วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

ปวดหลังร้าวลงขา... นึกว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบ ที่แท้ "กระดูกสันหลังเลื่อน" (L5-S1) !? รู้ทันระดับความรุนแรงและทางออกที่ไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป

 

ปวดหลังร้าวลงขา... นึกว่าแค่กล้ามเนื้ออักเสบ ที่แท้ "กระดูกสันหลังเลื่อน" (L5-S1) !? รู้ทันระดับความรุนแรงและทางออกที่ไม่ต้องผ่าตัดเสมอไป


"หมอครับ... ผมแค่ก้มยกกระถางต้นไม้ ทำไมมันปวดแปลบลงขาจนเดินแทบไม่ได้?"

นี่คือประโยคแรกที่ "คุณสมชาย" (นามสมมติ) ชายวัย 58 ปี พูดกับผมในห้องตรวจ แกเดินเข้ามาด้วยท่าทางกะเผลก มือข้างหนึ่งจับที่เอวด้านหลังแน่น อีกมือพยุงโต๊ะไว้ หน้าตาบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่รบกวนชีวิตประจำวันอย่างหนัก

คุณสมชายเล่าว่า แกชอบทำสวน วันหยุดก็ขุดดิน ยกปุ๋ย เป็นปกติ มีปวดเมื่อยบ้างก็กินยาคลายกล้ามเนื้อแล้วนอนพักก็หาย แต่ครั้งนี้ต่างออกไป... เสียง "กึก" ที่หลังตอนก้มยกของ ตามมาด้วยอาการปวดร้าวเหมือนไฟฟ้าช็อตวิ่งจี๊ดลงไปที่ขาขวา ชาไปถึงปลายนิ้วเท้า พอนั่งพักก็ดีขึ้น แต่พอลุกเดินได้ไม่ถึง 50 เมตร ก็ต้องหยุดยืนเพราะปวดจนขาอ่อนแรง

คุณสมชายกังวลมาก ถามผมด้วยเสียงสั่นเครือว่า "หมอครับ... กระดูกผมหักหรือเปล่า? หรือผมจะเป็นอัมพาตไหม?"

เรื่องราวของคุณสมชาย คือภาพสะท้อนของคนไข้จำนวนมากที่มาหาผม ด้วยอาการที่คิดว่าเป็นแค่ "ปวดหลังธรรมดา" หรือ "กระดูกทับเส้นทั่วไป" แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ซ่อนอยู่คือภาวะ "กระดูกสันหลังเลื่อน (Spondylolisthesis)" โดยเฉพาะที่ข้อต่อยอดฮิตอย่าง L5-S1 (กระดูกสันหลังส่วนเอวข้อสุดท้ายต่อกับกระดูกก้นกบ)

วันนี้หมอเก่งจะพามาไขความจริงเรื่องนี้กันครับ แบบเจาะลึกแต่อ่านง่าย เพื่อให้คุณและคนที่คุณรัก ได้รู้ทัน ป้องกัน และรักษาได้อย่างถูกวิธี


ความจริงเกี่ยวกับ "กระดูกสันหลังเลื่อน"

ลองจินตนาการถึง "ตั้งตึกบล็อกไม้" (เหมือนเกม Jenga) หรือ "ขบวนรถไฟ" ที่ต่อกันเป็นแนวยาวดูนะครับ

กระดูกสันหลังของคนเรา ก็เหมือนตู้รถไฟที่เรียงต่อกันขึ้นไป โดยมี "ข้อต่อ" และ "หมอนรองกระดูก" ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมและตัวล็อก เพื่อให้ขบวนรถไฟนี้โค้งงอได้แต่ไม่หลุดออกจากกัน

แต่เมื่อเกิดภาวะ "กระดูกสันหลังเลื่อน" (Spondylolisthesis) มันคือเหตุการณ์ที่ "ตัวล็อก" (Pars interarticularis) ที่ยึดระหว่างตู้รถไฟตู้ที่ 5 (L5) กับฐานสถานี (S1) เกิดการชำรุด หลวม หรือแตกหัก ทำให้ตู้รถไฟตู้ที่ 5 "ไถล" หรือ "เลื่อน" เคลื่อนที่ไปข้างหน้ามากกว่าปกติ

เมื่อมันเลื่อนไปข้างหน้า สิ่งที่ตามมาคือ:

  1. ความไม่มั่นคง: เหมือนตึกที่ฐานเริ่มโยกเยก
  2. การเบียดทับ: ด้านหลังของกระดูกที่เลื่อน จะไปดึงรั้งหรือเบียดทับ "สายไฟ" (เส้นประสาท) ที่วิ่งผ่านช่องนั้น
  3. ความเจ็บปวด: เกิดจากการเสียดสีของข้อต่อ และการอักเสบของเส้นประสาท

ดังนั้น อาการปวดของคุณสมชาย ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบ แต่คือสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างหลักของร่างกายกำลังเสียสมดุลครับ


เจาะลึก: สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Pathogenesis)

ทำไมกระดูกที่แข็งแรงถึงเลื่อนได้? สาเหตุหลักๆ ที่พบบ่อยในคนไทย มี 2 แบบใหญ่ๆ ครับ:

1. แบบเสื่อมตามวัย (Degenerative Spondylolisthesis): อันนี้พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ (50 ปีขึ้นไป) เกิดจาก "หมอนรองกระดูก" ที่เปรียบเสมือนโช้คอัพเริ่มแห้งและยุบตัวลง ประกอบกับ "ข้อต่อด้านหลัง" (Facet joint) หลวมและเสื่อมสภาพ เอ็นที่ยึดกระดูกเริ่มหย่อนยาน ทำให้กระดูกสันหลังทนแรงกระแทกได้น้อยลง จนค่อยๆ ไถลเลื่อนออกไปช้าๆ

2. แบบมีรอยร้าวที่ตัวล็อก (Isthmic Spondylolisthesis): มักพบในคนอายุน้อยกว่า หรือวัยทำงาน สาเหตุเกิดจากกระดูกส่วนที่ทำหน้าที่เป็นตะขอเกี่ยว (Pars interarticularis) เกิดรอยร้าวหรือแตก (Spondylolysis) ซึ่งอาจเกิดจากการใช้งานหนักสะสมตั้งแต่วัยรุ่น (เช่น นักกีฬายิมนาสติก, ยกน้ำหนัก, หรือคนที่แอ่นหลังบ่อยๆ) เมื่อตะขอหัก ตัวกระดูกก็เลยไม่มีตัวรั้ง ไถลไปข้างหน้าได้ง่าย

ตำแหน่งยอดฮิต: L5-S1 ทำไมต้องตรงนี้? เพราะ L5-S1 คือรอยต่อสุดท้ายของกระดูกสันหลังส่วนเอว ที่ต้องรับน้ำหนักตัวท่อนบนเกือบทั้งหมด และเป็นจุดหักมุม (Angle) เพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่สะโพก จึงเป็นจุดที่รับแรงเฉือน (Shear force) มากที่สุดในร่างกายครับ


ระดับความรุนแรง (Grading): กระดูกเลื่อนไปแค่ไหนแล้ว?

ทางการแพทย์ เราแบ่งความรุนแรงตามระยะทางที่กระดูกเลื่อนหลุดออกไป โดยใช้เกณฑ์ของ Meyerding Classification แบ่งเป็น 4-5 ระดับครับ (ลองนึกภาพหน้าตัดกระดูกแบ่งเป็น 4 ส่วน)

  • Grade 1 (เลื่อนเล็กน้อย): กระดูกเลื่อนไปข้างหน้า น้อยกว่า 25% ของความกว้างกระดูก
    • อาการ: อาจแค่ปวดเมื่อยหลังเวลาเดินนานๆ หรือไม่มีอาการเลย
  • Grade 2 (เลื่อนปานกลาง): กระดูกเลื่อนไป 25% – 50%
    • อาการ: เริ่มปวดร้าวลงขา เดินได้ระยะทางสั้นลง รู้สึกตึงที่ขาหนีบหรือต้นขาด้านหลัง
  • Grade 3 (เลื่อนมาก): กระดูกเลื่อนไป 50% – 75%
    • อาการ: ปวดมาก การทรงตัวเริ่มเสีย อาจมีหลังโก่งผิดรูปชัดเจน
  • Grade 4 (เลื่อนรุนแรง): กระดูกเลื่อนไป 75% – 100%
    • อาการ: อันตรายมาก เส้นประสาทถูกดึงรั้งรุนแรง ขาอ่อนแรง ขับถ่ายลำบาก
  • Spondyloptosis (หลุดทั้งอัน): เลื่อนหลุดออกมา 100% (พบน้อยมาก)

ข่าวดี: คนไข้ส่วนใหญ่ที่หมอเจอ (รวมถึงคุณสมชาย) มักจะอยู่ใน Grade 1 หรือ Grade 2 ซึ่งกลุ่มนี้ "มีโอกาสรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดสูงมาก" ครับ


เช็คอาการ: สัญญาณเตือนที่บอกว่า "กระดูกอาจกำลังเลื่อน"

ลองสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ชิดดูนะครับ ว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่?

  1. ปวดหลังส่วนล่าง: มักปวดตื้อๆ ลึกๆ บริเวณบั้นเอว
  2. ปวดมากขึ้นเมื่อ "ยืน" หรือ "เดิน" และ "แอ่นหลัง": นี่คือจุดเด่นเลยครับ เพราะท่าเหล่านี้ทำให้ช่องไขสันหลังตีบแคบลงและกระดูกเลื่อนมากขึ้น
  3. อาการ "ดีขึ้น" เมื่อ "นั่ง" หรือ "ก้มตัว": (Shopping Cart Sign) เหมือนเวลาคนแก่เข็นรถเข็นในห้างแล้วต้องก้มตัวไปข้างหน้า เพราะท่าก้มช่วยถ่างขยายช่องเส้นประสาท ทำให้สบายขึ้น
  4. ปวดร้าวลงขา (Sciatica): ปวดแปลบเหมือนไฟช็อต หรือปวดหน่วงๆ ร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือน่อง
  5. กล้ามเนื้อขาตึงมาก (Hamstring Tightness): เดินก้าวขาไม่ออก ก้าวสั้นๆ รู้สึกตึงเส้นเอ็นหลังหัวเข่ามากผิดปกติ
  6. เดินเป็ด (Waddling Gait): ในรายที่เป็นมาก สะโพกจะบิด การเดินจะดูโคลงเคลงเพื่อพยุงตัว

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย: หมอจะทำอะไรบ้าง?

เพื่อให้มั่นใจว่าใช่กระดูกเคลื่อนจริงไหม และรุนแรงแค่ไหน เราต้องตรวจดังนี้ครับ:

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะให้ลองก้ม ลองแอ่นหลัง ยกขา เช็คกำลังกล้ามเนื้อ และดูการตอบสนองของระบบประสาท (Reflex)
  2. เอกซเรย์ (X-ray):
    • ท่าก้มและท่าเงย (Dynamic view): สำคัญมาก! เพื่อดูความมั่นคง (Instability) ว่าเวลาขยับตัว กระดูกมันเลื่อนไปมาหรือไม่ นี่คือหัวใจของการวินิจฉัยโรคนึ้เลยครับ
  3. MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า):
    • ทำเมื่อมีอาการชา ขาอ่อนแรง หรือรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น เพื่อดูว่า "เส้นประสาท" ถูกกดทับมากน้อยแค่ไหน และดูสภาพของหมอนรองกระดูกว่าเสื่อมด้วยไหม
  4. CT Scan: อาจทำในบางกรณีที่ต้องการดูรายละเอียดของโครงสร้างกระดูกและรอยแตกหักให้ชัดเจนที่สุด

แนวทางการรักษา: จำเป็นต้องผ่าตัดไหม?

คำตอบคือ "ไม่เสมอไป" ครับ คนไข้กว่า 80-90% อาการดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative Treatment)

1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (ทางเลือกแรก)

เป้าหมายคือ: ลดปวด + สร้างความมั่นคงให้กระดูก

  • ปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification):
    • เลี่ยงการยกของหนักเด็ดขาด
    • เลี่ยงการแอ่นหลัง หรือบิดเอวเร็วๆ
    • ลดน้ำหนัก (ถ้าน้ำหนักเกิน) เพื่อลดภาระที่ L5-S1 ต้องแบกรับ
  • ยา (Medication):
    • ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดอาการในระยะเฉียบพลัน
    • ยาวิตามินบำรุงปลายประสาท (กรณีมีอาการชา)
  • กายภาพบำบัด (Physical Therapy): พระเอกตัวจริง!
    • การดึงหลัง (Traction), อัลตราซาวด์ (Ultrasound), เลเซอร์ (Laser) ช่วยลดปวด
    • สำคัญที่สุด: การออกกำลังกายเสริมสร้าง "กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว" (Core Stabilizing Exercise) เปรียบเสมือนการสร้าง "เข็มขัดธรรมชาติ" (Natural Corset) มาล็อคกระดูกสันหลังไว้ไม่ให้เลื่อนเพิ่ม
  • การฉีดยา (Intervention):
    • ถ้ากินยาและกายภาพแล้วยังปวด หมออาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) เพื่อลดการอักเสบโดยตรงที่เส้นประสาท ช่วยให้หายปวดได้เร็วและทำกายภาพต่อได้สะดวกขึ้น

2. การผ่าตัด (Surgical Treatment)

จะพิจารณาก็ต่อเมื่อ:

  • รักษาแบบไม่ผ่าตัดเต็มที่แล้ว 3-6 เดือน อาการไม่ดีขึ้น
  • ปวดมากจนรบกวนการนอน หรือใช้ชีวิตไม่ได้
  • มีอาการทางระบบประสาทรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น ขาอ่อนแรงชัดเจน (Foot drop) หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ (Cauda Equina Syndrome - อันนี้ต้องผ่าด่วน)

วิธีผ่าตัด: ปัจจุบันมีเทคโนโลยีแผลเล็ก (MIS)

  • การเชื่อมข้อกระดูก (Fusion): ใส่สกรูยึดกระดูก (Pedicle Screw) และใส่หมอนรองกระดูกเทียม เพื่อตรึงกระดูก L5 และ S1 ให้ติดกันแน่น ไม่ขยับเลื่อนอีกต่อไป
  • การระบายโพรงประสาท (Decompression): ตัดกระดูกส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก

การพยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

  • Grade 1-2: หากดูแลตัวเองดี ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสม่ำเสมอ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเกือบ 100% โดยไม่มีอาการปวด แต่อาจจะต้องระวังเรื่องการใช้งานหนักตลอดไปครับ
  • ความเสี่ยง: หากไม่ดูแล กระดูกอาจเลื่อนเพิ่มระดับได้ (Progression)
  • หลังผ่าตัด: โอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก แต่ต้องพักฟื้นและทำกายภาพตามขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้ "ข้อข้างเคียง" (Adjacent segment) เสื่อมตามมาในอนาคต

สรุป: บทเรียนจากเคสคุณสมชาย

สำหรับคุณสมชาย หลังจากตรวจ MRI พบว่าเป็น Grade 1 และมีหมอนรองกระดูกเสื่อมร่วมด้วยเล็กน้อย หมอแนะนำให้หยุดยกของหนักทันที กินยาลดการอักเสบ 2 สัปดาห์ และเข้าโปรแกรมกายภาพบำบัดเน้นท่า "Pelvic Tilt" และการเกร็งหน้าท้อง

ผ่านไป 2 เดือน คุณสมชายเดินได้คล่องขึ้น อาการปวดร้าวลงขาหายไปเกือบหมด สามารถกลับมาปลูกต้นไม้เบาๆ ได้ (แต่ไม่ยกกระถางหนักๆ แล้วนะ) แกบอกว่า "รู้งี้ผมมาหาหมอตั้งนานแล้ว ไม่น่าทนปวดกลัวผ่าตัดเลย"

หมออยากบอกว่า... อาการปวดหลังร้าวลงขา ไม่ใช่เรื่องปกติของความแก่ และไม่ใช่จุดจบที่ต้องนอนติดเตียงครับ หากเรารู้สาเหตุเร็ว การรักษาก็ยิ่งง่ายและได้ผลดี

อย่าปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นโอกาสในการหายปวดนะครับ หันมาดูแลกระดูกสันหลังของเราตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มันอยู่ประคองเราไปนานๆ ครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#กระดูกสันหลังเคลื่อน #ปวดหลังร้าวลงขา #กระดูกทับเส้น #หมอเก่งกระดูกและข้อ #L5S1 #ปวดเอว #กายภาพบำบัด #ผ่าตัดกระดูกสันหลัง


References (แหล่งอ้างอิง)

  1. Kreiner DS, Shaffer WO, Baisden JL, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis (update). Spine J. 2008;8(1):155-162.
    • (สรุป: แนวทางการวินิจฉัยและรักษาภาวะกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนจากความเสื่อมตามหลักฐานเชิงประจักษ์ฉบับปรับปรุง)
  2. Matz PG, Meisel HJ, Lamer T, et al. Guideline summary review: an evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of degenerative lumbar spondylolisthesis. Spine J. 2016;16(3):439-448.
    • (สรุป: บทสรุปทบทวนแนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน เน้นการเปรียบเทียบผลการรักษา)
  3. Gagnet P, Kern K, Andrews K, et al. Spondylolysis and Spondylolisthesis: A Review of the Literature. J Orthop. 2018;15(2):404-407.
    • (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังแยกและกระดูกสันหลังเคลื่อน ครอบคลุมกลไกการเกิดโรคและการจัดการ)
  4. North American Spine Society (NASS). Clinical Guidelines for Multidisciplinary Spine Care: Diagnosis and Treatment of Degenerative Lumbar Spondylolisthesis. NASS. 2014.
    • (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมกระดูกสันหลังแห่งอเมริกาเหนือ สำหรับการดูแลรักษากระดูกสันหลังเคลื่อนแบบสหสาขาวิชาชีพ)
  5. Cheung JPY, Cheung PWH. Spondylolisthesis: An Evidence-Based Narrative Review. J Orthop Translat. 2019;25:1-12.
    • (สรุป: การทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์แบบบรรยายเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน ทั้งสาเหตุ การจำแนกประเภท และผลลัพธ์การรักษา)

E9152713-3CEC-4839-B9DF-3D0A1AFDEBD1_1_105_c.jpeg

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น