วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังธรรมดา หรือระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ? เช็ก 5 สัญญาณเตือน "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ก่อนสายเกินแก้

 



ปวดหลังธรรมดา หรือระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ? เช็ก 5 สัญญาณเตือน "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ก่อนสายเกินแก้


"แค่ปวดหลังเอง เดี๋ยวก็หาย... กินยาคลายกล้ามเนื้อก็จบ"

คุณเคยพูดประโยคนี้กับตัวเองไหมครับ? หรือเคยได้ยินคนใกล้ตัวบ่นแบบนี้บ่อย ๆ ไหม? คนส่วนใหญ่มักคิดว่าอาการปวดหลังเป็นเรื่องปกติของคนทำงานหนัก หรือคนนั่งหน้าคอมฯ นาน ๆ เดี๋ยวไปนวด เดี๋ยวแปะกอเอี๊ยะก็หาย แต่หมออยากจะบอกด้วยความเป็นห่วงครับว่า บางครั้ง "ความชะล่าใจ" อาจนำไปสู่การผ่าตัดใหญ่โดยไม่จำเป็น

วันนี้หมอเก่งจะพามาเช็กร่างกายตัวเองแบบง่าย ๆ ครับ ว่าอาการปวดที่คุณเป็นอยู่ คือ "ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไป" หรือกำลังเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคยอดฮิตอย่าง "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" กันแน่?


เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณต้นกับอาการ "ไฟช็อต"

เมื่อเดือนก่อน หมอได้ดูแล "คุณต้น" (นามสมมติ) วิศวกรหนุ่มวัย 38 ปี รูปร่างสูงใหญ่ คุณต้นเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยท่าทางที่ดูเจ็บปวดมาก เดินตัวเอียงและลากขาข้างขวาเล็กน้อย

"หมอครับ ตอนแรกผมก็ปวดเอวธรรมดา นึกว่ายกของหนักไปหน่อย แต่เมื่อเช้าตอนผมก้มจะใส่ถุงเท้า จู่ ๆ มันเหมือนมีไฟฟ้าวิ่งจี๊ดจากก้น ลงไปที่น่องเลยครับ ขาผมชาไปหมด ยืนแทบไม่อยู่"

นี่แหละครับ คือฉากทัศน์คลาสสิกของโรคนี้ จุดเริ่มต้นอาจดูเหมือนปวดเมื่อยธรรมดา แต่จุดพีคคือเมื่อเส้นประสาทโดนรบกวน จนส่งสัญญาณ "ไฟช็อต" ไปตามขา ถ้าคุณต้นรู้สัญญาณเตือนทั้ง 5 ข้อนี้ก่อน เขาอาจจะไม่ต้องเจ็บตัวขนาดนี้ครับ


ความจริงที่หมออยากบอก: หมอนรองกระดูก คืออะไร?

เพื่อความเข้าใจง่าย หมออยากให้ทุกคนนึกภาพ "ขนมเปี๊ยะ" หรือ "ยางรถยนต์ที่มีไส้เจลลี่ข้างใน" ครับ

กระดูกสันหลังของเราไม่ได้เป็นแท่งยาวแท่งเดียว แต่เกิดจากกระดูกก้อนเล็ก ๆ มาเรียงต่อกัน ระหว่างก้อนกระดูกแต่ละข้อ จะมี "หมอนรองกระดูก" (Disc) คั่นอยู่ ทำหน้าที่เป็นโช้กอัพ รองรับแรงกระแทกเวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด

  • เปลือกนอก: เหนียวและแข็งแรง (เหมือนยางรถยนต์)
  • ไส้ใน: เป็นวุ้นนิ่ม ๆ (เหมือนเจลลี่)

โรค "หมอนรองกระดูกทับเส้น" เกิดขึ้นเมื่อเปลือกนอกมันฉีกขาด (จากการก้มยกของผิดท่า, อายุที่มากขึ้น, หรืออุบัติเหตุ) ทำให้ไส้เจลลี่ข้างใน "ปลิ้น" ออกมา แล้วเจ้ากรรมนายเวรก็คือ มันดันไปปลิ้นทับ "เส้นประสาท" ที่วิ่งอยู่ด้านหลังพอดี! เส้นประสาทนี้ทำหน้าที่ส่งคำสั่งไปที่ขา พอโดนกดทับปุ๊บ ความเจ็บปวดจึงแล่นลงขาเหมือนไฟช็อตนั่นเองครับ


5 สัญญาณเตือน: นี่ไม่ใช่แค่ปวดหลังธรรมดา!

ลองสังเกตตัวเองหรือคนข้างๆ ดูนะครับ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อนี้ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า "ใช่แน่ๆ"

1. ปวดร้าวลงขา (Radiating Pain) สำคัญที่สุด

ถ้าปวดแค่ที่หลัง เอว หรือก้นกบ อาจจะเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ความปวดมัน "วิ่ง" หรือ "แล่น" จากเอว ผ่านก้น ลงไปที่ต้นขา น่อง หรือยาวไปถึงปลายเท้า นั่นคือสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังโดนกดทับ (Sciatica) อาการปวดจะจี๊ด ๆ เหมือนโดนไฟดูด ไม่ใช่ปวดเมื่อยตื้อ ๆ

2. อาการชา หรือความรู้สึกเพี้ยน (Numbness)

ลองเอามือลูบขาดูครับ ถ้าข้างหนึ่งรู้สึกปกติ แต่อีกข้างรู้สึกหนา ๆ เหมือนฉีดยาชา หรือรู้สึกยิบ ๆ เหมือนมดไต่ (Pins and needles) แปลว่าเส้นประสาทส่วนที่รับความรู้สึกกำลังทำงานบกพร่อง

3. ไอ จาม หรือเบ่ง แล้วปวดจี๊ด (Pain on Valsalva)

ข้อนี้เป็นจุดสังเกตที่ชัดมากครับ ใครที่เป็นอยู่จะรู้ดี เวลาจะจามทีไรต้องรีบเอามือจับหลัง หรือหาที่ยึด เพราะแรงดันในช่องท้องจากการไอ จาม หรือเบ่งถ่าย จะไปดันให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นอยู่แล้ว ดันออกมาทับเส้นประสาทแรงขึ้น ทำให้เกิดอาการสะดุ้งโหยงทันที

4. ขาอ่อนแรง (Weakness)

อันนี้น่ากลัวครับ ลองทดสอบง่าย ๆ:

  • เดินเขย่งปลายเท้าได้ไหม? (ถ้าไม่ได้ อาจกดทับเส้นประสาทข้อ S1)
  • เดินใช้ส้นเท้าเดิน แล้วกระดกปลายเท้าขึ้นได้ไหม? (ถ้ากระดกไม่ขึ้น หรือ "เท้าตก" อาจกดทับเส้นประสาทข้อ L5) ถ้าขาข้างใดข้างหนึ่งไม่มีแรง ต้องรีบมาหาหมอด่วนครับ

5. สัญญาณอันตราย: ขับถ่ายผิดปกติ (Cauda Equina Syndrome) 🚨 ภาวะฉุกเฉิน 🚨

ถ้าคุณมีอาการปวดหลังร่วมกับ "กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้" หรือ "ชาบริเวณรอบทวารหนักและอวัยวะเพศ" นี่คือภาวะวิกฤตที่ต้องผ่าตัดด่วนภายใน 24 ชั่วโมง มิฉะนั้นอาจพิการถาวรได้ ห้ามรอพรุ่งนี้เด็ดขาด!


การตรวจวินิจฉัย: ไม่ต้องเดา ให้ภาพเล่าเรื่อง

เมื่อมาถึงมือหมอ การซักประวัติและตรวจร่างกายช่วยบอกได้กว่า 80% แล้วครับ แต่เพื่อความชัวร์และวางแผนรักษา เรามักจะใช้:

  • X-ray: ดูโครงสร้างกระดูกกว้าง ๆ (แต่มองไม่เห็นหมอนรองกระดูกและเส้นประสาทชัดเจน)
  • MRI (Magnetic Resonance Imaging): นี่คือพระเอกครับ การทำ MRI จะเห็นภาพตัดขวางชัดเจนเลยว่า "เจลลี่" มันปลิ้นออกมาตรงไหน ทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด ทำให้หมอวางแผนการรักษาได้แม่นยำเหมือนจับวาง

แนวทางการรักษา: ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

คำถามที่คนไข้กลัวที่สุดคือ "หมอคะ ต้องผ่าไหม?" ข่าวดีครับ! 80-90% ของผู้ป่วยโรคนี้ หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ร่างกายเรามีความมหัศจรรย์ครับ ส่วนที่ปลิ้นออกมาสามารถฝ่อและยุบลงไปได้เองตามธรรมชาติ หรือร่างกายปรับตัวให้อยู่ร่วมกับมันได้ แนวทางการรักษาจึงเริ่มจากเบาไปหาหนัก:

  1. ปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification): งดก้มยกของหนัก, ไม่นั่งท่าเดิมนานเกิน 1 ชม., ลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกด
  2. ยา (Medication): ยาแก้ปวดปลายประสาท, ยาลดการอักเสบ, ยาคลายกล้ามเนื้อ (ตามแพทย์สั่ง)
  3. กายภาพบำบัด (Physical Therapy): การดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องว่างกระดูกให้กว้างขึ้น ลดแรงกดทับ, การใช้ความร้อน/เย็น, การบริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle)
  4. การฉีดยาเข้าโพรงสันหลัง (Epidural Steroid Injection): ฉีดยาลดอักเสบเข้าไปที่จุดกดทับโดยตรง ช่วยลดปวดได้ดีมากในระยะเฉียบพลัน
  5. การผ่าตัด (Surgery): จะทำก็ต่อเมื่อ...
    • รักษาด้วยวิธีข้างต้น 6-12 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น จนรบกวนชีวิตประจำวัน
    • มีอาการขาอ่อนแรงชัดเจน
    • มีภาวะควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ (ต้องผ่าทันที) ปัจจุบันมีเทคโนโลยี การผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic / Microscopic) แผลเล็กเท่าปลายนิ้ว ฟื้นตัวไว เดินได้ในวันถัดไป ไม่น่ากลัวเหมือนสมัยก่อนแล้วครับ

พยากรณ์โรค: จะกลับมาซ้ำไหม?

โรคนี้รักษาหายแล้ว "มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้" ครับ ถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบเดิม หมอนรองกระดูกที่เคยแตกหรือปลิ้น ก็เหมือนยางรถยนต์ที่เคยปะมาแล้ว ความแข็งแรงอาจไม่เท่าเดิม 100% ดังนั้น หัวใจสำคัญหลังการรักษาคือ "การสร้างเกราะป้องกัน" นั่นคือการออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลังครับ


สรุป

อาการปวดหลังที่มีสัญญาณเตือน "ร้าวลงขา - ชา - อ่อนแรง" ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ครับ หมออยากให้ทุกคนลองสังเกตตัวเองดู ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ อย่าซื้อยากินเองจนเรื้อรัง รีบมาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจให้แน่ใจ การรู้เร็ว รักษาเร็ว ส่วนใหญ่จบได้ที่ "กายภาพและยา" ไม่ต้องถึงมือมีดหมอครับ

"ดูแลกระดูกสันหลังของคุณให้ดี เพราะเขาคือเสาหลักของชีวิตคุณครับ"


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังร้าวลงขา #ปวดหลัง #กระดูกสันหลัง #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดส่องกล้อง #สุขภาพวัยทำงาน #หมอเก่งกระดูกและข้อ


References

  1. Kreiner DS, et al. North American Spine Society (NASS) Clinical Guidelines for Diagnosis and Treatment of Lumbar Disc Herniation with Radiculopathy. The Spine Journal. 2014;14(11):2803-2810.
    • (สรุป: แนวทางปฏิบัติระดับสากลจากสมาคมกระดูกสันหลังแห่งอเมริกาเหนือ เกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นอย่างเป็นระบบ)
  2. Amin RM, et al. Lumbar Disc Herniation: Diagnosis and Management. BMJ. 2017;357:j1333.
    • (สรุป: บทความวิชาการที่รวบรวมข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยและการดูแลผู้ป่วย ทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด)
  3. Vialle LR, et al. Lumbar disc herniation. Revista Brasileira de Ortopedia. 2010;45(1):17-22.
    • (สรุป: ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพยาธิสภาพ อาการแสดง และขั้นตอนการรักษาที่เข้าใจง่ายและครอบคลุม)
  4. Deyo RA, Mirza SK. Herniated Lumbar Intervertebral Disk. New England Journal of Medicine. 2016;374(18):1763-1772.
    • (สรุป: งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ อธิบายถึงกลไกการเกิดโรคและการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม)
  5. Thai Orthopedic Society for Sports Medicine (TOSSM) Guidelines.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น