ปวดหลังร้าวลงขาเหมือนกัน... แต่คนละโรค! เจาะลึกความต่าง "หมอนรองกระดูกแตก" VS "โพรงประสาทตีบ" อันไหนร้ายกว่ากัน?
"หมอครับ อาการของผมนี่ตกลงมันเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้น หรือกระดูกเสื่อมทับเส้นกันแน่ครับ? เพื่อนผมบอกว่าเขาเป็นหมอนรองฯ ต้องผ่าตัด ผมกลัวจะเป็นเหมือนเขา"
คำถามนี้หมอเจอบ่อยมากครับ เพราะอาการ "ปวดหลังร้าวลงขา" มันเป็นเหมือนอาการแฝดพี่แฝดน้อง ที่ทำให้หลายคนสับสน แต่เชื่อไหมครับว่า ในความเหมือนนั้น มีความต่างที่ชัดเจนมาก ชนิดที่ว่าแค่ฟังคนไข้เล่าอาการ หมอก็พอจะเดาออกแล้วว่าเป็นโรคไหน
วันนี้หมอเก่งจะพามาไขข้อข้องใจแบบเจาะลึก โดยไม่ต้องเปิดตารางดูให้เวียนหัว เราจะมาคุยกันแบบภาษาชาวบ้านว่า "โรคของคนหนุ่มสาว" กับ "โรคของผู้สูงวัย" มันต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่เรียกว่าอันตรายครับ
เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: คุณเอก vs ลุงสมเกียรติ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ลองเทียบอาการของคนไข้ 2 ท่านนี้ดูครับ
คนแรก "คุณเอก" หนุ่มออฟฟิศวัย 35 ปี เดินตัวเอียงเข้ามา หน้าตาเหยเก เอามือจับหลังตลอดเวลา คุณเอกเล่าว่า "เมื่อวานก้มลงไปยกกล่องเอกสาร ดังกร๊อบ! แล้วปวดจี๊ดที่หลังเหมือนไฟช็อต ร้าวลงขาซ้ายทันทีเลยหมอ นั่งทำงานไม่ได้เลยครับ ปวดมากต้องยืนหรือนอนถึงจะดีขึ้น"
คนที่สอง "ลุงสมเกียรติ" วัย 72 ปี เดินเข้ามาปกติดี แต่แกบอกหมอว่า "ลุงปวดมาเป็นปีแล้วหมอ เวลาอยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอเดินไปตลาดสัก 500 เมตร ขามันจะตึงๆ หนักๆ เหมือนก้าวไม่ออก ต้องหาที่นั่งพัก พอได้นั่งงอตัวลงสักพักก็หาย เดินต่อได้ เป็นแบบนี้ตลอดเลย"
เห็นความต่างไหมครับ? คนหนึ่งปวดเฉียบพลันจากการก้ม ส่วนอีกคนปวดเรื้อรังจากการเดิน นี่แหละครับคือจุดแบ่งสำคัญของสองโรคนี้
โรคที่ 1: หมอนรองกระดูกทับเส้น (Herniated Disc) - "โรคของเจลลี่ทะลัก"
โรคนี้คือโรคของคุณเอกครับ มักเจอใน "วัยทำงาน" (อายุ 20-50 ปี) ที่กระดูกและหมอนรองกระดูกยังมีความชุ่มน้ำอยู่
กลไกการเกิด: จินตนาการว่าหมอนรองกระดูกเราเหมือน "ขนมปังไส้ครีม" หรือ "โดนัทไส้เจลลี่" ครับ เปลือกนอกเหนียว แต่ข้างในนิ่ม วันดีคืนดีที่เราก้มยกของหนัก หรือจามแรงๆ แรงดันในหมอนรองกระดูกมันสูงขึ้นจนเปลือกนอก "ฉีกขาด" ทำให้ไส้เจลลี่ข้างใน "ปลิ้น" ออกมาทับเส้นประสาทอย่างรวดเร็ว
อาการเด่น:
- ปวดแบบไฟช็อต: จะปวดจี๊ดๆ รุนแรงและเฉียบพลัน ร้าวจากหลังลงไปที่ขาหรือเท้าตามแนวเส้นประสาท
- แพ้ท่าก้ม: คนที่เป็นโรคนี้จะ "กลัวการก้มและการนั่ง" ครับ เพราะท่ายิ่งก้ม ไส้เจลลี่ยิ่งปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทมากขึ้น จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อ "ยืนหรือนอน"
โรคที่ 2: โพรงประสาทตีบแคบ (Spinal Stenosis) - "โรคของท่อสนิมเกรอะ"
ส่วนนี่คือโรคของลุงสมเกียรติครับ เป็นโรคของ "ผู้สูงอายุ" (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เกิดจากความเสื่อมตามกาลเวลา
กลไกการเกิด: เปรียบเทียบกระดูกสันหลังเหมือน "ท่อน้ำเก่าๆ" ที่ใช้งานมานาน 60-70 ปีครับ ภายในท่อเริ่มมีสนิมเกาะ (หินปูน) มีตะกรัน (เส้นเอ็นหนาตัว) ทำให้ "รูท่อ" ที่มีเส้นประสาทวิ่งอยู่ มันแคบลงเรื่อยๆ จนไปบีบรัดเส้นประสาท
อาการเด่น:
- ปวดแบบหน่วง/เมื่อย/ตะคริว: อาการจะไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนวัยรุ่น แต่จะรู้สึก "หนักขา ขาชา ขาอ่อนแรง" เหมือนมีทรายถ่วงขา
- แพ้ท่าแอ่น/ท่าเดิน: คนไข้กลุ่มนี้จะ "เดินไกลไม่ได้" เพราะเวลาเดินหรือยืน หลังเราจะแอ่นนิดๆ ทำให้ช่องประสาทที่แคบอยู่แล้ว ยิ่งตีบลงไปอีก
- ชอบท่าก้ม: นี่คือท่าไม้ตาย! คนไข้จะชอบนั่งพัก หรือเดินก้มตัว (เหมือนเข็นรถเข็นในห้าง) เพราะท่าก้มจะช่วยถ่างขยายช่องประสาทให้กว้างขึ้น เลือดไหลเวียนสะดวกขึ้น จึงหายปวดครับ
คำถามสำคัญ: แบบไหน "อันตราย" กว่ากัน?
ถ้าถามหมอว่าอันไหนน่ากลัวกว่า คำตอบคือ "วัดกันที่ความเสียหายของเส้นประสาท ไม่ใช่ชื่อโรค" ครับ ทั้งสองโรคมีความรุนแรงได้พอๆ กัน
ความอันตรายของหมอนรองกระดูกทับเส้น (วัยทำงาน): แม้อาการจะดูรุนแรง ปวดจนร้องไห้ แต่ข่าวดีคือ "ร่างกายมีโอกาสดูดซึมเจลลี่กลับคืนได้เอง" ประมาณ 70-80% ของคนไข้ หายได้เองโดยไม่ต้องผ่าตัด เพียงแค่พักและทำกายภาพบำบัด ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดส่วนที่ปลิ้นออกมาได้
ความอันตรายของโพรงประสาทตีบ (ผู้สูงอายุ): เนื่องจากมันเกิดจากหินปูนและความเสื่อม "มันจะไม่หายไปเอง" ครับ รูที่ตีบแล้วก็ตีบเลย อาการมักจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่หายขาด แต่ดูแลประคับประคองได้ ความน่ากลัวคือถ้าปล่อยไว้นานจนเส้นประสาทขาดเลือดเรื้อรัง อาจทำให้กล้ามเนื้อขาลีบถาวรได้
สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบผ่าตัดด่วน (ไม่ว่าจะเป็นโรคไหน):
- ขับถ่ายผิดปกติ: กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก
- ชาบริเวณรอบก้น: (Saddle Anesthesia) ชาตรงจุดที่สัมผัสอานจักรยาน
- ขาอ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น (Foot drop) เดินแล้วขาพับ
สรุปแนวทางการดูแลรักษา
แม้สาเหตุจะต่างกัน แต่หลักการรักษาเบื้องต้นคล้ายกันครับ คือ "หลีกเลี่ยงท่าที่กระตุ้นอาการ"
- ถ้าเป็นหมอนรองกระดูก (วัยรุ่น): เลี่ยงการก้ม เลี่ยงการนั่งนานๆ ให้เน้นท่านอนราบ และบริหารกล้ามเนื้อหลังในท่าที่เหมาะสม
- ถ้าเป็นโพรงประสาทตีบ (ผู้สูงวัย): เลี่ยงการแอ่นหลัง เลี่ยงการเดินไกลเกินกำลัง ให้เน้นปั่นจักรยาน (เพราะได้ก้มตัวนิดๆ) และฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้อง
สุดท้าย หมออยากบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน "ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด" ครับ หากท่านรู้ตัวเร็ว และปรับพฤติกรรมได้ทันท่วงที อย่าเพิ่งตกใจกับชื่อโรค ให้สังเกตอาการตัวเอง แล้วมาปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดที่สุดครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#หมอนรองกระดูกทับเส้น #โพรงประสาทตีบ #ปวดหลังร้าวลงขา #กระดูกสันหลังเสื่อม #แยกโรคปวดหลัง #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังคนแก่ #ปวดหลังวัยทำงาน
Reference
- Kreiner DS, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-207.
- (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยแยกโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น ระบุลักษณะอาการปวดเฉียบพลันและการตอบสนองต่อการรักษา)
- Genevay S, Atlas SJ. Lumbar Spinal Stenosis. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2010;24(2):253-265.
- (สรุป: อธิบายอาการทางคลินิกที่สำคัญของโรคโพรงประสาทตีบ โดยเฉพาะอาการ Neurogenic Claudication หรือการเดินแล้วปวดขัด)
- Suri P, Rainville J, Kalichman L, Katz JN. Does this older adult with lower extremity pain have the clinical syndrome of lumbar spinal stenosis? JAMA. 2010;304(23):2628-2636.
- (สรุป: บทความวิชาการที่ช่วยแพทย์และคนทั่วไปแยกแยะอาการปวดขาในผู้สูงอายุ ว่าเกิดจากเส้นเลือดหรือเส้นประสาท)
- Deyo RA, Mirza SK. Herniated Lumbar Intervertebral Disk. N Engl J Med. 2016;374:1763-1772.
- (สรุป: ข้อมูลภาพรวมของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้น ตั้งแต่กลไกการเกิดโรคไปจนถึงการพยากรณ์โรคที่ส่วนใหญ่หายเองได้)
- Costandi, S. et al. Pathophysiology and Treatment of Lumbar Spinal Stenosis. Pain Practice. 2015.
- (สรุป: เปรียบเทียบพยาธิสภาพที่แตกต่างกันระหว่างโรคที่เกิดจากความเสื่อม (Stenosis) กับโรคที่เกิดจากการบาดเจ็บ (Herniation))
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น