แยกให้ชัด! ปวดหลังแบบไหนคือ "หมอนรองกระดูกทับเส้น" VS "มะเร็งลุกลาม”
"ปวดหลังเรื้อรัง" เป็นอาการยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็เป็นได้ครับ แต่ในความธรรมดานี้มักจะมีความกังวลซ่อนอยู่เสมอ หลายคนพอปวดหลังนานเข้า กินยาก็ไม่หาย ทายาก็ไม่ทุเลา เริ่มมีอาการร้าวลงขา ใจก็เริ่มคิดไปไกลครับว่า "เราเป็นแค่หมอนรองกระดูกทับเส้นธรรมดา หรือจริง ๆ แล้วมันร้ายแรงกว่านั้นอย่างมะเร็งกันแน่?"
ความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ครับ เพราะทั้งสองโรคนี้มีจุดร่วมที่เหมือนกันคือ "ความปวด" แต่มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ต่างกันลิบลับ วันนี้หมอจะมาชวนคุยให้เห็นภาพชัด ๆ ครับว่าเราจะแยกความแตกต่างนี้ได้อย่างไร เพื่อที่จะได้ดูแลตัวเองได้ถูกวิธีและไม่ต้องนั่งเดาให้ใจเสียครับ
"หมอครับ ผมปวดหลังจนร้าวลงขา กลัวจะเป็นมะเร็งจังเลย"
คำถามนี้ผมเจอบ่อยมากครับในห้องตรวจ ล่าสุดมีคนไข้ท่านหนึ่ง อายุประมาณ 55 ปี เดินกะเผลกเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่มีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด พี่ท่านนี้บอกว่า "หมอครับ ผมปวดหลังมาเป็นเดือนแล้ว พักหลังเริ่มมีอาการขาชา เดินได้ไม่ไกลก็ต้องหยุดพัก ไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมา เขาบอกว่าถ้าปวดหลังเรื้อรังในวัยนี้ให้ระวังมะเร็งลุกลาม ผมนอนไม่หลับมาหลายคืนเลยครับ"
เมื่อผมได้ซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกายอย่างถี่ถ้วน พบว่าอาการของพี่ท่านนี้สัมพันธ์กับท่าทางและการทำงานชัดเจน เช่น ยิ่งก้มยิ่งปวด ยิ่งยกของหนักยิ่งร้าว พอให้นอนพักอาการกลับดีขึ้น นี่คือลักษณะเด่นของ "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" ครับ ไม่ใช่โรคร้ายแรงอย่างที่กังวล แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เคยเจอเคสที่มาด้วยอาการคล้ายกัน แต่มี "สัญญาณอันตราย" บางอย่างที่ชี้ไปทางมะเร็ง ซึ่งการสังเกตจุดเล็ก ๆ เหล่านี้แหละครับที่จะช่วยชีวิตเราได้
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: ไส้ขนมปังที่ไหลออกมาทับเส้น
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น หมออยากให้ลองจินตนาการว่า "หมอนรองกระดูก" ของเราเหมือนกับ "ขนมปังไส้ครีม" ครับ ตัวขนมปังด้านนอกคือพังผืดที่แข็งแรง ส่วนไส้ครีมตรงกลางคือเจลลี่นุ่ม ๆ ที่ช่วยรับแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือกระโดด
เมื่อเราอายุมากขึ้น หรือใช้งานหลังหนักเกินไป เช่น ยกของผิดท่า นั่งนาน ๆ หรือก้มเงยบ่อย ๆ ตัวขนมปังด้านนอกอาจจะเริ่มปริแตก ทำให้ "ไส้ครีม" หรือเจลลี่ที่อยู่ข้างในไหลปลิ้นออกมาข้างนอก แล้วบังเอิญไป "กดทับ" เส้นประสาทที่อยู่ข้าง ๆ เข้าพอดี
อาการที่ตามมาคืออะไร? แน่นอนครับว่าต้องปวดหลัง แต่จุดเด่นคือมันจะ "ปวดร้าว" ครับ ร้าวเหมือนมีไฟช็อตจากหลังลงไปที่สะโพก ลงไปที่น่อง หรือหลังเท้า บางคนจะมีอาการชาหรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรงร่วมด้วย อาการปวดแบบนี้มักจะสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวครับ เช่น ก้มแล้วปวดมากขึ้น นั่งนานแล้วปวด แต่พอนอนราบพักผ่อน อาการมักจะเบาลง
มะเร็งลุกลามมาที่กระดูกสันหลัง: แขกไม่ได้รับเชิญที่ทำลายโครงสร้าง
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นมะเร็งที่ลุกลามมาที่กระดูกสันหลัง (ซึ่งส่วนใหญ่มักลุกลามมาจากมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก) ลักษณะอาการจะต่างออกไปครับ มะเร็งไม่ได้เกิดจากการ "ปลิ้น" ของเจลลี่ แต่มันคือเซลล์ร้ายที่เข้าไปทำลายเนื้อกระดูกโดยตรง ทำให้กระดูกเปราะบางและทรุดตัวลง
อาการปวดจากมะเร็งมักจะ "ตื้อ ๆ ลึก ๆ" และที่สำคัญคือ "ปวดไม่เลือกเวลา" ครับ แม้แต่นอนพักนิ่ง ๆ ก็ยังปวด โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะปวดมากเป็นพิเศษจนสะดุ้งตื่น นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก เพราะหมอนรองกระดูกเสื่อมมักจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก แต่ถ้าเป็นมะเร็ง ยิ่งนอนนิ่ง ๆ ยิ่งปวดครับ
สังเกต "ธงแดง" (Red Flags) สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบมาหาหมอ
ถ้าคุณมีอาการปวดหลัง แล้วมีข้อใดข้อหนึ่งใน "ธงแดง" ต่อไปนี้ หมอแนะนำว่าอย่ารอนะครับ ให้รีบมาพบแพทย์ทันที:
- ปวดตอนกลางคืนจนนอนไม่ได้: ปวดลึก ๆ ปวดตลอดเวลา แม้จะเปลี่ยนท่าทางหรือนอนพักแล้วก็ไม่ดีขึ้น
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ: น้ำหนักตัวลดลงฮวบฮาบทั้งที่ไม่ได้อดอาหาร หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย
- มีไข้เรื้อรัง: ปวดหลังร่วมกับมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เหมือนคนป่วยตลอดเวลา
- อาการปวดในคนอายุมากหรือน้อยผิดปกติ: เช่น เริ่มปวดครั้งแรกตอนอายุมากกว่า 50 ปี หรือในเด็กวัยรุ่นที่มีอาการปวดหลังรุนแรง
- อาการทางระบบประสาทที่คุมไม่ได้: เช่น อยู่ดี ๆ ก็กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือขาอ่อนแรงกะทันหันจนเดินไม่ได้เลย
- ประวัติเคยเป็นมะเร็ง: หากเคยรักษาโรคมะเร็งที่อวัยวะอื่นมาก่อน แล้วอยู่ ๆ มามีอาการปวดหลัง ต้องระวังเป็นพิเศษครับ
หมอจะตรวจอย่างไรให้รู้ชัด?
เมื่อมาถึงมือหมอ เราจะไม่มีการเดาครับ กระบวนการตรวจจะเริ่มจากสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "การซักประวัติและตรวจร่างกาย" หมอจะตรวจดูการทำงานของเส้นประสาท กำลังกล้ามเนื้อ และจุดที่กดเจ็บ เพื่อแยกแยะเบื้องต้นก่อน
หากหมอสงสัยว่าจะมีความผิดปกติที่ลึกซึ้งกว่านั้น เครื่องมือที่จะช่วยเราได้คือ:
- การเอกซเรย์ (X-ray): ช่วยดูโครงสร้างกระดูกเบื้องต้น ดูว่ากระดูกเสื่อมไหม ทรุดไหม หรือมีส่วนไหนของกระดูกที่ดูเหมือนจะโดนทำลายไปหรือไม่
- การทำ MRI (เอ็มอาร์ไอ): นี่คือ "พระเอก" ของงานนี้ครับ เพราะ MRI สามารถมองเห็นเนื้อเยื่ออ่อน หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทได้อย่างชัดเจนมาก หมอจะเห็นเลยว่ามีเจลลี่ปลิ้นออกมา หรือมีก้อนเนื้อแปลกปลอมที่ดูเหมือนมะเร็งเข้าไปเบียดเส้นประสาทอยู่หรือไม่
- การตรวจเลือด (Lab tests): ในกรณีที่สงสัยมะเร็ง หมอจะสั่งตรวจค่าการอักเสบ หรือตรวจหา "สารบ่งชี้มะเร็ง" (Tumor markers) บางชนิด รวมถึงดูค่าแคลเซียมในเลือดเพื่อประกอบการวินิจฉัยครับ
- การตรวจความหนาแน่นกระดูก (Bone Scan): ในกรณีที่สงสัยการแพร่กระจายของมะเร็งไปทั่วร่างกาย เครื่องมือนี้จะช่วยสแกนดูได้ทั้งตัวเลยครับว่ามีจุดไหนที่มีความผิดปกติบ้าง
แนวทางการรักษา: ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นหมอนรองกระดูกเสื่อมหรืออย่างอื่น การรักษามีขั้นตอนและระดับความรุนแรงครับ
ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: ส่วนใหญ่กว่า 80-90% ไม่ต้องผ่าตัดครับ! เราเริ่มจากการปรับพฤติกรรม เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่ก้มตัวนาน ๆ การใช้ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ หรือยาบำรุงเส้นประสาท และที่สำคัญมากคือ "การทำกายภาพบำบัด" เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง ซึ่งเปรียบเสมือน "เฝือกธรรมชาติ" ให้กระดูกสันหลังเราครับ
ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่าง "การฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทาง" ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก ยาจะไปออกฤทธิ์ที่จุดที่มีการอักเสบโดยตรง ช่วยให้คนไข้หายปวดได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดใหญ่
ถ้าเป็นมะเร็งที่กระดูกสันหลัง: แนวทางจะเปลี่ยนไปเป็นการรักษาโรคมะเร็งต้นกำเนิดร่วมกับการดูแลกระดูกสันหลังครับ อาจจะมีการฉายแสง (Radiation) การให้เคมีบำบัด หรือการผ่าตัดเพื่อเสริมความมั่นคงของกระดูกสันหลังไม่ให้ทรุดตัวลงไปทับเส้นประสาทจนเป็นอัมพาต เป้าหมายคือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของคนไข้ครับ
พยากรณ์โรค: หายขาดได้ไหม?
สำหรับ "หมอนรองกระดูกเสื่อม" ต้องยอมรับตามตรงครับว่าเราไม่สามารถทำให้กระดูกกลับไปเป็นวัยรุ่น 18 ปีได้ตลอดไป แต่มัน "จัดการได้" ครับ คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ เดินได้ ออกกำลังกายได้ เพียงแต่ต้องรู้วิธีการใช้หลังอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้มันกลับมาอักเสบซ้ำอีก
ส่วนกรณี "มะเร็ง" การพยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งต้นกำเนิดและการตอบสนองต่อยาครับ ปัจจุบันการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ยามะเร็งรุ่นใหม่ ๆ ช่วยยืดชีวิตและลดความเจ็บปวดได้ดีกว่าแต่ก่อนมากครับ
สรุป
อาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องที่ต้องนั่งกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับครับ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการใช้งานหรือความเสื่อมตามวัยอย่าง "หมอนรองกระดูกทับเส้น" ซึ่งรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก แต่เราต้องไม่ประมาทกับ "สัญญาณอันตราย" หรือธงแดงที่หมอได้บอกไว้
หากมีอาการปวดที่ผิดปกติ ปวดนานเกิน 2-4 สัปดาห์ หรือมีอาการชา อ่อนแรง ร่วมด้วย การเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจนคือวิธีที่ดีที่สุดครับ การรู้เร็ว รักษาไว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้หายปวดเร็วขึ้น แต่ยังช่วยเปลี่ยนจากเรื่องที่อาจจะดู "ร้าย" ให้กลายเป็นเรื่องที่ "รับมือได้" ครับ
- Jensen RK, et al. Diagnosis and treatment of sciatica. BMJ. 2019;367:l6273.
- National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Low back pain and sciatica in over 16s: assessment and management. 2020.
- Casser HR, et al. LBP: Current State of Diagnosis and Therapy. Dtsch Arztebl Int. 2016;113(47):791-797.
- Mace J, et al. Bone Metastases: Diagnosis and Management. Am Fam Physician. 2021;104(1):40-47.
- Global Burden of Disease Study 2019. Low back pain. Lancet. 2020.
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกทับเส้น #มะเร็งกระดูก #ปวดหลังร้าวลงขา #ดูแลกระดูก #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สแกนหลัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น