วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ปวดหลังร้าวลงขา ชาไปถึงนิ้วโป้ง! สัญญาณเตือนภัยจาก "หมอนรองกระดูก L4-5" ที่คนวัยทำงานต้องรู้

 



ปวดหลังร้าวลงขา ชาไปถึงนิ้วโป้ง! สัญญาณเตือนภัยจาก "หมอนรองกระดูก L4-5" ที่คนวัยทำงานต้องรู้

"หมอครับ ผมแค่ก้มลงไปยกกระถางต้นไม้ ได้ยินเสียงกึกที่หลัง แล้วก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาเลยครับ ตอนแรกนึกว่าแค่หลังยอก พอนอนพักก็ดีขึ้น แต่พอเช้ามา จะลุกจากเตียง มันปวดจี๊ดร้าวลงไปที่ขาซ้าย ยาวไปถึงหลังเท้าและนิ้วโป้งเลยครับ เดินแทบไม่ได้ ต้องลากขามาหาหมอ... ผมจะเป็นอัมพาตไหมครับ?"

นี่คือเหตุการณ์ที่หมอเจอในห้องตรวจแทบทุกวันครับ เรื่องราวของ "คุณสมชาย" (นามสมมติ) วัย 45 ปี ผู้บริหารที่นั่งทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และชอบทำสวนในวันหยุด คือภาพสะท้อนของโรคยอดฮิตที่กำลังคุกคามคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ

นั่นคือโรค "หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ระดับ L4-5" ครับ

ทำไมต้องเป็น L4-5? ทำไมปวดหลังแล้วต้องร้าวลงขา? และถ้าเป็นแล้วต้องผ่าตัดทุกคนไหม? วันนี้หมอจะมาเล่าเรื่องยากๆ ของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ให้เป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนนั่งคุยกันที่บ้าน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและดูแลตัวเองได้ทันท่วงทีครับ

รู้จัก "L4-5" จุดยุทธศาสตร์ที่รับกรรมหนักที่สุด

กระดูกสันหลังช่วงเอวของเรามีทั้งหมด 5 ข้อครับ (L1 ถึง L5) แต่จุดที่ "พังง่ายที่สุด" และ "เสื่อมบ่อยที่สุด" คือข้อที่ 4 ต่อกับข้อที่ 5 (L4-5) และข้อที่ 5 ต่อกับกระดูกก้นกบ (L5-S1)

สาเหตุก็เพราะ "มันอยู่ล่างสุด" ครับ

เปรียบเสมือนฐานรากของตึกที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวท่อนบนทั้งหมด ไม่ว่าเราจะยืน เดิน หรือนั่ง โดยเฉพาะท่านั่งที่โน้มตัวไปข้างหน้า แรงกดที่กระทำต่อหมอนรองกระดูกข้อนี้จะมหาศาลมาก จึงไม่แปลกที่ L4-5 จะเป็นจุดแรกที่ "ยอมแพ้" และเกิดการบาดเจ็บ

หมอนรองกระดูกปลิ้น: เมื่อไส้ครีมทะลัก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองจินตนาการว่าหมอนรองกระดูกของเราเหมือน "ขนมโดนัทที่มีไส้ครีมอยู่ตรงกลาง" (Jelly Donut) ครับ

  • เปลือกนอก (Annulus Fibrosus): มีความเหนียวและแข็งแรง คอยหุ้มไส้ไว้
  • ไส้ใน (Nucleus Pulposus): เป็นเจลหยุ่นๆ เหมือนเยลลี่ ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก

เมื่อเราก้มยกของหนัก หรือนั่งหลังค่อมมานานหลายปี เปลือกนอกจะเริ่มมีรอยปริแตก และในจังหวะที่เรา "ก้มแล้วบิดตัว" หรือ "ไอจามแรงๆ" แรงดันในช่องท้องจะดันให้ "ไส้เยลลี่" ทะลักออกมาทางรอยแตกนั้น

ความซวยคือ... ด้านหลังของหมอนรองกระดูก ดันมี "เส้นประสาท" (เปรียบเหมือนสายไฟเส้นสีเหลือง) พาดผ่านอยู่พอดี พอเยลลี่ที่ทะลักออกมา ไปแปะหรือกดทับสายไฟเส้นนั้น อาการปวดทรมานจึงเกิดขึ้นครับ

ทำไมต้อง "ปวดร้าวลงขา"? (Sciatica)

หลายคนสงสัยว่า "หมอนรองกระดูกอยู่ที่เอว ทำไมไปปวดที่ขา?"

คำตอบคือ เส้นประสาทที่โดนกดทับที่เอว มันทำหน้าที่ส่งสัญญาณความรู้สึกไปที่ขาครับ สำหรับระดับ L4-5 เส้นประสาทที่มักจะโดนกดคือ "เส้นประสาท L5" ซึ่งมีเส้นทางเดินที่จำเพาะเจาะจงมาก คือ:

  1. เริ่มปวดจากแก้มก้น
  2. ร้าวลงมาที่ ด้านข้างต้นขา (Side of thigh)
  3. ลงมาที่ ด้านข้างน่อง
  4. วิ่งข้ามมาที่ หลังเท้า
  5. และไปจบที่ นิ้วโป้งเท้า (Big toe)

เช็กอาการด่วน! คุณกำลังเป็น L4-5 ทับเส้นประสาทอยู่หรือไม่?

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับ ว่ามีอาการเหล่านี้ไหม:

  • ปวดหลังร้าวลงขา: ตามแนวที่หมอบอกข้างบน (ก้น -> ข้างขา -> นิ้วโป้ง)
  • อาการชา: รู้สึกหนาๆ ชาๆ บริเวณหลังเท้า หรือง่ามนิ้วโป้งกับนิ้วชี้
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง (สำคัญมาก): ลองเดินด้วยส้นเท้าดูครับ ถ้าทำไม่ได้ หรือรู้สึกว่า "กระดกนิ้วโป้งเท้าไม่ขึ้น" (Weakness of Big Toe Extension) นี่คือสัญญาณอันตรายที่บอกว่าเส้นประสาท L5 บาดเจ็บหนักแล้ว
  • อาการแย่ลงเมื่อ: ไอ จาม หรือเบ่งถ่าย จะรู้สึกปวดสะท้านลงขาเหมือนไฟช็อต

การตรวจวินิจฉัย: หาหลักฐานมัดตัวคนร้าย

เมื่อมาถึงมือหมอ หมอจะทำหน้าที่เป็นนักสืบเพื่อยืนยันว่าใช่ L4-5 จริงไหม

1. ตรวจร่างกาย (Physical Exam):

  • Straight Leg Raising Test (SLR): หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วยกขาขึ้นตรงๆ คนที่เป็นโรคนี้มักจะยกได้ไม่สูง (30-70 องศา) ก็จะร้องโอดโอยเพราะปวดร้าวลงขา
  • ทดสอบแรง: หมอจะให้ลองกระดกนิ้วโป้งเท้าสู้กับแรงมือหมอ เพื่อดูความแข็งแรงของเส้นประสาท L5

2. เอกซเรย์ (X-ray): เอกซเรย์ธรรมดาจะเห็นแค่กระดูก อาจจะบอกได้ว่าช่องว่างระหว่างกระดูกมันแคบลง (สงสัยว่าหมอนรองทรุด) แต่ "ไม่เห็นเส้นประสาทและหมอนรองกระดูก" ครับ

3. MRI (แม่นยำที่สุด): นี่คือพระเอกของเรา การทำ MRI จะทำให้เห็นภาพตัดขวางชัดเจนว่า หมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาท่าไหน กดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด และแยกโรคอื่นๆ เช่น เนื้องอกหรือการติดเชื้อออกไปได้

แนวทางการรักษา: จำเป็นต้องผ่าตัดไหม?

ข่าวดีที่หมออยากบอกทุกคนคือ "80-90% ของผู้ป่วยโรคนี้ หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ ร่างกายของเรามีความมหัศจรรย์ คือเม็ดเลือดขาวสามารถเข้ามากัดกินเก็บกวาดเศษหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมาให้ยุบลงได้เองตามธรรมชาติ โดยใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน

Step 1: การรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) (ช่วง 6 สัปดาห์แรก)

  • ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการก้มยกของ, นั่งนาน, หรือนั่งพื้น ควรนอนพักในช่วงที่มีอาการปวดรุนแรง (แต่ไม่ควรนอนติดเตียงเกิน 2-3 วัน)
  • ยารับประทาน:
    • ยาแก้ปวดลดอักเสบ (NSAIDs) เพื่อลดการบวมของเส้นประสาท
    • ยาคลายกล้ามเนื้อ
    • ยากลุ่ม Pregabalin หรือ Gabapentin เพื่อลดอาการปวดร้าวลงขาและไฟช็อต
  • กายภาพบำบัด:
    • การดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องว่างกระดูก
    • อัลตราซาวด์ / เลเซอร์ ลดปวด
    • เมื่อหายปวดแล้ว ต้องฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Stabilization) เพื่อเป็นเกราะป้องกันหลัง

Step 2: การฉีดยาระงับการอักเสบ (Intervention) หากกินยาและกายภาพแล้ว 4-6 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น หรือปวดทรมานมากจนใช้ชีวิตไม่ได้ หมออาจแนะนำ "การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection)" เปรียบเหมือนการฉีดน้ำล้างทำความสะอาดเส้นประสาท ลดการบวมและการอักเสบได้รวดเร็ว ช่วยให้คนไข้หายปวดและกลับไปทำกายภาพได้ดีขึ้น

Step 3: การผ่าตัด (Surgery) เราจะเก็บไพ่ใบสุดท้ายนี้ไว้ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้นครับ คือ:

  1. ขาอ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot Drop) เดินแล้วขาพลิก
  2. ระบบขับถ่ายล้มเหลว (Cauda Equina Syndrome): ปัสสาวะไม่ออก หรือกลั้นไม่ได้ ชารอบก้น (อันนี้ต้องผ่าด่วนที่สุด!)
  3. ปวดทรมาน: รักษาทุกวิถีทางแล้ว 3 เดือนไม่ดีขึ้น จนรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต

เทคโนโลยีการผ่าตัดปัจจุบัน: เดี๋ยวนี้เรานิยมใช้ "การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Discectomy)" เจาะรูเล็กๆ เพียง 8 มิลลิเมตร สอดกล้องเข้าไปคีบเอาเฉพาะส่วนที่ปลิ้นออก ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ ไม่ตัดเลาะกล้ามเนื้อ คนไข้เจ็บน้อยมาก เดินได้ทันทีหลังผ่า และกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้นครับ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นซ้ำไหม?

คำถามนี้ขึ้นอยู่กับ "ตัวคนไข้" เป็นหลักครับ แม้หมอจะรักษาจนหายดีแล้ว แต่รอยปริแตกที่เปลือกหมอนรองกระดูก "มันจะปิดไม่สนิทเหมือนเดิม 100%" ครับ (เหมือนยางรถยนต์ที่ปะมาแล้ว)

หากคุณกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม นั่งท่าเดิม ยกของหนักท่าเดิม ก็มีโอกาสที่มันจะ "ปลิ้นซ้ำ (Recurrent)" ได้ประมาณ 5-10% หรืออาจจะไปเป็นที่ข้ออื่นแทน

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การรักษาสมดุลของหลัง" หมั่นออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อทำหน้าที่พยุงน้ำหนักแทนกระดูกสันหลังที่เสื่อมไปครับ

สรุป

อาการปวดหลังร้าวลงขาถึงนิ้วโป้ง จากหมอนรองกระดูก L4-5 ทับเส้นประสาท เป็นโรคที่ทรมานแต่รักษาได้ครับ

หัวใจสำคัญไม่ใช่ยาที่แพงที่สุด หรือการผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุด แต่คือ "ความเข้าใจ" และ "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม"

หากท่านมีอาการเตือนตามที่หมอเล่ามา อย่าซื้อยากินเองจนเรื้อรัง รีบมาตรวจหาสาเหตุ วางแผนการรักษาร่วมกัน เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องเดินลากขาอีกต่อไปครับ

หมอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังปวดหลังอยู่นะครับ สู้ๆ ครับ!

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกทับเส้น #L4L5 #ปวดหลังร้าวลงขา #Sciatica #กระดูกสันหลังเสื่อม #ผ่าตัดส่องกล้อง #ปวดนิ้วโป้งเท้า #ชาขา #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด


References

  1. Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-191.
  2. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-516.
  3. Vialle LR, Vialle EN, Suárez Henao JE, Giraldo G. Lumbar disc herniation. Rev Bras Ortop. 2010;45(1):17-22.
  4. Deyo RA, Mirza SK. Herniated Lumbar Intervertebral Disk. N Engl J Med. 2016;374(18):1763-1772.
  5. Gadjradj PS, Harhangi BS, Amelink J, et al. Percutaneous Transforaminal Endoscopic Discectomy Versus Open Microdiscectomy for Lumbar Disc Herniation: A Systematic Review and Meta-analysis. Spine (Phila Pa 1976). 2021;46(8):538-549.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น