ไอจนหลังพัง! เรื่องจริงของคุณแม่วัย 48 ที่แค่ไอแรง ๆ ครั้งเดียว ชีวิตเปลี่ยนจากเดินคล่องเป็นต้องหามส่งโรงพยาบาล เพราะ "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท"
“คุณหมอคะ แค่ไอเฉย ๆ ทำไมถึงปวดจนเดินไม่ได้ขนาดนี้?”
นี่คือประโยคแรกที่คุณนก (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ถามผมด้วยสีหน้าเหยเกขณะนั่งอยู่บนรถเข็น เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้ก็ใช้ชีวิตปกติ เป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานนาน ๆ มีอาการปวดหลังเมื่อย ๆ บ้างตามประสาคนวัยทำงาน
แต่วันเกิดเหตุ คุณนกมีอาการไอติดกันหลายครั้งเนื่องจากเป็นหวัด พอจังหวะที่ไอแรง ๆ ครั้งสุดท้าย เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่าง "กึก" ที่หลังส่วนล่าง ทันใดนั้นความปวดก็แล่นจี๊ดเหมือนไฟช็อตจากเอว ร้าวลงไปที่ขาซ้ายอย่างรวดเร็ว ปวดลึกเข้าไปในน่องจนขาชาและอ่อนแรงลงไปกองกับพื้นทันที
หลายคนอาจจะคิดว่า "แค่ไอเองนะ จะเป็นไปได้ยังไง?" ความจริงคือ การไอหรือจามแรง ๆ จะทำให้ความดันในช่องท้องและในโพรงกระดูกสันหลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วครับ เปรียบเหมือนเราบีบลูกโป่งที่ข้างในมีน้ำอยู่แรง ๆ ถ้าผนังลูกโป่งส่วนไหนบางอยู่แล้ว มันก็มีสิทธิ์ที่จะโป่งหรือแตกออกมาได้ทันที
ความจริงของ "หมอนรองกระดูก" ที่เราต้องรู้
ในกระดูกสันหลังของเราจะมี "หมอนรองกระดูก" วางคั่นอยู่ระหว่างข้อกระดูกครับ หน้าที่ของมันคือรับแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือกระโดด
ลองจินตนาการถึง "ขนมปังไส้ครีม" หรือ "เจลลี่" ก็ได้ครับ ตัวหมอนรองจะมีเปลือกหุ้มที่เหนียวเหมือนยางรถยนต์ และมีไส้ในที่นิ่มเหมือนยาสีฟัน เมื่ออายุเรามากขึ้น (อย่างในวัย 40-50 ปี) หรือจากการใช้งานหลังผิดท่ามานาน เปลือกที่เคยเหนียวจะเริ่มเปื่อยและมีรอยฉีกขาดเล็ก ๆ
พอคุณนกไอแรง ๆ ความดันที่เพิ่มขึ้นกะทันหันก็เหมือนการ "บีบ" ขนมปังจนไส้ครีมข้างในมัน "ปลิ้น" ออกมาทางรอยขาดนั้น แล้วไส้ที่ปลิ้นออกมานี้ดันไปกดทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างหลังพอดีครับ เส้นประสาทเส้นนี้ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปที่ขา เมื่อมันโดนเบียด ขาจึงมีอาการปวดร้าว ชา และอ่อนแรงเหมือนที่คุญนกเป็น
อาการแบบไหนที่เรียกว่า "อันตราย"
ไม่ใช่ทุกคนที่ปวดหลังจะเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นนะครับ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ ต้องรีบมาหาหมอทันที:
- ปวดร้าวจากเอวลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือน่อง (มักเป็นข้างเดียว)
- อาการปวดจะมากขึ้นเวลา ไอ จาม หรือเบ่งถ่าย
- มีอาการชาที่เท้า หรือนิ้วเท้า
- ขาอ่อนแรง เดินสะดุด หรือเขย่งเท้าไม่ได้
- อาการวิกฤต: กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ได้ (ถ้าเป็นแบบนี้ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมงครับ)
การตรวจวินิจฉัย: เห็นชัด ไม่ต้องเดา
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หมอจะเริ่มจากการตรวจร่างกายเบื้องต้นก่อนครับ เช่น การให้นอนหงายแล้วยกขาเหยียดตึง ถ้ามีหมอนรองกระดูกทับเส้นจริง คนไข้จะปวดจี๊ดจนยกขาได้ไม่สูง
- X-ray: ช่วยดูโครงสร้างกระดูกว่ามีกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อนไหม แต่จะไม่เห็นตัวหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา
- MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): นี่คือพระเอกครับ มันจะช่วยให้เราเห็นภาพ 3 มิติ เห็นชัดเจนเลยว่าหมอนรองกระดูกข้อไหนปลิ้นออกมา ปลิ้นออกมากี่มิลลิเมตร และกดทับเส้นประสาทเส้นไหนอยู่ เพื่อให้หมอวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ
แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด!
กว่า 80-90% ของคนไข้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ โดยหมอจะใช้การรักษาแบบเป็นขั้นตอน ดังนี้:
1. การปรับพฤติกรรมและพักผ่อน: ในช่วง 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน การนอนพักบนที่นอนที่นุ่มพอดีและรองรับสรีระช่วยได้มาก เลี่ยงการยกของหนักหรือก้มเงย
2. การใช้ยา: หมอจะจ่ายยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท และยาช่วยลดการทำงานของเส้นประสาทที่ไวเกินไป
3. การฉีดยาลดการอักเสบ (Epidural Steroid Injection): หากกินยาแล้วไม่ดีขึ้น หมอสามารถใช้เครื่อง Ultrasound ช่วยนำทางเพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปที่โพรงเส้นประสาทโดยตรง วิธีนี้แม่นยำมากเพราะเราเห็นปลายเข็มชัดเจน ช่วยลดอาการปวดได้รวดเร็วโดยไม่ต้องผ่าตัด
4. การผ่าตัด: หมอจะพิจารณาก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นแล้ว 6-12 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอ่อนแรงชัดเจนจนใช้ชีวิตไม่ได้ ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก (Endoscope) ซึ่งเจ็บน้อยและกลับบ้านได้ไวครับ
การดูแลตัวเองและพยากรณ์โรค
สำหรับคุณนก หลังจากที่หมอรักษาด้วยการให้ยาและทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี อาการปวดก็ค่อย ๆ ทุเลาลงครับ สิ่งสำคัญคือ "โรคนี้หายได้ แต่กลับมาเป็นใหม่ได้ถ้าไม่ระวัง"
เคล็ดลับการดูแลหลังหายดี:
- ลดน้ำหนัก: เพื่อลดภาระของกระดูกสันหลัง
- ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว: เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังทำหน้าที่เป็น "เฝือกธรรมชาติ" พยุงกระดูกสันหลังไว้
- ท่าทางที่ถูกต้อง: เวลาก้มเก็บของให้ใช้การย่อเข่าแทนการก้มหลัง และเวลาจะไอหรือจาม ให้เอามือยันเข่าหรือโต๊ะไว้เพื่อลดแรงกระแทกที่หลัง
สรุป
อาการปวดหลังร้าวลงขาจากการไอหรือจาม ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนเกินไปครับ หากเรารู้ตัวเร็ว ตรวจวินิจฉัยได้แม่นยำ และรักษาอย่างเหมาะสม เราก็จะสามารถกลับมาเดินคล่องและใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนเดิม
หากท่านใดมีข้อสงสัย หรือมีความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับแนวทางการรักษา หมยินดีรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้ครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดร้าวลงขา #ไอแล้วปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #หมอเก่ง #รักษาไม่ต้องผ่าตัด #สุขภาพผู้สูงอายุ #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดน่อง
References
- Amin RM, et al. (2020). Lumbar Disc Herniation. Current reviews in musculoskeletal medicine. (สรุป: อธิบายกลไกการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทและการรักษาเบื้องต้นในปัจจุบัน)
- Dydyk AM, et al. (2023). Lumbar Disc Herniation. StatPearls Publishing. (สรุป: ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการตรวจร่างกายและการวินิจฉัยโรคอย่างเป็นระบบ)
- Kreiner DS, et al. (2020). Clinical Guideline for Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation. The Spine Journal. (สรุป: แนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐานระดับสากล)
- Jordan J, et al. (2021). Herniated lumbar disc. BMJ Clinical Evidence. (สรุป: การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยาและการทำกายภาพบำบัด)
- Suri P, et al. (2022). Nonsurgical management of lumbar disc herniation. UpToDate. (สรุป: เน้นวิธีการรักษาโดยไม่ผ่าตัดและการใช้ยาเพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น