ปวดหลังนานแค่ไหนควรไปพบแพทย์? ทนกี่วันถึงเรียกว่าปกติ และเมื่อไรที่การรออาจทำให้รักษายากขึ้น
คนส่วนใหญ่เวลาปวดหลัง มักจะคิดว่า "เดี๋ยวนอนพักสักคืนก็คงหาย" หรือ "นวดหน่อยก็น่าจะดีขึ้น" ซึ่งในหลายๆ ครั้งมันก็หายจริงครับ แต่มีคนไข้ไม่น้อยเลยที่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนอาการที่ควรจะรักษาได้ง่ายๆ กลายเป็นเรื่องเรื้อรังที่ต้องใช้เวลารักษานานกว่าเดิมหลายเท่า วันนี้หมอจะมาเคลียร์ให้ชัดครับว่า เส้นแบ่งระหว่าง "ปวดปกติ" กับ "ปวดที่ต้องหาหมอ" อยู่ตรงไหนกันแน่
"ทนมา 3 เดือน จนเริ่มเดินกะเผลก" เรื่องเล่าจากความอดทนที่ผิดที่
หมอเคยเจอคนไข้คนหนึ่ง ชื่อคุณวินัย (นามสมมติ) อายุ 52 ปี คุณวินัยปวดหลังส่วนล่างมาตลอด 3 เดือนครับ แกบอกว่า "ผมไม่อยากกวนหมอ คิดว่าร่างกายมันซ่อมเองได้" แกใช้วิธีซื้อยาแก้ปวดมากินเองจนเริ่มกัดกระเพาะ พอมาถึงมือหมอ ปรากฏว่าเส้นประสาทถูกกดทับจนเริ่มมีการฝ่อตัวของกล้ามเนื้อขาไปบ้างแล้ว
คุณวินัยถามหมอด้วยความสงสัยว่า "ถ้าผมมาตั้งแต่เดือนแรก ผมจะหายเร็วกว่านี้ไหมครับหมอ?" คำตอบคือ "แน่นอนครับ" เพราะการรักษาในระยะเริ่มต้นเปรียบเหมือนการดับไฟตอนที่เพิ่งเริ่มไหม้ มันง่ายกว่าการมาดับตอนที่ไฟลามไปทั้งบ้านแล้วครับ
ปวดหลังแบบไหนที่ "รอได้" (ไม่อันตราย)
ถ้าคุณเพิ่งปวดหลังมาไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ โดยมีลักษณะดังนี้:
ปวดแบบตึงๆ เมื่อยๆ บริเวณกล้ามเนื้อ
อาการดีขึ้นเมื่อได้พัก หรือนอนราบ
ไม่มีอาการชารวมด้วย และไม่มีอาการปวดร้าวลงขา
ยังสามารถทำกิจวัตรประจำวัน เดินไปไหนมาไหนได้ปกติ
แบบนี้ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อล้าหรืออักเสบเฉียบพลันครับ การพักผ่อน ประคบอุ่น และปรับท่าทาง มักจะช่วยให้อาการหายไปได้เองในเวลาไม่นาน
ปวดหลังแบบไหนที่ "ต้องมาพบหมอ" (ห้ามรอเกิน 2 สัปดาห์)
หากคุณมีอาการปวดต่อเนื่องนานกว่า 2-4 สัปดาห์ แม้จะพักแล้วก็ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย หมอแนะนำว่าควรมาตรวจอย่างละเอียดครับ:
ปวดร้าว: ปวดจากหลังลามไปที่สะโพก หรือวิ่งลงไปตามขาจนถึงปลายนิ้วเท้า
ชาร่วมด้วย: รู้สึกยิบๆ เหมือนเหน็บชา หรือผิวหนังบริเวณขาเริ่มไม่ค่อยรู้สึก
ปวดตอนกลางคืน: นอนก็นิ่งๆ แล้วยังปวดจนสะดุ้งตื่น หรือปวดรุนแรงในท่าที่ไม่ควรจะปวด
กินยาแล้วไม่ดีขึ้น: ใช้ยาแก้ปวดพื้นฐานแล้วอาการยังทรงตัวหรือแย่ลง
สัญญาณเตือนภัย "ต้องมาหาหมอทันที" (ห้ามรอแม้แต่วันเดียว)
นี่คือกลุ่มอาการที่หมอถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉินทางโรคกระดูกและข้อครับ:
ขาอ่อนแรงชัดเจน: เดินแล้วเข่าทรุด เดินสะดุดบ่อย หรือยกปลายเท้าไม่ขึ้น
คุมการขับถ่ายไม่ได้: อยู่ดีๆ ก็กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่
ปวดหลังหลังจากอุบัติเหตุ: เช่น ตกที่สูง หรือรถชน (เสี่ยงกระดูกร้าวหรือหัก)
ปวดหลังพร้อมมีไข้: หรือน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
หมอจะตรวจอะไรให้คุณบ้าง?
ไม่ต้องกังวลว่ามาหาหมอแล้วจะโดนจับเอ็กซเรย์ชุดใหญ่ทันทีครับ หมอจะเริ่มจาก:
การสอบถามประวัติ: เพื่อดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตและลักษณะการปวด
การตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะทดสอบการขยับตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการตอบสนองของเส้นประสาท
การตรวจพิเศษ (ถ้าจำเป็น): หากหมอสงสัยเรื่องหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาท หมออาจแนะนำให้ทำ MRI เพื่อดูภาพที่ละเอียดกว่าเอ็กซเรย์ทั่วไป ทำให้เราเห็น "ต้นตอ" ของปัญหาที่แท้จริง
การรักษาและพยากรณ์โรค: ยิ่งเร็ว ยิ่งหายขาด
คนไข้ที่มาพบหมอภายในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกที่เริ่มมีอาการผิดปกติ มีโอกาสหายขาดสูงมากครับ และมักจะรักษาได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การใช้ยาเฉพาะจุด การทำกายภาพบำบัด หรือการใช้ Ultrasound ช่วยในการฉีดยาลดอักเสบที่ตรงจุดที่สุด
พยากรณ์โรคส่วนใหญ่ดีมากครับ แต่อาการอาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ท่านั่งทำงาน หรือการยกของหนัก ดังนั้นการมาหาหมอจึงไม่ใช่แค่เพื่อรักษาอาการปวด แต่เพื่อ "เรียนรู้วิธีป้องกัน" ไม่ให้กลับมาปวดซ้ำในอนาคตด้วยครับ
สรุป
ความอดทนเป็นเรื่องดีครับ แต่สำหรับอาการปวดหลัง "ความไว" สำคัญกว่า หากปวดนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการร้าว ชา อ่อนแรง อย่าลังเลที่จะมาปรึกษาหมอครับ เพราะการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้หลังของคุณกลับมาแข็งแรงและใช้งานได้ยาวๆ ไปอีกหลายสิบปีครับ
หากท่านมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลในบทความนี้ สามารถพูดคุยเพื่อขอคำแนะนำเบื้องต้นได้ครับ หมอยินดีให้ข้อมูลเพื่อให้ท่านสบายใจและรักษาได้อย่างทันท่วงที
"บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลัง #พบหมอเมื่อไร #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังเรื้อรัง #สัญญาณอันตราย #สุขภาพกระดูก #หมอเก่ง #รักษาอาการปวด #MRIหลัง #กายภาพบำบัด
References
Oliveira CB, et al. Clinical practice guidelines for the management of non-specific low back pain in primary care: an updated overview. Eur Spine J. 2018;27(11):2791-2803. (สรุป: แนวทางการรักษาปวดหลังในระดับปฐมภูมิที่ระบุชัดเจนว่าเมื่อไหร่ควรส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทาง)
Verhagen AP, et al. Red flags presented in current low back pain guidelines: a review. Eur Spine J. 2016;25(9):2788-2802. (สรุป: การรวบรวม "สัญญาณอันตราย" (Red Flags) ที่คนไข้และหมอต้องเฝ้าระวังเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง)
Traeger AJ, et al. Diagnosis and management of low back pain in primary care. CMAJ. 2017;189(45):E1386-E1395. (สรุป: คำแนะนำสำหรับการวินิจฉัยและจัดการอาการปวดหลังอย่างเหมาะสมตามระยะเวลาที่ปวด)
Stochkendahl MJ, et al. National Clinical Guidelines for non-surgical treatment of patients with recent onset low back pain or lumbar radiculopathy. Eur Spine J. 2018. (สรุป: แนวทางระดับชาติเรื่องการรักษาแบบไม่ผ่าตัดสำหรับคนไข้ที่เริ่มมีอาการปวดหลังไม่นาน)
Downie A, et al. Red flags to screen for malignancy and fracture in patients with low back pain: systematic review. BMJ. 2013;347:f7095. (สรุป: งานวิจัยที่วิเคราะห์ความแม่นยำของสัญญาณอันตรายต่างๆ ในการคัดกรองโรคที่รุนแรง)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น