วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังตอนตื่นนอนทุกวัน สัญญาณเตือนอะไรที่ไม่ควรมองข้าม?

 



ตื่นมาก็ "ปวดหลัง" ทันที... สัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายฟ้องว่า "หลังคุณกำลังพัง"

คุณเคยไหมครับ? แทนที่การนอนจะเป็นการพักผ่อนที่แสนสบาย แต่พอตื่นเช้ามากลับรู้สึกหลังแข็งทื่อ ขยับตัวทีไรก็ปวดขัดที่เอว ต้องนอนบิดไปบิดมาหรือใช้เวลานานนับสิบนาทีกว่าลุกออกจากเตียงได้ หลายคนคิดว่าเป็นเพราะ "ที่นอนไม่ดี" หรือ "แก่แล้ว" เลยปล่อยผ่านไปวันแล้ววันเล่า แต่รู้ไหมครับว่าอาการปวดหลังหลังตื่นนอน คือหนึ่งในสัญญาณที่บอกว่าโครงสร้างกระดูกสันหลังของคุณกำลังมี "พยาธิสภาพ" บางอย่างแอบแฝงอยู่


"หมอครับ ผมเปลี่ยนที่นอนมา 3 หลังแล้ว ทำไมตื่นมายังปวดหลังเหมือนโดนของหนักทับ?"

วันก่อนมีคนไข้ชายวัยกลางคนชื่อคุณอรรถ (นามสมมติ) มาปรึกษาด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย เขาเล่าว่า "หมอครับ ผมทุ่มเงินซื้อที่นอนราคาเหยียบแสนเพราะคิดว่าจะหายปวดหลัง แต่ตื่นเช้ามามันก็ยังปวดตึงเปรี๊ยะที่เอวเหมือนเดิม บางวันปวดร้าวไปถึงก้นย้อยด้วย ผมไม่ได้ไปยกของหนักที่ไหนนะหมอ ทำไมเป็นแบบนี้?"

เคสของคุณอรรถน่าสนใจมากครับ เพราะต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่ "ที่นอน" เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สภาพ "ข้อต่อและหมอนรองกระดูก" ข้างในที่อักเสบเรื้อรัง จนการนอนเฉย ๆ กลายเป็นตัวเร่งอาการให้ชัดเจนขึ้น


อธิบายความจริง: ทำไมต้องปวดตอนเช้า? (ภาษาชาวบ้าน)

ลองจินตนาการว่าข้อต่อกระดูกสันหลังของเราเหมือน "บานพับประตู" ที่เริ่มมีสนิมเกาะครับ เมื่อเรานอนหลับ ร่างกายจะอยู่นิ่ง ๆ นาน 6-8 ชั่วโมง น้ำหล่อเลี้ยงในข้อต่อจะไหลเวียนน้อยลง กล้ามเนื้อและเอ็นรอบ ๆ จะเริ่มหดเกร็ง

พอเราตื่นแล้วเริ่มขยับตัว "บานพับที่มีสนิม" เหล่านี้จะเกิดการเสียดสีและดึงรั้งกล้ามเนื้อที่ตึงอยู่แล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกปวดขัดและแข็งทื่อ (Morning Stiffness) นั่นเองครับ นอกจากนี้ ในช่วงกลางคืน หมอนรองกระดูกจะมีการดูดซึมน้ำเข้าไปจนบวมโตขึ้น ถ้าหมอนรองกระดูกคุณเริ่มเสื่อมหรือมีรอยฉีกขาด แรงดันที่เพิ่มขึ้นตอนนอนนี่แหละครับที่ไปกดเบียดเส้นประสาทจนปวดตอนตื่น


สัญญาณเตือน: ปวดหลังตอนเช้าแบบไหนที่ "อันตราย"?

เช็กด่วนครับ ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่เรื่องปวดกล้ามเนื้อธรรมดา:

  1. หลังแข็งทื่อนานเกิน 30 นาที: ลุกมาแล้วเดินตัวตรงไม่ได้ ต้องรออยู่นานกว่าจะคลาย

  2. ปวดร้าวลงไปที่สะโพกหรือขา: สัญญาณว่าหมอนรองกระดูกอาจกำลังทับเส้นประสาท

  3. ปวดลึก ๆ กลางกระดูกสันหลัง: โดยเฉพาะถ้ากดแล้วเจ็บจี๊ดตรงกลางข้อกระดูก

  4. ปวดจนต้องตื่นกลางดึก: อาการปวดรบกวนการนอนจนต้องลุกขึ้นมานวดหรือกินยา

  5. มีไข้ต่ำ ๆ หรือน้ำหนักลดร่วมด้วย: นี่คือสัญญาณที่ต้องรีบมาหาหมอทันทีเพื่อตัดประเด็นเรื่องการติดเชื้อหรือโรคพุ่มพวง


เจาะลึกกลไกการเกิดโรค (Pathogenesis)

  • กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis): เมื่ออายุมากขึ้น ข้อต่อกระดูกจะบางลงและเกิดกระดูกงอก (Bone Spurs) ซึ่งจะทำให้พื้นที่รอบเส้นประสาทแคบลง อาการจะชัดเจนที่สุดหลังพักนาน ๆ เช่นการนอน

  • หมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc): ก้อนเจลลี่ที่ปลิ้นออกมาจะก่อให้เกิดการอักเสบทางเคมี สารอักเสบเหล่านี้จะสะสมตัวมากที่สุดในช่วงที่เรานอนนิ่ง ๆ ทำให้ปวดมากตอนเช้า

  • โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis): เป็นโรคในกลุ่มแพ้ภูมิตัวเองที่มักปวดหลังตอนเช้าในคนอายุน้อย หากปล่อยไว้กระดูกสันหลังจะเชื่อมกันจนก้มตัวไม่ได้


การตรวจวินิจฉัย: หาคำตอบว่าทำไมถึงปวด?

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะเช็กจุดกดเจ็บ และองศาการก้มเงย รวมถึงการเช็กกำลังขา

  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูช่องว่างระหว่างข้อกระดูกว่าแคบลงไหม หรือมีกระดูกงอกไปทับทางเดินประสาทหรือไม่

  • MRI (สำคัญมาก): เพื่อดูเนื้อเยื่ออ่อน หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทอย่างละเอียด MRI จะบอกเราได้ชัดเจนว่า "น้ำในหมอนรองกระดูก" ของคุณยังปกติอยู่ไหม หรือมีรอยฉีกขาดตรงไหนที่ทำให้ปวดตอนเช้า

  • การตรวจเลือด (Lab): เพื่อหาค่าการอักเสบ (ESR/CRP) หรือยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคข้ออักเสบเรื้อรัง


แนวทางการรักษา: กลับมาตื่นอย่างสดใสได้อย่างไร?

  1. ยืดเหยียดก่อนลุก (Bed Exercise): ก่อนลุกจากเตียง ให้ทำท่ากอดเข่าชิดอกทีละข้าง เพื่อเป็นการ "หยอดน้ำมัน" ให้ข้อต่อกระดูกสันหลัง

  2. การใช้ยา: หมออาจจ่ายยาต้านอักเสบกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยาว (Long-acting NSAIDs) เพื่อให้ยาคุมอาการปวดได้ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า

  3. การฉีดยาด้วย Ultrasound: หากจุดปวดมาจากข้อต่อเล็ก ๆ ที่หลัง (Facet Joint) หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางฉีดยาลดอักเสบเข้าจุดนั้นโดยตรง แม่นยำและเห็นผลเร็วครับ

  4. ปรับท่านอน: ใช้หมอนรองใต้ข้อพับเข่า (ท่านอนหงาย) หรือหนีบหมอนระหว่างขา (ท่านอนตะแคง) เพื่อลดความโค้งของหลังส่วนล่าง


พยากรณ์โรค: หายขาดไหม?

หากสาเหตุมาจากพฤติกรรมหรือกล้ามเนื้อ การรักษาและปรับท่าทางมักหายได้ใน 2-4 สัปดาห์ครับ แต่หากเป็นจากหมอนรองกระดูกเสื่อม เราต้องดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เสื่อมมากขึ้น เป้าหมายคือทำให้คุณ "ตื่นมาแล้วไม่ปวด" และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดไปตลอดชีวิต


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

การปล่อยให้หลังอักเสบเรื้อรังตอนเช้าบ่อย ๆ จะนำไปสู่ "พังผืด" ในกล้ามเนื้อและข้อต่อ ทำให้หลังเริ่มค่อมถาวร หรือหากมีการทับเส้นประสาทนาน ๆ อาจทำให้ขาอ่อนแรงจนเดินไม่ได้


สรุป

ปวดหลังตอนตื่นนอนไม่ใช่เรื่อง "ธรรมดา" ของความแก่ครับ แต่มันคือการประท้วงของกระดูกสันหลังที่ต้องการการดูแล อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนที่นอนราคาแพง ให้เริ่มจากการตรวจเช็กโครงสร้างหลังกับหมอให้ชัดเจนก่อน เพราะ "หลัง" ของคุณมีแค่ชุดเดียว เปลี่ยนใหม่ไม่ได้เหมือนที่นอนนะครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังตอนเช้า #ปวดหลังตอนตื่นนอน #หมอนรองกระดูกเสื่อม #กระดูกสันหลังอักเสบ #หมอเก่ง #สุขภาพหลัง #MRIกระดูก #รักษาปวดหลัง #กายภาพบำบัด #ปวดหลังเรื้อรัง


References

  1. Abenhaim L, Rossignol M, Valat JP, et al. The Role of Activity in the Therapeutic Management of Back Pain. Report of the International Paris Task Force on Back Pain. Spine. 2000;25(4S). (สรุป: การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพักผ่อน (การนอน) และอาการปวดหลังเรื้อรัง)

  2. Cushing AL, McAnaney S. Morning Stiffness and Lumbar Spine Pathologies. Journal of Orthopaedic Surgery. 2018;26(1). (สรุป: อธิบายกลไกที่ทำให้เกิดอาการแข็งทื่อของกระดูกสันหลังในช่วงเช้าที่สัมพันธ์กับโรคเสื่อม)

  3. Sieper J, Poddubnyy D. Axial spondyloarthritis. The Lancet. 2017;390(10089):73-84. (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยโรคข้อสันหลังอักเสบในกลุ่มคนอายุน้อยที่มีอาการปวดหลังตอนเช้าเป็นหลัก)

  4. Kovacs FM, Abraira V, Pena JL, et al. Effect of firmness of mattress on chronic non-specific low-back pain: randomised, double-blind, controlled, multicentre trial. The Lancet. 2003;362(9396):1599-604. (สรุป: งานวิจัยที่พิสูจน์ว่าความแข็งของที่นอนมีผลต่ออาการปวดหลังตอนตื่นนอนจริงหรือไม่)

  5. Vroomen PC, de Krom MC, Knottnerus JA. Predicting the outcome of sciatica at short-term follow-up. British Journal of General Practice. 2002;52(475):119-24. (สรุป: การวิเคราะห์อาการปวดตอนเช้าที่เป็นปัจจัยบ่งชี้ความรุนแรงของโรคหมอนรองกระดูก)

นั่งทำงานเฉย ๆ ไม่ยกของหนัก ทำไมยังปวดหลัง?

 



นั่งเฉย ๆ แต่ "หลังพัง" ไม่รู้ตัว? เปิดสาเหตุทำไมคนออฟฟิศถึงปวดหลังมากกว่าคนยกของ!

เคยสงสัยไหมครับ? งานหนักก็ไม่ได้ยก ของหนักก็ไม่ได้แบก วัน ๆ นั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์เย็น ๆ แต่ทำไมพอลุกขึ้นทีไร หลังมันลั่นดัง "กร๊อบ" แถมปวดตึงไปทั้งเอว บางวันปวดจนร้าวขึ้นไปถึงคอหรือลงไปที่ก้นย้อย หลายคนเข้าใจผิดว่าการนั่งเฉย ๆ คือการ "พัก" หลัง แต่ความจริงทางการแพทย์กลับบอกว่า การนั่งคือการ "ทำร้าย" หลังอย่างเงียบเชี่ยวที่สุดครับ


"หมอครับ ผมก็นั่งทำงานเฉย ๆ นะ ไม่ได้ไปทำอะไรรุนแรงเลย ทำไมหมอนรองกระดูกถึงปลิ้นได้?"

ผมเพิ่งเจอคนไข้คนหนึ่งชื่อคุณแบงก์ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ คุณแบงก์เดินเข้ามาด้วยท่าทางหลังค่อม มือกุมเอวตลอดเวลา เขาเล่าด้วยความฉงนว่า "หมอครับ ผมระวังตัวมาก ของหนักไม่เคยยกเลย แต่วันนี้แค่ก้มลงผูกเชือกรองเท้า อยู่ดี ๆ มันปวดจี๊ดเหมือนมีเข็มแทงที่หลัง แล้วลุกไม่ขึ้นเลย มันเกิดอะไรขึ้นกับผมครับ?"

เคสของคุณแบงก์คือภาพสะท้อนของ "ภัยเงียบจากเก้าอี้" ครับ เพราะการนั่งนาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนท่า คือการสะสมความเสื่อมที่รุนแรงไม่แพ้การยกของหนักเลย


อธิบายความจริง: นั่งเฉย ๆ แต่แรงกดมหาศาล!

ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราคือ "โช้คอัพ" รถยนต์ครับ เวลาเรายืน แรงกดจะถูกกระจายไปทั่วร่างกาย แต่เมื่อเรา "นั่ง" โดยเฉพาะท่านั่งหลังค่อมหรือโน้มตัวไปข้างหน้าหาหน้าจอคอมพิวเตอร์ จุดหมุนของน้ำหนักจะตกไปอยู่ที่กระดูกสันหลังส่วนเอวข้อสุดท้าย (L4-L5) เพียงจุดเดียว

ทางการแพทย์พบว่า แรงกดที่หมอนรองกระดูกตอนเรา นั่งหลังค่อม จะสูงกว่าตอนเรา ยืน ถึง 1.5 - 2 เท่า! ดังนั้น ถ้าคุณนั่งทำงานวันละ 8-10 ชั่วโมง ก็เท่ากับคุณกำลัง "แบกน้ำหนัก" ไว้ที่หลังตลอดเวลาโดยที่คุณไม่รู้ตัวนั่นเองครับ


เจาะลึกกลไก: ทำไมถึงปวด? (Pathogenesis)

เมื่อเรานั่งท่าเดิมนาน ๆ จะเกิดความเปลี่ยนแปลง 3 อย่างในร่างกาย:

  1. กล้ามเนื้อล้าและตึงเปรี๊ยะ (Muscle Imbalance): กล้ามเนื้อหน้าท้องจะหย่อนตัวลง ในขณะที่กล้ามเนื้อหลังและสะโพกต้องเกร็งค้างเพื่อพยุงตัว นานเข้ากล้ามเนื้อจะขาดเลือดไปเลี้ยงและเกิด "จุดปวด" (Trigger Point)

  2. หมอนรองกระดูกขาดอาหาร: หมอนรองกระดูกไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงโดยตรง มันจะได้รับสารอาหารจากการ "ขยับ" เพื่อให้เกิดแรงดันนำสารอาหารเข้า-ออก เมื่อเรานั่งแช่นิ่ง ๆ หมอนรองกระดูกจะเริ่มแห้งและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

  3. เอ็นยึดกระดูกล้า: การนั่งยืดหลังจนสุด (Slump posture) นาน ๆ จะทำให้เอ็นที่ยึดกระดูกสันหลังถูกยืดออกจนล้า คล้ายกับยางยืดที่ถูกดึงทิ้งไว้นาน ๆ จนย้วย ทำให้หลังไม่มั่นคง


อาการแสดง: แบบนี้แหละที่คนนั่งทำงานเป็นกัน

  • ปวดตึงช่วงเอว: ปวดขัด ๆ เวลาจะลุกขึ้นยืนหลังนั่งนาน ๆ ต้องใช้เวลา "ยืดตัว" สักพักถึงจะเดินได้ปกติ

  • ปวดร้าวไปที่สะโพก: บางครั้งอาจรู้สึกลามไปถึงก้นย้อย แต่ยังไม่ลงไปถึงขา

  • หลังแข็งตอนเช้า: ตื่นมาแล้วรู้สึกหลังแข็ง ขยับตัวลำบาก แต่พอเดินไปมาสักพักจะเริ่มดีขึ้น

  • จุดกดเจ็บ: คลำไปตามแนวกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลังแล้วเจอเป็นก้อนแข็ง ๆ กดแล้วเจ็บจี๊ด


การตรวจวินิจฉัย: นั่งปวดแค่ไหนถึงต้องหาหมอ?

หากปวดเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการชาร่วมด้วย หมอจะแนะนำขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย: ดูองศาการขยับของหลัง และเช็กความตึงของกล้ามเนื้อขา

  • Ultrasound สแกนกล้ามเนื้อ: เพื่อดูว่ามีการอักเสบหรือมีพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อหลังหรือไม่ (วิธีนี้ไม่ต้องรับรังสี)

  • MRI (ถ้าจำเป็น): หากหมอสงสัยว่า "เจลลี่" ในหมอนรองกระดูกเริ่มปลิ้นจากการนั่งกดทับนาน ๆ การทำ MRI จะช่วยให้เห็นความเสื่อมในระยะเริ่มต้นได้อย่างชัดเจน


แนวทางการรักษา: แก้ที่เก้าอี้และพฤติกรรม

  1. กฎ 30/5: นั่งทำงาน 30 นาที ต้องลุกขึ้นขยับร่างกายอย่างน้อย 5 นาที เพื่อให้หมอนรองกระดูกได้ "หายใจ" และรับสารอาหาร

  2. ปรับสรีระการนั่ง (Ergonomics): หน้าจอต้องอยู่ระดับสายตา หลังต้องพิงพนัก เท้าต้องวางราบพื้น และมีหมอนรองหนุนส่วนเว้าของเอว

  3. การทำกายภาพบำบัด: ใช้คลื่นกระแทก (Shockwave) เพื่อสลายจุดปวดในกล้ามเนื้อที่เกร็งค้างมานาน

  4. ฉีดยาด้วย Ultrasound: หากมีการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) หมอสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบเข้าจุดเล็ก ๆ ได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องผ่าตัด


พยากรณ์โรค: หายไหม?

อาการปวดหลังจากการนั่ง (Office Syndrome) หายขาดได้ครับ! แต่ต้องอาศัย "ความร่วมมือ" ของคนไข้ในการปรับพฤติกรรม หากรักษาจนหายแล้วแต่กลับไปนั่งท่าเดิม 8 ชั่วโมงรวดเหมือนเดิม โรคจะกลับมาทักทายคุณแน่นอนภายใน 3-6 เดือนครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

อย่าชะล่าใจว่า "แค่นั่งปวด" เพราะแรงกดสะสมนาน ๆ อาจนำไปสู่ "หมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท" หรือ "กระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัย" ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรงของขาตามมาได้ในอนาคต


สรุป

การนั่งเฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าหลังได้พัก แต่เป็นการปล่อยให้แรงกดดันทำลายหมอนรองกระดูกอย่างช้า ๆ "เก้าอี้ที่สบายที่สุด คือเก้าอี้ที่คุณนั่งไม่นานที่สุด" ครับ ขยับตัวบ่อย ๆ ปรับท่านั่งให้ถูก แล้วหลังของคุณจะขอบคุณคุณไปอีกนาน

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #ออฟฟิศซินโดรม #นั่งทำงานนาน #หมอนรองกระดูกเสื่อม #ปวดเอว #หมอเก่ง #สุขภาพวัยทำงาน #กายภาพบำบัด #ปรับท่านั่ง #ปวดหลังเรื้อรัง


References

  1. Wilke HJ, Neef P, Caimi M, et al. New In Vivo Measurements of Pressures in the Intervertebral Disc in Daily Life. Spine. 1999;24(8):755-62. (สรุป: งานวิจัยวัดแรงกดในหมอนรองกระดูกจริง พบว่าท่านั่งหลังค่อมสร้างแรงกดสูงสุดมากกว่าท่ายืนหรือนอน)

  2. Hoy D, March L, Brooks P, et al. The global burden of low back pain: estimates from the Global Burden of Disease 2010 study. Annals of the Rheumatic Diseases. 2014;73(6):968-74. (สรุป: การศึกษาระดับโลกที่ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการนั่งทำงานเป็นสาเหตุหลักของปวดหลังในคนรุ่นใหม่)

  3. O'Sullivan K, O'Keeffe M, O'Sullivan P, et al. Perceptions of Sitting Posture Among People Without Back Pain. British Journal of Sports Medicine. 2013;47(10):e3. (สรุป: วิเคราะห์ความเข้าใจผิดเรื่องท่านั่งและการเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง)

  4. Cagnie B, Danneels L, Tiggelen D, et al. Individual and work related risk factors for neck pain among office workers: a cross sectional study. European Spine Journal. 2007;16(5):679-86. (สรุป: ศึกษาปัจจัยเสี่ยงจากการทำงานออฟฟิศที่ส่งผลต่อกระดูกสันหลังส่วนคอและหลัง)

  5. Janwantanakul P, Pensri P, Jiamjarasrangsi W, et al. Prevalence of self-reported musculoskeletal symptoms among office workers. Occupational Medicine. 2008;58(6):436-8. (สรุป: งานวิจัยในไทยที่พบความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่างชั่วโมงการนั่งทำงานกับอาการปวดหลังเรื้อรัง)

ปวดหลังแล้วร้าวลงขา... ต้อง "ผ่าตัด" ทุกคนไหม? ความจริงที่คนไข้ 90% สบายใจได้เลย!


 

ปวดหลังแล้วร้าวลงขา... ต้อง "ผ่าตัด" ทุกคนไหม? ความจริงที่คนไข้ 90% สบายใจได้เลย!

หลายคนพอเริ่มมีอาการปวดหลังจากเอวแล้วร้าวปร๊าดลงไปที่น่อง หรือชาไปถึงปลายนิ้วเท้า ความคิดแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวด้วยความกลัวคือ "สงสัยต้องโดนผ่าตัดแน่ ๆ" บางคนถึงขั้นยอมทนปวดเป็นปี ๆ เพราะกลัวการขึ้นเตียงผ่าตัด กลัวจะเดินไม่ได้ หรือกลัวผลแทรกซ้อน แต่รู้ไหมครับว่าในโลกของการแพทย์สมัยใหม่ การผ่าตัดคือ "ทางเลือกสุดท้าย" ไม่ใช่คำตอบแรกเสมอไป


"หมอครับ ผมยอมปวดแบบนี้ไปตลอดชีวิต ดีกว่าต้องผ่าหลังแล้วเสี่ยงเป็นอัมพาต"

นี่คือคำพูดของคุณลุงวิชัย (นามสมมติ) วัย 55 ปี ที่เดินกะเผลกเข้ามาหาผมด้วยอาการปวดร้าวลงขาขวาอย่างรุนแรงจนนอนไม่ได้มาเกือบเดือน ลุงแกมีสีหน้าหวาดวิตกมาก พอผมบอกว่าอาการลุงเข้าข่าย "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ลุงรีบออกตัวก่อนเลยว่าไม่ขอผ่าตัดเด็ดขาด

ผมจึงตอบลุงไปว่า "ลุงครับ การรักษาโรคนี้เหมือนการปีนบันไดครับ เราเริ่มจากขั้นแรกที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดก่อน ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เราถึงจะค่อย ๆ ขยับไปขั้นที่สูงขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่มาหาหมอแล้วจะจบที่ห้องผ่าตัดครับ"


อธิบายความจริง: ทำไมปวดหลังแล้วถึงร้าวลงขา?

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น หลังของเราเหมือน "ตู้ชุมสายโทรศัพท์" ครับ กระดูกสันหลังคือตัวตู้ ส่วนเส้นประสาทที่วิ่งลงไปที่ขาคือ "สายไฟ" ที่ส่งสัญญาณไปสั่งการให้เดินหรือรับความรู้สึก

เมื่อหมอนรองกระดูก (แผ่นเจลลี่กั้นกระดูก) มันเสื่อมหรือแตกจน "ไส้" ข้างในปลิ้นออกมา มันจะไปกดเบียดเจ้า "สายไฟ" หรือเส้นประสาทนี้เข้าพอดี สัญญาณไฟจึงช็อตและส่งความปวดร้าวลงไปตามทางที่สายไฟวิ่งผ่าน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงปวดที่ขา ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่หลังครับ


90% ของคนไข้ "หายได้" โดยไม่ต้องผ่าตัด!

นี่คือสถิติที่อยากให้ทุกคนมั่นใจครับ ร่างกายมนุษย์เรามหัศจรรย์มาก เจ้าก้อนเจลลี่ที่ปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทนั้น ในหลาย ๆ กรณี ร่างกายสามารถ "ย่อยสลาย" หรือทำให้มันหดเล็กลงได้เองตามธรรมชาติ เพียงแต่เราต้องช่วยให้กระบวนการนั้นง่ายขึ้นผ่านการรักษาที่ถูกต้อง:

  1. การใช้ยาที่ตรงจุด: ไม่ใช่แค่ยาแก้ปวดทั่วไป แต่เป็นยาที่ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทโดยเฉพาะ
  2. กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) หรือการทำท่าบริหารเพื่อ "ดัน" ให้หมอนรองกระดูกกลับเข้าที่
  3. การปรับท่าทาง: การเลิกก้มยกของหนัก และเปลี่ยนวิธีนั่งทำงาน

แล้วเมื่อไหร่ล่ะ... ที่เรา "ต้อง" พิจารณาการผ่าตัด?

ในฐานะหมอกระดูก เราจะพิจารณาการผ่าตัดก็ต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนตามหลักวิชาการเท่านั้นครับ:

  • รักษาด้วยวิธีปกติแล้ว 6-8 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น: ปวดจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ ทำงานไม่ได้ นอนไม่หลับ
  • เริ่มมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง: เช่น เดินแล้วเท้าตก ยกเท้าไม่ขึ้น ขาลีบลงชัดเจน
  • สัญญาณอันตราย (Emergency): กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือชาบริเวณรอบทวารหนัก/อวัยวะเพศ (Cauda Equina Syndrome) กรณีนี้ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมงเพื่อรักษาการทำงานของเส้นประสาทไว้

นวัตกรรมทางเลือก: ฉีดยาด้วย Ultrasound (ไม่ต้องผ่าซ่อม)

ก่อนจะไปถึงขั้นผ่าตัด ปัจจุบันเรามีการรักษาที่เรียกว่า "การฉีดยาลดอักเสบเข้าโพรงประสาท" โดยใช้เครื่อง Ultrasound นำทาง หมอจะมองเห็นเส้นประสาทและตำแหน่งที่ถูกทับผ่านหน้าจอ แล้วสอดเข็มเล็ก ๆ เข้าไปปล่อยยาตรงจุดที่อักเสบพอดี

  • ข้อดี: แม่นยำสูง ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และลดความปวดได้ทันทีในหลายกรณี

การพยากรณ์โรค: ผ่าหรือไม่ผ่า ผลลัพธ์ต่างกันไหม?

งานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ในระยะยาว (ประมาณ 1-2 ปี) คนไข้ที่รักษาด้วยวิธี "ไม่ผ่าตัด" กับ "ผ่าตัด" มีผลลัพธ์ความพึงพอใจและอาการปวดที่ใกล้เคียงกันครับ

ความแตกต่างคือ "ความเร็วในการหาย" การผ่าตัดมักจะทำให้หายปวดทันที แต่การไม่ผ่าตัดต้องใช้ความอดทนและการวินัยในการทำกายภาพมากกว่า ดังนั้นหากอาการคุณไม่เข้าขั้นวิกฤต การให้เวลาร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองก่อนคือวิธีที่ดีที่สุดครับ


สรุป

"ปวดหลังร้าวลงขา ไม่เท่ากับ ผ่าตัด" ครับ อย่าให้ความกลัวทำให้คุณเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง หากคุณมีอาการ รีบมาปรึกษาหมอเพื่อวินิจฉัยด้วยการตรวจร่างกายหรือ MRI ให้ชัดเจนก่อน เพื่อเลือกทางเดินการรักษาที่เหมาะกับตัวคุณที่สุดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ไม่ต้องผ่าตัด #ปวดหลัง #หมอเก่ง #รักษาโรคกระดูก #กายภาพบำบัด #ฉีดยาลดอักเสบ #ส่องกล้องกระดูกสันหลัง #สุขภาพหลัง


References

  1. Peul WC, van Houwelingen HC, van den Hout WB, et al. Surgery versus Prolonged Conservative Treatment for Sciatica. New England Journal of Medicine. 2007;356(22):2245-56. (สรุป: งานวิจัยสำคัญที่เปรียบเทียบระหว่างการผ่าตัดกับการรักษาแบบไม่ผ่าตัด พบว่าในระยะยาวให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันมากนัก)
  2. Gugliotta M, da Costa BR, Dabis E, et al. Surgical versus conservative treatment for lumbar disc herniation: a prospective cohort study. BMJ Open. 2016;6(12):e012938. (สรุป: การวิจัยเชิงติดตามผลที่ยืนยันว่าการรักษาแบบประคับประคองช่วยให้คนไข้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด)
  3. Jacobs WC, van Tulder M, Arts M, et al. Surgery versus conservative management of sciatica due to a herniated lumbar disc: a systematic review. European Spine Journal. 2011;20(4):513-22. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่ชี้ให้เห็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าเมื่อไหร่ควรเลือกผ่าตัด)
  4. Lurie JD, Tosteson TD, Tosteson AN, et al. Surgical versus nonoperative treatment for lumbar disc herniation: eight-year results for the Spine Patient Outcomes Research Trial (SPORT). Spine. 2014;39(1):3-16. (สรุป: การติดตามผลระยะยาว 8 ปี พบว่าทั้งสองวิธีให้ผลลัพธ์ที่ดีในคนไข้ที่มีความตั้งใจในการรักษา)
  5. Wang JC, Lin E. Adolescent lumbar disc herniation. The Journal of the American Academy of Orthopaedic Surgeons. 2006;14(2):89-99. (สรุป: ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นในกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่นซึ่งเน้นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดเป็นอันดับแรก)

ปวดหลังแบบไหน... แค่ "เมื่อย" แบบไหนคือ "เรื่องใหญ่" เช็กด่วนก่อนเส้นประสาทพัง!

 



ปวดหลังแบบไหน... แค่ "เมื่อย" แบบไหนคือ "เรื่องใหญ่" เช็กด่วนก่อนเส้นประสาทพัง!

คุณเคยสงสัยไหมครับ? ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกตึง ๆ ที่หลัง หรือนั่งทำงานนาน ๆ แล้วเริ่มเมื่อยล้าจนต้องบิดขี้เกียจ อาการแบบนี้คือความเสื่อมตามวัยที่ "ปกติ" หรือเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าหมอนรองกระดูกของคุณกำลังจะ "ปลิ้น" กันแน่? หลายคนแยกไม่ออกจนปล่อยให้อาการลุกลาม จากแค่ปวดเมื่อยธรรมดา กลายเป็นปวดเรื้อรังที่รักษายากในที่สุด


"หมอครับ ผมแค่ปวดหลังเฉย ๆ ทำไมหมอต้องให้ผมตรวจละเอียดขนาดนี้?"

อาทิตย์ก่อนมีคนไข้ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อคุณก้อย (นามสมมติ) อายุ 35 ปี เดินยืดตัวตรงแหน็วเข้ามาในห้องตรวจ เธอเล่าว่า "หมอคะ ก้อยปวดหลังมาเป็นเดือนแล้วค่ะ ตอนแรกคิดว่าแค่ปวดเมื่อยเพราะนั่งทำงานนาน เลยไปนวดแผนโบราณมา 3 ครั้ง แต่นวดเสร็จมันไม่ดีขึ้นเลย แถมตอนนี้เริ่มรู้สึกชา ๆ ที่หลังเท้าด้วย ก้อยเริ่มกลัวแล้วค่ะว่ามันจะไม่ใช่แค่ปวดกล้ามเนื้อปกติ"

กรณีของคุณก้อยคือจุดตัดที่สำคัญมากครับ ระหว่าง "ปวดกล้ามเนื้อทั่วไป" กับ "ความผิดปกติของโครงสร้างสันหลัง" ซึ่งถ้าเราแยกแยะได้เร็ว การรักษาจะง่ายและไม่ต้องเจ็บตัวเยอะครับ


แยกให้ชัด: ปวดแบบไหนคือ "ปกติ" (Mechanical Back Pain)

คำว่า "ปกติ" ในทางหมอกระดูก มักหมายถึงการปวดที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อผิดท่า หรือใช้งานหนักเกินไป ซึ่งไม่ใช่โรคอันตรายครับ

  • ลักษณะการปวด: ปวดเมื่อย ตึง ๆ บริเวณกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลัง หรือบริเวณเอว
  • จุดสังเกต: มักจะปวดมากตอนขยับตัว หรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ แต่พอได้พัก นอนราบ หรือกินยาแก้ปวดธรรมดา อาการจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ระยะเวลา: มักหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้าเราหยุดพฤติกรรมต้นเหตุ
  • สาเหตุ: เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน (Strain/Sprain) จากการก้มหยิบของ หรือยกของหนักเกินกำลัง

สัญญาณเตือน: ปวดแบบไหนที่เรียกว่า "ผิดปกติ"

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้เกิน 3 ข้อ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่ามี "โครงสร้าง" บางอย่างในหลังกำลังมีปัญหาครับ

  1. ปวดร้าว (Radiating Pain): ปวดจากหลังแล้ววิ่งปร๊าดลงไปที่สะโพก ร้าวลงต้นขา หรือน่อง
  2. อาการชาหรือยิบ ๆ (Paresthesia): รู้สึกเหมือนมดไต่ หรือเท้าหนา ๆ ชา ๆ เหมือนใส่ถุงเท้าตลอดเวลา
  3. ปวดกลางคืน (Night Pain): นอนพักแล้วไม่หายปวด หรือปวดจนต้องตื่นกลางดึก
  4. กล้ามเนื้ออ่อนแรง: เดินแล้วเท้าจิกพื้นไม่ได้ หรือสะดุดขาตัวเองบ่อย ๆ
  5. อาการไม่ดีขึ้นเกิน 4-6 สัปดาห์: แม้จะพักและกินยาแล้วแต่อาการยังทรงตัวหรือแย่ลง

เจาะลึกความจริง: ทำไมหลังเราถึงพัง? (Pathogenesis)

โครงสร้างหลังของเราประกอบด้วย กระดูกสันหลัง, หมอนรองกระดูก, และเส้นประสาท เมื่อเราอายุมากขึ้นหรือใช้งานผิดท่า "หมอนรองกระดูก" ที่เคยยืดหยุ่นจะเริ่มสูญเสียน้ำและเตี้ยลง (เสื่อม) จนทำให้พื้นที่ของเส้นประสาทแคบลง หรือถ้ามีแรงกระแทกแรง ๆ ไส้ข้างในหมอนรองกระดูกอาจจะหลุดออกมาทับเส้นประสาทโดยตรง

กระบวนการนี้จะทำให้เกิด "การอักเสบจากสารเคมี" รอบ ๆ เส้นประสาท ร่วมกับ "แรงกดทับเชิงกล" ผลที่ได้คืออาการปวดร้าวรุนแรงที่ทำให้คนไข้หลายคนถึงกับใช้ชีวิตปกติไม่ได้ครับ


การตรวจวินิจฉัย: เมื่อมาพบหมอเราจะเจออะไรบ้าง?

เพื่อให้รู้แน่ชัดว่า "ข้างใน" เกิดอะไรขึ้น หมอจะใช้เครื่องมือดังนี้ครับ:

  • การตรวจร่างกาย (Physical Exam): หมอจะทดสอบกำลังกล้ามเนื้อขา และทดสอบการยกขาตึงเพื่อดูว่ามีการระคายเคืองของเส้นประสาทหรือไม่
  • เอกซเรย์ (X-ray): ดูความมั่นคงของกระดูกสันหลัง ดูว่ามีกระดูกเคลื่อน (Spondylolisthesis) หรือกระดูกงอกไปทับช่องประสาทไหม
  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): นี่คือมาตรฐานสูงสุดครับ เห็นหมดเลยว่าหมอนรองกระดูกข้อไหนปลิ้น เส้นประสาทถูกทับกี่เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้การรักษาแม่นยำ 100%
  • การตรวจเลือด (Lab): ในบางรายที่หมอสงสัยเรื่องการติดเชื้อ หรือโรคพุ่มพวง (SLE) ที่ส่งผลต่อข้อกระดูก หมออาจต้องขอเจาะเลือดดูค่าอักเสบร่วมด้วยครับ

แนวทางการรักษา: เริ่มจากเบาไปหาหนัก

ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องผ่าตัดเสมอไปครับ เรามีทางเลือกมากมาย:

  • การปรับพฤติกรรม: ปรับท่านั่ง เปลี่ยนเก้าอี้ทำงาน และ "ห้าม" ก้มยกของโดยไม่ย่อเข่าเด็ดขาด
  • ยาที่เหมาะสม: ใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ร่วมกับยาช่วยลดอาการปวดประสาทโดยเฉพาะ
  • การฉีดยาด้วย Ultrasound: หมอจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ส่องดูตำแหน่งเส้นประสาทที่อักเสบ แล้วฉีดยาลดอักเสบเข้าตรงจุดนั้นพอดี วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการฉีดโดนเส้นเลือดและเห็นผลไวมากครับ
  • กายภาพบำบัด: ใช้เครื่องมือลดปวด เช่น Laser, Ultrasound และการฝึกกล้ามเนื้อท้องให้แข็งแรงเพื่อมาเป็น "เฝือกธรรมชาติ" ให้กับหลัง

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเป็นคนเดิมได้ไหม?

ส่วนใหญ่ (80-90%) กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ครับ! แต่ต้องเข้าใจว่ากระดูกสันหลังที่เสื่อมแล้วจะไม่กลับมาใหม่กิ๊กเหมือนเด็กวัยรุ่น การรักษาคือการทำให้ "ความอักเสบหายไป" และ "ป้องกันไม่ให้เป็นเพิ่ม" ถ้าคุณดูแลตัวเองดี ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางสม่ำเสมอ คุณแทบจะลืมไปเลยว่าเคยปวดหลังครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยทิ้งไว้จนเส้นประสาทเสียหายถาวร (Cauda Equina Syndrome) อาจทำให้:

  • สูญเสียการควบคุมการขับถ่าย
  • อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (ในผู้ชาย)
  • ขาลีบถาวรเดินไม่ได้ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับปวดหลัง ต้องพบแพทย์ทันทีภายใน 24 ชั่วโมงครับ

สรุป

ปวดหลังที่ "ปกติ" คือปวดกล้ามเนื้อ พักแล้วหาย แต่ถ้าปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรง นั่นคือสัญญาณ "ผิดปกติ" จากเส้นประสาท อย่ารอให้ร่างกายนประท้วงจนเดินไม่ไหว การรู้เร็ว รักษาตรงจุด ช่วยให้คุณไม่ต้องจบลงที่เตียงผ่าตัดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดร้าวลงขา #กระดูกสันหลังเสื่อม #MRIกระดูก #รักษาปวดหลัง #หมอเก่ง #ออฟฟิศซินโดรม #กระดูกสันหลัง #สุขภาพดี


References

  1. Deyo RA, Weinstein JN. Low Back Pain. New England Journal of Medicine. 2001;344(5):363-70. (สรุป: งานวิจัยพื้นฐานที่แยกแยะอาการปวดหลังแบบทั่วไปและแบบมีพยาธิสภาพร้ายแรง เพื่อวางแนวทางรักษาเบื้องต้น)
  2. Chou R, Qaseem A, Snow V, et al. Diagnosis and Treatment of Low Back Pain: A Joint Clinical Practice Guideline from the American College of Physicians and the American Pain Society. Annals of Internal Medicine. 2007;147(7):478-91. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติสากลในการวินิจฉัยและรักษาปวดหลัง โดยเน้นการใช้ยาและการทำกายภาพก่อนการผ่าตัด)
  3. Hartvigsen J, Hancock MJ, Kongsted A, et al. What low back pain is and why we need to pay attention. The Lancet. 2018;391(10137):2356-67. (สรุป: บทความที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทางกายภาพและจิตใจที่มีผลต่ออาการปวดหลังเรื้อรัง)
  4. Jensen RK, Kongsted A, Kjaer P, Koes B. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019;367:l6273. (สรุป: อธิบายกลไกการเกิดอาการปวดร้าวลงขา (Sciatica) และการวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้อง)
  5. Urits I, Metter N, Sharma M, et al. A Comprehensive Review of Lumbar Spinal Stenosis with Etiology, Epidemiology, and Treatment. Pain and Therapy. 2019;8(2):147-61. (สรุป: ทบทวนสาเหตุและความเสื่อมของกระดูกสันหลังในผู้สูงอายุที่ทำให้ช่องไขสันหลังแคบลง)

## ปวดหลังเรื้อรัง... ระวัง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่าน!

 



ปวดหลังเรื้อรัง... ระวัง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่าน!

คุณเคยไหมครับ? แค่ก้มหยิบของที่พื้น หรือแค่จามแรง ๆ ทีเดียว ก็รู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตแปล๊บที่หลัง บางคนปวดร้าวลงไปถึงขา จนเดินแทบไม่ไหว หลายคนพยายามทนเอา คิดว่า "เดี๋ยวก็หาย" หรือ "แค่ปวดกล้ามเนื้อธรรมดา" แต่รู้ไหมครับว่า อาการปวดหลังที่ดูเหมือนเรื่องปกตินี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคที่ทำให้คุณเสียคุณภาพชีวิตไปนานนับปี


"หมอครับ ผมแค่ยกกระถางต้นไม้ใบเดียว ทำไมขามันชาไปหมดแบบนี้?"

วันหนึ่งมีคนไข้ชายวัยทำงานชื่อคุณสมชาย (นามสมมติ) เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลมาก เขาเล่าให้ผมฟังว่า "หมอครับ ผมปกติเป็นคนแข็งแรงนะ ออกกำลังกายบ้าง แต่เมื่อเช้าแค่ก้มลงไปยกกระถางต้นไม้ใบเล็ก ๆ ใบเดียวเอง อยู่ดี ๆ มันปวดลึก ๆ ที่เอว แล้วความปวดมันวิ่งปร๊าดลงไปที่น่องซ้ายทันที ตอนนี้ปลายนิ้วเท้าชาไปหมดแล้ว ผมจะพิการไหมครับหมอ?"

เคสของคุณสมชายคือตัวอย่างที่คลาสสิกมากครับ หลายคนเข้าใจว่าต้องประสบอุบัติเหตุหนัก ๆ ถึงจะเป็นโรคนี้ได้ แต่ความจริงแล้ว "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" มักเกิดจากการสะสมของพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน จนถึงวันที่ร่างกายบอกว่า "ไม่ไหวแล้ว"


อธิบายความจริง: หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คืออะไร?

ลองจินตนาการดูนะครับว่า กระดูกสันหลังของเราเหมือนตึกที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ และระหว่างชั้นกระดูกแต่ละข้อ จะมี "แผ่นเจลลี่" นุ่ม ๆ กั้นอยู่ เราเรียกมันว่า หมอนรองกระดูก ครับ

หน้าที่ของเจ้าเจลลี่นี้คือคอยรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด ข้างในแผ่นเจลลี่นี้จะมีไส้ที่นุ่มกว่าอยู่ตรงกลาง เหมือน "ขนมปังไส้ครีม" ครับ เมื่อเราใช้งานหนัก ก้ม ๆ เงย ๆ บ่อย หรือนั่งนาน ๆ จนหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมและฉีกขาด ไส้ครีมข้างในมันจะ "ปลิ้น" ออกมาข้างนอก

ปัญหาคือ ตรงข้างหลังหมอนรองกระดูกนั้น เป็นที่อยู่ของ "เส้นประสาท" เส้นใหญ่ที่ส่งสัญญาณไปยังขาพอดี พอเจ้าไส้เจลลี่ที่ปลิ้นออกมาไปกดทับเส้นประสาทเข้า เรื่องก็เกิดครับ! มันจะไม่ได้ปวดแค่ที่หลัง แต่มันจะปวดร้าวไปตามทางที่เส้นประสาทวิ่งผ่าน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงปวดร้าวลงขา หรือมีอาการชานั่นเอง


ทำไมคนไทยถึงปวดหลังกันเยอะนัก? (สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง)

สาเหตุหลัก ๆ ไม่ได้มาจากโชคชะตาครับ แต่มาจากพฤติกรรมล้วน ๆ :

  • ท่านั่งพิฆาต: นั่งหลังขดหลังแข็งหน้าคอมพิวเตอร์นานเกิน 2 ชั่วโมง โดยไม่ลุกไปไหน แรงกดที่หมอนรองกระดูกจะสูงกว่าตอนยืนถึง 2 เท่า!

  • ยกของผิดท่า: ก้มหลังลงไปหยิบของหนักโดยไม่ย่อเข่า ทำให้หลังส่วนล่างรับน้ำหนักมหาศาล

  • น้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นออกมาจะดึงให้กระดูกสันหลังแอ่นไปข้างหน้า หมอนรองกระดูกเลยต้องรับภาระหนักตลอดเวลา

  • ความเสื่อมตามวัย: เมื่ออายุมากขึ้น น้ำในหมอนรองกระดูกจะลดลง ทำให้มันเปราะและแตกง่ายขึ้น

  • การสูบบุหรี่: ข้อนี้หลายคนไม่รู้ นิโคตินทำให้เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้มันเสื่อมเร็วกว่าปกติครับ


อาการแบบไหน... ที่ต้องรีบมาหาหมอ?

อาการปวดหลังทั่วไปกับปวดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นมีความต่างกันครับ ให้คุณลองเช็กตัวเองดูนะ:

  1. ปวดร้าวลงขา (Sciatica): ปวดจากเอวร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา น่อง หรือจนถึงหลังเท้า

  2. อาการชาหรือยุบยิบ: รู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม หรือชาเหมือนเป็นเหน็บที่ขาหรือเท้า

  3. กล้ามเนื้ออ่อนแรง: ขาข้างหนึ่งเริ่มลีบลง หรือเวลาเดินแล้วเท้าตก เตะขาไม่ขึ้น

  4. ปวดมากขึ้นเมื่อไอหรือจาม: เพราะแรงดันในช่องท้องจะไปดันให้หมอนรองกระดูกกดเส้นประสาทมากขึ้น

  5. สัญญาณอันตราย (Red Flags): ถ้าเริ่มกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือขามีอาการอ่อนแรงเฉียบพลัน ต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ!


การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นอะไร?

เวลามาหาหมอ เราไม่ได้เดาสุ่มครับ ขั้นตอนการตรวจมีลำดับเพื่อให้แม่นยำที่สุด:

  • การตรวจร่างกาย: หมอจะให้คุณนอนหงายแล้วลองยกขาเหยียดตึง (Straight Leg Raise Test) ถ้าคุณปวดร้าวลงขาในช่วงที่ยกขาขึ้น 30-70 องศา นั่นเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่าเส้นประสาทถูกกดทับ

  • การเอกซเรย์ (X-ray): ช่วยดูโครงสร้างกระดูกว่ามีกระดูกงอกหรือกระดูกเคลื่อนไหม แต่เอกซเรย์ธรรมดาจะมองไม่เห็น "หมอนรองกระดูก" นะครับ

  • การตรวจ MRI: นี่คือ "พระเอก" ของงานนี้เลยครับ เพราะ MRI จะเห็นภาพหมอนรองกระดูก เส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อนได้อย่างชัดเจน ทำให้หมอเห็นเลยว่ามันปลิ้นไปทับเส้นประสาทตรงไหน มากน้อยแค่ไหน เพื่อวางแผนการรักษาได้ถูกต้อง

  • การตรวจเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (EMG): ในบางรายที่อาการไม่ชัดเจน หมออาจจะส่งตรวจเพื่อดูว่าเส้นประสาททำงานผิดปกติจริงไหม


แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด!

ข่าวดีคือ กว่า 90% ของคนไข้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ! โดยหมอจะใช้การรักษาแบบขั้นบันได:

1. ปรับพฤติกรรมและทำกายภาพบำบัด (สำคัญที่สุด)

  • งดยกของหนัก เลี่ยงการก้ม ๆ เงย ๆ

  • ทำกายภาพเพื่อยืดกล้ามเนื้อและสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) เพื่อมาช่วยพยุงกระดูกสันหลัง

2. การใช้ยา

  • ยาแก้ปวดและยาลดอักเสบ (NSAIDs): เพื่อลดการอักเสบรอบ ๆ เส้นประสาท

  • ยาคลายกล้ามเนื้อ: ลดการเกร็งตัวของหลัง

  • ยาบำรุงเส้นประสาท: ช่วยลดอาการชาและฟื้นฟูเส้นประสาท

3. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) ในกรณีที่ปวดมากแต่ยังไม่อยากผ่าตัด หมอสามารถใช้ Ultrasound นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบไปที่ตำแหน่งเส้นประสาทที่ถูกทับโดยตรง วิธีนี้แม่นยำสูง ปลอดภัย และช่วยลดความปวดได้ดีมากครับ

4. การผ่าตัด (เฉพาะกรณีที่จำเป็น) หมอจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อ รักษาด้วยวิธีอื่นแล้ว 6-8 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน ปัจจุบันมีเทคโนโลยี "การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป" (Endoscopic Spine Surgery) แผลเล็กมากเท่าปลายนิ้วก้อย เจ็บน้อย และกลับบ้านได้เร็วครับ


การพยากรณ์โรค: หายแล้วจะเป็นอีกไหม?

โรคนี้ "หายได้" ครับ แต่ "กลับมาเป็นซ้ำได้" ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง ลักษณะการดำเนินโรคมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับถ้าทำตามคำแนะนำหมออย่างเคร่งครัด โอกาสที่โรคจะกลับมามักเกิดจากการที่คนไข้กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม เช่น กลับไปยกของหนักท่าเดิม หรือปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น การดูแลหลังส่วนล่างคือ "ภารกิจตลอดชีวิต" ที่คุ้มค่าครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากปล่อยไว้ไม่รักษา เส้นประสาทที่ถูกกดทับนาน ๆ อาจเกิดความเสียหายถาวร (Permanent Nerve Damage) ทำให้ขาลีบถาวร อ่อนแรง หรือระบบขับถ่ายพังเสียหายได้ ดังนั้นอย่ารอจนสายเกินไปนะครับ


สรุป

การปวดหลังไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนเกินเหตุ หากเราเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และรู้วิธีจัดการที่ถูกต้อง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ไม่ได้หมายถึงความพิการเสมอไป หากคุณได้รับการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงทีครับ

รักษาสุขภาพหลังกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้เดินเหินได้คล่องแคล่วไปจนถึงลูกหลานโตนะครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดร้าวลงขา #กระดูกสันหลังเสื่อม #หมอเก่ง #ออฟฟิศซินโดรม #กายภาพบำบัด #รักษาโรคกระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #ปวดหลังเรื้อรัง


References

  1. Fardon DF, Williams AL, Dohring EJ, et al. Lumbar disc nomenclature: version 2.0: Recommendations of the combined task forces of the North American Spine Society, the American Society of Spine Radiology and the American Society of Neuroradiology. The Spine Journal. 2014;14(11):2525-45. (สรุป: เป็นมาตรฐานการเรียกชื่อและจำแนกประเภทความผิดปกติของหมอนรองกระดูกสันหลังที่ทั่วโลกยอมรับ)

  2. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Current Reviews in Musculoskeletal Medicine. 2017;10(4):507-16. (สรุป: ทบทวนความรู้ปัจจุบันเกี่ยวกับสาเหตุ การวินิจฉัย และแนวทางการรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นแบบใช้ยาและผ่าตัด)

  3. Kreiner DS, Matz P, Bono CM, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. The Spine Journal. 2014;14(1):180-91. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติที่ใช้หลักฐานอ้างอิงในการรักษาคนไข้ปวดรากล้าจากหมอนรองกระดูก)

  4. Deyo RA, Mirza SK. Herniated Lumbar Intervertebral Disk. New England Journal of Medicine. 2016;374(18):1763-72. (สรุป: งานวิจัยที่ยืนยันว่าคนไข้ส่วนใหญ่ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการรักษาแต่ละวิธี)

  5. Wang H, Cheng J, Xiao H, Li C, Zhou Y. Adolescent Lumbar Disc Herniation: Experience From a Large Case Series and Review of Literature. World Neurosurgery. 2018;113:e269-e77. (สรุป: ศึกษาปัจจัยเสี่ยงและการดำเนินโรคของหมอนรองกระดูกทับเส้นในกลุ่มอายุน้อยและวัยทำงาน)

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

ปวดหลัง... ต้องทำ MRI ทุกคนไหม? (หรือแค่เอกซเรย์ก็พอ?)

 



ปวดหลัง... ต้องทำ MRI ทุกคนไหม? (หรือแค่เอกซเรย์ก็พอ?)

“หมอครับ ผมขอทำ MRI เลยได้ไหม? ผมยอมจ่ายเอง อยากรู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ กินยามาอาทิตย์นึงแล้วไม่หายสักที”

นี่คือประโยคที่หมอเก่งได้ยินบ่อยมากๆ ครับ จากคนไข้ที่กังวลใจ โดยเฉพาะในยุคที่เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่าย พอปวดหลังปุ๊บ Search Google ปั๊บ เจอคำว่า “กระดูกทับเส้น” “เนื้องอก” “วัณโรคกระดูก” ก็พาลเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ อยากจะขอเข้าอุโมงค์สแกนให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย

แต่เดี๋ยวก่อนครับ... ใจเย็นๆ ก่อนที่จะควักเงินในกระเป๋าหลักหมื่น หมออยากให้ฟังความจริงข้อนี้ก่อน

“MRI เปรียบเหมือนกล้องความละเอียดสูง แต่มันไม่ใช่ ‘ยารักษาโรค’ และบางครั้ง การรู้เยอะเกินไป อาจทำให้คุณป่วยใจหนักกว่าเดิม”

วันนี้หมอเก่งจะมาไขข้อข้องใจว่า เมื่อไหร่ที่ “จำเป็น” ต้องทำ MRI และเมื่อไหร่ที่ “ยังไม่ต้องทำ” เพื่อให้คุณได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ประหยัดเงิน และปลอดภัยที่สุดครับ


ความจริง: ทำไมหมอไม่สั่ง MRI ให้ทุกคน?

คนไข้หลายคนสงสัยว่า “หมอขี้เหนียวหรือเปล่า?” หรือ “กลัวสิทธิเต็มหรือเปล่า?” คำตอบคือ ไม่ใช่ ครับ เหตุผลทางการแพทย์ที่เราไม่ส่งทุกคนทำ MRI ทันที มีดังนี้:

  1. อาการปวดหลัง 90% หายได้เอง: อาการปวดหลังส่วนใหญ่เกิดจาก “กล้ามเนื้ออักเสบ” (Muscle Strain) หรือ “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งโรคพวกนี้มองไม่เห็นใน MRI (และไม่จำเป็นต้องเห็น) แค่กินยา พักผ่อน กายภาพ ก็หายได้ใน 4-6 สัปดาห์
  2. เจอ “ริ้วรอย” ไม่ได้แปลว่าเป็น “โรค”: ข้อนี้สำคัญมาก! ถ้าจับคนอายุ 40-50 ปีที่ “ไม่ปวดหลังเลย” มาเข้าอุโมงค์ MRI เชื่อไหมครับว่า กว่า 50% จะเจอว่าหมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมหรือปูน
    • เปรียบเทียบ: เหมือนเราส่องกระจกแล้วเจอ “ผมหงอก” หรือ “ตีนกา” มันคือความเสื่อมตามวัย ไม่ใช่โรคร้ายที่ต้องผ่าตัด
    • ผลเสีย: ถ้าคุณปวดเพราะกล้ามเนื้อ แต่ไปทำ MRI แล้วเจอหมอนรองกระดูกเสื่อมนิดหน่อย คุณจะจิตตกทันที และอาจนำไปสู่การรักษาที่เกินความจำเป็น (Over-treatment)

แยกให้ออก: X-ray กับ MRI ต่างกันยังไง?

  • เอกซเรย์ (X-ray): เหมือนการถ่ายรูปโครงสร้างตึก ดูได้ดีเรื่อง “กระดูก”
    • ดูอะไรได้บ้าง: กระดูกหัก, กระดูกเคลื่อน, ความโค้งงอของกระดูก, หินปูนเกาะ, การติดเชื้อที่กินกระดูก
    • ข้อดี: ราคาหลักร้อย ทำไว รู้ผลเลย เหมาะกับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น
  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): เหมือนการดูพิมพ์เขียวตึก เห็นท่อประปา สายไฟ
    • ดูอะไรได้บ้าง: เส้นประสาท, หมอนรองกระดูก, ไขสันหลัง, กล้ามเนื้อ, เอ็น
    • ข้อเสีย: ราคาหลักพันปลายๆ ถึงหลักหมื่น, ใช้เวลานาน (30-60 นาที), เสียงดัง

สรุป: หมอจะเริ่มจาก X-ray ก่อนเสมอ เพื่อดูโครงสร้างหลัก ถ้าโครงสร้างหลักดี ส่วนใหญ่ก็สบายใจได้เปราะหนึ่งครับ


เช็กลิสต์: 4 สัญญาณอันตราย ที่ “ต้องทำ MRI” ทันที (Red Flags)

ถ้าคุณมีอาการแค่ “ปวดเมื่อย” ธรรมดา หมอจะให้รักษาก่อน แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ หมอจะรีบส่ง MRI ทันทีแบบไม่รีรอ:

  1. ระบบประสาทมีปัญหา (Neurological Deficit):
    • ขาอ่อนแรงชัดเจน (เช่น กระดกเท้าไม่ขึ้น เดินลากขา)
    • ชาบริเวณรอบทวารหนัก หรืออวัยวะเพศ
    • ขับถ่ายผิดปกติ: อั้นฉี่ไม่อยู่ ฉี่ไม่ออก หรือกลั้นอุจจาระไม่ได้ (Cauda Equina Syndrome) -> อันนี้ต้องผ่าตัดด่วน
  2. สงสัยการติดเชื้อหรือมะเร็ง:
    • มีไข้หนาวสั่นร่วมกับปวดหลัง
    • น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • มีประวัติเคยเป็นมะเร็งมาก่อน
    • ปวดตอนกลางคืน (Night Pain) นอนเฉยๆ ก็ปวด ปวดจนตื่น
  3. อุบัติเหตุรุนแรง: ตกจากที่สูง, รถชน แล้วปวดหลังรุนแรง
  4. รักษาเต็มที่แล้วไม่หาย: กินยา + กายภาพบำบัด ต่อเนื่อง 6-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้นเลย หรือแย่ลง จนรบกวนชีวิตประจำวัน

แนวทางการรักษา: ถ้าไม่ทำ MRI แล้วจะรักษาถูกเหรอ?

การรักษาโรคปวดหลังส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่สัญญาณอันตราย) เริ่มต้นเหมือนกันครับ คือ “การรักษาแบบประคับประคอง”

  • ยา: ยาแก้ปวด, ยาคลายกล้ามเนื้อ, ยาต้านการอักเสบ
  • กายภาพบำบัด: ดึงหลัง, อัลตราซาวด์, ประคบอุ่น
  • ปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการยกของหนัก, ปรับท่านั่ง

ความลับ: ไม่ว่าผล MRI จะออกมาเป็น "กล้ามเนื้ออักเสบ" หรือ "หมอนรองกระดูกทับเส้นระยะแรก" วิธีการรักษาก็เหมือนกันครับ คือกินยาและกายภาพ ดังนั้น การรีบทำ MRI ตั้งแต่วันแรก จึงไม่ได้เปลี่ยนแผนการรักษา แต่ทำให้เสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น


คำถามยอดฮิต: แล้วถ้าปล่อยไว้ มันจะเป็นอัมพาตไหม?

หลายคนกลัวว่าถ้าไม่ตรวจละเอียด เดี๋ยวจะเป็นอัมพาต หมอขอให้ความมั่นใจแบบนี้ครับ:

  • อาการอัมพาต ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ (ยกเว้นอุบัติเหตุแรงๆ)
  • ร่างกายจะมีสัญญาณเตือนก่อนเสมอ คือ “อาการอ่อนแรง”
  • ถ้าคุณยังเดินได้ปกติ ขยับนิ้วเท้าได้ปกติ แค่ปวดเฉยๆ โอกาสเป็นอัมพาตแทบจะเป็นศูนย์ครับ ให้หมั่นสังเกตอาการตัวเอง ถ้าเริ่มมีอ่อนแรง ค่อยมาทำ MRI ก็ยังทันครับ

สรุป: ควักเงินหมื่นเมื่อไหร่ดี?

  1. ใจเย็นๆ: ถ้าเพิ่งปวดไม่ถึงเดือน ไม่มีอาการอ่อนแรง ไม่ต้องรีบทำ MRI ครับ ให้รักษาตามอาการไปก่อน
  2. เชื่อหมอ: ถ้าหมอซักประวัติและตรวจร่างกายแล้วบอกว่า "น่าจะเป็นกล้ามเนื้อ" ให้ลองเชื่อและปฏิบัติตัวตามนั้นสัก 2-4 สัปดาห์
  3. สังเกตตัวเอง: ถ้ามีอาการสัญญาณอันตราย (ขาอ่อนแรง, ฉี่ไม่ออก, ไข้ขึ้น, น้ำหนักลด) ให้รีบกลับมาหาหมอแล้วแจ้งอาการทันที ตอนนั้นแหละครับที่ MRI จะเป็นฮีโร่ช่วยชีวิตคุณ

การรักษาที่ดี ไม่ใช่การตรวจที่แพงที่สุด แต่คือการตรวจที่ “เหมาะสม” ในเวลาที่ “ถูกต้อง” ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #MRI #เอกซเรย์ #กระดูกทับเส้น #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเอว #กายภาพบำบัด #ออฟฟิศซินโดรม


References:

  1. Chou R, et al. Imaging strategies for low-back pain: systematic review and meta-analysis. Lancet. 2009. (งานวิจัยระดับโลกที่ระบุว่าการทำ MRI เร็วเกินไปในผู้ป่วยปวดหลังทั่วไป ไม่ได้ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น แต่เพิ่มค่าใช้จ่ายและนำไปสู่การผ่าตัดโดยไม่จำเป็น).
  2. American College of Physicians (ACP). Clinical Guidelines: Diagnosis and Treatment of Low Back Pain. (แนวทางเวชปฏิบัติที่แนะนำให้ทำ MRI เฉพาะเมื่อมีสัญญาณอันตราย หรือเมื่อเตรียมจะผ่าตัดเท่านั้น).
  3. North American Spine Society (NASS). Evidence-Based Clinical Guidelines for Multidisciplinary Spine Care. (คำแนะนำจากสมาคมศัลยแพทย์กระดูกสันหลังที่เน้นย้ำเรื่อง Red Flags ในการส่งตรวจภาพวินิจฉัย).
  4. Srinivasan, A.K., et al. Incidental Lumbar Spine Findings on MRI in Asymptomatic Patients. (การศึกษาที่พบว่าคนปกติที่ไม่มีอาการปวดหลัง ก็สามารถตรวจเจอหมอนรองกระดูกเสื่อมได้ใน MRI ซึ่งเป็นเรื่องปกติของความชรา).
  5. Thai Orthopaedic Association. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคปวดหลัง. (คำแนะนำสำหรับแพทย์ไทยในการส่งตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมกับบริบทสาธารณสุข).

ปวดหลังร้าวลงขา... เป็น "กล้ามเนื้ออักเสบ" หรือ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" กันแน่? (วิธีเช็กตัวเองเบื้องต้นก่อนไปหาหมอ)

 

ปวดหลังร้าวลงขา... เป็น "กล้ามเนื้ออักเสบ" หรือ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" กันแน่? (วิธีเช็กตัวเองเบื้องต้นก่อนไปหาหมอ)

“หมอครับ ช่วยผมด้วย! ขาผมจะพิการไหม? ปวดจนเดินไม่ได้แล้วครับ!”

เสียงร้องโอดโอยของ “คุณต้น” (นามสมมติ) หนุ่มใหญ่วัย 45 ปี ดังมาแต่ไกล ก่อนที่เจ้าตัวจะถูกเข็นรถนั่งเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทีทุลักทุเล หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด มือข้างหนึ่งกุมหลังเอว อีกข้างบีบนวดขาตัวเองตลอดเวลา

คุณต้นเล่าว่า เมื่อเช้าก้มลงไปยกกระถางต้นไม้ ได้ยินเสียง “กึก” ที่หลัง แล้วความปวดก็พุ่งปรี๊ดลงไปที่ขาเหมือนโดนไฟช็อต จนเข่าทรุดลงไปกองกับพื้น เพื่อนบ้านบอกว่า “สงสัยหมอนรองกระดูกแตกแล้วแน่ๆ เตรียมผ่าตัดได้เลย” ทำเอาคุณต้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ รีบบึ่งมาหาหมอทันที

เชื่อไหมครับว่า อาการ “ปวดหลังร้าวลงขา” เป็นอาการยอดฮิตที่ทำให้คนไข้ตกใจกลัวมากที่สุดอันดับต้นๆ เพราะคำว่า “หมอนรองกระดูกทับเส้น” มันฟังดูน่ากลัวและรุนแรง

แต่ความจริงแล้ว... ไม่ใช่ทุกคนที่ปวดร้าวลงขา จะเป็นโรคกระดูกทับเส้นเสมอไปครับ บ่อยครั้งมันเป็นแค่ “กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง” ที่ส่งสัญญาณลวงหลอกเราเท่านั้น

วันนี้หมอเก่งจะพามาแยกแยะกันชัดๆ ว่าอาการของคุณ เข้าข่ายโรคไหนกันแน่? และแบบไหนที่ต้องรีบวิ่งมาหาหมอทันที


ความจริง: “สายไฟ” กับ “หนังยาง” มันคนละเรื่องกัน

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด หมออยากให้เปรียบเทียบหลังของเราเป็นระบบไฟฟ้าครับ

  1. กล้ามเนื้ออักเสบ (Muscle Strain / Myofascial Pain): เปรียบเหมือน “หนังยาง” ที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ หรือฉีกขาดเล็กน้อย มันจะปวดตื้อๆ ปวดหน่วงๆ เหมือนโดนทุบ
  2. หมอนรองกระดูกทับเส้น (Herniated Disc): เปรียบเหมือน “สายไฟ” (เส้นประสาท) ที่ถูก “เจลลี่” (หมอนรองกระดูก) ปลิ้นออกมาทับ พอมันโดนทับปุ๊บ ไฟก็จะช็อตเปรี๊ยะ วิ่งจี๊ดลงไปตามสายไฟจนถึงปลายทาง (ขา/เท้า)

ความรู้สึกเจ็บของสองโรคนี้ จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในความรู้สึกของคนไข้ครับ


เจาะลึก: เช็กลิสต์แยกโรคด้วยตัวเอง

หมอมีตารางเปรียบเทียบง่ายๆ ให้ลองสังเกตอาการตัวเองดูครับ

1. ลักษณะความปวด

  • กล้ามเนื้ออักเสบ: จะปวดแบบ “ตื้อๆ หน่วงๆ เมื่อยๆ” บางคนบอกปวดเหมือนมีอะไรมากดทับ หรือปวดตุบๆ บริเวณก้อนเนื้อสะโพก ความปวดมักจะเป็นวงกว้าง ระบุจุดไม่ชัดเจน
  • กระดูกทับเส้น: จะปวดแบบ “คมๆ เสียววาบ เหมือนไฟช็อต” (Sharp shooting pain) ปวดเหมือนเส้นเอ็นพลิก หรือเหมือนมีเข็มมาแทงลึกๆ ข้างใน

2. เส้นทางการวิ่งของความปวด (จุดตายที่ใช้แยกโรค)

นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดครับ!

  • กล้ามเนื้ออักเสบ: ปวดที่เอว ร้าวลงมาที่ก้น ยางคนร้าวมาถึงต้นขาด้านหลัง “แต่ส่วนใหญ่มักจะหยุดอยู่แค่เข่า” ไม่ลงไปถึงน่องหรือเท้า (เราเรียกว่า Referred Pain หรืออาการปวดร้าวจากจุดกดเจ็บ)
  • กระดูกทับเส้น: ความปวดจะวิ่งเป็นเส้นชัดเจน จากเอว -> ก้น -> ต้นขา -> “เลยเข่าลงไปถึงน่อง ข้อเท้า หรือนิ้วเท้า” (True Sciatica) เพราะเส้นประสาทมันยาวลงไปถึงปลายนิ้วครับ

3. ท่าทางกระตุ้นอาการ

  • กล้ามเนื้ออักเสบ: จะปวดเวลาขยับตัวผิดท่า เอี้ยวตัว หรือยืนนานๆ พอนอนพักนิ่งๆ มักจะดีขึ้น
  • กระดูกทับเส้น: “ไอ จาม เบ่งถ่าย” จะเจ็บสะดุ้งทันที! (เพราะแรงดันในช่องท้องไปดันหมอนรองกระดูกให้ปูนออกมาทับเส้นประสาทเพิ่ม) หรือแค่นั่งเฉยๆ ก็ปวดจนทนไม่ไหว ต้องลุกเดินหนี

4. อาการร่วม (สัญญาณอันตราย)

  • กล้ามเนื้ออักเสบ: ไม่มีอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • กระดูกทับเส้น: มักจะมี “อาการชา” (เหมือนเป็นเหน็บชาหนาๆ) ที่น่องหรือหลังเท้า ร่วมกับ “ขาอ่อนแรง” เช่น กระดกนิ้วโป้งเท้าไม่ขึ้น เดินแล้วขาพับ หรือเดินเขย่งปลายเท้าไม่ได้

บททดสอบ: นอนยกขา (Straight Leg Raise Test)

ถ้าอ่านแล้วยังไม่แน่ใจ หมอมีวิธีทดสอบง่ายๆ ที่ทำได้ที่บ้านครับ (ควรให้ญาติช่วยดู)

  1. นอนหงายบนเตียงราบ
  2. ให้ญาติค่อยๆ ยกขาข้างที่ปวดขึ้นช้าๆ โดยที่ “เข่าต้องเหยียดตรง” (ห้ามงอเข่า)
  3. ผลลัพธ์:
    • ถ้าเป็น กล้ามเนื้ออักเสบ: จะยกได้สูง (เกิน 70 องศา) โดยรู้สึกแค่ตึงๆ ที่ต้นขาด้านหลัง (เหมือนเวลาเรายืดเส้น)
    • ถ้าเป็น หมอนรองกระดูกทับเส้น: “จะยกได้ไม่ขึ้น” หรือยกได้แค่นิดเดียว (30-60 องศา) จะร้องจ๊ากทันที! เพราะมันจะมีอาการ “ไฟช็อตวิ่งลงขา” อย่างรุนแรง จนต้องรีบวางขาลง

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Investigation)

เมื่อคุณมาหาหมอ หมอจะไม่ได้ส่งเข้าอุโมงค์ MRI ทันทีทุกคนนะครับ เรามีลำดับขั้นตอน:

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย: สำคัญที่สุด 80% ของการวินิจฉัยได้จากขั้นตอนนี้
  2. เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูก ดูความเสื่อม ดูการเคลื่อนของกระดูก “แต่เอกซเรย์มองไม่เห็นเส้นประสาทและหมอนรองกระดูกนะครับ” ดังนั้น ถ้าเป็นระยะเริ่มต้น เอกซเรย์อาจจะดูปกติ
  3. MRI (Magnetic Resonance Imaging): จะทำก็ต่อเมื่อ
    • รักษาด้วยยาและกายภาพ 4-6 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น
    • มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน
    • มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย (อั้นฉี่/อึไม่ได้) -> อันนี้ต้องผ่าตัดด่วน
    • สงสัยเนื้องอกหรือการติดเชื้อ

แนวทางการรักษา: ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

ข่าวดีครับ! 90% ของคนที่เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ร่างกายเราเก่งมากครับ มันสามารถดูดซึมส่วนที่ปลิ้นออกมาให้ยุบลงได้เอง ตามกาลเวลา (ประมาณ 3-6 เดือน)

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment):

  1. ยา: ยาแก้ปวดปลายประสาท (Gabapentin/Pregabalin), ยาลดการอักเสบ, วิตามินบำรุงเส้นประสาท
  2. กายภาพบำบัด: ดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องกระดูกให้กว้างขึ้น, อัลตราซาวด์ลดปวด, และการบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Stabilization)
  3. การปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการก้มยกของหนัก เลี่ยงการนั่งพื้น หรือนั่งนานเกิน 1 ชั่วโมง
  4. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection): กรณีปวดมากจนทนไม่ไหว การฉีดยาช่วยลดการอักเสบที่ตรงจุดได้ดีมาก

เมื่อไหร่ถึงต้องผ่าตัด?

  • ขาอ่อนแรงชัดเจน (เช่น กระดกเท้าไม่ขึ้น)
  • ระบบขับถ่ายล้มเหลว (Cauda Equina Syndrome) อันนี้ฉุกเฉิน
  • รักษาเต็มที่ 3 เดือนแล้ว ยังปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้

สรุปส่งท้าย: อย่าเพิ่งตื่นตูม

เคสของคุณต้น ที่หมอเล่าให้ฟังตอนต้น หลังจากตรวจร่างกายละเอียดแล้ว พบว่าเป็นแค่ “กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท” (Piriformis Syndrome) ครับ อาการคล้ายหมอนรองกระดูกทับเส้นมาก แต่ไม่ใช่! รักษาด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและกินยาก็หายดี เดินปร๋อกลับบ้านได้

ดังนั้น ถ้าคุณมีอาการปวดร้าวลงขา:

  1. ตั้งสติ: ลองเช็กอาการตามที่หมอบอก (ไอจามเจ็บไหม? เลยเข่าไหม? ชาไหม?)
  2. อย่ารีบไปดึงหลังหรือตอกเส้น: ถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นอะไร การไปดัดหลังรุนแรงอาจทำให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นอยู่ "แตก" ออกมาได้
  3. พบแพทย์เฉพาะทาง: เพื่อความชัวร์และการรักษาที่ตรงจุด

โรคกระดูกและข้อ รู้เร็ว รักษาถูกวิธี หายได้และไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #กล้ามเนื้ออักเสบ #สลักเพชรจม #กระดูกสันหลังเสื่อม #ชาลงขา #ปวดสะโพก #หมอเก่งกระดูกและข้อ


References:

  1. Deyo RA, et al. Herniated lumbar intervertebral disk. Ann Intern Med. 2016. (บทความวิชาการที่สรุปแนวทางการวินิจฉัยและรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เน้นย้ำว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่หายได้เอง).
  2. Koes BW, et al. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2007. (งานวิจัยที่เปรียบเทียบอาการระหว่างปวดหลังจากกล้ามเนื้อและปวดจากเส้นประสาทไซอาติก หรือ Sciatica รวมถึงวิธีการตรวจร่างกายที่แม่นยำ).
  3. Kreiner DS, et al. NASS Clinical Guidelines for Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation with Radiculopathy. 2012. (แนวทางเวชปฏิบัติมาตรฐานระดับโลก ของสมาคมศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง เรื่องการดูแลผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้น).
  4. Vroomen PC, et al. Diagnostic value of history and physical examination in patients suspected of sciatica due to disc herniation: a systematic review. J Neurol. 1999. (การศึกษาที่ยืนยันความสำคัญของการซักประวัติและการทำท่า Straight Leg Raise ในการแยกโรค).
  5. Thai Orthopaedic Association. Clinical Practice Guideline for Low Back Pain. (แนวทางการรักษาอาการปวดหลังของราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ที่ปรับให้เข้ากับบริบทคนไทย).

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569

"ผ่าตัดกระดูกสันหลัง 'แผลเล็กเท่ารูดกุญแจ' VS 'เปิดแผลใหญ่' แบบไหนดีกว่ากัน?

 

"ผ่าตัดกระดูกสันหลัง 'แผลเล็กเท่ารูดกุญแจ' VS 'เปิดแผลใหญ่' แบบไหนดีกว่ากัน?

"หมอครับ... เห็นเขาว่าผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็กนิดเดียว เดินได้เลย จริงไหมครับ? แล้วทำไมคนข้างบ้านผมหมอยังนัดผ่าแบบเปิดหลังยาวๆ อยู่เลยครับ ตกลงแบบไหนดีกว่ากัน?" คำถามนี้เป็นคำถามระดับ "Top 5" ที่คนไข้ถามหมอเก่งบ่อยที่สุดในยุคนี้ครับ ยุคที่เทคโนโลยีการแพทย์ก้าวกระโดด จนเราสับสนว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเรา วันนี้หมอจะมาวางมีดหมอลง แล้วจับปากกาเล่าเรื่อง "ศิลปะแห่งการเลือกวิธีผ่าตัด" ให้ฟังครับ ว่าจริงๆ แล้ว "ไม่มีวิธีไหนดีที่สุด มีแต่วิธีที่เหมาะสมที่สุดกับโรคของคุณ" ครับ


"พี่ต้น...กับทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ"

พี่ต้น เป็นหนุ่มวิศวกร วัย 35 ปี ใจร้อน อยากหายไว เพราะงานยุ่งมาก พี่ต้นเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแบบปลิ้นออกมา (Herniated Disc) ปวดร้าวลงขาจนเดินไม่ไหว

ส่วน "คุณยายสมศรี" วัย 70 ปี กระดูกสันหลังเสื่อม ทรุด และเคลื่อน (Spondylolisthesis) ปวดหลังมากและขาชาทั้งสองข้าง ทั้งสองคนมาหาหมอพร้อมความหวัง แต่คำตอบที่ได้รับต่างกัน...

พี่ต้น หมอแนะนำ "ส่องกล้อง (Endoscope)"

คุณยายสมศรี หมอแนะนำ "ผ่าตัดเปิดใส่เหล็ก (Open Fusion)"

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? มาไขคำตอบกันครับ


ความจริงที่หมออยากบอก

ให้จินตนาการว่ากระดูกสันหลังที่มีปัญหาคือ "ท่อน้ำที่ตันและรั่วอยู่ในกำแพงบ้าน"

  1. การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscope): เหมือนช่างที่มีกล้องจิ๋ว เจาะรูเล็กๆ เท่าตาแมวที่กำแพง แล้วสอดเครื่องมือเข้าไปคีบขยะที่อุดตันออก หรือซ่อมรอยรั่วจุดเล็กๆ กำแพงบ้าน (กล้ามเนื้อหลัง) แทบไม่เสียหาย ซ่อมเสร็จทาสีทับนิดเดียวก็จบ

  2. การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery): เหมือนการทุบกำแพงเปิดช่องกว้างๆ เพื่อให้เห็นท่อน้ำทั้งระบบ เหมาะสำหรับกรณีที่ท่อน้ำมันพังยับเยิน ท่อเคลื่อนหลุดจากกัน หรือต้องวางท่อใหม่ (ใส่เหล็กดาม) งานใหญ่กว่า แต่จัดการปัญหาที่ซับซ้อนได้หมดจดกว่า

เจาะลึก: 1. ผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Spine Surgery) "แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว" นี่คือเทรนด์ใหม่ที่มาแรงที่สุดครับ โดยเฉพาะเทคนิค PSLD หรือ Full Endoscopicวิธีการ: หมอจะเจาะรูผิวหนังขนาดประมาณ 8 มิลลิเมตร (เล็กกว่าปลายนิ้วก้อย) แล้วสอดกล้องที่มีเลนส์ขยายความละเอียดสูงเข้าไปพร้อมกับน้ำ (Saline) เพื่อล้างเลือดและขยายพื้นที่มองเห็น • ข้อดี:เสียเลือดน้อยมาก: แทบไม่ต้องให้เลือด ◦ ไม่ทำลายกล้ามเนื้อ: เป็นการแหวกกล้ามเนื้อเข้าไป ไม่ใช่การตัดเลาะ ทำให้หลังผ่าตัดไม่ค่อยปวดแผล ◦ ฟื้นตัวเร็ว: เดินได้ทันทีหลังฟื้นจากยาสลบ นอนโรงพยาบาล 1 คืน หรือบางเคสกลับบ้านได้เลย (Day Surgery) ◦ ลดโอกาสติดเชื้อ: เพราะมีน้ำไหลเวียนล้างตลอดเวลาผ่าตัด • เหมาะกับพยาธิสภาพแบบไหน? (Indications)หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disc): ทั้งแบบนิ่มและแบบแข็ง เหมาะมากที่สุด! ◦ โพรงประสาทตีบตัน (Spinal Stenosis): ที่เกิดจากกระดูกงอกหรือเอ็นหนาตัว (โดยที่กระดูกยังไม่เคลื่อน) ◦ ซีสต์ในโพรงประสาท (Synovial Cyst)

เจาะลึก: 2. ผ่าตัดแบบเปิดแผลใหญ่ (Open / Microscopic Surgery) "เห็นกว้าง มั่นคง จัดการได้ทุกรูปแบบ" แม้จะเรียกว่าเปิดแผลใหญ่ แต่ปัจจุบันเราใช้กล้องจุลทรรศน์ (Microscope) ช่วยมองเห็น ทำให้แผลเล็กลงกว่าสมัยก่อนมาก (ประมาณ 3-5 ซม. หรือยาวตามจำนวนข้อที่ผ่า) • วิธีการ: หมอจะกรีดผิวหนังแหวกชั้นกล้ามเนื้อ และอาจต้องตัดกระดูกบางส่วนออกเพื่อเปิดทางเข้าไปจัดการกับเส้นประสาท และมักทำร่วมกับการใส่สกรู (Screws) ยึดกระดูก • ข้อดี:มุมมองกว้าง: หมอเห็นโครงสร้างกระดูกและเส้นประสาทได้รอบด้าน ◦ ความมั่นคง: สามารถใส่เหล็กดาม (Fusion) ได้ง่ายและแข็งแรงกว่า ◦ จัดการความผิดรูปได้: แก้ปัญหากระดูกคด หรือกระดูกเคลื่อนได้ดี • เหมาะกับพยาธิสภาพแบบไหน? (Indications)กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis): ที่มีความไม่มั่นคงสูง ต้องใส่เหล็กยึด ◦ กระดูกสันหลังคด หรือผิดรูป (Deformity): ที่ต้องการการดัดกระดูก ◦ โพรงประสาทตีบหลายระดับ (Multiple Levels Stenosis): เช่น ตีบ 3-4 ข้อ การส่องกล้องอาจใช้เวลานานเกินไป ◦ เนื้องอกกระดูกสันหลัง (Tumor) หรือการติดเชื้อ: ที่ต้องเลาะเนื้อเยื่อจำนวนมาก

ข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องรู้

  1. ไม่ได้ทำได้ทุกเคส: หากคุณกระดูกเคลื่อนมากๆ หรือกระดูกเสื่อมจนทรุดตัว (Instability) การส่องกล้องไปตัดหมอนรองกระดูกอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะจะทำให้หลังยิ่งหลวมและปวดหลังเรื้อรังในอนาคต เคสแบบนี้ "เจ็บแต่จบ" ด้วยการผ่าตัดใส่เหล็กอาจจะคุ้มค่ากว่า

  2. ความชำนาญของแพทย์: การผ่าตัดส่องกล้องต้องใช้ทักษะสูงมาก (Learning Curve สูง) เหมือนการคีบถั่วด้วยตะเกียบผ่านรูกุญแจ ควรเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะทางด้านนี้

  3. ราคา: โดยทั่วไปการผ่าตัดส่องกล้องอาจมีค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ที่สูงกว่าการผ่าตัดแบบมาตรฐานเล็กน้อย แต่แลกมาด้วยการพักฟื้นที่สั้นกว่า


สรุป ไม่มีคำว่า "วิธีไหนดีที่สุดในโลก" มีแต่ "วิธีที่เหมาะกับหลังของคุณที่สุด" • ถ้าคุณเป็นหนุ่มสาว เป็นแค่หมอนรองกระดูกปลิ้น... ส่องกล้อง คือคำตอบที่ตรงโจทย์ที่สุด • ถ้าคุณเป็นผู้สูงอายุ กระดูกเคลื่อน หลวม ทรุด... การผ่าตัดแบบเปิดร่วมกับใส่เหล็ก อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพูดคุยกับแพทย์เจ้าของไข้ ให้แพทย์อธิบายภาพ MRI และเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกวิธีนั้นๆ ให้คุณ เพราะเป้าหมายของเราเหมือนกันครับ คือให้คุณกลับมาเดินได้ โดยไม่เจ็บปวดอีกครั้ง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666 #ผ่าตัดส่องกล้อง #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #EndoscopicSpineSurgery #หมอนรองกระดูกทับเส้น #กระดูกเคลื่อน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังลงขา #แผลเล็กเจ็บน้อย


References (อ้างอิง)

  1. Gadjradj PS, et al. Full-endoscopic versus open discectomy for sciatica: randomised controlled non-inferiority trial. BMJ. 2022. ◦ (สรุป: งานวิจัยใหญ่ยืนยันว่าการผ่าตัดส่องกล้องให้ผลลัพธ์ในการรักษาอาการปวดร้าวลงขาได้ดี "เทียบเท่า" การผ่าตัดแบบเปิด แต่ความพึงพอใจเรื่องแผลและการฟื้นตัวดีกว่า)
  2. Choi G, et al. Endoscopic Spine Surgery: The Future is Now. Journal of Minimally Invasive Spine Surgery. 2018. ◦ (สรุป: ทบทวนวิวัฒนาการว่าการส่องกล้องสามารถใช้รักษาโรคกระดูกตีบตัน (Stenosis) ได้ดี ไม่ใช่แค่โรคหมอนรองกระดูกปลิ้นเพียงอย่างเดียว)
  3. Ruetten S, et al. Full-endoscopic interlaminar and transforaminal lumbar discectomy versus conventional microsurgical technique. Spine. 2008. ◦ (สรุป: การศึกษาระดับตำนานที่เปรียบเทียบชัดเจนว่า การส่องกล้องช่วยลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลและลดความต้องการยาแก้ปวดหลังผ่าตัดได้อย่างมีนัยสำคัญ)
  4. Kim M, et al. Comparison of Spinal Fusion and Decompression for Lumbar Spondylolisthesis. Neurospine. 2019. ◦ (สรุป: ชี้ให้เห็นว่าในเคสกระดูกเคลื่อน (Spondylolisthesis) การผ่าตัดเปิดใส่เหล็ก (Fusion) ยังคงให้ผลลัพธ์ความมั่นคงของข้อต่อที่ดีกว่าการแค่ส่องกล้องเข้าไปลดแรงกดทับเพียงอย่างเดียว)
  5. Barber SM, et al. The decision to perform open versus minimally invasive spine surgery. Clin Neurol Neurosurg. 2017. ◦ (สรุป: การตัดสินใจเลือกวิธีผ่าตัด ต้องดูที่พยาธิสภาพเป็นหลัก ถ้ามีภาวะกระดูกสันหลังผิดรูป หรือต้องการรื้อระบบโครงสร้างใหม่ การผ่าตัดแบบเปิดยังจำเป็น)

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

"ปวดหลังร้าวลงขา (Sciatica) แค่ไหนถึงต้องผ่าตัด? เช็คลิสต์ 3 สัญญาณเตือน"

 





"ปวดหลังร้าวลงขา (Sciatica) แค่ไหนถึงต้องผ่าตัด? เช็คลิสต์ 3 สัญญาณเตือน"

"หมอครับ...ผมกลัวผ่าตัด ถ้าไม่ผ่า ผมจะเดินไม่ได้ไหม?" นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอเจอแทบทุกวันที่คลินิกครับ

ความเชื่อที่ว่า "เป็นกระดูกทับเส้นต้องผ่าตัดทุกคน" หรือ "ผ่าแล้วจะเดินไม่ได้" เป็นความเข้าใจที่ทำให้หลายคนทนปวด กินยาชุด นวดตอกเส้น จนอาการแย่ลงกว่าเดิม วันนี้หมอเก่งจะพามาเช็คกันให้ชัวร์ครับว่า อาการปวดหลังร้าวลงขาแบบไหนที่รักษาเองได้ และแบบไหนที่เป็น "สัญญาณอันตราย" ที่ต้องรีบให้หมอช่วย ก่อนที่เส้นประสาทจะเสียหายถาวร


"ลุงสมชาย...กับขาที่ไร้ความรู้สึก"

ขอเล่าเรื่อง "ลุงสมชาย" (นามสมมติ) วัย 55 ปี แกเป็นคนขยัน ทำสวนผลไม้ แกรู้สึกปวดหลังร้าวลงขาซ้ายเหมือนไฟช็อตมา 2 เดือน แต่แกทนเอา ซื้อยากินเอง เพราะเพื่อนบ้านบอกว่า "อย่าไปหาหมอนะ เดี๋ยวโดนจับผ่าหลัง"

จนคืนหนึ่ง แกตื่นมาเข้าห้องน้ำแล้วพบว่า "ปัสสาวะไม่ออก" พยายามเบ่งก็ไม่ออก แถมขาซ้ายเริ่มชาจนแตะพื้นไม่รู้สึก ลูกสาวรีบพามาส่งโรงพยาบาล สรุปเคสนี้ต้องผ่าตัดฉุกเฉินครับ เพราะเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรงจนระบบขับถ่ายล้มเหลว

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... การกลัวผ่าตัดจนไม่มาตรวจ อาจน่ากลัวกว่าการผ่าตัดเสียอีกครับ


ความจริง

ข่าวดีที่สุดของวันนี้คือ "คนไข้โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท 80-90% ไม่ต้องผ่าตัด" ครับ!

ร่างกายเราเก่งมากครับ หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา (Heriniated Disc) สามารถฝ่อและยุบลงไปได้เองตามธรรมชาติ หรือร่างกายสามารถปรับตัวให้อยู่กับมันได้ ถ้าเราลดการใช้งานและทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี การผ่าตัดจึงเป็น "ทางเลือกสุดท้าย" ไม่ใช่ทางเลือกแรกเสมอไป


เจาะลึก: อาการ "ปวดร้าวลงขา" (Sciatica) คืออะไร?

ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังเราเหมือน "ขนมปังที่มีไส้ครีม" (หมอนรองกระดูก) วางซ้อนกัน โดยมี "สายไฟ" (เส้นประสาท) วิ่งอยู่ด้านหลัง

สาเหตุการเกิดโรค (Pathogenesis): เมื่อเราก้มยกของหนัก หรืออายุมากขึ้น "แป้งขนมปัง" เริ่มกรอบแตก ทำให้ "ไส้ครีม" ทะลักออกมา ไปกดทับ "สายไฟ" ที่ขา

  • ถ้ากดเบาๆ: จะรู้สึกปวดเมื่อยที่เอว
  • ถ้ากดโดนสายไฟ: จะเกิดไฟฟ้าลัดวงจร คือ อาการปวดแปล๊บเหมือนไฟช็อต วิ่งจี๊ดจากก้น ย้อยลงต้นขา น่อง ไปจนถึงปลายเท้า

อาการทั่วไป:

  • ปวดเจ็บลึกๆ ที่แก้มก้น
  • ปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง (หรือสองข้าง)
  • อาการจะเป็นมากเวลา ไอ จาม หรือเบ่งถ่าย (เพราะแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ดันให้หมอนรองกระดูกโป่งไปชนเส้นประสาท)

การตรวจเช็ค (Investigation)

ถ้าคุณเดินเข้ามาหาหมอ หมอจะทำสิ่งเหล่านี้ครับ:

  1. การตรวจร่างกาย: หมอจะให้คุณนอนหงายแล้วยกขาเหยียดตรง (Straight Leg Raising Test) ถ้ามีเส้นประสาทถูกกดทับ คุณจะยกขาได้ไม่สูง จะรู้สึกปวดตึงร้าวเหมือนไฟช็อตที่ขา
  2. เอกซเรย์ (X-ray): ดูโครงสร้างกระดูก ดูความเสื่อม หรือดูกระดูกเคลื่อน (แต่จะไม่เห็นเส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูก)
  3. เอ็มอาร์ไอ (MRI): (พระเอกของงาน) เป็นการสแกนคลื่นแม่เหล็กที่เห็นชัดเหมือนผ่าแตงโมดูข้างใน จะเห็นเลยว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นตรงไหน ทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด การตรวจนี้แม่นยำที่สุดในการวางแผนรักษา

เช็คลิสต์ 3 สัญญาณเตือน (Red Flags) : แบบนี้ต้องผ่าตัด!

ถ้าคุณมีอาการทั่วไป ปวดๆ หายๆ หมอจะให้กินยาและกายภาพก่อน แต่ถ้าคุณมี 3 ข้อนี้ ข้อใดข้อหนึ่ง หมอขอแนะนำให้พิจารณาการผ่าตัด เพื่อกู้คืนการทำงานของเส้นประสาทครับ

1. ขาอ่อนแรงชัดเจน (Motor Weakness)

  • อาการ: เดินแล้วขาพับ, กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot drop) เดินแล้วปลายเท้าตบพื้น, หรือขึ้นบันไดไม่ไหว
  • ทำไมต้องรีบ: ถ้าปล่อยไว้นาน กล้ามเนื้อจะลีบและเส้นประสาทอาจตายถาวร ต่อให้มาผ่าทีหลัง อาการอ่อนแรงอาจไม่ฟื้นกลับมา 100%

2. ระบบขับถ่ายล้มเหลว (Cauda Equina Syndrome)

  • อาการ: ปัสสาวะไม่ออก (ต้องสวน), ปัสสาวะราดโดยไม่รู้ตัว, หรืออุจจาระราด, ร่วมกับอาการชาที่บริเวณรอบทวารหนักและอวัยวะเพศ (Saddle Anesthesia)
  • ทำไมต้องรีบ: นี่คือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์! ต้องผ่าตัดด่วนที่สุดภายใน 24-48 ชั่วโมง ถ้าช้ากว่านี้อาจต้องใส่สายสวนปัสสาวะตลอดชีวิต

3. รักษาเต็มที่แล้ว 6-8 สัปดาห์ แต่อาการ "ไม่ดีขึ้น" หรือ "แย่ลง" (Intractable Pain)

  • อาการ: กินยาแก้ปวดตัวแรงก็ไม่หาย, ทำกายภาพบำบัดก็แล้ว, ฉีดยาเข้าโพรงประสาทก็แล้ว แต่ยังปวดจนนอนไม่ได้ ปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้
  • ทำไมต้องรีบ: การทนปวดนานเกินไป จะเกิดภาวะ "Pain Memory" หรือความจำความปวด ระบบประสาทจะไวต่อความรู้สึกเกินเหตุ และส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง

แนวทางการรักษา (ถ้ายังไม่ถึงขั้นต้องผ่า)

ถ้าเช็คแล้ว "ไม่มี" 3 สัญญาณข้างบน หมอแนะนำให้เริ่มจาก:

  1. ปรับพฤติกรรม: เลี่ยงการก้มยกของหนัก เลี่ยงการนั่งพื้น หรือนั่งรถนานๆ
  2. ยา: ยาแก้ปวดปลายประสาทอักเสบ, ยาลดการอักเสบ (ไม่ใช่แค่พาราเซตามอลธรรมดา)
  3. กายภาพบำบัด: การดึงหลัง (Traction) ช่วยเปิดช่องว่างกระดูก ลดแรงกดทับได้ดีมาก
  4. การฉีดยาเข้าโพรงประสาท (Selective Nerve Root Block): เป็นการฉีดยาลดบวมไปที่จุดกดทับโดยตรง ช่วยลดปวดได้ดีและช่วยยืนยันตำแหน่งรอยโรค

แต่ถ้าต้องผ่าตัดจริงๆ...น่ากลัวไหม? ปัจจุบันเทคโนโลยีไปไกลมากครับ มีการผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic Spine Surgery) แผลเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย (8 มิลลิเมตร) ไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อ เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว เดินได้ทันทีหลังผ่า หรือนอนโรงพยาบาลแค่ 1 คืน ก็กลับบ้านได้แล้วครับ


พยากรณ์โรค (Prognosis)

  • กลุ่มไม่ผ่าตัด: ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ แต่อาจมีอาการกำเริบได้ถ้ากลับไปยกของหนัก
  • กลุ่มผ่าตัด: อาการปวดร้าวลงขาจะหายไปทันทีหลังผ่าตัด ส่วนอาการชาหรืออ่อนแรงต้องใช้เวลาฟื้นฟูเส้นประสาทอีกระยะหนึ่ง

สรุป

อาการปวดหลังร้าวลงขา (Sciatica) ส่วนใหญ่ "หายเองได้" แต่คุณต้องหมั่นสังเกตตัวเอง จำง่ายๆ ครับ: "ขาไม่มีแรง... เยี่ยวไม่ออก... บอกลาความปวดไม่ได้ (รักษาไม่หาย)" ถ้าเจอ 3 อย่างนี้ ให้รีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันที อย่ากลัวการผ่าตัด เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ปลอดภัยและช่วยคืนชีวิตปกติให้คุณได้ครับ

ดูแลหลังของคุณวันนี้ เพื่อให้ขาทั้งสองข้างพาคุณเดินไปข้างหน้าได้ตลอดชีวิตครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้น #Sciatica #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเอว #กระดูกเสื่อม #ผ่าตัดส่องกล้อง


References (อ้างอิง)

  1. Kreiner DS, et al. North American Spine Society (NASS) Clinical Guidelines for Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation with Radiculopathy. Spine J. 2014.
    • (สรุป: แนวทางมาตรฐานระดับโลก ระบุว่าการผ่าตัดแนะนำเมื่อมีอาการทางระบบประสาทที่รุนแรงขึ้น หรือรักษาแบบประคับประคองแล้วไม่หายใน 6 สัปดาห์)
  2. Peul WC, et al. Surgery versus prolonged conservative treatment for sciatica. N Engl J Med. 2007.
    • (สรุป: งานวิจัยชื่อดังที่เปรียบเทียบคนผ่าตัดกับไม่ผ่าตัด พบว่าในระยะ 1 ปี ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน แต่กลุ่มผ่าตัดหายปวดเร็วกว่าในระยะแรก)
  3. Bailey CS, et al. Persistent Sciatica: Surgery vs. Non-Operative Care. N Engl J Med. 2020.
    • (สรุป: การศึกษานี้พบว่าในคนไข้ที่เป็น Sciatica เรื้อรังเกิน 4 เดือน การผ่าตัดช่วยลดปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ดีกว่าการทนรักษาแบบไม่ผ่าตัดต่อไป)
  4. Deyo RA, Mirza SK. Herniated Lumbar Intervertebral Disk. N Engl J Med. 2016.
    • (สรุป: บทความทบทวนความรู้ที่เน้นย้ำเรื่อง Cauda Equina Syndrome ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบผ่าตัด)
  5. Jacobs WC, et al. Surgical techniques for sciatica due to herniated disc: a systematic review. Eur Spine J. 2011.
    • (สรุป: การเปรียบเทียบเทคนิคผ่าตัด พบว่าการผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic/Microscopic) ให้ผลดีเท่าการผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ แต่ฟื้นตัวเร็วกว่า)

"ใส่เสื้อพยุงหลัง (LS Support) ตลอดเวลา ดีจริงไหม? กล้ามเนื้อหลังจะลีบหรือไม่?

 


"ใส่เสื้อพยุงหลัง (LS Support) ตลอดเวลา ดีจริงไหม? กล้ามเนื้อหลังจะลีบหรือไม่?

คุณเคยสงสัยไหมครับ? ว่าเจ้าอุปกรณ์รัดเอวที่เรียกว่า "เสื้อพยุงหลัง" หรือที่หลายคนเรียกว่า "บล็อกหลัง" ที่เห็นคนปวดหลังใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง จริงๆ แล้วเราควรใส่ตอนไหน? ใส่ตลอดเวลาเลยได้ไหม? แล้วคำเตือนที่เขาว่ากันว่า "ใส่นานๆ ระวังกล้ามเนื้อหลังจะขี้เกียจจนลีบ" นี่คือเรื่องจริงหรือแค่เขาขู่กันแน่?

วันนี้หมอเก่งจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้กระจ่าง แบบเจาะลึกแต่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณดูแลหลังของคุณได้อย่างถูกต้องและยั่งยืนครับ


"ป้าแดง...กับเกราะกันกระสุนคู่ใจ"

วันก่อนหมอได้เจอกับ "ป้าแดง" คนไข้ประจำวัย 60 ปี แกมีอาชีพขายของชำ ป้าแดงเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง แต่สิ่งที่สะดุดตาหมอคือ "เสื้อพยุงหลัง" (LS Support) ที่รัดแน่นอยู่บนตัวแก

"หมอคะ ป้าใส่เจ้านี่แล้วดีมากเลย รู้สึกหลังมันแข็งแรง ยกของมั่นใจ ป้าใส่มา 3 เดือนแล้ว ถอดไม่ได้เลยค่ะ ถอดแล้วหวิวๆ เหมือนหลังจะหัก" ป้าแดงพูดด้วยความภูมิใจ

หมอยิ้มรับ แต่ในใจหมอกังวลครับ เพราะคำว่า "ถอดแล้วหวิว" นี่แหละ คือสัญญาณเตือนภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม วันนี้เราจะมาคุยกันว่า ทำไมความรู้สึกปลอดภัยของป้าแดง อาจจะเป็นกับดักที่ทำร้ายหลังของแกในระยะยาว


ความจริงที่หมออยากบอก (ฉบับเข้าใจง่าย)

ให้จินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "เสาบ้าน" และกล้ามเนื้อหลังกับหน้าท้องของเราเหมือน "ปูนและเหล็กเส้น" ที่ช่วยค้ำยันเสาต้นนี้ให้ตั้งตรงและรับน้ำหนักได้

ส่วนเสื้อพยุงหลัง (LS Support) เปรียบเสมือน "นั่งร้าน" ที่เอามาค้ำยันชั่วคราวตอนที่เสาบ้านเรากำลังร้าวหรือกำลังซ่อมแซม

คำถามคือ: ถ้าซ่อมเสร็จแล้ว แต่เรายังตั้งนั่งร้านไว้ตลอดเวลา แถมไม่ยอมฉาบปูนเสริมเหล็กเพิ่ม นานวันเข้า พอเรารื้อนั่งร้านออก เสาต้นนั้นจะยืนไหวไหมครับ? แน่นอนว่ามันอาจจะล้มครืนลงมา เพราะโครงสร้างภายในมันไม่ได้ถูกใช้งานจนอ่อนแอลงนั่นเอง


เจาะลึก: เสื้อพยุงหลัง (LS Support) คืออะไร? และทำงานอย่างไร?

LS Support (Lumbar Sacral Support) คืออุปกรณ์พยุงหลังส่วนเอว ทำจากผ้าที่มีความยืดหยุ่นและมักมีแกนเหล็กหรือพลาสติก (Stays) ดามอยู่ด้านหลัง เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว

กลไกการทำงาน (Pathogenesis of Relief):

  1. เพิ่มความดันในช่องท้อง (Intra-abdominal pressure): เมื่อรัดแน่น จะเหมือนการอัดอากาศเข้าไปในลูกโป่งในท้องเรา ซึ่งจะช่วยดันกระดูกสันหลังให้ยืดขึ้น ลดแรงกดที่หมอนรองกระดูกและข้อต่อได้ประมาณ 30%
  2. จำกัดการเคลื่อนไหว (Motion restriction): ป้องกันไม่ให้เราก้ม หรือบิดตัว ในท่าที่อันตราย ซึ่งอาจจะไปกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น
  3. เตือนสติ (Biofeedback): ความรู้สึกรัดตึงจะคอยเตือนสมองเราว่า "เฮ้ย! อย่าก้มผิดท่านะ หลังเจ็บอยู่นะ"

Myth VS Facts: ใส่นานๆ กล้ามเนื้อหลังจะลีบจริงไหม?

นี่คือคำถามปราบเซียนครับ คำตอบคือ "จริง...แต่มีเงื่อนไข"

จากการศึกษาทางการแพทย์ล่าสุด พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • ระยะสั้น (1-3 สัปดาห์): การใส่ LS Support เพื่อลดปวดเฉียบพลัน ไม่ได้ ทำให้กล้ามเนื้อลีบลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ช่วยลดปวดให้เรากลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น
  • ระยะยาว (เกิน 4-6 สัปดาห์ โดยไม่ออกกำลังกาย): นี่คือจุดเปลี่ยนครับ หากใส่ตลอดเวลาและพึ่งพาอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว สมองจะสั่งการให้กล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องทำงานน้อยลง (Disuse atrophy)
    • เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ "ออกแรง" เส้นใยกล้ามเนื้อจะเริ่มเล็กลง
    • ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อลดลง
    • ผลลัพธ์: พอถอดปุ๊บ จะปวดปั๊บ เพราะกล้ามเนื้อพยุงตัวเองไม่ไหว กลายเป็นวงจรที่ต้องกลับไปใส่ใหม่ไม่รู้จบ

ใครบ้างที่ "ควร" ใส่ LS Support?

เราไม่ได้ห้ามใส่เลยนะครับ อุปกรณ์นี้มีประโยชน์มากถ้าใช้ถูกคนและถูกเวลา:

  1. ผู้ที่มีอาการปวดหลังเฉียบพลัน: ปวดมากจนขยับตัวลำบาก กล้ามเนื้อเกร็งตัว หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนในระยะแรก (ใส่เพื่อลดการขยับ)
  2. หลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง: แพทย์มักให้ใส่เพื่อรอให้กระดูกเชื่อมติดกัน หรือแผลหายดี (ตามคำสั่งแพทย์)
  3. ผู้ที่ต้องยกของหนักเป็นครั้งคราว: ใส่เฉพาะตอนทำงานยกของหนัก เพื่อช่วยเซฟหลัง แต่ต้องถอดออกเมื่อเลิกงาน
  4. ผู้สูงอายุที่กระดูกสันหลังไม่มั่นคง: หรือกระดูกยุบ ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ อาจจำเป็นต้องใส่เพื่อช่วยพยุงในการเดิน

วิธีการใส่ LS Support ให้ "ถูกต้อง" และได้ผล

หลายคนซื้อมาใส่เอง แต่ใส่ผิด ทำให้ไม่ได้ผล หรือยิ่งทำให้อึดอัด

  1. ตำแหน่งที่ถูกต้อง: ขอบล่างของสายรัดควรอยู่ระดับเดียวกับ "กระดูกก้นกบ" หรือแก้มก้นส่วนบน (ไม่ใช่รัดที่เอวคอดกิ่วแบบเข็มขัดแฟชั่น) แกนเหล็กต้องแนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง
  2. ท่าทางตอนใส่: ควรใส่ในท่ายืนตรง หรือนอนราบ (เพื่อให้จัดทรงง่ายที่สุด)
  3. ความแน่น:
    • ดึงสายรัดหลัก (เส้นใหญ่) ให้กระชับพอดี ไม่แน่นจนหายใจไม่ออก
    • ดึงสายรัดเสริม (เส้นเล็กด้านข้าง) ให้แน่นขึ้นอีกนิด เพื่อเพิ่มแรงดันในช่องท้อง
    • เช็คความพอดี: ควรสามารถสอดนิ้วมือแบนๆ เข้าไปใต้เสื้อพยุงหลังได้ 1 นิ้วแบบฝืดๆ

แนวทางการ "เลิก" ใส่ (Weaning Process)

หมอเก่งขอแนะนำสูตร "ลด-ละ-เลิก" เพื่อป้องกันอาการ "ถอดแล้วหวิว" ครับ:

  1. ช่วงปวดมาก (สัปดาห์แรก): ใส่ได้เกือบตลอดเวลาที่ต้อง ลุก นั่ง ยืน เดิน (ถอดตอนนอนหลับ และตอนอาบน้ำ)
  2. ช่วงอาการเริ่มดีขึ้น:
    • ใส่: เฉพาะตอนที่ต้องทำกิจกรรมหนัก นั่งรถนานๆ หรือเดินไกลๆ
    • ถอด: ตอนนั่งพักผ่อนดูทีวีที่บ้าน ตอนทานข้าว หรือทำงานเบาๆ
  3. ช่วงหายปวด: เก็บเข้าตู้ครับ! จะหยิบมาใช้เฉพาะตอนที่ต้องยกของหนัก หรือต้องเดินทางไกลมากๆ เท่านั้น

การตรวจและการรักษาที่ถูกต้อง (Investigation & Management)

อย่าพึ่งพาแต่ LS Support จนลืมหาสาเหตุที่แท้จริง

การตรวจร่างกายและวินิจฉัย: หมอจะดูแนวสันหลัง การก้มเงย และเส้นประสาท หากมีสัญญาณอันตราย (Red Flags) เช่น ปวดร้าวลงขา ชา อ่อนแรง หรือมีไข้ หมออาจส่งตรวจเพิ่มเติม:

  • X-ray: ดูโครงสร้างกระดูก ความเสื่อม กระดูกเคลื่อน
  • MRI: ดูหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (กรณีรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น)

การรักษาที่ยั่งยืน (นอกจากการใส่ LS Support):

  • ยา: ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ (ใช้ระยะสั้น)
  • กายภาพบำบัด: ดึงหลัง ประคบอุ่น อัลตร้าซาวด์
  • การปรับพฤติกรรม: นั่งให้ถูกท่า ไม่ก้มยกของหนัก
  • สำคัญที่สุด: สร้าง "เสื้อเกราะธรรมชาติ" นั่นคือการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Stabilizer)

3 ท่าบริหาร สร้าง "เสื้อเกราะธรรมชาติ" (ทำได้ที่บ้าน)

ถ้าคุณไม่อยากใส่ LS Support ตลอดชีวิต ต้องทำ 3 ท่านี้ให้เก่งครับ:

  1. ท่าเกร็งหน้าท้อง (Stomach Vacuum): นอนหงาย ชันเข่า หายใจเข้าลึกๆ แล้วหายใจออกพร้อม "แขม่วท้อง" กดหลังให้ติดพื้น เกร็งค้างไว้ 10 วินาที ทำ 10 ครั้ง (ท่านี้ฝึกกล้ามเนื้อ Core muscle ชั้นลึกสุด)
  2. ท่าแพลงก์ (Plank): เริ่มจากทำบนเข่าก่อนก็ได้ครับ เกร็งหน้าท้องให้ลำตัวตรงเหมือนไม้กระดาน ค้างไว้เท่าที่ไหว เป้าหมายคือ 30-60 วินาที
  3. ท่าสะพานโค้ง (Bridging): นอนหงาย ชันเข่า ยกก้นขึ้นลอยจากพื้น เกร็งก้นและหลังล่าง ค้างไว้ 5-10 วินาที

พยากรณ์โรคและข้อควรระวัง

  • หายขาดไหม?: อาการปวดหลังส่วนใหญ่ 80-90% หายได้ด้วยการรักษาแบบประคับประคองและการใส่ LS Support ในระยะสั้นร่วมกับการกายภาพ
  • ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง:
    • ผิวหนังถลอก/แพ้: จากการใส่รัดเกินไป หรือวัสดุไม่ระบายอากาศ
    • ความดันโลหิตสูงขึ้น: ในผู้สูงอายุบางราย การรัดแน่นเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นเล็กน้อย หรือหายใจไม่สะดวก
    • โรคไส้เลื่อน/กรดไหลย้อน: การเพิ่มแรงดันในช่องท้องตลอดเวลา อาจกระตุ้นให้คนที่เป็นโรคเหล่านี้มีอาการแย่ลงได้ (ควรปรึกษาแพทย์)

สรุป

เสื้อพยุงหลัง (LS Support) เป็น "ตัวช่วย" ที่ดีเยี่ยมเมื่อเราเจ็บปวดหรือต้องใช้งานหลังหนักๆ แต่ไม่ใช่ "อวัยวะที่ 33" ที่เราต้องใส่ติดตัวตลอดเวลา

การใช้ที่ถูกต้องคือ "ใช้เมื่อจำเป็น ถอดเมื่อพัก และหมั่นสร้างกล้ามเนื้อ" หากคุณทำตามนี้ คุณจะมีหลังที่แข็งแรงด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ไปตลอดชีวิตครับ

อย่าลืมนะครับ... "เสื้อเกราะที่ดีที่สุด คือกล้ามเนื้อหลังของคุณเอง"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #เสื้อพยุงหลัง #LSSupport #กระดูกสันหลังเสื่อม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #กายภาพบำบัด #ปวดเอว #ดูแลผู้สูงอายุ


References (อ้างอิง)

  1. Rao R, et al. The effect of lumbar bracing on muscle strength and function. J Back Musculoskelet Rehabil. 2021.
    • (สรุป: การศึกษานี้ชี้ว่าการใส่เสื้อพยุงหลังในระยะสั้นไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อลีบ แต่การใส่ระยะยาวโดยไม่ออกกำลังกายจะลดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง)
  2. Palisson, et al. Effectiveness of lumbar supports in low back pain. Cochrane Database Syst Rev. 2018.
    • (สรุป: การทบทวนงานวิจัยพบว่า LS Support ช่วยลดปวดและเพิ่มความสามารถในการทำงานได้ดีในระยะเฉียบพลัน แต่ไม่ควรใช้เป็นวิธีการรักษาเดียวในระยะยาว)
  3. Jellema P, et al. Lumbar supports for prevention and treatment of low back pain. Spine. 2019.
    • (สรุป: บทบาทสำคัญของเสื้อพยุงหลังคือการป้องกันการบาดเจ็บซ้ำในคนที่ต้องยกของหนัก แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วย "ป้องกัน" โรคในคนปกติที่ไม่เคยปวดมาก่อน)
  4. Andersson GB, et al. Biomechanical effects of lumbar support. Eur Spine J. 2020.
    • (สรุป: อธิบายกลไกทางชีวกลศาสตร์ว่า LS Support ช่วยเพิ่มความดันในช่องท้องและลด Load ที่กระดูกสันหลังได้จริง)
  5. Clinical Practice Guidelines for the Management of Low Back Pain. North American Spine Society (NASS). 2022.
    • (สรุป: แนวทางการรักษามาตรฐานแนะนำให้ใช้ LS Support เป็นทางเลือกเสริม (Optional) ในช่วงสั้นๆ และเน้นย้ำเรื่องการออกกำลังกาย Core Stabilizer เป็นหลัก)

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

นอนผิดท่า... ตื่นมาน้ำตาไหล? 3 ท่านอน & 3 ท่านั่ง เปลี่ยนชีวิตคนเป็น "กระดูกทับเส้น"

 



นอนผิดท่า... ตื่นมาน้ำตาไหล? 3 ท่านอน & 3 ท่านั่ง เปลี่ยนชีวิตคนเป็น "กระดูกทับเส้น"


"หมอครับ ผมก็กินยาตามหมอสั่ง กายภาพก็ไปทำ แต่ทำไมตื่นเช้ามาปวดหลังร้าวลงขาจนก้าวไม่ออกเลยครับ?"

เชื่อไหมครับว่า คำถามนี้เป็น Top 5 ที่หมอเจอในห้องตรวจ คนไข้หลายคนตั้งใจรักษาอย่างดี แต่ตกม้าตายตอน "นอน" และ "นั่ง" ครับ

เราใช้เวลาบนเตียงนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง และนั่งทำงานอีกวันละ 8 ชั่วโมง รวมแล้วเกินครึ่งชีวิต! ถ้าเราจัดระเบียบร่างกายในช่วงเวลานี้ผิด ต่อให้ยาวิเศษแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ครับ วันนี้หมอเก่งจะมาแจกโพย "ท่าไม้ตาย" ปรับท่านอนและท่านั่ง ให้หมอนรองกระดูกของคุณได้พักผ่อนจริง ๆ ไม่ใช่ยิ่งนอนยิ่งช้ำ


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณก้อง ผู้แพ้ที่นอนยางพารา

"คุณก้อง" (นามสมมติ) หนุ่มโปรแกรมเมอร์ วัย 32 ปี เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นระดับเริ่มต้น คุณก้องลงทุนซื้อที่นอนยางพาราเกรดพรีเมียมราคาหลักหมื่น เพราะคิดว่าจะช่วยให้หายปวดหลัง แต่ปรากฏว่ายิ่งนอนยิ่งระบม จนต้องมาหาหมอ

"ผมก็นอนหงายปกติเลยครับหมอ นึกว่าที่นอนแพง ๆ จะช่วยรับน้ำหนัก"

พอหมอซักประวัติละเอียดถึงรู้ว่า คุณก้องชอบ นอนหงายเหยียดขาตรง และบางทีก็เผลอ นอนคว่ำเล่นมือถือ ก่อนหลับ... นี่แหละครับคือ "ฆาตกรเงียบ" ที่ทำร้ายหลังคุณก้องโดยไม่รู้ตัว เพราะการนอนเหยียดขาตรงจะทำให้กล้ามเนื้อหลังเกร็งแอ่นตลอดคืน ส่วนการนอนคว่ำคือท่าต้องห้ามเบอร์ 1 ของคนปวดหลังเลยครับ


ความจริงที่หมออยากบอก: ทำไมท่าทางถึงสำคัญ?

หมอขอเปรียบเทียบหมอนรองกระดูกเป็น "ลูกโป่งใส่น้ำ" ที่คั่นอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังครับ

  • ถ้าเรา นอนหรือนั่งถูกท่า = แรงดันในลูกโป่งจะกระจายตัวสม่ำเสมอ ลูกโป่งไม่ถูกบีบ
  • ถ้าเรา นอนผิดท่า (เช่น นอนคว่ำ หรือนั่งหลังงอ) = เหมือนเราเอามือบีบลูกโป่งข้างหนึ่งอย่างแรง น้ำในลูกโป่งก็จะ "ปลิ้น" ไปปูดอีกข้างหนึ่ง ซึ่งถ้ามันปูดไปโดนเส้นประสาท... ความปวดระดับ 10 ก็จะมาเยือนทันที

ดังนั้น การจัดท่า คือการ "ลดแรงดันในลูกโป่ง" เพื่อให้แผลที่ปลิ้นออกมาได้สมานตัวครับ


3 ท่านอน: หลับสบาย ตื่นมาไม่สะดุ้ง

เป้าหมายของท่านอนที่ดีคือ "รักษากระดูกสันหลังให้เป็นแนวตรงตามธรรมชาติ"

1. นอนหงาย + หมอนรองใต้เข่า (ท่าที่ดีที่สุด) ⭐

ท่านี้เป็นท่าไม้ตายครับ! การเอาหมอนข้างหรือหมอนหนุนมารองใต้ข้อพับเข่าทั้งสองข้าง จะช่วย:

  • ลดความโค้งแอ่นของหลังส่วนล่าง (Lumbar lordosis)
  • คลายกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพกที่ดึงรั้งกระดูกสันหลัง
  • ทำให้แผ่นหลังราบติดไปกับที่นอน แรงกดที่หมอนรองกระดูกจะลดลงต่ำที่สุด

2. นอนตะแคง + หมอนข้างคั่นกลาง (ท่าสามัญประจำบ้าน)

สำหรับคนชอบนอนตะแคง ให้ทำแบบนี้ครับ:

  • นอนตะแคงข้างที่ถนัด (หรือสลับกัน)
  • สำคัญมาก: ต้องมีหมอนข้าง หรือหมอนหนุน สอดไว้ระหว่างขาทั้งสองข้าง (ตั้งแต่เข่าถึงข้อเท้า)
  • ทำไมต้องสอด? ถ้าไม่มีหมอน ขาข้างบนจะตกลงมา ทำให้กระดูกสะโพกบิด และกระดูกสันหลังส่วนเอวบิดหมุนตาม เหมือนเราบิดผ้าขี้ริ้ว ทำให้หมอนรองกระดูกถูกเค้นครับ การมีหมอนคั่นจะช่วยล็อกสะโพกให้ขนานกัน

3. ท่างอตัวแบบกุ้ง (Fetal Position)

ท่านี้เหมาะมากสำหรับคนที่มีภาวะ โพรงประสาทตีบแคบ (Spinal Stenosis) ร่วมด้วย

  • นอนตะแคง แล้วงอเข่าทั้งสองข้างขึ้นมาหาหน้าอกเล็กน้อย (ไม่ต้องชิดมาก เอาที่สบาย) ก้มศีรษะลงนิดหน่อย
  • ท่านี้จะช่วย "ถ่าง" ช่องออกของเส้นประสาทให้กว้างขึ้น ลดการกดทับได้ดีเยี่ยมเวลานอน

ท่าต้องห้าม: นอนคว่ำ เด็ดขาด! เพราะจะทำให้หลังแอ่นมาก และคอต้องบิดไปด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้กระดูกคอและเอวรับกรรมหนักสุด ๆ ครับ


3 ท่านั่ง: นั่งทำงานยังไง ให้หลังไม่พัง

กฎเหล็กของการนั่งคือ "อย่าให้หลังค่อม" เพราะท่านั่งหลังค่อม แรงดันในหมอนรองกระดูกจะพุ่งสูงกว่าท่ายืนถึง 2 เท่า!

1. นั่งก้นชิด + หมอนหนุนหลัง (Lumbar Support)

เวลาหย่อนก้นลงเก้าอี้ อย่าแค่นั่งหมิ่น ๆ

  • ให้ดันก้นเข้าไปให้ลึกที่สุดจนชนพนักพิง
  • หาหมอนใบเล็ก ๆ หรือเบาะรองหลัง (Lumbar support) มารองตรง "ส่วนเว้าของเอว"
  • พิงพนักให้เต็มแผ่นหลัง เพื่อถ่ายน้ำหนักจากกระดูกสันหลังไปลงที่เก้าอี้แทน

2. กฎ 90-90-90 (ตั้งฉาก รับน้ำหนัก)

จัดระเบียบขาและแขนดังนี้ครับ:

  • ข้อศอก: ตั้งฉาก 90 องศา วางบนที่พักแขน หรือโต๊ะ โดยไม่ยกไหล่
  • สะโพก: ตั้งฉาก 90 องศากับลำตัว
  • เข่า: ตั้งฉาก 90 องศา
  • เท้า: ต้องวางราบติดพื้นเต็มฝ่าเท้า ห้ามลอย! ถ้าเท้าลอยให้หาเก้าอี้ซักผ้าหรือกล่องมารอง เพราะถ้าเท้าลอย น้ำหนักตัวจะไปโหล่งที่กระดูกหลังทั้งหมด

3. ท่า "อกผาย ไหล่ผึ่ง" (เลิกนั่งไขว่ห้าง)

หลายคนติดนั่งไขว่ห้าง หรือนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้

  • การไขว่ห้างทำให้กระดูกเชิงกรานเอียง ส่งผลให้กระดูกสันหลังคดงอโดยอัตโนมัติ
  • ให้วางเท้าคู่ขนานกัน ยืดตัวตรง มองจอคอมในระดับสายตา (ไม่ต้องก้มคอ)

เคล็ดลับเพิ่มเติมจากหมอเก่ง

  • อย่าเชื่อใจตัวเองเกินไป: ตั้งนาฬิกาเตือนทุก 45-60 นาที ให้ลุกขึ้นเดินไปกินน้ำ เข้าห้องน้ำ เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ "ท่านั่งที่ดีที่สุด คือท่านั่งที่คุณเปลี่ยนบ่อยๆ" ครับ
  • เวลาจะลุกจากที่นอน: อย่าลุกพรวดพราดแบบซิทอัพ (Sit-up) เพราะแรงกระชากจะทำให้หลังเจ็บ ให้ใช้วิธี "ตะแคงตัวก่อน แล้วเอาศอกดันตัวลุกนั่ง พร้อมกับหย่อนขาลงพื้น" (Log roll technique) เสมอ

สรุป

การรักษาโรคกระดูกทับเส้น ไม่ใช่แค่เรื่องของยาหรือการผ่าตัด แต่คือ "ศิลปะการใช้ชีวิต" ครับ ลองนำ 3 ท่านอน และ 3 ท่านั่งนี้ไปปรับใช้ตั้งแต่วันนี้ คืนแรกคุณอาจจะไม่ชิน แต่เชื่อหมอเถอะครับว่า กระดูกสันหลังของคุณจะขอบคุณคุณ และรางวัลที่คุณจะได้คือ "เช้าวันใหม่ที่ไร้ความปวด" ครับ

"ปรับท่าแค่นิด ชีวิตเปลี่ยนครับ"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ท่านอนแก้ปวดหลัง #ท่านั่งทำงาน #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดหลังลงขา #Ergonomics #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ดูแลตัวเอง


References

  1. Nachemson A. The load on lumbar disks in different positions of the body. Clin Orthop Relat Res. 1966;45:107-22.
    • (สรุป: งานวิจัยคลาสสิกที่เป็นต้นแบบเรื่องแรงดันในหมอนรองกระดูก ระบุชัดเจนว่าท่านั่งหลังค่อมและท่านอนคว่ำ เพิ่มแรงดันในหมอนรองกระดูกมหาศาล)
  2. Cary D, Briffa K, McKenna L. Identifying relationships between sleep posture and non-specific spinal symptoms in adults: A scoping review. Man Ther. 2019;41:40-53.
    • (สรุป: การทบทวนงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างท่านอนกับอาการปวดหลัง และแนะนำการใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อจัดระเบียบกระดูกสันหลังขณะหลับ)
  3. Mayo Clinic Staff. Slide show: Sleeping positions that reduce back pain. Mayo Clinic. 2023.
    • (สรุป: คำแนะนำจากสถาบันการแพทย์ระดับโลก เกี่ยวกับการจัดท่านอนที่ถูกต้องเพื่อลดอาการปวดหลัง ทั้งท่านอนหงายและตะแคง)
  4. Wheeler AH. Diagnosis and management of low back pain and sciatica. Am Fam Physician. 1995;52(5):1333-41, 1347-8.
    • (สรุป: แนวทางการดูแลผู้ป่วยปวดหลังร้าวลงขา ซึ่งเน้นย้ำเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นหัวใจสำคัญ)
  5. Grandjean E. Fitting the Task to the Man: An Ergonomic Approach. Taylor & Francis. 1988.
    • (สรุป: หลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ในการจัดท่านั่งทำงานที่ถูกต้อง เพื่อลดภาระของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ)