ปวดหลังร้าวลงขา เหมือนไฟช็อต! สัญญาณเตือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่ไม่ต้องจบด้วยการผ่าตัดเสมอไป
“หมอครับ ผมแค่ก้มลงไปยกกระถางต้นไม้ ได้ยินเสียงดังกร๊อบที่หลัง แล้วจู่ๆ ก็เหมือนมีไฟฟ้าวิ่งจี๊ดจากก้นลงไปที่ขาเลยครับ ตอนนี้ขยับตัวแทบไม่ได้ แค่ไอหรือจามก็ปวดร้าวไปหมด”
นี่คือคำบอกเล่าของ “คุณสมชาย” (นามสมมติ) ชายวัย 45 ปี ที่เดินตัวงอเข้ามาในคลินิกของหมอด้วยความเจ็บปวด เดิมทีคุณสมชายคิดว่าเป็นแค่ “กล้ามเนื้ออักเสบ” ธรรมดา ก็เลยไปนวดตอกเส้น ปรากฏว่ากลับมาปวดหนักกว่าเดิมจนขาเริ่มชา
ใครที่มีอาการคล้ายๆ แบบนี้ อย่าเพิ่งตกใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับนะครับ วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือก เกี่ยวกับอาการ “ปวดหลังร้าวลงขา” ว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร อันตรายแค่ไหน และเราจะรักษามันอย่างไรให้หายขาด โดยที่การผ่าตัดอาจจะไม่ใช่คำตอบแรกเสมอไป
ความจริงของอาการ “ปวดหลังร้าวลงขา”
หลายคนเข้าใจผิดว่าอาการปวดหลังต้องเกิดจากกระดูกเสื่อมตามวัยเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว อาการปวดที่ “ร้าวลงขา” มักมีตัวการสำคัญคือ “เส้นประสาท” ครับ
ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือนตึกสูงที่มีหลายชั้น ระหว่างชั้นจะมี “หมอนรองกระดูก” กั้นอยู่ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพรถยนต์ คอยรับแรงกระแทก ลักษณะของมันเหมือนขนมโดนัทที่มีไส้เยลลี่อยู่ตรงกลาง
เมื่อเราก้มยกของผิดท่า หรือนั่งทำงานนานๆ จนหลังค่อม แรงดันในหมอนรองกระดูกจะสูงมาก จนทำให้เปลือกโดนัทปริแตก แล้วไส้เยลลี่ข้างในทะลักออกมา
ไอ้เจ้าเยลลี่ที่ทะลักออกมานี่แหละครับ ที่เป็นปัญหา เพราะมันดันไปกดทับ “สายไฟ” หรือเส้นประสาทไขสันหลังที่พาดผ่านอยู่ด้านหลังพอดี ทำให้เกิดการลัดวงจร ส่งสัญญาณความปวดวิ่งจี๊ดลงไปตามขา เหมือนที่เราเรียกว่า “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” นั่นเอง
อาการแบบไหน? ที่บอกว่าโดนเส้นประสาทเข้าแล้ว
อาการปวดหลังร้าวลงขา มีความจำเพาะเจาะจงที่ต่างจากการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไปครับ ลองเช็คตัวเองดูนะครับ
1. ปวดร้าวลงขา (Sciatica) อาการปวดจะเริ่มจากเอวหรือแก้มก้น แล้ววิ่งจี๊ดลงไปที่ต้นขาด้านหลัง น่อง หรือยาวไปจนถึงปลายเท้า ลักษณะปวดจะเหมือนโดนไฟช็อต หรือเหมือนมีเส้นเอ็นตึงๆ ดึงรั้งไว้ตลอดเวลา
2. อาการชาและอ่อนแรง เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับนานๆ การนำสัญญาณประสาทจะเสียไป ทำให้รู้สึกชาหนาๆ เหมือนเป็นเหน็บชาที่น่องหรือเท้า บางคนอาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot drop) หรือเดินแล้วขาอ่อนพับไปเอง
3. ปวดมากขึ้นเมื่อเพิ่มแรงดัน เวลาไอ จาม เบ่งถ่าย หรือหัวเราะแรงๆ จะรู้สึกปวดร้าวสะเทือนไปถึงหลังและขา เพราะการกระทำเหล่านี้ไปเพิ่มแรงดันในช่องไขสันหลัง ทำให้หมอนรองกระดูกโป่งออกมาดันเส้นประสาทมากขึ้น
4. สัญญาณอันตราย (Red Flags) ถ้าใครมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันทีครับ ห้ามรอ!
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
- ชาบริเวณรอบทวารหนักหรืออวัยวะเพศ
- ขาอ่อนแรงจนขยับไม่ได้เลย
อาการกลุ่มนี้บ่งบอกว่าเส้นประสาทฝอยจำนวนมาก (Cauda Equina) ถูกกดทับอย่างรุนแรง ถ้าผ่าตัดช้า อาจพิการถาวรได้ครับ
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย: หาต้นตอให้เจอ
การวินิจฉัยที่แม่นยำ คือกระดุมเม็ดแรกของการรักษาที่ถูกต้องครับ หมอมีแนวทางดังนี้
การตรวจร่างกาย หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วลองยกขาขึ้นเหยียดตรง (Straight Leg Raising Test) ถ้าคนไข้เป็นโรคนี้จริง พอยกขาขึ้นได้นิดเดียว จะรู้สึกปวดร้าวเหมือนไฟช็อตแล่นลงขาจนทนไม่ไหว เพราะเส้นประสาทถูกดึงรั้ง
เอกซเรย์ (X-ray) การเอกซเรย์ช่วยให้หมอเห็นโครงสร้างกระดูก ว่ามีความเสื่อม กระดูกงอก หรือกระดูกเคลื่อนหรือไม่ แต่ข้อจำกัดคือ เอกซเรย์ “ไม่เห็น” หมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทครับ
การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI) นี่คือมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการวินิจฉัยครับ การทำ MRI จะช่วยให้หมอเห็นภาพเหมือนหั่นขวางร่างกาย เห็นชัดเจนเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาตรงไหน กดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด และยังบอกได้ว่าตัวหมอนรองกระดูกนั้นแห้งเสื่อมสภาพไปหรือยัง ช่วยวางแผนการรักษาได้แม่นยำที่สุดครับ
ปัจจัยเสี่ยง: ใครบ้างที่มีโอกาสเป็น?
โรคนี้ไม่ได้เลือกวัยครับ เจอได้ตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมีปัจจัยกระตุ้นดังนี้
- อาชีพ: งานที่ต้องก้มๆ เงยๆ ยกของหนัก หรือพนักงานออฟฟิศที่นั่งท่าเดิมนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
- น้ำหนักตัว: คนที่มีน้ำหนักเกิน จะทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับภาระหนักตลอดเวลา
- การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกไม่พอ ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและแตกง่ายกว่าคนปกติ
- อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกจะเสียน้ำและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ฉีกขาดได้ง่าย
แนวทางการรักษา: ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน
นี่คือข่าวดีครับ! จากสถิติทางการแพทย์ ผู้ป่วยกว่า 80-90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการรักษาที่ถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ
1. การรักษาแบบประคับประคอง (Conservative Treatment) เป็นด่านแรกของการรักษาครับ
- ยา: หมอจะให้ยาแก้อักเสบ (NSAIDs) เพื่อลดการบวมของเส้นประสาท ร่วมกับยาคลายกล้ามเนื้อ และที่สำคัญคือ “ยาระงับปวดปลายประสาท” (เช่น Pregabalin หรือ Gabapentin) ซึ่งจะไปช่วยลดความไวของเส้นประสาท ทำให้ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนลดลง
- กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องว่างระหว่างกระดูก ให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมามีโอกาสไหลกลับเข้าไปที่เดิม ร่วมกับการใช้ความร้อนหรืออัลตราซาวด์เพื่อลดปวด
- ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การนั่งพื้น และท่านั่งที่ผิดสุขลักษณะ
2. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) ถ้ากินยาและทำกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนใช้ชีวิตไม่ได้ หมอจะแนะนำการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าสู่โพรงไขสันหลังตรงจุดที่กดทับโดยตรง
หมอเก่งจะใช้ อัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound Guided) หรือเครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคป ช่วยระบุตำแหน่ง เพื่อความแม่นยำและความปลอดภัยสูงสุด ยาจะเข้าไปลดการอักเสบที่เส้นประสาทโดยตรง ทำให้อาการปวดลดลงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้คนไข้กลับไปทำกายภาพได้ดีขึ้น
3. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgery) เราจะเก็บวิธีนี้ไว้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ครับ จะทำก็ต่อเมื่อ:
- รักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น
- มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน
- มีปัญหาการขับถ่าย (ตามที่เล่าไปใน Red Flags)
ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดไปไกลมากครับ เราใช้ การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Discectomy) แผลเล็กเพียง 0.8 เซนติเมตร เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย นอนโรงพยาบาลแค่คืนเดียวก็กลับบ้านได้ ไม่น่ากลัวเหมือนสมัยก่อนที่ต้องเปิดแผลใหญ่ๆ แล้วครับ
พยากรณ์โรค: รักษาหายแล้ว จะกลับมาเป็นอีกไหม?
คำตอบคือ “หายได้” แต่ก็ “เป็นซ้ำได้” ครับ
ถ้ารักษาจนอาการปวดหายไปแล้ว แต่เรายังกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม นั่งทำงานหลังค่อม ยกของหนักโดยไม่ย่อเข่า หรือยังสูบบุหรี่จัด หมอนรองกระดูกข้อเดิมหรือข้อข้างเคียงก็มีโอกาสปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทได้อีก
ดังนั้น การรักษาที่ยั่งยืนที่สุด คือการดูแลกระดูกสันหลังของเราให้ดีตลอดชีวิตครับ หมั่นออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง (Core Muscle) เพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ลดภาระการทำงานของหมอนรองกระดูก
สรุป
อาการปวดหลังร้าวลงขา มักเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นภาวะที่รักษาให้หายได้ และส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด กุญแจสำคัญคือการรีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ตรงจุด อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจนเส้นประสาทเสียหายถาวร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ จะช่วยให้ท่านกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลัง #กระดูกสันหลังเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #MRIหลัง #ผ่าตัดส่องกล้อง #กายภาพบำบัด #ฉีดยาแก้ปวดหลัง #รักษาปวดหลังเชียงใหม่
References
- North American Spine Society (NASS). Evidence-Based Clinical Guidelines for Multidisciplinary Spine Care: Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation with Radiculopathy. Burr Ridge, IL: NASS; 2020.
- Stochkendahl MJ, Kjaer P, Hartvigsen J, et al. National Clinical Guidelines for non-surgical treatment of patients with recent onset low back pain or lumbar radiculopathy. Eur Spine J. 2018;27(1):60-75.
- Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. Guideline summary review: an evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(11):2803-2810.
- National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Low back pain and sciatica in over 16s: assessment and management. London: NICE; 2020.
- Jensen TS, Baron R, Haanpää M, et al. A new definition of neuropathic pain. Pain. 2011;152(10):2204-2205.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น