วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2568

"รักษามาทุกทาง กายภาพก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว แต่ยังปวดจนเดินไม่ได้" ถึงเวลาต้อง "ผ่าตัด" หรือยัง?

 

"รักษามาทุกทาง กายภาพก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว แต่ยังปวดจนเดินไม่ได้" ถึงเวลาต้อง "ผ่าตัด" หรือยัง?

"หมอครับ ผมทำมาหมดแล้วจริงๆ กินยาจนกัดกระเพาะ กายภาพบำบัดมาครึ่งปี ฝังเข็ม นวดตอกเส้น แม้แต่ฉีดยาเข้าโพรงสันหลังก็ทำแล้ว แต่มันดีขึ้นแค่วันสองวัน แล้วก็กลับมาปวดร้าวลงขาเหมือนเดิม ตอนนี้ผมท้อมาก เดินได้ไม่ถึง 100 เมตรก็ต้องนั่งพัก กลัวว่าถ้าผ่าตัดแล้วจะเดินไม่ได้เหมือนที่เขาขู่กัน"

นี่คือความในใจของคุณอำนาจ (นามสมมติ) ชายวัย 55 ปี ที่นั่งอยู่ต่อหน้าหมอด้วยแววตาที่หมดหวัง คุณอำนาจเป็นโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทที่เป็นมานาน และพยายามหลีกเลี่ยงการผ่าตัดมาตลอดเพราะความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า "ผ่าหลังแล้วเสี่ยงเป็นอัมพาต"

ความเจ็บปวดของคุณอำนาจ คือสิ่งที่คนไข้หลายคนกำลังเผชิญครับ คือความรู้สึก "ทางตัน" เมื่อการรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) ไม่ได้ผล

วันนี้หมอจะมาเปิดใจคุยเรื่องที่หลายคนกลัวที่สุด นั่นคือ "การผ่าตัดกระดูกสันหลัง" ว่าในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีมันไปไกลแค่ไหน เมื่อไหร่ที่ควรผ่า และเราผ่าไปเพื่ออะไร ให้เข้าใจกันแบบชัดเจนครับ

ความจริง: การผ่าตัดยุคใหม่ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด

หมอขอเริ่มด้วยการล้างความเชื่อผิดๆ ก่อนครับ สมัยก่อนการผ่าตัดหลังอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ แผลยาว พักฟื้นเป็นเดือน แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยี "จุลศัลยกรรม" (Microsurgery) และ "การผ่าตัดส่องกล้อง" (Endoscopic) ทำให้แผลเล็กมาก เสียเลือดน้อย และความแม่นยำสูงมากครับ

โอกาสที่จะเกิดอัมพาตจากการผ่าตัดในมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้น "ต่ำมาก" ต่ำกว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เรานั่งอยู่ทุกวันเสียอีกครับ การผ่าตัดจึงไม่ใช่การ "เสี่ยงดวง" แต่เป็นการ "คืนชีวิตใหม่" ให้กับคนไข้ที่ทนทรมานมานาน

ทำไมรักษาแบบไม่ผ่าตัด ถึงไม่หาย?

เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ลองจินตนาการว่า เส้นประสาทของเราเหมือน "สายยางรดน้ำต้นไม้" และหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาเหมือน "ก้อนหิน" ก้อนใหญ่ที่ทับสายยางอยู่

  • กินยา/ฉีดยา: เหมือนเราพยายามเปิดน้ำให้แรงขึ้น หรือเอาน้ำยามาทาสายยางให้นิ่มลง พอช่วยได้บ้างถ้ารอยทับไม่เยอะ
  • กายภาพ: เหมือนพยายามขยับสายยางหนีหิน
  • แต่ถ้า... หินก้อนนั้นมันใหญ่มากและกดทับแน่นสนิท: ไม่ว่าจะกินยาหรือทำกายภาพยังไง น้ำ (กระแสประสาท) ก็ไหลไม่สะดวกอยู่ดีครับ

เมื่อถึงจุดนี้ ที่เรียกว่า "ภาวะล้มเหลวจากการรักษาแบบประคับประคอง" การเอาก้อนหินออก (การผ่าตัด) จึงเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ครับ

สัญญาณเตือน: 3 ข้อบ่งชี้ ที่บอกว่า "ต้องผ่าตัดแล้วนะ"

หมอไม่ได้จับคนไข้ทุกคนไปผ่าตัดนะครับ เราจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อมีเหตุผลทางการแพทย์ที่สำคัญ 3 ข้อหลักๆ ดังนี้ครับ

1. สัญญาณอันตรายต่อระบบประสาท (Red Flags) - ต้องผ่าด่วน!

  • ภาวะหูรูดล้มเหลว: ถ้าเริ่มกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือปัสสาวะไม่ออกโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับอาการชาบริเวณรอบก้น นี่คือภาวะฉุกเฉินครับ ต้องรีบผ่าตัดด่วนที่สุดเพื่อกู้เส้นประสาทคืน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot drop) เดินแล้วขาอ่อนแรงทรุดพับ ถ้าปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้อจะฝ่อลีบและอาจกู้คืนไม่ได้ครับ

2. ความเจ็บปวดที่รบกวนชีวิตรุนแรง (Intractable Pain)

  • ปวดมากจนนอนไม่ได้ เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุด
  • ใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้เลย คุณภาพชีวิตเสียไปหมด
  • ต้องกินยาแก้ปวดปริมาณมากจนเริ่มมีผลข้างเคียงต่อตับและไต

3. รักษาเต็มที่แล้ว 6-8 สัปดาห์ ไม่ดีขึ้น

  • ถ้าลองทำกายภาพ กินยา ปรับพฤติกรรม หรือฉีดยาบล็อกเส้นประสาทมาอย่างเต็มที่แล้ว แต่อาการยังทรงตัวหรือแย่ลง การผ่าตัดคือคำตอบต่อไปครับ

เป้าหมายของการผ่าตัด: เราทำไปเพื่ออะไร?

วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดมีหลักๆ คือ

  1. Decompression (การคลายการกดทับ): นี่คือหัวใจสำคัญครับ คือการเข้าไปหยิบเอาเศษหมอนรองกระดูก หรือตัดแต่งกระดูกที่งอกออก เพื่อให้เส้นประสาทเป็นอิสระ หายใจได้โล่ง เลือดไปเลี้ยงได้สะดวก อาการปวดร้าวและชาจะหายไปทันทีหลังทำ
  2. Stabilization (การสร้างความมั่นคง): ในบางรายที่กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนตัวหรือไม่มั่นคงร่วมด้วย แพทย์อาจจำเป็นต้องใส่น็อตยึดตรึง (Fusion) เพื่อไม่ให้กระดูกขยับผิดจังหวะ แต่ในกรณีหมอนรองกระดูกทับเส้นทั่วไป มักทำแค่ข้อ 1 ก็เพียงพอครับ

วิธีผ่าตัดยุคใหม่: แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว

ลืมภาพการผ่าตัดเปิดแผลยาวกลางหลังไปได้เลยครับ เดี๋ยวนี้เรามีทางเลือกที่ดีกว่านั้น

1. การผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic Discectomy)

นี่คือวิธีมาตรฐานสากล (Gold Standard) หมอจะเปิดแผลเล็กๆ ประมาณ 2-3 ซม. แล้วใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงส่องลงไป ทำให้เห็นเส้นประสาทชัดแจ๋ว แยกแยะเส้นประสาทออกจากเนื้อเยื่ออื่นได้ชัดเจน ปลอดภัยสูงมากครับ

2. การผ่าตัดผ่านกล้องส่องเจาะ (Endoscopic Discectomy)

นี่คือเทรนด์ล่าสุดที่กำลังนิยมมากครับ เป็นการเจาะรูเล็กๆ เพียง 8 มิลลิเมตร (เท่าปากกา) แล้วสอดกล้องขนาดจิ๋วเข้าไป ปลายกล้องมีเลนส์และเครื่องมือผ่าตัดในตัว

  • ข้อดี: แผลเล็กมาจนแทบมองไม่เห็น ไม่ตัดขาดกล้ามเนื้อหลัง เจ็บแผลน้อยมาก
  • ผลลัพธ์: คนไข้ส่วนใหญ่ลุกเดินได้ทันทีหลังผ่าตัด หรือวันรุ่งขึ้นก็กลับบ้านได้เลยครับ

พยากรณ์โรคหลังผ่าตัด: ชีวิตจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?

สำหรับคุณอำนาจ หลังจากตัดสินใจผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง (Endoscopic) ผลปรากฏว่า...

"ตื่นมาผมงงเลยครับหมอ ขาที่เคยปวดตุบๆ เหมือนไฟช็อต มันหายไปเลย เดินไปเข้าห้องน้ำเองได้ตั้งแต่วันแรก รู้อย่างนี้ผมยอมผ่าไปนานแล้ว ไม่น่าทนเจ็บมาเป็นปี"

โดยทั่วไป 90-95% ของคนไข้ ที่ได้รับการวินิจฉัยและผ่าตัดถูกต้อง อาการปวดร้าวลงขาจะหายไปทันทีครับ ส่วนอาการชาหรืออ่อนแรง อาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูเส้นประสาทอีกสักพัก ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมานานแค่ไหน

หลังผ่าตัด ไม่ใช่ว่าจะเป็นง่อยทำงานหนักไม่ได้นะครับ หลังจากพักฟื้น 4-6 สัปดาห์ แผลสมานดีแล้ว คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เกือบปกติ ออกกำลังกายได้ ว่ายน้ำได้ เพียงแต่ต้องระวังท่าทางก้มเงยยกของหนัก เพื่อถนอมกระดูกสันหลังข้อที่เหลือให้ดีครับ

สรุป

หากคุณรักษามาทุกวิธีแล้วไม่ดีขึ้น อย่าเพิ่งหมดหวังและทนเจ็บต่อไปครับ การผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูงมาก เป็นทางออกที่จะช่วยปลดล็อกความเจ็บปวด และคืนคุณภาพชีวิตให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

อย่าปล่อยให้ความกลัวมาพรากความสุขในชีวิตไปครับ ปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางออกร่วมกัน ดีกว่าทนเจ็บจนเส้นประสาทเสียหายถาวรครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ผ่าตัดส่องกล้อง #EndoscopicSpineSurgery #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กระดูกสันหลังเสื่อม #ผ่าตัดแผลเล็ก #Microscope #กลัวผ่าตัด #เดินไม่ได้

References

  1. Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-91.
  2. Gadjradj PS, Harhangi BS, Amelink J, et al. Percutaneous Transforaminal Endoscopic Discectomy Versus Open Microdiscectomy for Lumbar Disc Herniation: A Systematic Review and Meta-analysis. Spine (Phila Pa 1976). 2021;46(8):538-549.
  3. Teli M, Lenthodes C, de Lime JJ, et al. Microendoscopic discectomy: a minimal access technique for the treatment of lumbar disc herniation. J Bone Joint Surg Br. 2006;88(9):1196-1199.
  4. Lurie JD, Tosteson TD, Tosteson AN, et al. Surgical versus nonoperative treatment for lumbar disc herniation: eight-year results for the Spine Patient Outcomes Research Trial. Spine (Phila Pa 1976). 2014;39(1):3-16.
  5. Atlas SJ, Keller RB, Wu YA, et al. Long-term outcomes of surgical and nonsurgical management of sciatica secondary to a lumbar disc herniation: 10 year results from the maine lumbar spine study. Spine (Phila Pa 1976). 2005;30(8):927-35.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น