ปวดหลังแบบไหนอันตราย และแบบไหนไม่อันตราย?
อาการปวดหลังเป็นเรื่องที่เกือบทุกคนต้องเคยเจอสักครั้งในชีวิตครับ บางคนปวดเพราะยกของหนัก บางคนปวดเพราะนั่งทำงานนานๆ แต่คำถามที่หมอมักจะโดนถามบ่อยที่สุดในห้องตรวจคือ "หมอครับ ปวดแบบนี้มันจะหายเองไหม?" หรือ "ปวดแบบนี้ต้องผ่าตัดหรือเปล่า?"
จริงๆ แล้ว "อาการปวดหลังส่วนใหญ่ไม่อันตราย" แต่มีปวดหลังบางประเภทครับ ที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงว่า "อย่ารอช้า ต้องมาหาหมอด่วน!" วันนี้หมอจะมาชวนคุยให้เคลียร์ครับว่า ปวดแบบไหนที่แค่พักก็หาย และปวดแบบไหนที่อันตรายถึงขั้นต้องระวัง
"แค่ขยับก็เจ็บแปร๊บ" เรื่องเล่าจากหน้าห้องตรวจ
หมอมีคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณเอก (นามสมมติ) อายุ 45 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศ คุณเอกเล่าว่า "หมอครับ ผมแค่ก้มลงไปเก็บปากกาที่พื้น อยู่ดีๆ หลังมันก็ดัง กึก! แล้วเจ็บแปล๊บเหมือนไฟช็อตจนตัวงอ ลุกไม่ขึ้นเลย ตอนนั้นตกใจมาก คิดว่าอัมพาตแน่ๆ"
เคสของคุณเอกคือตัวอย่างของ "ปวดหลังแบบเฉียบพลัน" จากกล้ามเนื้ออักเสบครับ แม้มันจะเจ็บปวดทรมานมากในตอนแรก แต่มักจะไม่อันตรายร้ายแรง ต่างจากอีกเคสคือคุณป้าสมศรี (นามสมมติ) ที่ปวดหลังมานาน แต่พักหลังเริ่มมีอาการ "ขาอ่อนแรง" และ "คุมการขับถ่ายไม่ได้" แบบนี้แหละครับที่หมอถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายของจริง
ปวดหลังคืออะไร? ทำไมเราถึงปวดได้ขนาดนี้
ถ้าเปรียบหลังของเราเหมือนกับ "เสาหลักของบ้าน" เสานี้ไม่ได้มีแค่ปูนแข็งๆ (กระดูก) แต่ยังมีสปริงกันกระแทก (หมอนรองกระดูก) และสายไฟ (เส้นประสาท) วิ่งผ่านตรงกลาง เมื่อไหร่ก็ตามที่ส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหา อาการปวดก็จะตามมาครับ
- กล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ: เปรียบเหมือนสายสลิงที่ยึดเสาไว้มันล้าหรือฉีกขาด พบได้บ่อยที่สุดถึง 80-90% ของคนไข้ปวดหลัง
- หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: เหมือน "เจลลี่" ที่อยู่ระหว่างกระดูกมันปลิ้นออกมาเบียดเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวดร้าวลงขา
- ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม: ตามอายุที่มากขึ้น เหมือนฟันเฟืองที่เริ่มฝืด
- กระดูกสันหลังผิดรูป หรืออุบัติเหตุ: เช่น กระดูกร้าวหรือหัก
เช็กด่วน! 5 สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องมาพบหมอทันที
หากคุณมีอาการปวดหลังร่วมกับข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ อย่าซื้อยากินเอง และอย่ารอให้ถึงวันพรุ่งนี้ครับ:
- มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขา: เดินแล้วขาสั่น ทรงตัวไม่อยู่ หรือเท้าตก กระดกข้อเท้าไม่ได้
- คุมการขับถ่ายไม่ได้: อยู่ดีๆ ก็กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือรู้สึกชาบริเวณ "อานม้า" (รอบๆ ทวารหนักและอวัยวะเพศ)
- ปวดร้าวลงขาเหมือนไฟช็อต: ปวดจากหลังวิ่งผ่านก้นก้อยลงไปถึงน่องหรือเท้า
- มีไข้ร่วมกับปวดหลัง: หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ (เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเนื้องอก)
- ปวดไม่ลดลงเลยแม้จะพัก: นอนก็นิ่งๆ ก็ปวด ปวดจนสะดุ้งตื่นตอนกลางคืน
หมอตรวจอะไรบ้าง? กว่าจะรู้ว่าเป็นอะไร
หลายคนกลัวการมาโรงพยาบาลเพราะคิดว่าจะต้องถูกจับผ่าตัด แต่จริงๆ แล้วขั้นตอนการตรวจนั้นเรียบง่ายและเน้นความปลอดภัยครับ
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะทดสอบการยกขา (Straight Leg Raise Test) เพื่อดูว่าเส้นประสาทถูกกดทับไหม ตรวจกำลังกล้ามเนื้อ และการรับความรู้สึก
- การเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูกว่ายังเรียงตัวสวยไหม มีกระดูกงอกหรือกระดูกเสื่อมหรือไม่
- การตรวจ MRI: อันนี้เหมือนการ "ส่องกล้องขยาย" จะเห็นชัดเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นไปทับเส้นประสาทตรงไหน เส้นประสาทอักเสบหรือไม่ ซึ่งละเอียดกว่าการเอกซเรย์ทั่วไปมากครับ
แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด!
เชื่อไหมครับว่า คนไข้ปวดหลัง 90% หายได้โดย "ไม่ต้องผ่าตัด" หมอมักจะเริ่มจากวิธีที่นุ่มนวลที่สุดก่อนเสมอ
- ปรับพฤติกรรม: เลิกนั่งแช่นานๆ เปลี่ยนท่านั่ง ใช้เก้าอี้ที่มีหนุนหลัง และออกกำลังกายยืดเหยียด
- การใช้ยา: ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดการอักเสบในระยะแรก
- การฉีดยาโดยใช้ Passive Ultrasound: อันนี้เป็นเทคนิคที่หมอชอบมากครับ เพราะหมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยส่องเห็นจุดที่อักเสบหรือเส้นประสาทที่ถูกทับ แล้วส่งยาไปที่จุดนั้นโดยตรง แม่นยำ และปลอดภัยกว่าการฉีดแบบกะระยะ
- กายภาพบำบัด: การดึงหลัง การใช้ความร้อน หรือการสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง
- การผ่าตัด: จะทำก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตราย เช่น ขาอ่อนแรงชัดเจนเท่านั้นครับ
พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นซ้ำไหม?
โรคปวดหลังจากกล้ามเนื้อส่วนใหญ่หายขาดได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ครับ แต่ถ้าเป็นกลุ่มกระดูกเสื่อมหรือหมอนรองกระดูก อาจจะมีอาการเป็นๆ หายๆ ได้บ้าง สิ่งสำคัญคือ "การป้องกัน" ครับ ถ้าเราดูแลกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง และใช้งานหลังให้ถูกวิธี โอกาสที่จะกลับมาเจ็บหนักๆ ก็น้อยลงมาก
ข้อควรระวัง: หากปล่อยให้อาการปวดร้าวลงขาเรื้อรังนานเกินไป เส้นประสาทอาจเสียหายถาวรจนต่อให้ผ่าตัดทีหลัง ขาที่อ่อนแรงก็อาจจะไม่กลับมาเป็นปกติ 100% ดังนั้น "การตรวจพบเร็ว" คือหัวใจสำคัญครับ
สรุป
ปวดหลังส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อล้า ซึ่งพักและดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ แต่ถ้าเริ่มมีอาการ "ชา อ่อนแรง คุมขับถ่ายไม่ได้ หรือปวดร้าวลงขาชัดเจน" นั่นคือสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างภายในกำลังมีปัญหา ให้รีบมาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง อย่าปล่อยทิ้งไว้นะครับ เพราะกระดูกและเส้นประสาทของเรา...เปลี่ยนใหม่ไม่ได้เหมือนอะไหล่รถยนต์ครับ
หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที
"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #กระดูกสันหลังเสื่อม #ปวดหลังร้าวลงขา #กายภาพบำบัด #อาการปวด #หมอเก่ง #สุขภาพหลัง #ดูแลกระดูก #OfficeSyndrome
References
- Maher C, Underwood M, Buchbinder R. Non-specific low back pain. Lancet. 2017;389(10070):736-747.(สรุป: บทความวิชาการที่รวบรวมข้อมูลเรื่องอาการปวดหลังที่ไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด พร้อมแนวทางการรักษาที่เน้นการไม่ผ่าตัด)
- Jensen RK, et al. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019;367:l6273.(สรุป: อธิบายเรื่องอาการปวดร้าวลงขาหรือไซอาติก้า (Sciatica) แนวทางการตรวจวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้องตามหลักสากล)
- Foster NE, et al. Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. Lancet. 2018;391(10137):2368-2383.(สรุป: เน้นย้ำเรื่องการป้องกันและการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคปวดหลังเรื้อรัง)
- Knezevic NN, et al. Low back pain. Lancet. 2021;398(10294):78-92.(สรุป: ข้อมูลอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับพยาธิสภาพของโรคปวดหลังและการแยกแยะระหว่างปวดแบบปกติกับปวดแบบที่เป็นสัญญาณอันตราย)
- Qaseem A, et al. Noninvasive Treatments for Acute, Subacute, and Chronic Low Back Pain: A Clinical Practice Guideline From the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(7):514-530.(สรุป: แนวทางการรักษาปวดหลังโดยไม่ใช้การผ่าตัด เช่น การใช้ยา การออกกำลังกาย และการทำกายภาพบำบัด)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น