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการวินิจฉัยครับ การทำ MRI จะช่วยให้หมอเห็นภาพเหมือนหั่นขวางร่างกาย เห็นชัดเจนเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาตรงไหน กดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด และยังบอกได้ว่าตัวหมอนรองกระดูกนั้นแห้งเสื่อมสภาพไปหรือยัง ช่วยวางแผนการรักษาได้แม่นยำที่สุดครับ

ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่มีโอกาสเป็น?

โรคนี้ไม่ได้เลือกวัยครับ เจอได้ตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมีปัจจัยกระตุ้นดังนี้

  • อาชีพ: งานที่ต้องก้มๆ เงยๆ ยกของหนัก หรือพนักงานออฟฟิศที่นั่งท่าเดิมนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
  • น้ำหนักตัว: คนที่มีน้ำหนักเกิน จะทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับภาระหนักตลอดเวลา
  • การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกไม่พอ ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและแตกง่ายกว่าคนปกติ
  • อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะเสียน้ำและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ฉีกขาดได้ง่าย

แนวทางการรักษา: ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน

นี่คือข่าวดีครับ! จากสถิติทางการแพทย์ ผู้ป่วยกว่า 80-90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการรักษาที่ถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ

1. การรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) เป็นด่านแรกของการรักษาครับ

  • ยา: หมอจะให้ยาแก้อักเสบ (NSAIDs) เพื่อลดการบวมของเส้นประสาท ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ และที่สำคัญคือ “ยาระงับปวดปลายประสาท” (เช่น Pregabalin หรือ Gabapentin) ซึ่งจะไปช่วยลดความไวของเส้นประสาท ทำให้ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนลดลง
  • กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องว่างระหว่างกระดูก ให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมามีโอกาสไหลกลับเข้าไปที่เดิม ร่วมกับการใช้ความร้อนหรืออัลตราซาวด์เพื่อลดปวด
  • ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การนั่งพื้น และท่านั่งที่ผิดสุขลักษณะ

2. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) ถ้ากินยาและทำกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนใช้ชีวิตไม่ได้ หมอจะแนะนำการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าสู่โพรงไขสันหลังตรงจุดที่กดทับโดยตรง

หมอเก่งจะใช้ อัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound Guided) หรือเครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคป ช่วยระบุตำแหน่ง เพื่อความแม่นยำและความปลอดภัยสูงสุด ยาจะเข้าไปลดการอักเสบที่เส้นประสาทโดยตรง ทำให้อาการปวดลดลงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้คนไข้กลับไปทำกายภาพได้ดีขึ้น

3. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgery) เราจะเก็บวิธีนี้ไว้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ครับ จะทำก็ต่อเมื่อ:

  • รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น
  • มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน
  • มีปัญหาการขับถ่าย (ตามที่เล่าไปใน Red Flags)

ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดไปไกลมากครับ เราใช้ การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Discectomy) แผลเล็กเพียง 0.8 เซนติเมตร เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย นอนโรงพยาบาลแค่คืนเดียวก็กลับบ้านได้ ไม่น่ากลัวเหมือนสมัยก่อนที่ต้องเปิดแผลใหญ่ๆ แล้วครับ

พยากรณ์โรค: รักษาหายแล้ว จะกลับมาเป็นอีกไหม?

คำตอบคือ “หายได้” แต่ก็ “เป็นซ้ำได้” ครับ

ถ้ารักษาจนอาการปวดหายไปแล้ว แต่เรายังกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม นั่งทำงานหลังค่อม ยกของหนักโดยไม่ย่อเข่า หรือยังสูบบุหรี่จัด หมอนรองกระดูกข้อเดิมหรือข้อข้างเคียงก็มีโอกาสปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทได้อีก

ดังนั้น การรักษาที่ยั่งยืนที่สุด คือการดูแลกระดูกสันหลังของเราให้ดีตลอดชีวิตครับ หมั่นออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง (Core Muscle) เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ลดภาระการทำงานของหมอนรองกระดูก

สรุป

อาการปวดหลังร้าวลงขา มักเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นภาวะที่รักษาให้หายได้ และส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด กุญแจสำคัญคือการรีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ตรงจุด อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจนเส้นประสาทเสียหายถาวร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ จะช่วยให้ท่านกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลัง #กระดูกสันหลังเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #MRIหลัง #ผ่าตัดส่องกล้อง #กายภาพบำบัด #ฉีดยาแก้ปวดหลัง #รักษาปวดหลังเชียงใหม่


References

  1. North American Spine Society (NASS). Evidence-Based Clinical Guidelines for Multidisciplinary Spine Care: Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation with Radiculopathy. Burr Ridge, IL: NASS; 2020.
  2. Stochkendahl MJ, Kjaer P, Hartvigsen J, et al. National Clinical Guidelines for non-surgical treatment of patients with recent onset low back pain or lumbar radiculopathy. Eur Spine J. 2018;27(1):60-75.
  3. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. Guideline summary review: an evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(11):2803-2810.
  4. National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Low back pain and sciatica in over 16s: assessment and management. London: NICE; 2020.
  5. Jensen TS, Baron R, Haanpää M, et al. A new definition of neuropathic pain. Pain. 2011;152(10):2204-2205.

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปวดหลังร้าวลงขา ชาไปถึงนิ้วโป้ง! สัญญาณเตือนภัยจาก "หมอนรองกระดูก L4-5" ที่คนวัยทำงานต้องรู้

 



ปวดหลังร้าวลงขา ชาไปถึงนิ้วโป้ง! สัญญาณเตือนภัยจาก "หมอนรองกระดูก L4-5" ที่คนวัยทำงานต้องรู้

"หมอครับ ผมแค่ก้มลงไปยกกระถางต้นไม้ ได้ยินเสียงกึกที่หลัง แล้วก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาเลยครับ ตอนแรกนึกว่าแค่หลังยอก พอนอนพักก็ดีขึ้น แต่พอเช้ามา จะลุกจากเตียง มันปวดจี๊ดร้าวลงไปที่ขาซ้าย ยาวไปถึงหลังเท้าและนิ้วโป้งเลยครับ เดินแทบไม่ได้ ต้องลากขามาหาหมอ... ผมจะเป็นอัมพาตไหมครับ?"

นี่คือเหตุการณ์ที่หมอเจอในห้องตรวจแทบทุกวันครับ เรื่องราวของ "คุณสมชาย" (นามสมมติ) วัย 45 ปี ผู้บริหารที่นั่งทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และชอบทำสวนในวันหยุด คือภาพสะท้อนของโรคยอดฮิตที่กำลังคุกคามคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ

นั่นคือโรค "หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ระดับ L4-5" ครับ

ทำไมต้องเป็น L4-5? ทำไมปวดหลังแล้วต้องร้าวลงขา? และถ้าเป็นแล้วต้องผ่าตัดทุกคนไหม? วันนี้หมอจะมาเล่าเรื่องยากๆ ของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ให้เป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนนั่งคุยกันที่บ้าน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและดูแลตัวเองได้ทันท่วงทีครับ

รู้จัก "L4-5" จุดยุทธศาสตร์ที่รับกรรมหนักที่สุด

กระดูกสันหลังช่วงเอวของเรามีทั้งหมด 5 ข้อครับ (L1 ถึง L5) แต่จุดที่ "พังง่ายที่สุด" และ "เสื่อมบ่อยที่สุด" คือข้อที่ 4 ต่อกับข้อที่ 5 (L4-5) และข้อที่ 5 ต่อกับกระดูกก้นกบ (L5-S1)

สาเหตุก็เพราะ "มันอยู่ล่างสุด" ครับ

เปรียบเสมือนฐานรากของตึกที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวท่อนบนทั้งหมด ไม่ว่าเราจะยืน เดิน หรือนั่ง โดยเฉพาะท่านั่งที่โน้มตัวไปข้างหน้า แรงกดที่กระทำต่อหมอนรองกระดูกข้อนี้จะมหาศาลมาก จึงไม่แปลกที่ L4-5 จะเป็นจุดแรกที่ "ยอมแพ้" และเกิดการบาดเจ็บ

หมอนรองกระดูกปลิ้น: เมื่อไส้ครีมทะลัก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองจินตนาการว่าหมอนรองกระดูกของเราเหมือน "ขนมโดนัทที่มีไส้ครีมอยู่ตรงกลาง" (Jelly Donut) ครับ

  • เปลือกนอก (Annulus Fibrosus): มีความเหนียวและแข็งแรง คอยหุ้มไส้ไว้
  • ไส้ใน (Nucleus Pulposus): เป็นเจลหยุ่นๆ เหมือนเยลลี่ ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก

เมื่อเราก้มยกของหนัก หรือนั่งหลังค่อมมานานหลายปี เปลือกนอกจะเริ่มมีรอยปริแตก และในจังหวะที่เรา "ก้มแล้วบิดตัว" หรือ "ไอจามแรงๆ" แรงดันในช่องท้องจะดันให้ "ไส้เยลลี่" ทะลักออกมาทางรอยแตกนั้น

ความซวยคือ... ด้านหลังของหมอนรองกระดูก ดันมี "เส้นประสาท" (เปรียบเหมือนสายไฟเส้นสีเหลือง) พาดผ่านอยู่พอดี พอเยลลี่ที่ทะลักออกมา ไปแปะหรือกดทับสายไฟเส้นนั้น อาการปวดทรมานจึงเกิดขึ้นครับ

ทำไมต้อง "ปวดร้าวลงขา"? (Sciatica)

หลายคนสงสัยว่า "หมอนรองกระดูกอยู่ที่เอว ทำไมไปปวดที่ขา?"

คำตอบคือ เส้นประสาทที่โดนกดทับที่เอว มันทำหน้าที่ส่งสัญญาณความรู้สึกไปที่ขาครับ สำหรับระดับ L4-5 เส้นประสาทที่มักจะโดนกดคือ "เส้นประสาท L5" ซึ่งมีเส้นทางเดินที่จำเพาะเจาะจงมาก คือ:

  1. เริ่มปวดจากแก้มก้น
  2. ร้าวลงมาที่ ด้านข้างต้นขา (Side of thigh)
  3. ลงมาที่ ด้านข้างน่อง
  4. วิ่งข้ามมาที่ หลังเท้า
  5. และไปจบที่ นิ้วโป้งเท้า (Big toe)

เช็กอาการด่วน! คุณกำลังเป็น L4-5 ทับเส้นประสาทอยู่หรือไม่?

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ ว่ามีอาการเหล่านี้ไหม:

  • ปวดหลังร้าวลงขา: ตามแนวที่หมอบอกข้างบน (ก้น -> ข้างขา -> นิ้วโป้ง)
  • อาการชา: รู้สึกหนาๆ ชาๆ บริเวณหลังเท้า หรือง่ามนิ้วโป้งกับนิ้วชี้
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง (สำคัญมาก): ลองเดินด้วยส้นเท้าดูครับ ถ้าทำไม่ได้ หรือรู้สึกว่า "กระดกนิ้วโป้งเท้าไม่ขึ้น" (Weakness of Big Toe Extension) นี่คือสัญญาณอันตรายที่บอกว่าเส้นประสาท L5 บาดเจ็บหนักแล้ว
  • อาการแย่ลงเมื่อ: ไอ จาม หรือเบ่งถ่าย จะรู้สึกปวดสะท้านลงขาเหมือนไฟช็อต

การตรวจวินิจฉัย: หาหลักฐานมัดตัวคนร้าย

เมื่อมาถึงมือหมอ หมอจะทำหน้าที่เป็นนักสืบเพื่อยืนยันว่าใช่ L4-5 จริงไหม

1. ตรวจร่างกาย (Physical Exam):

  • Straight Leg Raising Test (SLR): หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วยกขาขึ้นตรงๆ คนที่เป็นโรคนี้มักจะยกได้ไม่สูง (30-70 องศา) ก็จะร้องโอดโอยเพราะปวดร้าวลงขา
  • ทดสอบแรง: หมอจะให้ลองกระดกนิ้วโป้งเท้าสู้กับแรงมือหมอ เพื่อดูความแข็งแรงของเส้นประสาท L5

2. เอกซเรย์ (X-ray): เอกซเรย์ธรรมดาจะเห็นแค่กระดูก อาจจะบอกได้ว่าช่องว่างระหว่างกระดูกมันแคบลง (สงสัยว่าหมอนรองทรุด) แต่ "ไม่เห็นเส้นประสาทและหมอนรองกระดูก" ครับ

3. MRI (แม่นยำที่สุด): นี่คือพระเอกของเรา การทำ MRI จะทำให้เห็นภาพตัดขวางชัดเจนว่า หมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาท่าไหน กดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด และแยกโรคอื่นๆ เช่น เนื้องอกหรือการติดเชื้อออกไปได้

แนวทางการรักษา: จำเป็นต้องผ่าตัดไหม?

ข่าวดีที่หมออยากบอกทุกคนคือ "80-90% ของผู้ป่วยโรคนี้ หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ ร่างกายของเรามีความมหัศจรรย์ คือเม็ดเลือดขาวสามารถเข้ามากัดกินเก็บกวาดเศษหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาให้ยุบลงได้เองตามธรรมชาติ โดยใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน

Step 1: การรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) (ช่วง 6 สัปดาห์แรก)

  • ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการก้มยกของ, นั่งนาน, หรือนั่งพื้น ควรนอนพักในช่วงที่มีอาการปวดรุนแรง (แต่ไม่ควรนอนติดเตียงเกิน 2-3 วัน)
  • ยารับประทาน:
    • ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) เพื่อลดการบวมของเส้นประสาท
    • ยาคลายกล้ามเนื้อ
    • ยากลุ่ม Pregabalin หรือ Gabapentin เพื่อลดอาการปวดร้าวลงขาและไฟช็อต
  • กายภาพบำบัด:
    • การดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องว่างกระดูก
    • อัลตราซาวด์ / เลเซอร์ ลดปวด
    • เมื่อหายปวดแล้ว ต้องฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Stabilization) เพื่อเป็นเกราะป้องกันหลัง

Step 2: การฉีดยาระงับการอักเสบ (Intervention) หากกินยาและกายภาพแล้ว 4-6 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น หรือปวดทรมานมากจนใช้ชีวิตไม่ได้ หมออาจแนะนำ "การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection)" เปรียบเหมือนการฉีดน้ำล้างทำความสะอาดเส้นประสาท ลดการบวมและการอักเสบได้รวดเร็ว ช่วยให้คนไข้หายปวดและกลับไปทำกายภาพได้ดีขึ้น

Step 3: การผ่าตัด (Surgery) เราจะเก็บไพ่ใบสุดท้ายนี้ไว้ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้นครับ คือ:

  1. ขาอ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot Drop) เดินแล้วขาพลิก
  2. ระบบขับถ่ายล้มเหลว (Cauda Equina Syndrome): ปัสสาวะไม่ออก หรือกลั้นไม่ได้ ชารอบก้น (อันนี้ต้องผ่าด่วนที่สุด!)
  3. ปวดทรมาน: รักษาทุกวิถีทางแล้ว 3 เดือนไม่ดีขึ้น จนรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต

เทคโนโลยีการผ่าตัดปัจจุบัน: เดี๋ยวนี้เรานิยมใช้ "การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Discectomy)" เจาะรูเล็กๆ เพียง 8 มิลลิเมตร สอดกล้องเข้าไปคีบเอาเฉพาะส่วนที่ปลิ้นออก ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ ไม่ตัดเลาะกล้ามเนื้อ คนไข้เจ็บน้อยมาก เดินได้ทันทีหลังผ่า และกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้นครับ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นซ้ำไหม?

คำถามนี้ขึ้นอยู่กับ "ตัวคนไข้" เป็นหลักครับ แม้หมอจะรักษาจนหายดีแล้ว แต่รอยปริแตกที่เปลือกหมอนรองกระดูก "มันจะปิดไม่สนิทเหมือนเดิม 100%" ครับ (เหมือนยางรถยนต์ที่ปะมาแล้ว)

หากคุณกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม นั่งท่าเดิม ยกของหนักท่าเดิม ก็มีโอกาสที่มันจะ "ปลิ้นซ้ำ (Recurrent)" ได้ประมาณ 5-10% หรืออาจจะไปเป็นที่ข้ออื่นแทน

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การรักษาสมดุลของหลัง" หมั่นออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อทำหน้าที่พยุงน้ำหนักแทนกระดูกสันหลังที่เสื่อมไปครับ

สรุป

อาการปวดหลังร้าวลงขาถึงนิ้วโป้ง จากหมอนรองกระดูก L4-5 ทับเส้นประสาท เป็นโรคที่ทรมานแต่รักษาได้ครับ

หัวใจสำคัญไม่ใช่ยาที่แพงที่สุด หรือการผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุด แต่คือ "ความเข้าใจ" และ "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม"

หากท่านมีอาการเตือนตามที่หมอเล่ามา อย่าซื้อยากินเองจนเรื้อรัง รีบมาตรวจหาสาเหตุ วางแผนการรักษาร่วมกัน เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องเดินลากขาอีกต่อไปครับ

หมอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังปวดหลังอยู่นะครับ สู้ๆ ครับ!

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกทับเส้น #L4L5 #ปวดหลังร้าวลงขา #Sciatica #กระดูกสันหลังเสื่อม #ผ่าตัดส่องกล้อง #ปวดนิ้วโป้งเท้า #ชาขา #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด


References

  1. Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-191.
  2. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-516.
  3. Vialle LR, Vialle EN, Suárez Henao JE, Giraldo G. Lumbar disc herniation. Rev Bras Ortop. 2010;45(1):17-22.
  4. Deyo RA, Mirza SK. Herniated Lumbar Intervertebral Disk. N Engl J Med. 2016;374(18):1763-1772.
  5. Gadjradj PS, Harhangi BS, Amelink J, et al. Percutaneous Transforaminal Endoscopic Discectomy Versus Open Microdiscectomy for Lumbar Disc Herniation: A Systematic Review and Meta-analysis. Spine (Phila Pa 1976). 2021;46(8):538-549.

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปวดหลังแบบไหนที่ "อันตราย" และต้องรีบมาหาหมอทันที?


ปวดหลังแบบไหนที่ "อันตราย" และต้องรีบมาหาหมอทันที?

"หมอครับ ผมนึกว่าแค่เส้นจม ไปนวดมา 2-3 วันแล้ว แต่ทำไมตอนนี้เริ่มรู้สึกชาๆ ที่ก้น แล้วเมื่อเช้าผมปัสสาวะไม่ออกเลยครับ มันเบ่งไม่ยอมออก"

นี่คือเสียงปลายสายจากญาติคนไข้ท่านหนึ่งที่โทรมาปรึกษาหมอด้วยความตกใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่หมออยากยกมาเล่าเป็นอุทาหรณ์ครับ (ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม)

คุณลุงท่านนี้มีอาการปวดหลังมาสักพัก เข้าใจว่าเป็นแค่โรคกล้ามเนื้อทั่วไป จึงเลือกที่จะซื้อยามาทานเองและไปนวดคลายเส้น แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น จนกระทั่งเริ่มมีอาการขับถ่ายผิดปกติ

โชคดีที่ญาติตัดสินใจพามาโรงพยาบาลทันเวลา เพราะนี่ไม่ใช่การปวดหลังธรรมดา แต่เป็นภาวะเร่งด่วนทางกระดูกสันหลังที่เรียกว่า "เส้นประสาทไขสันหลังส่วนปลายถูกกดทับอย่างรุนแรง" หากมาช้ากว่านี้ อาจส่งผลเสียต่อระบบขับถ่ายถาวรได้ครับ

วันนี้หมอจึงอยากชวนทุกท่านมาเช็กสัญญาณเตือนครับ ว่าปวดหลังแบบไหนที่ "รอไม่ได้" และควรต้องรีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรักครับ

ความจริงของอาการปวดหลัง

โดยปกติแล้ว อาการปวดหลังส่วนใหญ่กว่า 90% เกิดจาก "กล้ามเนื้ออักเสบ" หรือ "ออฟฟิศซินโดรม" ซึ่งกลุ่มนี้มักจะหายได้เองด้วยการพักและการดูแลเบื้องต้นครับ

แต่จะมีอยู่ประมาณ 5-10% ที่อาการปวดหลังนั้น เป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ เช่น กระดูกหัก ติดเชื้อ เนื้องอก หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทขั้นวิกฤต ซึ่งกลุ่มนี้แหละครับที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

5 สัญญาณอันตราย: ปวดแบบนี้ รีบมาหาหมอทันที

หากท่านหรือคนในครอบครัวมีอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ หมอแนะนำให้รีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุดครับ ไม่ควรรรอสังเกตอาการที่บ้าน

1. ระบบขับถ่ายล้มเหลว (Cauda Equina Syndrome):

นี่คือภาวะฉุกเฉินที่สุดครับ คนไข้จะมีอาการปวดหลังรุนแรง ร่วมกับ "กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้" หรือในทางกลับกันคือ "ปัสสาวะไม่ออก" รู้สึกปวดหน่วงท้องน้อยแต่เบ่งไม่ออก ร่วมกับมีอาการ "ชาบริเวณรอบก้นหรืออวัยวะเพศ" (Saddle Anesthesia)

อาการนี้เกิดจากโพรงเส้นประสาทส่วนปลายถูกกดทับอย่างรุนแรง หากปล่อยไว้นานเกิน 24-48 ชั่วโมง เส้นประสาทอาจเสียหายถาวรจนกู้คืนไม่ได้ครับ

2. ขาอ่อนแรง หรือเท้าตก (Motor Weakness):

ปวดหลังแล้วรู้สึกขาไม่มีแรง เดินแล้วรองเท้าหลุดบ่อยๆ หรือกระดกข้อเท้าไม่ขึ้น ใช้นิ้วโป้งเท้าจิกพื้นไม่ได้ อาการนี้บ่งบอกว่าเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อถูกกดทับจนเริ่มเสียการทำงาน ควรรีบมารักษาก่อนที่กล้ามเนื้อจะฝ่อลีบครับ

3. มีไข้หนาวสั่น ร่วมกับปวดหลัง (Infection):

ถ้าอยู่ๆ ปวดหลังมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือปวดเวลาขยับตัว ร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น และไม่มีสาเหตุอื่น (เช่น ไม่ได้เป็นหวัด) ให้สงสัยว่าอาจมีการ "ติดเชื้อในกระดูกสันหลัง" ครับ ภาวะนี้พบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ฟอกไต

4. น้ำหนักลดผิดปกติ หรือมีประวัติโรคมะเร็ง (Tumor/Cancer):

หากปวดหลังเรื้อรัง ทานยาแล้วไม่ดีขึ้น นอนพักก็ยังปวด (ปวดมากตอนกลางคืนจนสะดุ้งตื่น) ร่วมกับน้ำหนักตัวลดลงฮวบฮาบโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือท่านเคยมีประวัติเป็นมะเร็งที่อวัยวะอื่นมาก่อน ต้องระวังภาวะมะเร็งลุกลามมาที่กระดูกสันหลังครับ

5. ปวดหลังรุนแรงหลังเกิดอุบัติเหตุ (Trauma):

เช่น ลื่นล้มก้นกระแทก ตกจากที่สูง หรืออุบัติเหตุรถยนต์ แม้จะเป็นการล้มเบาๆ ในผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน ก็อาจทำให้ "กระดูกสันหลังยุบ" หรือแตกหักได้ครับ ควรเอกซเรย์เพื่อความแน่ใจเสมอ

หมอจะตรวจหาความจริงได้อย่างไร?

เมื่อท่านมาด้วยอาการสัญญาณเตือนเหล่านี้ หมอจะต้องตรวจอย่างละเอียดและเร่งด่วนครับ

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะตรวจกำลังกล้ามเนื้อ ตรวจการรับความรู้สึก และตรวจการตอบสนองของระบบประสาท (Reflex)
  • เอกซเรย์ (X-ray): เป็นด่านแรกเพื่อดูโครงสร้างกระดูก ดูการแตกหัก การเคลื่อนตัว หรือรอยโรคของมะเร็งบางชนิด
  • เอ็มอาร์ไอ (MRI): ในกรณีที่มีอาการทางระบบประสาท (ชา/อ่อนแรง/ขับถ่ายผิดปกติ) หรือสงสัยการติดเชื้อ/เนื้องอก การทำ MRI จำเป็นมากครับ เพราะจะเห็นเส้นประสาท ไขสันหลัง และเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ชัดเจนที่สุด เพื่อวางแผนการผ่าตัดหรือการรักษาได้ตรงจุด

แนวทางการรักษา: แข่งกับเวลา

ในกลุ่มที่มีสัญญาณอันตราย การรักษาจะแตกต่างจากการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปครับ

  • กรณีติดเชื้อ: ต้องให้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำ และอาจต้องเจาะระบายหนองในบางราย
  • กรณีมะเร็ง: รักษาตามชนิดของมะเร็ง อาจมีการฉายแสง หรือผ่าตัดเพื่อดามกระดูก
  • ปวดจากการกดทับเส้นประสาทรุนแรง (เช่น ขับถ่ายไม่ได้/ขาอ่อนแรง): กรณีนี้ "การผ่าตัด" มักมีความจำเป็นครับ เพื่อเข้าไปเปิดช่องว่างและคลายการกดทับเส้นประสาทให้เร็วที่สุด

การผ่าตัดในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscope) หรือการใช้จุลทรรศน์ (Microscope) ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้ดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเทคนิคการผ่าตัด คือ "ช่วงเวลาที่มาโรงพยาบาล" ครับ ยิ่งมาเร็วยิ่งมีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้สูง

พยากรณ์โรค: จะหายกลับมาเดินได้ปกติไหม?

คำตอบขึ้นอยู่กับ "ความเสียหายของเส้นประสาท" ก่อนที่จะได้รับการรักษาครับ

ถ้าเส้นประสาทเพิ่งเริ่มถูกกดทับ แล้วรีบแก้ไข อาการมักจะกลับมาดีขึ้นจนเกือบปกติ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานจนเส้นประสาทขาดเลือดไปเลี้ยงนานเกินไป การฟื้นตัวอาจทำได้ไม่เต็มร้อย หรือต้องใช้เวลาฟื้นฟูทำกายภาพบำบัดกันเป็นปีครับ

สรุป

อาการปวดหลังเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่การ "สังเกตตัวเอง" คือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ

ถ้าปวดแค่เมื่อยๆ พักแล้วหาย ก็สบายใจได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีสัญญาณเตือนภัยตามที่หมอเล่ามา ทั้งเรื่องระบบขับถ่าย ขาอ่อนแรง มีไข้ หรือน้ำหนักลด

ขอให้ท่านรีบเดินทางมาโรงพยาบาลทันทีครับ อย่าชะล่าใจ หรือรอให้หายเอง เพราะในทางการแพทย์แล้ว "เวลา" คือสิ่งมีค่าที่สุดในการกู้คืนระบบประสาทให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิมครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng

#ปวดหลังอันตราย #สัญญาณเตือนปวดหลัง #กระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลังมีไข้ #ขาอ่อนแรง #ปัสสาวะไม่ออก #กระดูกสันหลังติดเชื้อ #มะเร็งกระดูก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #CaudaEquina

References:

  1. Deyo RA,rainville J, Kent DL. What can the history and physical examination tell us about low back pain? JAMA. 1992;268(6):760-5.

  2. Jarvik JG, Deyo RA. Diagnostic evaluation of low back pain with emphasis on imaging. Ann Intern Med. 2002;137(7):586-97.

  3. Verhagen AP, Downie A, Popal N, et al. Red flags presented in current low back pain guidelines: a review. Eur Spine J. 2016;25(9):2788-802.

  4. Henschke N, Maher CG, Refshauge KM, et al. Prevalence of and screening for serious spinal pathology in patients presenting to primary care settings with acute low back pain. Arthritis Rheum. 2009;60(10):3072-80.

  5. Chou R, Qaseem A, Snow V, et al. Diagnosis and treatment of low back pain: a joint clinical practice guideline from the American College of Physicians and the American Pain Society. Ann Intern Med. 2007;147(7):478-91.

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568

"หมอนรองกระดูกเสื่อม" ไม่ใช่จุดจบ! ปรับ 5 นิสัยเปลี่ยนหลังพัง ให้กลับมาปัง (โดยไม่ต้องผ่าตัด)

 

"หมอนรองกระดูกเสื่อม" ไม่ใช่จุดจบ! ปรับ 5 นิสัยเปลี่ยนหลังพัง ให้กลับมาปัง (โดยไม่ต้องผ่าตัด)

"หมอครับ ปวดหลังตื้อ ๆ ตรงเอวตลอดเลย ก้มก็โอย เงยก็โอย ยิ่งตอนตื่นนอนนี่หลังแข็งโป๊ก ขยับตัวแทบไม่ได้... ผมไปอ่านในเน็ตมา เขาว่าอาการแบบนี้คือหมอนรองกระดูกเสื่อม ผมต้องผ่าตัดไหมครับ? ผมยังไม่อยากผ่าเลย"

คนไข้วัย 40-50 ปีจำนวนมาก เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยความกังวลใจแบบนี้ครับ เพราะคำว่า "เสื่อม" ฟังดูเหมือนของที่พังแล้ว ซ่อมไม่ได้ หรือต้องเปลี่ยนใหม่อย่างเดียว

แต่ความจริงที่หมออยากบอกให้สบายใจคือ "ความเสื่อม เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนผมหงอกครับ" เราห้ามมันไม่ได้ แต่เราจัดการให้มัน "ไม่เจ็บ" ได้

คนไข้ของหมอกว่า 90% ที่มีภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อม สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ตีกอล์ฟได้ อุ้มหลานได้ โดยไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด เพียงแค่เขารู้เคล็ดลับการ "ใช้งานหลังให้ถูกวิธี"

วันนี้หมอเก่งจะมาแจกคู่มือการดูแลตัวเองฉบับใช้งานจริง สำหรับคนปวดหลังและหมอนรองกระดูกเสื่อมครับ


เข้าใจก่อน: ทำไม "เสื่อม" แล้วถึงปวด?

หมอนรองกระดูกสันหลังของเรา เปรียบเสมือน "โช้คอัพ" ของรถยนต์ครับ ข้างในเป็นเจลหยุ่น ๆ ทำหน้าที่รับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือนั่ง พออายุมากขึ้น หรือใช้งานหนัก "น้ำ" ในหมอนรองกระดูกมันจะเริ่มแห้งลง โช้คอัพที่เคยเด้งดึ๋ง ก็จะเริ่มฝืด แบน และยุบตัว

เมื่อมันยุบตัว ข้อต่อกระดูกด้านหลังก็จะเริ่มเสียดสีกัน เกิดการอักเสบ ทำให้เรารู้สึก "ปวดตื้อ ๆ กลางหลัง" หรือ "ปวดร้าวลงสะโพก" เวลาขยับตัวนั่นเองครับ


คู่มือถนอมหลัง: ปรับ 5 เรื่อง ให้หลังกลับมาดี

ถ้าไม่อยากให้ความเสื่อมลุกลามจนต้องผ่าตัด หมอขอให้ปรับพฤติกรรมตามนี้อย่างเคร่งครัดครับ

1. ท่านั่ง: ศัตรูอันดับ 1 ของคนปวดหลัง เชื่อไหมครับว่า "การนั่ง" ทำร้ายหลังมากกว่าการยืนเสียอีก เพราะแรงกดในหมอนรองกระดูกจะพุ่งสูงที่สุดตอนเรานั่ง

  • อย่าจมโซฟา: หลีกเลี่ยงเก้าอี้นุ่มนิ่ม หรือโซฟาที่นั่งแล้วตัวจมก้นจม เพราะหลังจะงอ ให้เลือกเก้าอี้แข็งพอประมาณ มีพนักพิงหลังที่รองรับส่วนเว้าของเอว
  • กฎ 1 ชั่วโมง: ห้ามนั่งแช่ท่าเดิมเกิน 1 ชั่วโมงเด็ดขาด! ต้องลุกขึ้นเดิน ยืดเหยียด หรือเปลี่ยนท่าทุก ๆ ชั่วโมง เพื่อให้น้ำเลี้ยงไหลเวียนเข้าสู่หมอนรองกระดูก

2. ท่ายกของ: อย่าก้มแบบ "เครน" ท่าก้มหลังลงไปยกของ (ขาตึง ก้มแต่หลัง) เป็นท่ามรณะที่ทำให้หมอนรองกระดูกปลิ้นได้ง่ายที่สุด

  • ท่ายกที่ถูก: ให้คิดว่าตัวเองเป็นนักยกน้ำหนักครับ "ย่อเข่าลงไป หลังตรง แล้วใช้แรงขาถีบตัวขึ้นมา"
  • ของต้องชิด: ดึงของเข้ามาให้ชิดลำตัวมากที่สุด ยิ่งของห่างตัว หลังยิ่งรับภาระหนัก

3. ท่านอน: พักหลังให้ถูกจุด การนอนคือช่วงเวลาที่หลังจะได้พักฟื้น แต่ถ้านอนผิด ก็ปวดตอนตื่นได้

  • ที่นอน: ไม่ควรนุ่มยวบยาบจนตัวงอ และไม่ควรแข็งกระด้างจนกดทับกระดูก
  • หมอนหนุน:
    • นอนหงาย: ให้เอาหมอนข้างใบโต ๆ รองใต้เข่า เพื่อลดความแอ่นของหลัง
    • นอนตะแคง: ให้เอาหมอนข้าง ก่ายไว้ระหว่างขา เพื่อไม่ให้สะโพกบิดและดึงกระดูกสันหลัง

4. น้ำหนักตัว: แบกให้น้อยลง พุงยื่น = หลังแอ่นครับ น้ำหนักตัวทุก 1 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มแรงกดทับที่กระดูกสันหลังหลายเท่าตัว การลดน้ำหนักลงได้ เพียง 3-5 กิโลกรัม จะช่วยลดอาการปวดหลังได้อย่างน่าอัศจรรย์

5. สร้างเกราะป้องกัน: กล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscle) ข้อนี้สำคัญที่สุด! ถ้ากระดูกเราอ่อนแอ เราต้องสร้าง "กล้ามเนื้อ" มาช่วยพยุงครับ

  • หมอแนะนำท่าบริหารง่าย ๆ ที่ไม่ทำร้ายหลัง
    • ท่าสะพานโค้ง (Bridge) ท่านี้ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง สะโพก และต้นขา
      • วิธีทำ: นอนหงาย ชันเข่าขึ้นทั้งสองข้าง วางแขนแนบข้างลำตัว
      • การขยับ: เกร็งก้น แล้วค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจนลำตัวเป็นเส้นตรงเฉียงๆ จากไหล่ถึงเข่า (อย่าดันสูงจนหลังแอ่นเกินไป)
      • เป้าหมาย: ค้างไว้ 5-10 วินาที แล้วค่อยๆ วางก้นลง ทำ 10-15 ครั้ง
  • ห้ามทำ:
    • ❌ ซิทอัพ (Sit-up) แบบลุกนั่งเต็มตัว เพราะจะเพิ่มแรงดันในหมอนรองกระดูก เสี่ยงปวดหนักกว่าเดิม
    • ท่าแตะปลายเท้า (Toe Touch): การยืนขาตึงแล้วก้มตัวลงไปแตะปลายเท้า จะทำให้หมอนรองกระดูกถูกบีบอัดทางด้านหน้า และเปิดออกทางด้านหลัง เสี่ยงต่อการบาดเจ็บเช่นกัน

เมื่อไหร่ที่ต้องมาหาหมอ? (Red Flags)

ถ้าปรับพฤติกรรมแล้วยังปวด หรือมีอาการเหล่านี้ ให้รีบมาพบแพทย์ทันทีครับ

  1. ปวดร้าวลงขา: ปวดจี๊ดเหมือนไฟช็อต ร้าวลงไปถึงน่องหรือปลายเท้า
  2. ขาอ่อนแรง: กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินแล้วขาพับ หรือรองเท้าหลุดโดยไม่รู้ตัว
  3. ชา: ชารอบก้น หรือชาอวัยวะเพศ
  4. ขับถ่ายผิดปกติ: กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ (อันนี้ฉุกเฉินต้องผ่าตัดด่วน)

บทสรุปจากหมอ

โรคหมอนรองกระดูกเสื่อม เปรียบเหมือนรถคู่ใจที่ขับมานานครับ แม้อะไหล่จะเริ่มเก่า แต่ถ้าคนขับขับนิ่มนวล ดูแลรักษาเครื่องยนต์ดี รถคันนี้ก็ยังพาเราไปเที่ยวรอบโลกได้สบาย ๆ

อย่าเพิ่งหมดหวังหรือกลัวการผ่าตัดจนเกินไปนะครับ เริ่มต้นดูแลตัวเองวันนี้ ด้วยการ "นั่งให้ถูก ยกให้เป็น เน้นสร้างกล้ามเนื้อ" แล้วคุณจะพบว่า ชีวิตที่มีความสุขและไร้ความปวด เป็นเรื่องที่คุณสร้างเองได้ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกเสื่อม #กระดูกทับเส้น #ปวดเอว #กายภาพบำบัดปวดหลัง #ท่านอนปวดหลัง #ยกของหนัก #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ดูแลตัวเองปวดหลัง #CoreMuscle

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ผู้สูงอายุปวดหลังร้าวลงขา เดินไกลไม่ได้... ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

 


ผู้สูงอายุปวดหลังร้าวลงขา เดินไกลไม่ได้... ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

"คุณหมอคะ คุณแม่เดินไปหน้าปากซอยไม่ไหวแล้วค่ะ เดินได้แค่แป๊บเดียวก็บ่นปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ต้องนั่งพักตลอด ยิ่งยืนนาน ๆ ยิ่งปวด แบบนี้กระดูกทับเส้นหรือเปล่าคะ แล้วต้องผ่าตัดไหม ท่านอายุเยอะแล้ว กลัวผ่าแล้วเดินไม่ได้ค่ะ"

นี่คือความกังวลใจของลูกหลานที่หมอได้ยินแทบทุกวันครับ อาการปวดหลังในผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่บั่นทอนความสุขในชีวิตบั้นปลายมาก ๆ จากคนที่เคยไปวัด ไปตลาด หรือทำสวนได้ กลายเป็นต้องนั่ง ๆ นอน ๆ เพราะความเจ็บปวด

วันนี้หมออยากพามาทำความเข้าใจโรคยอดฮิตในผู้สูงวัย ที่ชื่ออาจจะฟังดูยากอย่าง "กระดูกสันหลังเสื่อมและเคลื่อน" (Spondylosis & Spondylolisthesis) ว่ามันคืออะไร ร้ายแรงแค่ไหน


ทำไมผู้สูงอายุถึงปวดหลัง? มารู้จัก "เสื่อม" และ "เคลื่อน"

พออายุมากขึ้น ร่างกายก็เหมือนบ้านที่ผ่านการใช้งานมานานครับ ย่อมมีความสึกหรอเป็นธรรมดา ในกระดูกสันหลังของเราก็เช่นกัน มักจะเกิดปัญหา 2 อย่างนี้คู่กันครับ:

1. กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis): เปรียบเหมือนข้อต่อของบ้านที่เริ่มฝืด สนิมเกาะ หมอนรองกระดูกที่เคยยืดหยุ่นก็เริ่มทรุดตัวลง ทำให้ช่องทางออกของเส้นประสาทตีบแคบลง

2. กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis): อันนี้สำคัญครับ เกิดจากความเสื่อมที่ทำให้ข้อต่อ "หลวม" จนกระดูกชิ้นบน ไหลเลื่อนมาทับกระดูกชิ้นล่าง (ส่วนใหญ่มักเป็นที่กระดูกเอวข้อที่ 4 และ 5)

พอทั้ง "เสื่อม" และ "เคลื่อน" มารวมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ" ไปบีบกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการที่เป็นเอกลักษณ์มาก ๆ คือ:

  • ปวดหลังส่วนล่าง: มักปวดตื้อ ๆ ขัด ๆ เวลาขยับตัว
  • ปวดร้าวลงขา: อาจมีอาการชา หรืออ่อนแรงร่วมด้วย
  • เดินไกลไม่ได้ (Neurogenic Claudication): นี่คือจุดสังเกตสำคัญ! คนไข้จะเดินได้พักเดียวแล้วปวดขา ปวดน่อง จนต้องหยุดนั่งพัก หรือต้อง "ก้มตัว" (เช่น เข็นรถเข็นในห้าง) แล้วจะรู้สึกดีขึ้น เพราะการก้มช่วยถ่างขยายช่องเส้นประสาทครับ

รักษาอย่างไร? จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

คำตอบคือ "ไม่จำเป็นครับ" คนไข้ส่วนใหญ่ (กว่า 80-90%) สามารถอาการดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) โดยไม่ต้องลงมีดผ่าตัด

หมอมีบันไดการรักษาเป็นขั้น ๆ ดังนี้ครับ:

ขั้นที่ 1: ปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัด

  • เสื้อเกราะอ่อน (L-S Support): ใส่เพื่อพยุงหลังเวลาต้องเดินไกล หรือนั่งรถนาน ๆ (แต่อย่าใส่ตอนนอน)
  • บริหารกล้ามเนื้อหลัง: การทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จะช่วยพยุงกระดูกที่หลวมให้มั่นคงขึ้นได้
  • ยา: ยาลดปวด ยาลดการอักเสบ หรือยากลุ่มระงับปวดเส้นประสาท (ตามดุลยพินิจของแพทย์)

ขั้นที่ 2: การฉีดยาเข้าโพรงกระดูกสันหลัง ถ้ากินยาแล้ว กายภาพแล้ว ยังปวดจนรบกวนชีวิตประจำวัน แต่ไม่อยากผ่าตัด หรือสภาพร่างกายไม่พร้อมผ่าตัด หมอแนะนำวิธีนี้ครับ...


ทางออกคนกลัวผ่าตัด: การฉีดยาสเตียรอยด์ระงับการอักเสบ ผ่านทางก้นกบ (Ultrasound-guided Caudal Epidural Steroid Injection)

ชื่ออาจจะยาวหน่อย แต่หลักการเข้าใจง่ายมากครับ มันคือการ "ส่งยาลดอักเสบไปที่เป้าหมายโดยตรง"

ในผู้สูงอายุที่มีกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อม เส้นประสาทจะบวมแดงจากการถูกกดทับ การกินยาบางทีมันไปไม่ถึงจุดที่อักเสบเข้มข้นพอ เราจึงใช้วิธีฉีดยาเข้าไป "ล้าง" และ "ลดบวม" ที่รอบ ๆ เส้นประสาทเลย

เทคนิคที่ใช้คือ:

  1. ใช้อัลตราซาวนด์นำวิถี (Ultrasound Guidance): สมัยก่อนอาจต้องใช้การคลำ หรือเอกซเรย์ แต่เดี๋ยวนี้หมอใช้อัลตราซาวนด์สแกนดูตำแหน่ง "รูเปิดที่ก้นบ" (Sacral Hiatus) ทำให้เห็นภาพชัดเจน โดยไม่ต้องเสี่ยงรับรังสีจากเอกซเรย์
  2. ใช้สเตียรอยด์โดสต่ำ (Low Dose Steroid): หลายคนกลัวคำว่าสเตียรอยด์ แต่การฉีดเฉพาะจุดแบบนี้ เราใช้ปริมาณน้อยมาก เพื่อหวังผลลดการอักเสบเฉพาะที่ ไม่ได้ฉีดเข้าเส้นเลือด จึงปลอดภัยจากผลข้างเคียงทั่วร่างกาย
  3. เจ็บน้อย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล: ใช้เวลาทำแค่ 10-15 นาที ฉีดยาชาเฉพาะที่ พักสังเกตอาการแป๊บเดียวก็กลับบ้านได้เลย

ผลลัพธ์ที่ได้: คนไข้ส่วนมากจะรู้สึกเบาตัว อาการปวดร้าวลงขาลดลงอย่างชัดเจนภายใน 3-7 วัน ช่วยให้กลับไปทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น และชะลอหรือเลี่ยงการผ่าตัดไปได้นานครับ


เมื่อไหร่ที่ "หนีไม่พ้น" ต้องผ่าตัด?

แม้หมอจะพยายามเลี่ยงการผ่าตัดให้มากที่สุด แต่ในบางกรณี การผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่ "จำเป็นต้องทำ" เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและการทำงานของเส้นประสาทครับ ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด ได้แก่:

  1. ขาอ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot drop) ขาลีบลง ซึ่งแปลว่าเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรงจนเริ่มเสียหาย
  2. ระบบขับถ่ายล้มเหลว: กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ (Cauda Equina Syndrome) อันนี้ต้องผ่าตัดด่วนที่สุดครับ
  3. รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่หาย: กินยาก็แล้ว กายภาพก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว ผ่านไป 3-6 เดือน อาการยังปวดรุนแรงจนใช้ชีวิตไม่ได้ นอนไม่หลับ เดินไปไหนไม่ได้เลย

การผ่าตัดทำอะไร? หลัก ๆ คือการเข้าไป "ขยายช่องทางเดินประสาท" (Decompression) และถ้ากระดูกเคลื่อนมาก ๆ อาจต้องมีการ "ใส่เหล็กดามกระดูก" (Fusion) เพื่อให้กระดูกสันหลังมั่นคง ไม่โยกคลอนครับ


สรุป

โรคกระดูกสันหลังเสื่อมและเคลื่อนในผู้สูงอายุ เป็นเรื่องธรรมชาติของความชราครับ ไม่อยากให้ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ

หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มบ่นปวดหลัง เดินไกลไม่ได้ ลองพามาตรวจดูครับ การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เรามีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย โดยเฉพาะ "การฉีดยาระงับปวดด้วยอัลตราซาวนด์" ซึ่งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและช่วยให้ผู้สูงอายุกลับมามีรอยยิ้ม เดินเหินได้คล่องแคล่วขึ้น โดยไม่ต้องเจ็บตัวผ่าตัดครับ

ความสุขของผู้สูงอายุ คือการได้เคลื่อนไหว ได้ไปเที่ยว ได้ทำกิจกรรมร่วมกับลูกหลาน หน้าที่ของหมอคือช่วยคืนช่วงเวลาเหล่านั้นกลับมาให้ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อสอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ📱 Line ID: @doctorkeng

#ปวดหลังผู้สูงอายุ #กระดูกสันหลังเคลื่อน #กระดูกทับเส้น #ฉีดยาบล็อกหลัง #UltrasoundGuided #ไม่ผ่าตัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #Spondylolisthesis #เดินไกลไม่ได้ #ปวดร้าวลงขา


วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปวดหลังร้าวลงขาซ้าย แบบจี๊ด ๆ ตามแนวข้างขา คืออะไร? เกิดจากอะไร? และต้องดูแลอย่างไร

 



ปวดหลังร้าวลงขาซ้าย แบบจี๊ด ๆ ตามแนวข้างขา คืออะไร? เกิดจากอะไร? และต้องดูแลอย่างไร

หลายคนมีอาการคล้ายกันนี้—ปวดหลังตึง ๆ ร้าวลงขาซ้ายด้านข้าง บางครั้งจี๊ดเสียวเหมือนเส้นกระตุกบริเวณเหนือข้อเท้า แต่ไม่ได้ปวดตลอดเวลา อาการแบบนี้ทำให้หลายคนกังวลมากว่า “เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นไหม?” หรือ “เกิดจากนั่งทำงานทั้งวันหรือเปล่า?” วันนี้หมอจะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายครับ

อาการของคุณเข้าข่ายอะไร?

จากที่เล่ามา อาการ ปวดหลังตึง + ปวดร้าวลงขาซ้ายด้านข้าง + เจ็บแบบจี๊ดเหนือข้อเท้า เป็นอาการที่มักเกี่ยวข้องกับ เส้นประสาทสันหลังระดับ L5 ซึ่งควบคุมด้านข้างต้นขา น่อง และหลังเท้าครับ

อาการที่บอกว่าอาจเป็นเส้นประสาทถูกกด ได้แก่

  • ปวดร้าวเป็นเส้นจากหลัง → สะโพก → ต้นขา → ข้างน่อง → หลังเท้า
  • เจ็บจี๊ดเฉียบพลันเหมือนไฟช็อตเป็นครั้งคราว
  • ปวดมากขึ้นเวลานั่งนาน ก้ม หรือขับรถนาน ๆ
  • ดีขึ้นเวลายืน เดิน หรือเปลี่ยนอิริยาบถ

ถ้าใช่แบบนี้ ส่วนใหญ่มักยังไม่รุนแรง และมาจากท่าทางและพฤติกรรมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวันครับ

ทำไมถึงปวด? เกิดจากอะไร?

หมอขออธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ นะครับ

1) นั่งทำงานทั้งวัน

เวลานั่งนาน ๆ โดยเฉพาะนั่งหลังงอ หรือนั่งเอนตัวไปหน้า หมอนรองกระดูกจะถูกกดตลอด ทำให้มัน บวม นูน หรือระคายเส้นประสาท ได้

2) ขับรถนาน

เวลาขับรถ กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและสะโพกจะเกร็งค้างเป็นเวลานาน ทำให้

  • เส้นประสาทถูกดึงรั้ง
  • กล้ามเนื้ออักเสบเฉพาะจุด
  • อาการปวดร้าวเป็นครั้งคราว

3) กล้ามเนื้อสะโพกตึงมาก

โดยเฉพาะกล้ามเนื้อกลุ่ม gluteus medius และ piriformis หากตึงมากจะกดเส้นประสาท ทำให้ปวดร้าวลงขาได้

4) หมอนรองกระดูกเสื่อมตามวัย

แม้ยังไม่ถึงขั้น “ปลิ้น” แต่ถ้าเสื่อมบางส่วนแล้ว ก็ทำให้ปวดเป็น ๆ หาย ๆ เมื่อใช้งานหนัก

แล้วอันตรายไหม?

ส่วนใหญ่ ไม่อันตราย แต่ควรระวังหากมีอาการต่อไปนี้:

  • เดินกระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (เท้าตก)
  • ชาหรืออ่อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ปวดจนทนไม่ได้ หรือปวดกลางคืนจนหลับไม่ได้

ถ้ามีอาการเหล่านี้ต้องพบแพทย์ครับ แต่จากที่เล่า ดูเป็นกลุ่มอาการระดับเบาถึงกลางที่รักษาได้

วินิจฉัยอย่างไร?

แพทย์มักตรวจดังนี้:

  1. ตรวจร่างกายดูเส้นประสาท

เช่น ยกขาตรง, ทดสอบแรงเท้า, เช็คการรับความรู้สึกผิวหนัง

  1. เอกซเรย์

เพื่อดู alignment และความเสื่อมของข้อ

  1. MRI (ถ้าจำเป็น)

ใช้กรณีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์ หรือสงสัยหมอนรองกระดูกทับเส้นจริง ๆ

ต้องรักษาอย่างไร?

หมอแนะนำเป็นลำดับดังนี้ครับ

✔️ 1) ปรับท่านั่งทันที (สำคัญที่สุด)

  • นั่งหลังตรง ใช้พนักพิง
  • เก้าอี้ต้องสูงพอดี เท้าแตะพื้นเต็ม
  • ห้ามนั่งไขว่ห้าง
  • ลุกเดินยืดเส้นทุก 30–45 นาที

✔️ 2) ยืดกล้ามเนื้อที่หลัง–สะโพกทุกวัน

โดยเฉพาะท่าเหล่านี้

  • ยืดกล้ามเนื้อสะโพกด้านข้าง
  • ยืด piriformis
  • ยืดเอ็นหลังขา ทำช้า ๆ วันละ 5–10 นาทีพอครับ

✔️ 3) ประคบอุ่นบริเวณที่ตึง

ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ

✔️ 4) ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาลดอักเสบ (ถ้าจำเป็น)

แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อให้ช่วงอาการกำเริบรุนแรงดีขึ้น

✔️ 5) กายภาพบำบัด

ช่วยมากในกรณีที่มีอาการร้าวลงขาบ่อย ๆ เพราะเน้นการทำให้

  • เส้นประสาทลื่นตัวดีขึ้น
  • กล้ามเนื้อรอบหลัง–สะโพกแข็งแรง

พยากรณ์โรค

อาการแบบนี้ส่วนใหญ่มัก ดีขึ้นใน 2–6 สัปดาห์ หากปรับพฤติกรรมและบริหารถูกต้อง แต่ถ้ายังนั่งผิดท่า ทำงานหนัก ไม่พัก หรือขับรถนาน อาจเป็น ๆ หาย ๆ ครับ

การป้องกันคือหัวใจหลักของอาการกลุ่มนี้

หมออยากบอกว่า…

อาการของคุณเข้ากับกลุ่มเส้นประสาทระคายเคืองระดับเริ่มต้น ซึ่งไม่อันตรายและรักษาให้ดีขึ้นได้จริง เพียงแค่เริ่มปรับท่านั่ง ลุกเดินบ่อยขึ้น และยืดเบา ๆ ทุกวัน อาการปวดจี๊ดและปวดร้าวลงขามักลดลงชัดเจนครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #ปวดร้าวลงขา #เส้นประสาทถูกกด #นั่งทำงานนาน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพหลัง #ดูแลตัวเอง

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Tarlov Cyst เจอจาก MRI...ใช่สาเหตุของปวดหลังจริงไหม หรือแค่บังเอิญ?


 Tarlov Cyst เจอจาก MRI...ใช่สาเหตุของปวดหลังจริงไหม หรือแค่บังเอิญ?

"หมอคะ หนูไปตรวจ MRI มา แล้วเขาบอกว่ามีก้อนที่เรียกว่า Tarlov Cyst อยู่ที่กระดูกก้นกบ น่ากลัวไหมคะ? มันเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังหนูหรือเปล่า?"

เป็นคำถามจากคนไข้หญิงอายุประมาณ 40 ปี ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังมาหลายเดือน

เมื่ออ่านผล MRI แล้วเจอคำว่า "Tarlov Cyst" หลายคนก็ตกใจ เพราะฟังดูเหมือนเป็นก้อนเนื้องอก หรือสิ่งผิดปกติในไขสันหลัง

หมอเลยอยากเล่าให้ฟังครับว่า...จริง ๆ แล้ว "Tarlov Cyst" เป็นเรื่องที่เจอได้บ่อยกว่าที่คิด และไม่จำเป็นต้องน่ากลัวเสมอไปครับ

Tarlov Cyst คืออะไร?

Tarlov Cyst หรือชื่อเต็มว่า "Perineural cyst" คือ ถุงน้ำเล็ก ๆ ที่พบบริเวณรากประสาทไขสันหลัง โดยเฉพาะที่บริเวณกระเบนเหน็บ หรือ sacrum (บริเวณก้นกบ)

ถุงนี้มีของเหลวคล้าย ๆ น้ำหล่อสมองไขสันหลัง (CSF) อยู่ภายใน

บางคนมีหลายถุง บางคนมีแค่ 1 ถุง และส่วนใหญ่มีขนาดเล็กไม่ถึง 1 ซม.

เป็นเรื่องผิดปกติไหม?

Tarlov Cyst ถือเป็นถุงน้ำที่ "พบโดยบังเอิญ" ใน MRI ได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่ตรวจหลังจากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง

แต่ในความเป็นจริง...มีคนจำนวนมากที่มีถุงนี้อยู่โดยไม่เคยมีอาการอะไรเลย

ดังนั้น การพบถุงนี้ ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคร้าย หรือเป็นสาเหตุของอาการเสมอไปครับ

แล้วมันทำให้ปวดหลังได้ไหม?

คำตอบคือ... "ได้ แต่ไม่บ่อย"

ส่วนใหญ่ Tarlov Cyst ไม่ทำให้เกิดอาการ

แต่ในบางรายที่ถุงมีขนาดใหญ่ หรืออยู่ในตำแหน่งที่ไปกดเบียดเส้นประสาท อาจทำให้เกิดอาการเช่น:

  • ปวดหลังล่าง
  • ร้าวลงขา
  • ชา หรืออ่อนแรงบางส่วน
  • ปวดก้นกบเวลานั่งนาน ๆ
  • หรือในบางกรณีอาจมีปัญหาขับถ่ายหรือการควบคุมปัสสาวะผิดปกติ

แต่ต้องย้ำว่า...อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ "น้อยมาก" เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่มี Tarlov Cyst จริง ๆ

จะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังหรือไม่?

  1. ตำแหน่งของถุงน้ำต้องสัมพันธ์กับอาการ เช่น ถ้าปวดร้าวลงขาขวา แต่ถุงอยู่ด้านซ้าย ก็มักไม่ใช่
  2. ขนาดของถุงน้ำ – ถ้ามีขนาดเล็กมาก (ไม่ถึง 1 ซม.) และไม่มีลักษณะกดเบียดเส้นประสาทในภาพ MRI ก็มักไม่ใช่สาเหตุหลัก
  3. อาการต้องเฉพาะเจาะจง – เช่น ปวดแบบเส้นประสาทอักเสบ ชาแปล๊บ หรือขาอ่อนแรงร่วมด้วย
  4. ต้องตัดสาเหตุอื่น ๆ ออกก่อน – เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน, ข้อต่ออักเสบ หรือกล้ามเนื้อเกร็งตัว

แนวทางการรักษาเป็นอย่างไร?

ในกรณีที่ Tarlov Cyst ไม่ได้ก่ออาการ:

  • ไม่ต้องรักษาอะไรครับ แค่ติดตามอาการก็พอ
  • ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือดูดน้ำออก เพราะเสี่ยงมากกว่าผลดี

แต่ถ้ามั่นใจว่าถุงนี้เป็นสาเหตุของอาการจริง:

  • อาจเริ่มจากการรักษาแบบประคับประคอง เช่น ยาแก้ปวด การทำกายภาพบำบัด
  • ในบางรายที่รุนแรงมาก อาจพิจารณาการฉีดยาชาหรือยาสเตียรอยด์เข้าไปบริเวณรากประสาทที่ถูกกดทับ โดยใช้ ultrasound หรือ fluoroscope นำทาง
  • การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้าย และต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังเท่านั้น

หมอสรุปให้นะครับ

การเจอ Tarlov Cyst ใน MRI ไม่ได้แปลว่าเป็นต้นเหตุของอาการปวดหลังเสมอไป

คนส่วนใหญ่ที่พบถุงนี้ ไม่มีอาการ และไม่จำเป็นต้องทำอะไร

แต่ถ้ามีอาการชัดเจน และตำแหน่งถุงสัมพันธ์กับอาการ หมอจะช่วยประเมินอย่างละเอียด และเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดให้ครับ

อย่าเพิ่งตกใจเมื่อเห็นคำว่า Tarlov Cyst เพราะในหลาย ๆ กรณี มันเป็นแค่ "ของแถม" ที่ไม่ได้ก่อปัญหาอะไรเลยครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#TarlovCystคืออะไร #ปวดหลังเรื้อรัง #ตรวจMRIเจอถุงน้ำ #หมอกระดูก #หมอเก่งกระดูกและข้อ

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568

กระดูกสันหลังเคลื่อน L4-L5... มีผลต่อ "เรื่องบนเตียง" ไหม? ท่าไหนปลอดภัย ท่าไหนต้องเลี่ยง?

 

กระดูกสันหลังเคลื่อน L4-L5... มีผลต่อ "เรื่องบนเตียง" ไหม? ท่าไหนปลอดภัย ท่าไหนต้องเลี่ยง?

"หมอครับ... ตั้งแต่รู้ว่ากระดูกหลังเคลื่อน ผมไม่กล้าทำการบ้านกับภรรยาเลยครับ กลัวขยับผิดท่าแล้วหลังจะเดาะ หรือกระดูกมันจะหลุดออกมามากกว่าเดิม เรื่องนี้มันมีผลกระทบไหมครับ?"

นี่เป็นคำถามที่คนไข้หลายท่านอยากถามแต่ไม่กล้าพูดครับ หมอขอบอกเลยว่า เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตที่ดี และโรคปวดหลังไม่ควรเป็นอุปสรรคในการมีความสุขกับคู่ชีวิตครับ

สำหรับผู้ที่มีภาวะ "กระดูกสันหลังเคลื่อน" (Spondylolisthesis) โดยเฉพาะตรงเอวข้อที่ 4-5 (L4-L5) หลักการสำคัญคือ "ห้ามแอ่นหลัง" ครับ เพราะการแอ่นจะยิ่งส่งเสริมให้กระดูกข้อบนไถลตัวไปข้างหน้ามากขึ้น

วันนี้หมอเก่งจะมาไขข้อข้องใจ และแนะนำการปรับท่าทางที่ปลอดภัยต่อกระดูกสันหลังครับ

โรคนี้ทำให้ "เสื่อมสมรรถภาพ" ไหม?

โดยตัวโรคกระดูกเคลื่อนเอง "ไม่ได้ทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ" ครับ อวัยวะเพศยังแข็งตัวและมีความรู้สึกได้ตามปกติ (ยกเว้นในรายที่เป็นรุนแรงมากจนกดทับเส้นประสาทควบคุมการขับถ่ายและอวัยวะเพศ ซึ่งพบน้อยมากและต้องผ่าตัดด่วน)

แต่สิ่งที่ทำให้สมรรถภาพดูเหมือนลดลง คือ "ความปวด" และ "ความกลัว" ครับ พอขยับแล้วเจ็บ หรือกังวลว่าจะเจ็บ ร่างกายก็จะตอบสนองได้ไม่เต็มที่

ท่าที่ "อันตราย" และควรเลี่ยง (Red Zone) ❌

จำหลักการง่ายๆ ไว้ว่า "ท่าไหนที่ทำให้หลังแอ่น ท่านั้นคือศัตรู" ครับ

  1. ท่าที่ต้องแอ่นหลังรับน้ำหนัก: สำหรับฝ่ายชาย ถ้าต้องยืนหรือคุกเข่าในท่าที่หลังแอ่นมากๆ เพื่อสอดใส่ จะทำให้แรงกดที่ข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) สูงมาก และกระดูกอาจเคลื่อนเพิ่มได้
  2. ท่าที่ฝ่ายหญิงนอนคว่ำราบ: สำหรับฝ่ายหญิงที่เป็นโรคนี้ การนอนคว่ำราบกับเตียงจะทำให้หลังแอ่นโดยอัตโนมัติ ยิ่งถ้ามีการกดทับจากด้านหลัง จะยิ่งปวดร้าวลงขาได้ทันที

ท่าที่ "แนะนำ" และปลอดภัย (Green Zone) ✅

เป้าหมายคือจัดท่าให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวตรง (Neutral) หรือก้มตัวเล็กน้อย (Flexion) เพื่อล็อคกระดูกไม่ให้เคลื่อน

1. ท่านอนตะแคง (Side-Lying / Spooning)

  • ทำอย่างไร: ทั้งคู่หันหน้าไปทางเดียวกัน (ท่าช้อน) โดยให้งอเข่าขึ้นมาเล็กน้อยทั้งคู่
  • ทำไมถึงดี: ท่านี้กระดูกสันหลังจะอยู่ในแนวตรงที่สุด ไม่มีการบิดหรือแอ่น และประหยัดแรง เป็นท่าที่หมอแนะนำเป็นอันดับ 1 สำหรับคนปวดหลังครับ

2. ท่านอนหงาย (Missionary) แบบประยุกต์

  • สำหรับฝ่ายหญิงที่เป็นโรค: ให้นอนหงาย แต่ต้อง "เอาหมอนใบใหญ่รองใต้เข่า" หรือชันเข่าขึ้น การงอเข่าจะช่วยให้กระดูกสันหลังส่วนเอวแนบชิดกับพื้นเตียง ลดความแอ่น และลดแรงกดทับเส้นประสาทได้ดีมาก
  • สำหรับฝ่ายชายที่เป็นโรค: ควรใช้ศอกหรือมือยันพื้นรับน้ำหนักตัวไว้ พยายามเกร็งหน้าท้องเล็กน้อยเพื่อให้หลังตรง ไม่ควรแอ่นเอวส่งแรง แต่ให้ใช้การโยกจากสะโพกแทน

3. ท่าสุนัข (Doggy Style) แบบดัดแปลง

  • ปกติท่านี้จะทำให้หลังแอ่นตกท้องช้าง ซึ่งไม่ดีครับ
  • วิธีแก้: ฝ่ายที่อยู่ด้านหน้า (ฝ่ายรับ) "ห้ามใช้มือยันพื้น" แต่ให้ "ลดตัวลงใช้ศอกยันพื้น" หรือนอนคว่ำเอาอกแนบหมอนใบใหญ่ๆ เพื่อให้หลังโค้งนูนขึ้นเล็กน้อย (คล้ายท่ากราบพระ) ท่านี้จะช่วยเปิดช่องกระดูกสันหลัง ทำให้สบายหลังขึ้นครับ

คำแนะนำเพิ่มเติมจากหมอ

  1. การสื่อสารสำคัญที่สุด: บอกคู่ของคุณตรงๆ ว่า "ท่านี้ผม/ฉันเจ็บ" หรือ "ขอลองท่านี้แทนนะ" ความเข้าใจจะช่วยลดความกังวลและทำให้ผ่อนคลายทั้งคู่ครับ
  2. ใช้หมอนช่วย: หมอนคืออุปกรณ์เสริมที่ดีที่สุดครับ เอามาหนุนหลัง หนุนเข่า หรือรองรับน้ำหนักในจุดที่ต้องการ จะช่วยลดภาระกล้ามเนื้อได้มาก
  3. ช่วงเวลา: เลือกช่วงเวลาที่ร่างกายพักผ่อนเต็มที่และอาการปวดน้อยที่สุด อาจทานยาแก้ปวดก่อนมีกิจกรรมสัก 30-60 นาที หรืออาบน้ำอุ่นเพื่อคลายกล้ามเนื้อก่อนก็ได้ครับ

บทสรุป

กระดูกหลังเคลื่อนไม่ใช่จุดจบของความสัมพันธ์ครับ เรายังสามารถมีความสุขได้เหมือนเดิม เพียงแค่ต้องปรับเปลี่ยนท่วงท่าให้เหมาะสมกับสรีระของเรา

จำไว้เสมอว่า "เน้นท่าที่หลังตรง หรืองอเข่าช่วย" และหลีกเลี่ยงการแอ่นหลังรุนแรง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถดูแลความสัมพันธ์ไปพร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพหลังได้อย่างสมดุลครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#ปวดหลังกับเพศสัมพันธ์ #กระดูกหลังเคลื่อน #Spondylolisthesis #ดูแลสุขภาพหลัง #ครอบครัว #หมอเก่งกระดูกและข้อ #DoctorKeng

กระดูกสันหลังข้อ L4 เคลื่อนออกจาก L5 (3 มม.) แถมหมอนรองกระดูกทับเส้น! ... ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ไม่ให้พังไปกว่าเดิม?

 





กระดูกสันหลังข้อ L4 เคลื่อนออกจาก L5 (3 มม.) แถมหมอนรองกระดูกทับเส้น! ... ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ไม่ให้พังไปกว่าเดิม?

"หมอคะ ผล MRI บอกว่ากระดูกสันหลังข้อที่ 4 มันเลื่อนหลุดจากข้อที่ 5 ไปตั้ง 3 มิลลิเมตรแน่ะค่ะ แถมยังมีหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทด้วย... ฟังดูน่ากลัวมากเลยค่ะ กระดูกมันจะหลุดออกมาไหมคะ? หนูต้องนอนนิ่งๆ ห้ามขยับเลยหรือเปล่า?"

ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ... หมอเข้าใจครับว่าคำว่า "กระดูกเคลื่อน" ฟังดูสยองขวัญเหมือนตึกจะถล่ม แต่ในทางการแพทย์ การเคลื่อนระดับ 3 มิลลิเมตร ถือว่าเป็น "เกรด 1 (ระยะเริ่มต้น)" ครับ

เปรียบเหมือน "โบกี้รถไฟ" ที่มันปลดล็อคแล้วขยับออกจากกันนิดหน่อย แต่มันยังไม่ตกรางครับ รถไฟขบวนนี้ยังวิ่งต่อได้ เพียงแต่เราต้องขับนิ่มๆ และดูแลช่วงล่างให้ดีเป็นพิเศษ

วันนี้หมอเก่งจะมาบอก "คู่มือการใช้งานหลัง" ฉบับคนกระดูกเคลื่อน L4-L5 ให้ฟังครับ

ความจริงที่ต้องรู้: "เคลื่อน" + "ทับเส้น" คืออะไร?

ภาวะนี้คือ "ศึก 2 ด้าน" ครับ

  1. ความไม่มั่นคง (Instability): กระดูก L4 ที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ทำให้หลังช่วงเอว "หลวม" และขยับผิดจังหวะได้ง่าย
  2. การกดทับ (Compression): พอขยับผิดที่ ก็ไปบีบหมอนรองกระดูกให้ปลิ้นไปกดทับเส้นประสาทด้านหลัง ทำให้มีอาการปวดร้าวลงขา หรือชา

เป้าหมายของเราคือ: ทำให้หลัง "นิ่ง" และ "แข็งแรง" เพื่อไม่ให้มันเลื่อนไปมากกว่า 3 มิล ครับ

กฎเหล็ก: 4 สิ่งที่ "ต้องห้าม" (ถ้าไม่อยากให้เคลื่อนเพิ่ม) ❌

  1. ห้าม "แอ่นหลัง" เยอะๆ:
    • ท่าโยคะท่าแมวน้ำ, ท่าสะพานโค้ง หรือการนอนคว่ำเล่นมือถือท่าแอ่นหลัง จะทำให้กระดูก L4 ยิ่งไถลไปข้างหน้ามากขึ้นครับ
    • ทริค: พยายามรักษาหลังให้ตรง (Neutral Spine) หรือก้มตัวนิดๆ จะสบายกว่า
  2. ห้าม "ยกของหนัก" (เด็ดขาด!):
    • แรงกดจากการยกของ จะบีบให้หมอนรองกระดูกปลิ้น และดันให้กระดูกเคลื่อนตัว
    • ถ้าจำเป็นต้องถือของ ให้ถือชิดลำตัวที่สุด และห้ามเกิน 2-3 กิโลกรัมในช่วงแรก
  3. ห้าม "บิดเอว" เร็วๆ:
    • เช่น วงสวิงกอล์ฟ, เอี้ยวตัวหยิบของเบาะหลังรถ หรือเต้นแอโรบิกท่าหมุนเอวแรงๆ
    • วิธีแก้: จะหันไปทางไหน ให้ "ก้าวเท้า" หมุนไปทั้งตัวครับ อย่าบิดแค่เอว
  4. ห้าม "กระแทก":
    • งดวิ่งมาราธอน, กระโดดเชือก หรือนั่งรถที่ขับตกหลุมบ่อยๆ แรงสะเทือนจะทำให้โครงสร้างที่หลวมอยู่แล้ว ยิ่งคลอนแคลนครับ

สิ่งที่ "ต้องทำ" (เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้) ✅

1. สร้าง "เข็มขัดธรรมชาติ" (Core Stabilization)

  • นี่คือยาขนานเอกครับ! ถ้ากล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังแข็งแรง มันจะช่วย "ดึงรั้ง" กระดูก L4 ไว้ไม่ให้ไหลไปข้างหน้า
  • ท่าแนะนำ: ท่า "แขม่วท้องล็อคหลัง" (นอนหงายชันเข่า กดหลังแนบพื้น) ที่หมอเคยสอนไป ท่านี้ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนกระดูกเคลื่อนครับ

2. ปรับท่านอน

  • นอนหงาย: ให้เอาหมอนใบใหญ่ๆ "รองใต้เข่า" เพื่อให้เข่างอเล็กน้อย ท่านี้จะช่วยลดความแอ่นของหลัง ทำให้ช่องกระดูกเปิดกว้างขึ้น เส้นประสาทไม่โดนบีบ
  • นอนตะแคง: กอดหมอนข้าง และงอเข่าคู้ตัวเล็กน้อย (ท่ากุ้ง) จะสบายหลังที่สุดครับ

3. การนั่ง

  • อย่านั่งเก้าอี้ที่นิ่มจนตัวจม หรือเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง
  • ควรนั่งเก้าอี้ทำงานที่มีพนักดันหลัง (Lumbar Support) และนั่งให้ก้นชิดพนัก เพื่อล็อคกระดูกสันหลังไว้

สัญญาณอันตราย: เมื่อไหร่ต้องผ่าตัด? ⚠️

คนไข้ส่วนใหญ่ (กว่า 80%) อยู่กับภาวะนี้ได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ แค่ปรับพฤติกรรมก็หายปวด แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ ต้องรีบมาคุยเรื่องผ่าตัดครับ:

  1. ขาอ่อนแรง: กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น เดินแล้วขาพับ
  2. ระบบขับถ่ายพัง: กลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้ หรือชาบริเวณรอบก้น
  3. ปวดทรมาน: รักษาเต็มที่ 3-6 เดือนแล้ว ยังเดินไม่ได้ หรือใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้เลย

บทสรุป

กระดูกเคลื่อน 3 มิลลิเมตร ไม่ใช่จุดจบครับ แต่เป็น "จุดเปลี่ยน" ให้เราหันมาทะนุถนอมหลังมากขึ้น จำง่ายๆ คือ "อย่ายกหนัก อย่าบิดเอว อย่าแอ่นหลัง" และหมั่น "แขม่วท้อง" บ่อยๆ

ถ้าคุณทำตามวินัยนี้ได้ กระดูกก็จะหยุดเคลื่อน อาการปวดจะหายไป และคุณจะอยู่กับมันได้อย่างสันติไปตลอดชีวิตครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

 #กระดูกสันหลังเคลื่อน #Spondylolisthesis #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังร้าวลงขา #กายภาพบำบัด #หมอเก่งกระดูกและข้อ #DoctorKeng

ปวดหลัง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ออกกำลังกายท่าไหนดี? รวม 4 ท่าสร้าง "เกราะป้องกันหลัง" (ปลอดภัย ไม่เจ็บเพิ่ม)

 





ปวดหลัง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ออกกำลังกายท่าไหนดี? รวม 4 ท่าสร้าง "เกราะป้องกันหลัง" (ปลอดภัย ไม่เจ็บเพิ่ม)

"หมอครับ ผมเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น ปวดหลังร้าวลงขา อยากออกกำลังกายให้หลังแข็งแรง แต่ไม่กล้าทำท่าซิทอัพ กลัวหลังพังกว่าเดิม มีท่าไหนแนะนำไหมครับ?"

นี่คือสิ่งที่คนไข้ถามหมอทุกวันครับ และหมอขอยืนยันตรงนี้เลยว่า "คนปวดหลัง ห้ามทำท่าซิทอัพ (Sit-up) เด็ดขาด!" เพราะการงอตัวแรงๆ จะยิ่งบีบหมอนรองกระดูกให้ปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทมากขึ้น

แต่... การไม่ออกกำลังกายเลย ก็จะทำให้กล้ามเนื้อลีบ และปวดเรื้อรังไม่หายสักที

ทางออกคือการสร้าง "กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว" (Core Muscles) เปรียบเสมือนการสร้าง "เสื้อเกราะธรรมชาติ" (Natural Corset) มาพยุงกระดูกสันหลังไว้ครับ

วันนี้หมอเก่งคัดมาให้ 4 ท่าบริหาร ที่ออกแบบมาเพื่อคนปวดหลังโดยเฉพาะ เน้นความนิ่ง (Stability) ปลอดภัย และเห็นผลจริงครับ

กฎเหล็กก่อนเริ่ม (ต้องอ่าน!)

  1. ห้ามกลั้นหายใจ: ให้หายใจเข้า-ออก ลึกๆ ยาวๆ ตลอดเวลา
  2. หยุดทันทีถ้าเจ็บ: ถ้าทำแล้วปวดร้าวลงขา หรือปวดหลังจี๊ดๆ ให้หยุดทันที แสดงว่าเราอาจทำผิดท่า หรือร่างกายยังไม่พร้อม
  3. ทำบนที่นอนแข็ง หรือเสื่อโยคะ: ห้ามทำบนที่นอนนุ่มยุบยวบยาบ

ท่าที่ 1: แขม่วท้องล็อคหลัง (Abdominal Bracing)

นี่คือท่าพื้นฐานที่สุด แต่สำคัญที่สุด! เป็นการปลุกกล้ามเนื้อชั้นลึกให้ตื่น

วิธีทำ:

  1. นอนหงาย ชันเข่าขึ้นทั้งสองข้าง วางแขนข้างลำตัว
  2. หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายพุง
  3. หายใจออกยาวๆ พร้อมกับ "แขม่วท้อง" กดสะดือลงหาพื้นเตียง เกร็งหน้าท้องค้างไว้ (เหมือนตอนเราจะโดนต่อยท้อง)
  4. นับ 1-10 ในใจ (ห้ามกลั้นหายใจ ให้หายใจเข้าออกตื้นๆ ขณะเกร็งท้อง)
  5. ผ่อนคลาย ทำซ้ำ 10 ครั้ง

ท่าที่ 2: สะพานโค้งก้นเด้ง (Glute Bridge)

ท่านี้ช่วยสร้างกล้ามเนื้อก้นและหลังล่าง โดยไม่ต้องก้มหลัง ปลอดภัยมากครับ

วิธีทำ:

  1. นอนหงาย ชันเข่าขึ้น กางขาเท่าช่วงไหล่
  2. เกร็งหน้าท้อง (เหมือนท่าที่ 1)
  3. ออกแรง "ขมิบก้น" แล้วค่อยๆ ยกสะโพกลอยขึ้นจากพื้น จนลำตัวเป็นเส้นตรง (เข่า-สะโพก-ไหล่)
  4. ระวัง! อย่าดันเอวสูงจนหลังแอ่น ให้ใช้แรงจากก้น
  5. ค้างไว้ 5-10 วินาที ค่อยๆ วางก้นลง
  6. ทำซ้ำ 10 ครั้ง

ท่าที่ 3: ท่าสุนัขยืดแขนขา (Bird Dog - Beginner)

ท่านี้ช่วยฝึกการทรงตัวและกล้ามเนื้อหลังมัดลึก แต่ต้องระวังอย่าแอ่นหลัง

วิธีทำ:

  1. ตั้งท่าคลานสี่ขา (มืออยู่ใต้ไหล่ เข่าอยู่ใต้สะโพก) หลังตรงขนานพื้น (ไม่แอ่น ไม่โก่ง)
  2. เกร็งหน้าท้องล็อคหลังให้นิ่ง
  3. ค่อยๆ ยก "แขนขวา" ยืดไปข้างหน้า พร้อมกับ "ขาซ้าย" เหยียดไปข้างหลัง (แขนขาคนละฝั่ง)
  4. เคล็ดลับ: ไม่ต้องยกสูง! เอาแค่ระดับลำตัวพอ ถ้าหลังแอ่นแปลว่ายกสูงไป
  5. ค้างไว้ 3-5 วินาที แล้วกลับมาท่าเดิม สลับข้าง
  6. ทำซ้ำข้างละ 5-10 ครั้ง

ท่าที่ 4: แพลงก์แบบดัดแปลง (Modified Plank on Knees)

ท่าแพลงก์ปกติอาจโหดไปสำหรับคนปวดหลัง เรามาทำแบบใช้เข่าช่วยก่อนครับ

วิธีทำ:

  1. นอนคว่ำ ใช้ศอกยันพื้น (ศอกอยู่ใต้ไหล่)
  2. ใช้เข่าเป็นจุดหมุน ยกตัวขึ้นจากพื้น ให้ไหล่ถึงเข่าเป็นเส้นตรง
  3. เกร็งหน้าท้อง ขมิบก้น (อย่าให้ก้นโด่ง หรือหลังแอ่นตกท้องช้าง)
  4. ค้างไว้เท่าที่ไหว (เริ่มจาก 10-15 วินาที) แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลา
  5. ทำซ้ำ 3-5 รอบ

บทสรุป

การออกกำลังกายสำหรับคนเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น ไม่จำเป็นต้องหนัก หรือเหงื่อท่วมครับ หัวใจสำคัญคือ "ความถูกต้อง" และ "ความสม่ำเสมอ"

แค่คุณทำ 4 ท่านี้ทุกวัน วันละ 10-15 นาที กล้ามเนื้อแกนกลางจะแข็งแรงขึ้น เปรียบเสมือนคุณใส่ "เข็มขัดพยุงหลัง" ธรรมชาติไว้ตลอดเวลา อาการปวดหลังจะค่อยๆ ดีขึ้น และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจครับ

เริ่มวันนี้ วันละนิด ดีกว่านอนปวดอยู่เฉยๆ แน่นอนครับ หมอเอาใจช่วย!

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#กายภาพบำบัด #ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ออกกำลังกายแก้ปวดหลัง #CoreStrengthening #หมอเก่งกระดูกและข้อ #DoctorKeng



ปวดร้าวลงขา! เป็น "กระดูกทับเส้น" หรือแค่ "สลักเพชรจม"? แยกให้ออกก่อนผ่าตัดฟรี!

 



ปวดร้าวลงขา! เป็น "กระดูกทับเส้น" หรือแค่ "สลักเพชรจม"? แยกให้ออกก่อนผ่าตัดฟรี!

"หมอคะ ป้าปวดก้นย้อยร้าวลงขามากเลย นั่งนานๆ ไม่ได้เลยค่ะ มันจี๊ดเหมือนไฟช็อต ไปหาหมอนวดเขาบอกว่าเป็น 'สลักเพชรจม' นวดกดจุดจนระบมไปหมดก็ไม่หาย เพื่อนบ้านบอกระวังเป็นกระดูกทับเส้นนะต้องผ่าตัด... ป้าเครียดจนนอนไม่หลับแล้วค่ะ ตกลงป้าเป็นอะไรกันแน่?"

คำถามนี้เป็น "คำถามปราบเซียน" ที่หมอเจอแทบทุกวันครับ

อาการ "ปวดร้าวลงขา" (Sciatica) เป็นเหมือนสัญญาณกันขโมยที่บอกว่า "เส้นประสาทขาของคุณกำลังถูกบีบ" ครับ แต่ประเด็นคือ... "ใครเป็นคนบีบ?"

  • ถ้าคนบีบคือ "กระดูกสันหลัง" = เรื่องใหญ่ (Herniated Disc)
  • แต่ถ้าคนบีบคือ "กล้ามเนื้อก้น" = เรื่องเล็ก (Piriformis Syndrome)

อาการมันคล้ายกันจนเหมือนฝาแฝด แต่การรักษาต่างกันราวฟ้ากับเหว

รู้จักกับเส้นทางเดินของ "สายไฟ" (Sciatic Nerve)

เส้นประสาทไซอาติก (Sciatic Nerve) คือเส้นประสาทที่ใหญ่และยาวที่สุดในร่างกายครับ

  • ต้นทาง: ออกมาจากกระดูกสันหลังส่วนเอว (L4-S3)
  • ระหว่างทาง: ลอดผ่านใต้กล้ามเนื้อก้นมัดลึก ที่ชื่อว่า "Piriformis" (กล้ามเนื้อรูปชมพู่)
  • ปลายทาง: วิ่งยาวลงไปที่ขา น่อง และเท้า

เปรียบเหมือน "สายยางรดน้ำ" ที่ต่อจากก๊อก (หลัง) ลากผ่านสนามหญ้า (ก้น) ไปหน้าบ้าน (ขา) น้ำจะไม่ไหล (ปวด/ชา) ได้จาก 2 กรณีครับ:

  1. โดนเหยียบที่ก๊อกน้ำ: คือ กระดูกสันหลังทับเส้น
  2. โดนเหยียบกลางสนามหญ้า: คือ กล้ามเนื้อก้นทับเส้น (สลักเพชรจม)

ถ้าเราเอาคนไข้ที่มีอาการ "ปวดร้าวลงขา" (Sciatica) เดินเข้ามาในคลินิก 100 คน:

  • ประมาณ 85 - 90 คน เกิดจากปัญหาที่ "หลัง" (หมอนรองกระดูกทับเส้น หรือ กระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท Radiculopathy)

  • ประมาณ 5 - 6 คน เท่านั้นที่เกิดจาก "กล้ามเนื้อสลักเพชร" (Piriformis Syndrome)

  • ส่วนที่เหลือ เกิดจากสาเหตุอื่นๆ (เช่น เนื้องอก, การติดเชื้อ, หรือโรคข้อสะโพก)

โรคที่ 1: หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (The Real Sciatica)

อันนี้คือ "ของจริง" ครับ เกิดจากความเสื่อมของหมอนรองกระดูก หรือกระดูกสันหลังที่เอว

  • จุดกำเนิด: ปวดที่ "หลังส่วนล่าง" (เอว) เป็นหลัก แล้วร้าวลงขา
  • ท่าที่แพ้ทาง: "ก้มตัว" (เช่น ก้มใส่กางเกง ก้มหยิบของ) หรือ "ไอ/จาม" แล้วสะเทือนร้าวลงขา
  • ท่านอน: มักจะชอบนอนหงายชันเข่า หรือนอนตะแคงงอตัว อาการจะดีขึ้น
  • การยกขา: ถ้านอนหงายแล้วให้คนอื่นยกขาข้างที่ปวดขึ้นตรงๆ (Straight Leg Raise) จะยกได้ไม่สูง จะปวดร้าวลงขาทันที เพราะเส้นประสาทที่หลังถูกดึงรั้ง

โรคที่ 2: สลักเพชรจม (Piriformis Syndrome)

อันนี้คือ "ตัวปลอม" หรือ "โรคเลียนแบบ" ครับ เกิดจากกล้ามเนื้อก้นชั้นลึก (Piriformis) มันตึง เกร็ง หรืออักเสบ จนไปบีบรัดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านมัน

  • จุดกำเนิด: ปวดลึกๆ ที่ "แก้มก้น" (Buttock pain) เหมือนมีจุดกดเจ็บอยู่ข้างใน กดแล้วจี๊ด
  • ท่าที่แพ้ทาง: "นั่งนานๆ" (โดยเฉพาะเก้าอี้แข็งๆ หรือพื้น), "นั่งไขว่ห้าง", "ขับรถนาน", หรือในผู้ชายที่ชอบ "ใส่กระเป๋าสตางค์หนาๆ ไว้กระเป๋าหลัง" แล้วนั่งทับ (Wallet Neuritis)
  • การเดิน: บางคนบอกว่า "เดินแล้วสบายกว่านั่ง" (ต่างจากกระดูกทับเส้นที่เดินแล้วปวด)
  • ท่าตรวจ: ลองนั่งไขว่ห้างเป็นเลข 4 (เอาข้อเท้าข้างที่เจ็บวางบนเข่าอีกข้าง) แล้วก้มตัวลง... จะปวดตึงที่ก้นลึกๆ แทบขาดใจ!

สรุปความแตกต่างให้เห็นภาพชัดเจน

เพื่อให้จำง่ายขึ้น หมอขอสรุปแยกเป็น 2 กลุ่มอาการ ดังนี้ครับ:

กลุ่ม A: กระดูกทับเส้น (Herniated Disc)

  • จุดเริ่มปวด: เริ่มที่ "หลังเอว"
  • อาการไอ/จาม: สะเทือน "เจ็บร้าวลงขา"
  • การนั่ง: นั่งพื้นแข็งหรือนั่งนานๆ จะปวดเมื่อยหลัง
  • การเดิน: เดินไกลๆ มักจะปวดมากขึ้น หรือขาอ่อนแรง
  • สาเหตุหลัก: ยกของหนัก, ก้มผิดท่า

กลุ่ม B: สลักเพชรจม (Piriformis Syndrome)

  • จุดเริ่มปวด: เริ่มที่ "แก้มก้นลึกๆ"
  • อาการไอ/จาม: "ไม่เจ็บ"
  • การนั่ง: นั่งพื้นแข็งหรือนั่งนานๆ จะ "ปวดก้น/ขาชา" ทรมานมาก
  • การเดิน: เดินแล้วอาการอาจจะ "ดีขึ้น" (เพราะกล้ามเนื้อก้นได้ขยับคลายตัว)
  • สาเหตุหลัก: นั่งนาน, วิ่งเยอะ, นั่งไขว่ห้าง

ต้องตรวจอะไรเพิ่มไหม?

เพื่อให้ชัวร์ หมอแนะนำ:

  1. เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูกสันหลัง
  2. MRI: อันนี้คือ "ตาสวรรค์" ครับ แยกได้เ
    • ถ้าเห็นหมอนรองกระดูกปลิ้นกดเส้น = โรคที่ 1
    • ถ้าหลังปกติ แต่กล้ามเนื้อก้นดูบวมๆ = โรคที่ 2

แนวทางการรักษา (คนละทางเลย)

  • ถ้าเป็น "กระดูกทับเส้น": เน้นลดการกดทับที่หลัง เช่น ดึงหลัง (Traction), ปรับท่านอน, เลี่ยงการก้มยกของ, ฉีดยาโพรงประสาท หรือผ่าตัด (ถ้าจำเป็น)
  • ถ้าเป็น "สลักเพชรจม": เน้นคลายกล้ามเนื้อก้น!
    1. ยืดเหยียด (Stretching): ท่าเลข 4 (Figure 4 Stretch) คือยาขนานเอก
    2. นวด/กดจุด: ใช้ลูกเทนนิสคลึงที่แก้มก้น หรือนวดตอกเส้น (แต่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่งั้นระบม)
    3. Shockwave: ยิงคลื่นกระแทกใส่กล้ามเนื้อก้นที่เกร็ง ให้คลายตัว
    4. ปรับพฤติกรรม: เลิกนั่งไขว่ห้าง, เอาเป๋าตังค์ออกจากกระเป๋าหลัง, หาเบาะรองนั่งนุ่มๆ

บทส่งท้ายจากใจหมอ

เห็นไหมครับว่า "อาการเหมือนกัน แต่จำเลยคนละคน" ถ้าคุณเป็นแค่ "สลักเพชรจม" แต่ไปรักษาแบบผ่าตัดกระดูกสันหลัง... นอกจากจะเจ็บตัวฟรีแล้ว อาการปวดก้นก็จะไม่หายด้วยครับ

ลองเช็คตัวเองดูเบื้องต้น ลองยืดกล้ามเนื้อก้นดู ถ้าอาการดีขึ้น คุณอาจจะโชคดีที่เป็นแค่โรคกล้ามเนื้อครับ แต่ถ้าไม่แน่ใจ แวะมาให้หมอตรวจเช็คดีกว่าครับ วินิจฉัยถูก... รักษาแป๊บเดียวก็หายครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#สลักเพชรจม #PiriformisSyndrome #กระดูกทับเส้น #ปวดก้นร้าวลงขา #Sciatica #หมอเก่งกระดูกและข้อ #DoctorKeng